法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
46
มาตรา อารัมภบท

ประกาศกระทรวงพาณิชย์

เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศกําหนดไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ให้ยกเลิก

(1) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย ลงวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2544

(2) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2545

(3) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545

(4) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2546

(5) ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 5) ลงวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2547

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ในประกาศนี้

“หุ้น” หมายความรวมถึง ใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น หรือใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย (NVDR) หรือใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นสามัญ (DR) ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือหลักทรัพย์อื่น ตามที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

“หุ้นกู้”[1] หมายความรวมถึง หุ้นกู้แปลงสภาพ หรือใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นกู้ หรือใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นกู้ (DR) ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือหลักทรัพย์อื่น ตามที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

“หน่วยลงทุน” หมายความว่า หน่วยลงทุน หรือใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหน่วยลงทุน ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

“ตั๋วเงิน” หมายความว่า ตั๋วแลกเงิน หรือตั๋วสัญญาใช้เงิน

“หลักทรัพย์” หมายความว่า หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

“อนุพันธ์” หมายความว่า อนุพันธ์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า

“ฐานะอนุพันธ์” หมายความว่า ภาระหรือสิทธิ อันเนื่องมาจากการซื้อขายอนุพันธ์ หรือเข้าผูกพันตามอนุพันธ์

“ภาระผูกพัน” หมายความว่า จํานวนเงินที่ต้องรับผิดชอบตามตั๋วเงิน (ในฐานะผู้สั่งจ่าย ผู้ออก ผู้รับรอง หรือผู้อาวัลตั๋วเงินนั้น) จํานวนเงินกู้ยืม (ในฐานะผู้กู้ยืม) และจํานวนเงินค้ําประกันการกู้ยืม หรือจํานําเป็นประกันการกู้ยืม (ในฐานะผู้ค้ําประกัน หรือเป็นผู้ออกพันธบัตร หุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน ที่มีผู้นํามาจํานําเป็นประกัน)

“ราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์” หมายความว่า ราคาประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน หรือราคาประเมินของนิติบุคคลที่นายทะเบียนให้ความเห็นชอบให้เป็นผู้ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่นายทะเบียนประกาศกําหนด หรือราคาที่ได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียน

“ให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง” หมายความว่า การให้เช่าทรัพย์สินที่บริษัทจัดหามาจากผู้ผลิต หรือผู้จําหน่าย หรือทรัพย์สินซึ่งยึดได้จากผู้เช่ารายอื่นเพื่อให้ผู้เช่าได้ใช้ประโยชน์ในกิจการอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรือกิจการบริการอย่างอื่นเป็นทางค้าปกติ โดยผู้เช่ามีหน้าที่ต้องบํารุงรักษา และซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่า ทั้งนี้ ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาก่อนครบกําหนดเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่ผู้เช่ามีสิทธิที่จะซื้อหรือเช่าทรัพย์สินนั้นต่อไป ในราคาหรือค่าเช่าที่ได้ตกลงกัน

“งานสนับสนุน” หมายความว่า งานปฏิบัติการด้านการประกันภัย เช่น การจัดตั้งการบริหารกลุ่มรับเสี่ยงภัย (pool) การให้คําปรึกษาเกี่ยวกับการจ่ายค่าสินไหมทดแทน เป็นต้น งานบัญชีการเงิน งานเทคโนโลยีสารสนเทศ งานตรวจสอบภายใน งานกํากับ ดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย (compliance) และงานอื่นที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

“อันดับความน่าเชื่อถือ” หมายความว่า อันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับความเห็นชอบ หรือได้รับการยอมรับจากสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

“องค์การหรือรัฐวิสาหกิจ”[2] หมายความว่า องค์การหรือรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคลซึ่งมีพระราชบัญญัติ หรือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล เป็นต้น หรือรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจํากัด ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และรายชื่อที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

“บริษัทจํากัด” หมายความว่า บริษัทจํากัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บริษัทมหาชนจํากัด ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจํากัด และให้หมายความรวมถึง บรรษัทเงินทุน และบรรษัทอื่น ๆ ที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นตามรายชื่อที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

“บรรษัทเงินทุน” หมายความว่า บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“ตลาดหลักทรัพย์” หมายความว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

“ธนาคาร” หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ รวมถึงธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น ที่ประกอบธุรกิจภายในราชอาณาจักร

“บริษัทจัดการกองทุน” หมายความว่า บริษัทจัดการกองทุน ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

“องค์กรระหว่างประเทศ” หมายความว่า World Bank หรือ Asian Development Bank (ADB) หรือ International Finance Corporation (IFC) หรือองค์กร หรือนิติบุคคล ตามรายชื่อที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

“ธนาคารต่างประเทศ” หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ และมีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร

“สินทรัพย์ของบริษัท” หมายความว่า สินทรัพย์ของบริษัทตามราคาประเมินที่มีอยู่ในวันสิ้นปีบัญชีครั้งสุดท้าย หรือในงบการเงินระหว่างกาลครั้งสุดท้าย

“เงินกองทุนส่วนเกิน” หมายความว่า เงินกองทุนส่วนที่เกินจากจํานวนที่บริษัทต้องดํารงไว้ ตามมาตรา 27 ในวันสิ้นปีบัญชีครั้งสุดท้าย หรือในงบการเงินระหว่างกาลครั้งสุดท้าย

“งบการเงินระหว่างกาล” หมายความว่า งบการเงินตามราคาประเมินที่จัดทําขึ้นตามแบบและรายการที่นายทะเบียนกําหนด สําหรับงวดเวลาสิ้นสุด ณ วันใดวันหนึ่งระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีที่เสนอรายงานทางการเงินตามปกติ และมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเป็นผู้รับรอง

“ราคาประเมิน” หมายความว่า ราคาประเมินทรัพย์สินของบริษัทตามประกาศนายทะเบียน เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัยที่ออกตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535

ส่วน ๑ ประเภทการลงทุนในราชอาณาจักร

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ บริษัทจะลงทุนประกอบธุรกิจอื่นในราชอาณาจักรได้ ดังต่อไปนี้

(1) ฝากเงินไว้กับธนาคาร หรือซื้อบัตรเงินฝากของธนาคาร

(2) ซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือตั๋วเงินคลัง

(3) ซื้อบัตรภาษีของกระทรวงการคลัง

(4) ซื้อพันธบัตร หรือหุ้นกู้ขององค์การหรือรัฐวิสาหกิจ

(5) ซื้อหุ้นกู้ของบรรษัทเงินทุน

(6) ซื้อบัตรเงินฝากของบริษัทเงินทุน

(7) ซื้อตั๋วเงิน

(8) ซื้อหุ้น หุ้นกู้ ของบริษัทจํากัด หรือหน่วยลงทุน

(9) ให้กู้ยืมโดยมีกระทรวงการคลังค้ําประกัน

(10) ให้กู้ยืมโดยมีพันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตร หรือหุ้นกู้ขององค์การหรือรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นกู้ของบรรษัทเงินทุนจํานําเป็นประกัน

(11) ให้กู้ยืมโดยมีธนาคารหรือองค์กรระหว่างประเทศค้ําประกัน

(12) ให้กู้ยืมโดยมีบรรษัทเงินทุนค้ําประกัน

(13) ให้กู้ยืมโดยมีหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน จํานําเป็นประกัน

(14) ให้กู้ยืมโดยมีอสังหาริมทรัพย์จํานองเป็นประกัน

(15) ให้กู้ยืมโดยมีเครื่องจักรจํานองเป็นประกัน

(16) ให้กู้ยืมแก่พนักงานของบริษัท

(17) ให้กู้ยืมแก่สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จํากัด

(18) ให้กู้ยืมแก่เกษตรกร

(19) ซื้อสลากออมทรัพย์

(20) ให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง (Leasing)

(21) ให้เช่าซื้อรถ

(22) การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

(23) เป็นผู้จัดการกองทุนรวม ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

(24) ซื้อขายหรือมีฐานะอนุพันธ์

(25) เป็นตัวแทนสนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

(26) เป็นตัวแทนด้านการตลาดกองทุนส่วนบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

(27) ทําธุรกรรมซื้อหรือขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืน

(28) ทําธุรกรรมยืมและให้ยืมหลักทรัพย์

(29) ประกอบกิจการให้บริการด้านงานสนับสนุนแก่บุคคลอื่น (back office)

ส่วน ๒ ประเภทการลงทุนนอกราชอาณาจักร

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ บริษัทจะลงทุนประกอบธุรกิจอื่นนอกราชอาณาจักรได้ ดังต่อไปนี้

(1) ซื้อหุ้น หรือหุ้นกู้ของนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามความตกลงของประเทศในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) หรือของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิค (ESCAP) เพื่อประกอบธุรกิจเฉพาะการประกันต่อ

(2) ซื้อหุ้นของนิติบุคคลในต่างประเทศ นอกจาก (1)

(3) ซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรหรือหุ้นกู้ขององค์การ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นกู้ของบรรษัทเงินทุนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจําหน่ายนอกราชอาณาจักร

(4) ซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ซึ่งออกหรือค้ําประกันโดยองค์กรระหว่างประเทศ

(5)[5] ซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงินซึ่งออกโดยรัฐบาลต่างประเทศ หรือรัฐวิสาหกิจต่างประเทศ

(6) ซื้อบัตรเงินฝากหรือหุ้นกู้ของธนาคาร หรือหุ้นกู้ของบริษัทจํากัดที่ออกจําหน่ายนอกราชอาณาจักร

(7) ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่จดทะเบียนในต่างประเทศ

(8) ซื้อหุ้นกู้ซึ่งออกโดยนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้นั้นในประเทศไทย

ส่วน ๑ เงื่อนไขทั่วไป

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัท บริษัทจะต้องกระทําด้วยความสุจริต ไม่กระทําการหรืองดเว้นการที่ต้องกระทําใด ๆ อันเป็นผลให้บริษัทต้องจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นมากกว่าจํานวนที่พึงจ่าย หรือให้บริษัทได้รับผลประโยชน์ใด ๆ น้อยกว่าจํานวนที่พึงได้รับโดยไม่สุจริต

สินทรัพย์ที่บริษัทได้มาหรือมีอยู่จากการลงทุนตามประกาศนี้ จะต้องปราศจากภาระหนี้ตลอดเวลา เช่น การจํานอง การจํานํา เพื่อค้ําประกันหนี้สินใด ๆ เป็นต้น เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียน ทั้งนี้ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ห้ามบริษัทให้กู้ยืม ตามข้อ 3 (10) (13) (14) (15) ให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง ตามข้อ 3 (20) หรือให้เช่าซื้อรถ ตามข้อ 3 (21) แก่นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทในลักษณะ ดังต่อไปนี้

(1) ผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลนั้นรายหนึ่งหรือหลายรายถือหุ้นในบริษัท หรือผู้ถือหุ้นในบริษัทรายหนึ่งหรือหลายรายถือหุ้นในนิติบุคคลนั้น มีมูลค่าตั้งแต่ร้อยละยี่สิบขึ้นไปของทุนทั้งหมด

(2) นิติบุคคลนั้นถือหุ้นในบริษัท หรือบริษัทถือหุ้นในนิติบุคคลนั้น ตั้งแต่ร้อยละยี่สิบขึ้นไปของทุนทั้งหมด

การถือหุ้นตาม (1) และ (2) ข้างต้น ให้นับการถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม และให้นับรวมการถือหุ้นโดยบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับผู้ถือหุ้นในลักษณะที่ระบุไว้ในข้อ 7 (1) ถึง (6) ด้วย

ในกรณีที่กรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลนั้นเป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัท หรือกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานในฐานะผู้แทนของบริษัทเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในนิติบุคคลนั้น ให้บริษัทรายงานต่อนายทะเบียน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่นายทะเบียนประกาศกําหนด ทั้งนี้ ผู้บริหาร หมายถึง ผู้จัดการ และผู้บริหารระดับต่ํากว่าผู้จัดการลงมาอีก 2 ระดับ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ห้ามบริษัทให้กู้ยืม ให้เช่าซื้อรถแก่กรรมการ หรือค้ําประกันหนี้ใด ๆ ของกรรมการ หรือซื้อ สลักหลัง รับรอง หรือรับอาวัลตั๋วเงินที่กรรมการเป็นผู้สั่งจ่ายหรือเป็นผู้ออก

การให้กู้ยืม ให้เช่าซื้อรถ หรือการประกันหนี้ใด ๆ ของบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ หรือการซื้อ การสลักหลัง การรับรอง หรือการรับอาวัลตั๋วเงิน ที่บุคคลหรือห้างหุ้นส่วน ดังต่อไปนี้ เป็นผู้สั่งจ่าย หรือเป็นผู้ออก ให้ถือว่าเป็นการให้กู้ยืม การให้เช่าซื้อรถ หรือค้ําประกันแก่กรรมการหรือเป็นการซื้อ สลักหลัง รับรอง หรือรับอาวัลตั๋วเงินที่กรรมการเป็นผู้สั่งจ่าย หรือเป็นผู้ออก ตามวรรคหนึ่งด้วย คือ

(1) คู่สมรสของกรรมการ

(2) บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ

(3) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่กรรมการหรือบุคคล ตาม (1) หรือ (2) เป็นหุ้นส่วน

(4) ห้างหุ้นส่วนจํากัดที่กรรมการหรือบุคคล ตาม (1) หรือ (2) เป็นหุ้นส่วนจําพวกไม่จํากัดความรับผิด หรือเป็นหุ้นส่วนจําพวกจํากัดความรับผิดรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจํากัดนั้น

(5) บริษัทจํากัดที่กรรมการหรือบุคคล ตาม (1) หรือ (2) หรือห้างหุ้นส่วน ตาม (3) หรือ (4) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจํากัดนั้น

(6) บริษัทจํากัดที่กรรมการหรือบุคคล ตาม (1) หรือ (2) หรือห้างหุ้นส่วน ตาม (3) และ (4) หรือบริษัทจํากัด ตาม (5) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจํากัดนั้น

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การลงทุนซื้อหุ้น หุ้นกู้ของบริษัทจํากัด หรือหน่วยลงทุนที่อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการกองทุนรายใดรายหนึ่ง ตามข้อ 3 (8) การให้กู้ยืม ตามข้อ 3 (13) ถึง (18) การให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง ตามข้อ 3 (20) และการให้เช่าซื้อรถ ตามข้อ 3 (21) อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เมื่อรวมกันแล้วให้บริษัทลงทุนแก่บุคคลนั้นได้ไม่เกินร้อยละห้าของสินทรัพย์ของบริษัท เว้นแต่

(1) การซื้อหุ้นของบริษัทประกันชีวิต หรือบริษัทประกันวินาศภัย ตามข้อ 18 (1.1) ถึง (1.3) หรือการซื้อหุ้นของบริษัทจํากัดที่ประกอบกิจการอันเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจประกันชีวิตหรือธุรกิจประกันวินาศภัยโดยส่วนรวม ตามข้อ 18 (2.1) หรือการซื้อหุ้นของบริษัทจํากัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตเฉพาะการประกันภัยต่อ ตามข้อ 18 (2.2) หรือการซื้อหุ้นกู้ของบริษัทจํากัด ภายใต้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่นํารายได้ทั้งจํานวนไปใช้ในโครงการของราชการ ตามข้อ 18 (3.1)

(2) การซื้อหน่วยลงทุนตามข้อ 18 (4.1)

(3) การซื้อหุ้น หุ้นกู้ของบริษัทจํากัด หรือหน่วยลงทุน โดยใช้เงินกองทุนส่วนเกิน ตามส่วนที่ 18

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การคํานวณสัดส่วนการลงทุนของบริษัท ให้ใช้ราคาทุนของการได้ทรัพย์สินแต่ละประเภท สําหรับการให้กู้ยืมให้ใช้ยอดเงินต้นคงค้าง

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทตามประกาศนี้ บริษัทต้องจัดทําระเบียบวิธีปฏิบัติเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท และต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ออกระเบียบวิธีปฏิบัติหรือวันที่มีการเปลี่ยนแปลง

ระเบียบวิธีปฏิบัติดังกล่าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่นายทะเบียนประกาศกําหนด และในกรณีที่นายทะเบียนเห็นสมควรให้มีการปรับปรุงระเบียบวิธีปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้บริษัทดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกําหนด

นอกจากการจัดทําระเบียบวิธีปฏิบัติแล้ว ให้บริษัทจัดให้มีระบบการตรวจสอบและควบคุมภายในของบริษัทในการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทและในด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่นายทะเบียนประกาศกําหนด และในกรณีที่นายทะเบียนเห็นสมควรให้มีการปรับปรุงระบบการตรวจสอบและควบคุมภายในของบริษัท ให้บริษัทดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกําหนด

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล นายทะเบียนมีอํานาจกําหนดให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่นายทะเบียนประกาศกําหนด เป็นผู้ประเมินระบบการควบคุมภายใน และระเบียบวิธีปฏิบัติในด้านการลงทุนและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่นายทะเบียนประกาศกําหนด และให้ส่งรายงานดังกล่าว แก่นายทะเบียนภายในเดือนมีนาคมของทุกปี หรือตามที่นายทะเบียนกําหนดเพิ่มเติม เว้นแต่บริษัทที่ผ่านการประเมินด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงและการดํารงสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับหนี้สินและภาระผูกพันตามกรมธรรม์ประกันภัยจากนายทะเบียน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทตามประกาศนี้ ในกรณีที่บริษัทว่าจ้างหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นดําเนินการลงทุนแทนบริษัททั้งหมดหรือบางส่วน บริษัทจะดําเนินการได้โดยได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียน ทั้งนี้ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การรับชําระหนี้ด้วยทรัพย์สินนอกจากอสังหาริมทรัพย์ บริษัทสามารถดําเนินการได้โดยคํานึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

(1) กรณีทรัพย์สินที่ได้มานั้นมีราคาไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของประกาศนี้ ให้บริษัทใช้เงินกองทุนส่วนเกิน ตามข้อ 41 แต่หากบริษัทไม่มีเงินกองทุนส่วนเกินเพียงพอ ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียน ทั้งนี้ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

(2) กรณีทรัพย์สินที่ได้มานั้น หากทําให้สัดส่วนการลงทุนของบริษัทไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของประกาศนี้ บริษัทต้องจําหน่ายทรัพย์สินส่วนที่เกินออกไปภายในสามปีนับแต่วันที่ได้มา และห้ามซื้อทรัพย์สินประเภทดังกล่าวเพิ่มเติมอีก หากบริษัทได้มาก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ ให้จําหน่ายออกไปภายในสามปี นับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ

(3) กรณีทรัพย์สินที่ได้มานั้น เป็นทรัพย์สินที่มิใช่ทรัพย์สินที่บริษัทสามารถลงทุนได้ตามประกาศนี้ ให้ถือว่าเป็นการได้มาโดยใช้เงินกองทุนส่วนเกิน ตามข้อ 41 และบริษัทต้องจําหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวออกไปภายในสามปีนับแต่วันที่ได้มา และหากบริษัทได้มาก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ ให้จําหน่ายออกไปภายในสามปี นับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ

(1) หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้ซื้อได้โดยวิธีจับคู่คําสั่งซื้อขายอัตโนมัติ (automatic order matching)

(2) หุ้นที่มิได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้บริษัทซื้อได้ในราคาที่มีการเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป (public offering) หรือที่มีการเสนอขายแก่นักลงทุนประเภทสถาบันเป็นการทั่วไป โดยมิได้เจาะจงสถาบันใดสถาบันหนึ่ง

(3) การซื้อหุ้น นอกจาก (1) และ (2) ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียน ทั้งนี้ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

ส่วน ๒ เงื่อนไขการซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย

พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือตั๋วเงินคลัง

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ การซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยหรือตั๋วเงินคลัง ตามข้อ 3 (2) บริษัทจะซื้อได้โดยไม่จํากัดจํานวน

ส่วน ๓ เงื่อนไขการซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ขององค์การหรือรัฐวิสาหกิจ

หรือการซื้อหุ้นกู้ของบรรษัทเงินทุน

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ การซื้อพันธบัตร หรือหุ้นกู้ขององค์การหรือรัฐวิสาหกิจ ตามข้อ 3 (4) หรือการซื้อหุ้นกู้ของบรรษัทเงินทุน ตามข้อ 3 (5) บริษัทจะซื้อได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) กรณีพันธบัตรหรือหุ้นกู้ขององค์การ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นกู้ของบรรษัทเงินทุนที่มีกระทรวงการคลังค้ําประกันการชําระเงินต้นและดอกเบี้ย บริษัทจะซื้อได้โดยไม่จํากัดจํานวน

(2) กรณีพันธบัตรหรือหุ้นกู้ขององค์การ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นกู้ของบรรษัทเงินทุนที่ไม่มีกระทรวงการคลังค้ําประกัน บริษัทจะซื้อได้รายละไม่เกินร้อยละสิบห้าของสินทรัพย์ของบริษัท และเมื่อรวมกันทุกรายแล้วต้องไม่เกินร้อยละสี่สิบของสินทรัพย์ของบริษัท

ส่วน ๔ เงื่อนไขการซื้อบัตรเงินฝากหรือตั๋วเงิน

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การซื้อบัตรเงินฝากของบริษัทเงินทุน ตามข้อ 3 (6) และการซื้อตั๋วเงิน ตามข้อ 3 (7) ที่มีบริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นผู้สั่งจ่าย เป็นผู้ออก เป็นผู้รับรอง หรือรับอาวัล โดยไม่มีข้อจํากัดความรับผิด บริษัทจะซื้อได้เมื่อรวมจํานวนเงินภาระผูกพันในข้อนี้ ข้อ 19 และข้อ 20 ของนิติบุคคลใดนิติบุคคลหนึ่งเข้าด้วยกันแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ของบริษัท และเมื่อรวมกันทุกรายแล้วต้องไม่เกินร้อยละสิบห้าของสินทรัพย์ของบริษัท ทั้งนี้ ระยะเวลาการใช้เงินตามบัตรเงินฝาก หรือตั๋วเงินต้องไม่เกินห้าปี

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ การซื้อตั๋วเงิน ตามข้อ 3 (7) นอกจากที่กําหนดในข้อ 16 บริษัทจะซื้อได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) ตั๋วเงินนั้นต้องเป็นตั๋วเงินที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (issue rating) ซึ่งออกโดยบริษัทจํากัด หรือเป็นตั๋วเงินที่มีธนาคาร บรรษัทเงินทุน องค์การหรือรัฐวิสาหกิจ บริษัทประกันชีวิต บริษัทจํากัดที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (issuer rating) เป็นผู้สั่งจ่าย เป็นผู้ออก เป็นผู้รับรอง เป็นผู้รับอาวัล หรือเป็นผู้ค้ําประกัน โดยไม่มีข้อจํากัดความรับผิด หรือเป็นตั๋วเงินที่มีธนาคารต่างประเทศเป็นผู้รับอาวัล หรือเป็นผู้ค้ําประกัน โดยไม่มีข้อจํากัดความรับผิด

ทั้งนี้ ตั๋วเงิน หรือบริษัทจํากัดที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือนั้น ต้องได้รับอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ํากว่า BBB หรือเทียบเท่า สําหรับธนาคารต่างประเทศ ต้องได้รับอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ํากว่า A หรือเทียบเท่า

(2) บริษัทจะซื้อได้ เมื่อรวมจํานวนเงินภาระผูกพันในข้อนี้ ข้อ 19 และข้อ 20 ของนิติบุคคลใดนิติบุคคลหนึ่ง ตาม (1) เข้าด้วยกันแล้ว ต้องไม่เกินภาระผูกพันที่นิติบุคคลแต่ละนิติบุคคลนั้นมีต่อบริษัทตามจํานวน ดังต่อไปนี้

(ก) ธนาคาร ร้อยละยี่สิบของสินทรัพย์ของบริษัท

(ข) บรรษัทเงินทุน ร้อยละสิบของสินทรัพย์ของบริษัท

(ค) องค์การหรือรัฐวิสาหกิจ ร้อยละห้าของสินทรัพย์ของบริษัท

(ง) บริษัทประกันชีวิต ร้อยละห้าของสินทรัพย์ของบริษัท

(จ) บริษัทจํากัด ตาม (1) ร้อยละห้าของสินทรัพย์ของบริษัท

(ฉ) ธนาคารต่างประเทศ ตาม (1) ร้อยละห้าของสินทรัพย์ของบริษัท

(3) (ยกเลิก)

ส่วน ๕ เงื่อนไขการซื้อหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ การซื้อหุ้น หุ้นกู้ของบริษัทจํากัด หรือหน่วยลงทุน ตามข้อ 3 (8) บริษัทจะซื้อได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) การซื้อหุ้นของบริษัทประกันชีวิต หรือบริษัทประกันวินาศภัย บริษัทจะซื้อได้ไม่เกินร้อยละสิบของจํานวนหุ้นที่ออกจําหน่ายทั้งหมด และเมื่อรวมกันทุกรายแล้วต้องไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ของบริษัท เว้นแต่

(1.1) การซื้อหุ้นของบริษัทประกันชีวิต หรือบริษัทประกันวินาศภัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขฐานะหรือการดําเนินการของบริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยนั้น โดยได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนโดยอนุมัติรัฐมนตรี และบริษัทจะต้องจําหน่ายหุ้นส่วนที่เกินภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกําหนด แต่ต้องไม่เกินห้าปี นับแต่วันที่ซื้อ

(1.2) การซื้อหุ้นของบริษัทประกันวินาศภัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อกิจการ โดยได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน โดยอนุมัติรัฐมนตรีในการให้ความเห็นชอบ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้ ทั้งนี้ การซื้อหุ้นส่วนที่เกินให้ใช้เงินกองทุนส่วนเกินตามข้อ 42

(1.3) การซื้อหุ้นของบริษัทประกันวินาศภัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรวมกิจการหรือรับโอนกิจการที่ทําให้จํานวนบริษัทประกันวินาศภัยลดลง โดยได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน โดยอนุมัติรัฐมนตรีในการให้ความเห็นชอบ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

(2) การซื้อหุ้นของบริษัทจํากัด นอกจาก (1) บริษัทจะซื้อได้ไม่เกินร้อยละสิบห้าของจํานวนหุ้นที่ออกจําหน่ายทั้งหมด และเมื่อรวมกันทุกบริษัทจํากัดแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบของสินทรัพย์ของบริษัท เว้นแต่

(2.1) การซื้อหุ้นของบริษัทจํากัดที่ประกอบกิจการอันเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจประกันชีวิตหรือธุรกิจประกันวินาศภัยโดยส่วนรวม โดยได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียนในการให้ความเห็นชอบ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้ ทั้งนี้ การซื้อหุ้นส่วนที่เกิน ให้ใช้เงินกองทุนส่วนเกินตามข้อ 42

(2.2) บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย เฉพาะการประกันภัยต่อจะซื้อหุ้นของบริษัทประกันชีวิตที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต เฉพาะการประกันภัยต่อเกินกว่าจํานวนที่กําหนดไว้ โดยได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียน ทั้งนี้ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

(3) การซื้อหุ้นกู้ของบริษัทจํากัด บริษัทจะซื้อได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(3.1) การซื้อหุ้นกู้ของบริษัทจํากัด ภายใต้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่นํารายได้ทั้งจํานวนไปใช้ในโครงการของราชการ องค์การ หรือรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น บริษัทจะซื้อได้โดยไม่จํากัดจํานวน ทั้งนี้ หุ้นกู้นั้นต้องได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ (issue rating) ไม่ต่ํากว่า A หรือเทียบเท่า

(3.2) การซื้อหุ้นกู้ของบริษัทจํากัด นอกจาก (3.1) บริษัทจะซื้อได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของมูลค่าหุ้นกู้ที่ได้ออกจําหน่ายทั้งหมดของบริษัทจํากัดนั้น ทั้งนี้ หุ้นกู้หรือผู้ออกหุ้นกู้นั้นต้องได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ (issue or issuer rating) ไม่ต่ํากว่า BBB- หรือเทียบเท่า กรณีหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทจํากัด ที่ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ํากว่าระดับที่กําหนดข้างต้น หุ้นกู้นั้นต้องกําหนดให้ผู้ทรงหุ้นกู้มีสิทธิในการรับชําระหนี้ไม่ด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญทั่วไป

การซื้อหุ้นกู้ตาม (3.2) นี้ และการซื้อตั๋วเงินของบริษัทจํากัดตามข้อ 17 เมื่อรวมกันทุกบริษัทจํากัดแล้วต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบของสินทรัพย์ของบริษัท

(4) การซื้อหน่วยลงทุน บริษัทจะซื้อได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(4.1) หน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่กําหนดนโยบายการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย ตั๋วเงินคลัง ตราสารที่มีกระทรวงการคลังค้ําประกันเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งจํานวนพันธบัตรหรือหุ้นกู้ขององค์การหรือรัฐวิสาหกิจ พันธบัตรหรือหุ้นกู้ซึ่งออกหรือค้ําประกันโดยองค์กรระหว่างประเทศ หรือออก โดยรัฐวิสาหกิจต่างประเทศ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังให้เสนอขายในประเทศไทย เงินฝากธนาคาร รวมกันไม่ต่ํากว่าร้อยละเจ็ดสิบของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม บริษัทจะซื้อได้ โดยไม่จํากัดจํานวน

(4.2) หน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่กําหนดนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ไม่ต่ํากว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม บริษัทจะซื้อได้ไม่เกินร้อยละสามสิบของจํานวนหน่วยลงทุนที่ออกจําหน่ายทั้งหมดของแต่ละกองทุนรวม

(4.3) หน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่กําหนดนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ไม่ต่ํากว่าร้อยละห้าสิบของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม บริษัทจะซื้อได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของจํานวนหน่วยลงทุนที่ออกจําหน่ายทั้งหมดของแต่ละกองทุนรวม

(4.4) หน่วยลงทุนของกองทุนรวม นอกจาก (4.1) (4.2) และ (4.3) บริษัทจะซื้อได้ไม่เกินร้อยละสิบของจํานวนหน่วยลงทุนที่ออกจําหน่ายทั้งหมดของแต่ละกองทุนรวม

การซื้อหน่วยลงทุนตาม (4.2) (4.3) หรือ (4.4) เมื่อรวมทุกบริษัทจัดการกองทุนแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบของสินทรัพย์ของบริษัท

ส่วน ๖ เงื่อนไขการให้กู้ยืม

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ การให้กู้ยืมโดยมีพันธบัตร หรือหุ้นกู้ขององค์การ หรือรัฐวิสาหกิจหรือหุ้นกู้ของบรรษัทเงินทุนจํานําเป็นประกัน ตามข้อ 3 (10) การให้กู้ยืมโดยมีธนาคารค้ําประกัน ตามข้อ 3 (11) และการให้กู้ยืมโดยมีบรรษัทเงินทุนค้ําประกัน ตามข้อ 3 (12) นั้น ในกรณีที่นิติบุคคล ตามข้อ 16 หรือข้อ 17 (2) เป็นผู้กู้ยืม เป็นผู้ค้ําประกัน หรือเป็นผู้ออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่มีผู้นํามาจํานําเป็นประกันเมื่อรวมภาระผูกพันของนิติบุคคลนั้นแล้ว ต้องไม่เกินจํานวนที่กําหนดไว้ในข้อ 16 หรือข้อ 17 (2) ดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ การให้กู้ยืมโดยมีหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน จํานําเป็นประกันตามข้อ 3 (13) บริษัทจะให้กู้ยืมได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) ต้องเป็นหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน ที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ และจะรับจํานําแต่ละประเภทได้ไม่เกินร้อยละสิบของจํานวนหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุนที่ออกจําหน่ายทั้งหมดของบริษัทจํากัดหรือกองทุนรวมนั้น

(2) จํานวนเงินให้กู้ยืม รายละไม่เกินห้าล้านบาท และต้องไม่เกินร้อยละหกสิบของราคาปิดของหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุนนั้น ในตลาดหลักทรัพย์ครั้งหลังสุดที่มีอยู่ภายในเจ็ดวันก่อนให้กู้ยืมและเมื่อรวมกันทุกรายแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ของบริษัท

(3) กําหนดระยะเวลาการชําระเงินต้นคืน พร้อมดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าปีละครั้ง

(4) สัญญากู้ยืมต้องมีระยะเวลาไม่เกินห้าปี

ในกรณีที่นิติบุคคลตามข้อ 16 หรือข้อ 17 (2) เป็นผู้กู้ยืม หรือเป็นผู้ออกหุ้น หรือหุ้นกู้ที่นํามาจํานําเป็นประกัน เมื่อรวมภาระผูกพันของนิติบุคคลนั้นแล้วต้องไม่เกินจํานวนที่กําหนดไว้ในข้อ 16 หรือข้อ 17 (2) ดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ การให้กู้ยืมโดยมีอสังหาริมทรัพย์จํานองเป็นประกันการกู้ยืม ตามข้อ 3 (14) บริษัทจะให้กู้ยืมได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) การให้กู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย บริษัทจะให้กู้ยืมได้เฉพาะบุคคลธรรมดาแต่ละรายไม่เกินยี่สิบล้านบาท เมื่อรวมกันทุกรายแล้วต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบห้าของสินทรัพย์ของบริษัท ระยะเวลาการให้กู้ยืมไม่เกินสามสิบปี

(1.1) ถ้าจํานวนเงินกู้ยืมไม่เกินสิบล้านบาท บริษัทจะให้กู้ยืมได้เมื่อรวมกับเจ้าหนี้อื่น (ถ้ามี) แล้ว ต้องไม่เกินร้อยละเก้าสิบของราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่จํานองเป็นประกันการกู้ยืม หรือราคาซื้อขายของโครงการจัดสรรที่อยู่อาศัย

(1.2) ถ้าจํานวนเงินกู้ยืมเกินกว่าสิบล้านบาท แต่ไม่เกินยี่สิบล้านบาท บริษัทจะให้กู้ยืมได้ เมื่อรวมกับเจ้าหนี้อื่น (ถ้ามี) แล้ว ต้องไม่เกินร้อยละเจ็ดสิบของราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่จํานองเป็นประกันการกู้ยืมหรือราคาซื้อขายของโครงการจัดสรรที่อยู่อาศัย

(2) การให้กู้ยืมนอกจาก (1) บริษัทจะให้กู้ยืมได้เมื่อรวมกับเจ้าหนี้อื่น (ถ้ามี) แล้ว ต้องไม่เกินร้อยละเจ็ดสิบของราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่จํานองเป็นประกันการกู้ยืมจํานวนเงินที่ให้กู้ยืมแต่ละรายไม่เกินร้อยละห้าของสินทรัพย์ของบริษัท และเมื่อรวมกันทุกรายแล้วต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบของสินทรัพย์ของบริษัท ระยะเวลาการให้กู้ยืมไม่เกินยี่สิบปี

ทั้งนี้ การให้กู้ยืมตาม (1) และ (2) รวมกันแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสามสิบห้าของสินทรัพย์ของบริษัท และต้องชําระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าปีละครั้ง ถ้ามีระยะเวลาปลอดการชําระเงินต้นคืน ต้องไม่เกินหนึ่งในสี่ของระยะเวลาให้กู้ยืม เมื่อพ้นระยะเวลาปลอดการชําระเงินต้นคืน หรือกรณีไม่มีระยะเวลาปลอดการชําระเงินต้นคืน จะต้องชําระเงินต้นคืนไม่น้อยกว่าปีละครั้ง อสังหาริมทรัพย์ที่จํานองเป็นประกันการกู้ยืมต้องจํานองเป็นประกันลําดับหนึ่ง หรือร่วมจํานองพร้อมกับเจ้าหนี้อื่นเป็นลําดับหนึ่ง สําหรับการให้กู้ยืมตาม (1) ห้ามมีระยะเวลาปลอดการชําระเงินต้นคืน

ถ้าเป็นการจํานองที่ดินที่มีอาคารเป็นส่วนควบ หรือเป็นการจํานองเฉพาะอาคาร อาคารนั้นจะต้องมีการประกันวินาศภัย และให้บริษัทเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ตลอดระยะเวลาตามสัญญากู้ยืม

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ การให้กู้ยืม โดยมีเครื่องจักรจํานองเป็นประกันการกู้ยืม ตามข้อ 3 (15) บริษัทจะให้กู้ยืมได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) เครื่องจักรนั้นต้องไม่มีการจํานองกับผู้อื่นติดพันอยู่

(2) บริษัทจะให้กู้ยืมได้แต่ละรายไม่เกินร้อยละเจ็ดสิบของราคาเครื่องจักรที่จํานองเป็นประกันการกู้ยืมตามราคาซื้อขายในตลาด โดยไม่รวมค่าติดตั้งและค่าขนส่ง

(3) ต้องชําระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าปีละครั้ง ถ้ามีระยะเวลาปลอดการชําระเงินต้นคืนต้องไม่เกินสองปี เมื่อพ้นระยะเวลาปลอดการชําระเงินต้นคืน หรือกรณีไม่มีระยะเวลาปลอดการชําระเงินต้นคืน จะต้องชําระเงินต้นคืนไม่น้อยกว่าปีละครั้ง

(4) สัญญากู้ยืมต้องมีระยะเวลาไม่เกินสิบปี

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ การให้กู้ยืมแก่พนักงานของบริษัทตามข้อ 3 (16) บริษัทจะให้กู้ยืมได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(1) จํานวนเงินที่ให้กู้ยืมแต่ละรายไม่เกินหนึ่งล้านบาท และเมื่อรวมกันทุกรายแล้วต้องไม่เกินร้อยละห้าของสินทรัพย์ของบริษัท

(2) มีพนักงานบริษัทเดียวกัน คนเดียวหรือหลายคน ซึ่งมีเงินเดือนรวมกันสูงกว่าเงินเดือนของผู้กู้ยืมเป็นผู้ค้ําประกัน พนักงานคนหนึ่งให้ค้ําประกันได้ไม่เกินหนึ่งราย หรือมีข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นผู้ค้ําประกัน

(3) กําหนดระยะเวลาชําระเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายงวด งวดละเท่าๆ กัน ไม่น้อยกว่าปีละครั้ง

(4) สัญญากู้ยืม มีระยะเวลาไม่เกินสิบปี

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ การให้กู้ยืมแก่สหกรณ์การเกษตร หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ หรือชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จํากัด ตามข้อ 3 (17) บริษัทจะให้กู้ยืมได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) จํานวนเงินที่ให้กู้ยืมแต่ละรายไม่เกินร้อยละสองของสินทรัพย์ของบริษัท และเมื่อรวมกันทุกรายแล้วต้องไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ของบริษัท

(2) สัญญากู้ยืมต้องมีระยะเวลาไม่เกินห้าปี สําหรับการให้กู้ยืมแก่สหกรณ์การเกษตร และไม่เกินสิบปี สําหรับการให้กู้ยืมแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จํากัด

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ การให้กู้ยืมแก่เกษตรกร ตามข้อ 3 (18) บริษัทจะให้กู้ยืมได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) จํานวนเงินที่ให้กู้ยืมแต่ละรายไม่เกินหนึ่งแสนบาท และเมื่อรวมกันทุกรายแล้วต้องไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ของบริษัท

(2) มีเกษตรกรที่อยู่ในตําบลเดียวกัน ไม่น้อยกว่าสองคนเป็นผู้ค้ําประกัน และผู้ค้ําประกันต้องไม่มีหนี้สิน หรือได้ค้ําประกันผู้อื่นอยู่แล้วในวันที่ค้ําประกัน

(3) สัญญากู้ยืมต้องมีระยะเวลาไม่เกินสามปี

ส่วน ๗ เงื่อนไขการซื้อสลากออมทรัพย์

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ [ การซื้อสลากออมทรัพย์ ตามข้อ 3 (19) บริษัทจะซื้อได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) “สลากออมทรัพย์” หมายความว่า สลากระดมเงินออมที่ออกโดยธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น มีการจ่ายผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยเมื่อครบกําหนด และมีสิทธิได้รับเงินรางวัลเป็นงวด ๆ

(2) การรับผลประโยชน์หรือเงินรางวัลจากสลากออมทรัพย์ ให้บริษัทจดแจ้งกับธนาคารผู้ออกสลากเพื่อรับผลประโยชน์หรือเงินรางวัลในนามบริษัทเท่านั้น

(3) บริษัทสามารถซื้อสลากออมทรัพย์ได้รวมทั้งสิ้นไม่เกินร้อยละหนึ่งของสินทรัพย์ของบริษัท

ส่วน ๘ เงื่อนไขการให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ในส่วนนี้

“ให้เช่า” หรือ “เช่า” หมายความว่า ให้เช่าหรือเช่าในธุรกิจลิสซิ่ง

“เงินลงทุน” หมายความว่า ผลรวมของราคาทรัพย์สินที่ให้เช่าที่พึงซื้อขายกันได้ในท้องตลาดด้วยเงินสดในวันทําสัญญาเช่า และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่บริษัทต้องชําระเพื่อการได้มาซึ่งทรัพย์สิน เช่น ค่าขนส่ง ค่าภาษีอากร และค่าเบี้ยประกันภัย เป็นต้น

“เงินดาวน์” หมายความว่า เงินที่ผู้เช่าต้องชําระครั้งแรกเมื่อทําสัญญา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของราคาค่าเช่าตามสัญญาต่างหากจากค่าเช่ารายงวด

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ การลงทุนประกอบธุรกิจให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง ตามข้อ 3 (20) บริษัทจะลงทุนประกอบการได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

เมื่อบริษัทได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนแล้ว บริษัทจะให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) บริษัทจะใช้เงินลงทุนให้เช่าได้ และเมื่อรวมกันทุกรายแล้วต้องไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ของบริษัท หรือไม่เกินห้าเท่าของเงินกองทุน แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า

(2) ให้เช่าทรัพย์สินแก่นิติบุคคลเท่านั้น และห้ามให้เช่าแก่ผู้เช่าที่มีหนี้สินสูงเกินกว่าทรัพย์สินของผู้เช่า เว้นแต่จะมีหลักทรัพย์เป็นประกันการเช่านั้น

(3) สัญญาเช่าต้องทําเป็นหนังสือ และมีข้อกําหนดว่าผู้เช่าเพียงฝ่ายเดียวจะบอกเลิกสัญญาก่อนครบกําหนดไม่ได้

(4) ทรัพย์สินที่ให้เช่า ต้องเป็นทรัพย์สินประเภททุน เฉพาะเครื่องจักรหรือเครื่องมือ และต้องเป็นทรัพย์สินใหม่ที่ไม่ผ่านการใช้งานมาก่อน มีราคาซื้อขายแน่นอน สามารถสอบทานได้ เว้นแต่จะเป็นทรัพย์สินที่ยึด หรือรับคืนมาจากผู้เช่ารายอื่นของบริษัท หรือเป็นทรัพย์สินที่ให้เช่า อันเนื่องจากการต่ออายุสัญญาเช่าและต้องไม่ใช่ทรัพย์สินที่โดยสภาพไม่สามารถให้ผู้อื่นเช่าได้อีก

(5) ต้องจัดให้ผู้เช่าชําระเงินดาวน์ทันทีที่ทําสัญญาเช่า เป็นจํานวนเงินไม่ต่ํากว่าร้อยละยี่สิบห้าของเงินลงทุนในทรัพย์สิน ต่างหากจากการชําระเงินค่าเช่าในงวดต่อ ๆ ไป การชําระเงินดาวน์ดังกล่าว บริษัทจะให้ผู้เช่าชําระแก่ผู้จําหน่ายทรัพย์สินนั้นโดยตรงก็ได้ แต่บริษัทต้องมีหลักฐานแสดงการชําระเงิน หรือสําเนาหลักฐานดังกล่าวไว้

(6) ระยะเวลาให้เช่าไม่เกินอายุการใช้งานของทรัพย์สินตามที่ผู้ผลิตรับรองหรือกําหนด แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินห้าปี

(7) ต้องจัดให้มีการประกันภัยทรัพย์สินที่ให้เช่านั้น โดยให้บริษัทเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยตลอดอายุสัญญาเช่า

(8) ห้ามบริษัทจัดหาทรัพย์สิน โดยที่ยังไม่ได้ตกลงทําสัญญาให้เช่าทรัพย์สินนั้นกับผู้ใด หรือจัดหาทรัพย์สินในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด หรือสูงกว่าราคาต่ําสุดที่พึงจัดหาได้

ส่วน ๙ เงื่อนไขการลงทุนให้เช่าซื้อรถ

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ “รถ” หมายความว่า รถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การลงทุนให้เช่าซื้อรถ ตามข้อ 3 (21) บริษัทจะให้เช่าซื้อได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) บริษัทจะให้เช่าซื้อได้เมื่อรวมกันทุกรายแล้ว ต้องไม่เกินสองเท่าของเงินกองทุนของบริษัท

(2)[ บริษัทจะให้เช่าซื้อได้แต่ละรายเป็นจํานวนเงินไม่เกินร้อยละเก้าสิบของราคาตลาดของรถนั้น

(3) สัญญาเช่าซื้อ มีระยะเวลาไม่เกินเจ็ดปี

(4) รถที่ให้เช่าซื้อต้องจัดให้มีการประกันภัย โดยให้บริษัทเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยตลอดระยะเวลาการเช่าซื้อ

(5) บริษัทจะให้เช่าซื้อได้เฉพาะแก่ผู้เช่าซื้อที่มีภูมิลําเนา หรือถิ่นที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในกรณีที่บริษัทจะขยายเขตการลงทุนออกไปยังจังหวัดอื่น ๆ นอกจากเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียน ทั้งนี้ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

ส่วน ๑๐ เงื่อนไขการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ตามข้อ 3 (22) บริษัทจะดําเนินการได้ดังนี้

(1) การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ทําการของบริษัท ตามมาตรา 31 (10) (ก) ในส่วนที่ยังมิได้ใช้สอย หรืออสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทต้องจําหน่าย ตามมาตรา 33

(1.1) บริษัทอาจปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์ได้ตามความจําเป็น แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงไม่เกินแห่งละหนึ่งล้านบาท เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน ทั้งนี้ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

(1.2) ระยะเวลาการให้เช่าครั้งละไม่เกินสามปี

(1.3) เมื่อบริษัทนําอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องจําหน่าย ตามมาตรา 33 ออกให้เช่าแล้ว ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการจําหน่ายตามที่กฎหมายกําหนด

(1.4) ต้องคิดค่าเช่าและผลประโยชน์ที่เหมาะสมเป็นทางค้าปกติ

(2) การจัดจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์ ที่บริษัทต้องจําหน่าย ตามมาตรา 33 บริษัทสามารถดําเนินการเท่าที่จําเป็นเพื่อการจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์นั้น ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดโดยจํานวนเงินที่ใช้ในการดําเนินการต้องไม่เกินแห่งละหนึ่งล้านบาท

(3) อสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทต้องจําหน่าย ตามมาตรา 33 บริษัทสามารถที่จะขออนุญาตมีไว้เพื่อใช้สําหรับการลงทุนประกอบธุรกิจอื่น ตามมาตรา 31 (10) (ข) โดยจัดทําเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการจําหน่ายหรือให้เช่า โดยมีเงื่อนไข ดังนี้

(3.1) โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะต้องได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียน และในการให้ความเห็นชอบ นายทะเบียนอาจกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

(3.2) โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่นายทะเบียนกําหนด เว้นแต่โครงการที่มีเงินลงทุนทั้งหมดไม่เกินร้อยละสิบของมูลค่าราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ ก่อนการพัฒนา ซึ่งนายทะเบียนอาจกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ในการอนุญาตไว้ด้วยก็ได้

(3.3) โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทยื่นขอรับความเห็นชอบต้องเป็นโครงการลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(ก) อาคารสํานักงาน

(ข) อาคารเพื่อการพาณิชย์

(ค) อาคารโรงงาน

(ง) อาคารเก็บสินค้า

(จ) อาคารที่พักอาศัย

(ฉ) อสังหาริมทรัพย์อื่นที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

(3.4) จํานวนเงินลงทุนในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แต่ละโครงการ ต้องไม่เกินร้อยละห้า ของสินทรัพย์ของบริษัท เมื่อรวมทุกโครงการแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ของบริษัท

(3.5) บริษัทต้องจัดสรรกําไรสะสมไว้เป็นเงินสํารองเพื่อความเสี่ยง อันเกิดจากการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นมูลค่าไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของมูลค่าการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รวมทุกโครงการ

(3.6) นายทะเบียนอาจยกเลิกการให้ความเห็นชอบโครงการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ หากปรากฏว่าบริษัทไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กําหนด

นายทะเบียนอาจเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทําโครงการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้บริษัทปฏิบัติตามก็ได้

ส่วน ๑๑ เงื่อนไขการเป็นผู้จัดการกองทุนรวม

ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ การเป็นผู้จัดการกองทุนรวม ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามข้อ 3 (23) บริษัทสามารถดําเนินการได้โดยจะต้องแยกรายได้และรายจ่ายของธุรกิจการเป็นผู้จัดการกองทุนรวมออกจากธุรกิจประกันวินาศภัย

ส่วน ๑๒ เงื่อนไขการซื้อขายหรือมีฐานะอนุพันธ์

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ การซื้อขายหรือมีฐานะอนุพันธ์ ตามข้อ 3 (24) บริษัทสามารถกระทําได้โดยได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียน ทั้งนี้ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

ส่วน ๑๓ เงื่อนไขการเป็นตัวแทนสนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน

หรือการเป็นตัวแทนด้านการตลาดกองทุนส่วนบุคคล

ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ การเป็นตัวแทนสนับสนุนการขาย หรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามข้อ 3 (25) หรือการเป็นตัวแทนด้านการตลาดกองทุนส่วนบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามข้อ 3 (26) บริษัทสามารถดําเนินการได้โดยจะต้องแยกรายได้และรายจ่ายของธุรกิจนั้น ๆ ออกจากธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัท

ส่วน ๑๔ เงื่อนไขการทําธุรกรรมซื้อหรือขายหลักทรัพย์

โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืน

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ การทําธุรกรรมซื้อ หรือขายหลักทรัพย์ โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืน ตามข้อ 3 (27) บริษัทสามารถทําได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) บริษัทสามารถทําธุรกรรมดังกล่าวได้เฉพาะกับสถาบันการเงิน หรือผู้ลงทุนประเภทสถาบัน ดังนี้

(ก) ธนาคาร

(ข) บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์

(ค) บริษัทประกันภัย

(ง) สถาบันการเงินระหว่างประเทศ

(จ) นิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น

(ฉ) กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

(ช) กองทุนบําเหน็จ บํานาญ

(ซ) กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ

(ฌ) กองทุนรวม

(ญ) ธนาคารแห่งประเทศไทย

(ฎ) ส่วนราชการหรือองค์การหรือรัฐวิสาหกิจ

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนข้างต้นรวมถึง ผู้ลงทุนต่างประเทศที่จัดอยู่ในประเภท หรือเข้าลักษณะผู้ลงทุน ตาม (ก) ถึง (ฎ) ด้วย

(2) หลักทรัพย์ที่ใช้ทําธุรกรรมดังกล่าว อาจเป็นตราสารอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้

(ก) พันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ตั๋วเงินคลัง

(ข) พันธบัตร หรือหุ้นกู้องค์การหรือรัฐวิสาหกิจที่มีกระทรวงการคลังค้ําประกัน

(ค) หุ้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีรายชื่ออยู่ใน SET 50 INDEX

(ง) ทรัพย์สินอื่นตามที่นายทะเบียนประกาศกําหนด ทั้งชนิด ประเภท มูลค่าและวิธีการทําธุรกรรมนี้

(3) ต้องทําสัญญาขายหรือซื้อคืน (repurchase agreement) เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยต้องเป็นสัญญาที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ยอมรับ ทั้งนี้ อาจมีเอกสารแนบท้ายสัญญา (annex) ได้ จะทําธุรกรรมดังกล่าวได้เฉพาะสกุลเงินบาทและมีระยะเวลาการขายและซื้อคืนไม่เกินหนึ่งปี

(4) การทําธุรกรรมดังกล่าว บริษัทจะซื้อหรือขายหลักทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

(ก) กรณีหลักทรัพย์ที่ใช้ทําธุรกรรมเป็นพันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ตั๋วเงินคลัง มูลค่าหลักทรัพย์ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละหนึ่งร้อยสามของราคาซื้อ

(ข) กรณีหลักทรัพย์ที่ใช้ทําธุรกรรมเป็นพันธบัตร หรือหุ้นกู้ขององค์การหรือรัฐวิสาหกิจที่มีกระทรวงการคลังค้ําประกัน มูลค่าหลักทรัพย์ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละหนึ่งร้อยห้า ของราคาซื้อ

(ค) กรณีหลักทรัพย์ที่ใช้ทําธุรกรรมเป็นหุ้นที่มีรายชื่ออยู่ใน SET 50 INDEX มูลค่าหลักทรัพย์ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละหนึ่งร้อยสี่สิบของราคาซื้อ

(5) ในระหว่างสัญญาขายหรือซื้อคืนมีผลบังคับ บริษัทต้องดํารงมูลค่าหลักทรัพย์ตาม (4) ณ สิ้นวัน ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(ก) ดํารงมูลค่าหลักทรัพย์ ตาม (4) (ก) ข้างต้น ไม่น้อยกว่าร้อยละหนึ่งร้อยเอ็ดของมูลค่าธุรกรรม

(ข) ดํารงมูลค่าหลักทรัพย์ ตาม (4) (ข) ข้างต้น ไม่น้อยกว่าร้อยละหนึ่งร้อยสองของมูลค่าธุรกรรม

(ค) ดํารงมูลค่าหลักทรัพย์ ตาม (4) (ค) ข้างต้น ไม่น้อยกว่าร้อยละหนึ่งร้อยยี่สิบของมูลค่าธุรกรรม

ในกรณีที่มูลค่าหลักทรัพย์ดังกล่าวน้อยกว่าอัตราส่วนที่ระบุข้างต้น บริษัทจะต้องดําเนินการให้มูลค่าหลักทรัพย์เป็นไปตามอัตราส่วนดังกล่าว ภายในวันทําการถัดจากวันที่การดํารงอัตราส่วนดังกล่าวน้อยกว่าอัตราที่กําหนด โดยให้มีการโอนเงินหรือหลักทรัพย์ชนิดที่สอดคล้องกัน ตาม (2) ข้างต้น

(6) การคํานวณมูลค่าหลักทรัพย์ที่ใช้ทําธุรกรรมดังกล่าว ให้ใช้หลักเกณฑ์ ดังนี้

(ก) กรณีตั๋วเงินคลัง ให้ใช้ราคาตรา

(ข) กรณีพันธบัตร หรือหุ้นกู้ ให้ใช้ราคาขายครั้งหลังสุดรวมดอกเบี้ยค้างรับจนถึงวันที่คํานวณมูลค่าหลักทรัพย์ (dirty price) ตามที่บริษัทจะต้องดํารงมูลค่าหลักทรัพย์ใน (5) ข้างต้นที่เผยแพร่โดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)

(ค) กรณีหุ้นที่มีรายชื่อใน SET 50 INDEX ให้ใช้ราคาปิดครั้งหลังสุด

(7) บริษัทจะทําธุรกรรมดังกล่าวรวมทุกสัญญา มีมูลค่ายอดคงค้างรวมกันได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของสินทรัพย์ของบริษัท

(8) ห้ามนําหลักทรัพย์ส่วนที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในการทําธุรกรรมนี้ไปโอน หรือขายต่อ เว้นแต่เป็นการขายต่อตามสัญญาขายหรือซื้อคืนอื่น

(9) หากบริษัทฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้นี้ นายทะเบียนมีอํานาจสั่งห้ามมิให้บริษัททําธุรกรรมนี้ได้ตามระยะเวลาที่นายทะเบียนกําหนด

ส่วน ๑๕ เงื่อนไขการทําธุรกรรมยืมและให้ยืมหลักทรัพย์

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ การทําธุรกรรมยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ ตามข้อ 3 (28) บริษัทสามารถทําได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) คู่สัญญาของการทําธุรกรรม จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์

(2) ต้องทําสัญญายืมและให้ยืมเป็นลายลักษณ์อักษร โดยสัญญาดังกล่าวต้องมีลักษณะและสาระสําคัญอย่างน้อยเกี่ยวกับเรื่อง ดังต่อไปนี้

(ก) วัตถุประสงค์ของการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์

(ข) หลักทรัพย์ที่ให้ยืมและหลักประกันในการยืม

(ค) การปรับจํานวนหรือมูลค่าหลักทรัพย์ หรือหลักประกันที่ต้องคืน

(ง) การชดเชยสิทธิประโยชน์ให้แก่คู่สัญญา

(จ) ข้อกําหนดในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดนัด หรือมีเหตุการณ์ที่ทําให้หนี้ถึงกําหนดชําระโดยพลัน

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กําหนด หากหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีข้อกําหนดให้เลือกจะปฏิบัติได้หลายแนวทาง ให้ใช้แนวทางที่คุ้มครองเจ้าหนี้สูงสุด

(3) หลักทรัพย์ที่ยืมหรือให้ยืม อาจเป็นตราสารอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้

(ก) พันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ตั๋วเงินคลัง

(ข) พันธบัตร หรือหุ้นกู้ขององค์การ หรือรัฐวิสาหกิจ

(ค) หุ้น หุ้นกู้ ของบริษัทจํากัด

(4) ในกรณีที่คู่สัญญาเป็นผู้ดูแลรักษาหลักทรัพย์ของลูกค้า (custodian) หากต้องการยืมหลักทรัพย์จากบริษัท หรือต้องการนําหลักทรัพย์ของบริษัทไปให้บุคคลอื่นยืม ต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทเป็นลายลักษณ์อักษร

(5) บริษัทจะทําธุรกรรมดังกล่าว รวมทุกสัญญามีมูลค่ายอดคงค้างรวมกันได้ไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ของบริษัท

การคํานวณมูลค่าธุรกรรมให้คํานวณมูลค่าหลักทรัพย์ที่ยืมหรือให้ยืม ณ วันเริ่มของแต่ละสัญญา

ส่วน ๑๖ เงื่อนไขการประกอบกิจการให้บริการ

ด้านงานสนับสนุนแก่บุคคลอื่น (back office)

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ การประกอบกิจการให้บริการด้านงานสนับสนุนแก่บุคคลอื่น (back office) ตามข้อ 3 (29) บริษัทสามารถทําได้ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

(1) เป็นการประกอบกิจการ เพื่อทําให้บริษัทสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งลดภาระต้นทุนประกอบกิจการของบริษัท

(2) บริษัทต้องจัดทํานโยบายและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการประกอบกิจการให้บริการด้านงานสนับสนุนแก่บุคคลอื่น รวมทั้งขอบเขตความรับผิดชอบ การควบคุมภายใน ระบบรักษาความปลอดภัยในการเก็บรักษาข้อมูลและต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัท และบริษัทต้องจัดให้มีการตรวจสอบ ดูแลให้มีการปฏิบัติตามนโยบายและระเบียบปฏิบัติดังกล่าวโดยเคร่งครัด

(3) แยกรายได้และรายจ่ายของการให้บริการออกจากธุรกิจประกันวินาศภัย

ในกรณีที่บริษัทใดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้น นายทะเบียนมีอํานาจสั่งให้บริษัทปรับปรุงการปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศนี้ หรือสั่งระงับการประกอบกิจการนี้เป็นการชั่วคราว หรือสั่งยกเลิกการประกอบกิจการนี้ได้ ทั้งนี้ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

ส่วน ๑๗ เงื่อนไขการลงทุนนอกราชอาณาจักร

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ การลงทุนซื้อหุ้น หรือหุ้นกู้ ตามข้อ 4 (1) บริษัทจะลงทุนได้เมื่อรวมกับการซื้อหุ้น ตามข้อ 39 แล้วต้องไม่เกินร้อยละสิบของสินทรัพย์ของบริษัท

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ การลงทุนซื้อหุ้น ตามข้อ 4 (2) บริษัทจะซื้อได้โดยการใช้เงินกองทุนส่วนเกิน ตามข้อ 42 และต้องได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียน ทั้งนี้ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้ และเมื่อรวมกับการซื้อหุ้น หรือหุ้นกู้ ตามข้อ 38 แล้ว ต้องไม่เกินกว่าร้อยละสิบของสินทรัพย์ของบริษัท

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ การซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตร หรือหุ้นกู้ขององค์การหรือรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นกู้ของบรรษัทเงินทุน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจําหน่ายนอกราชอาณาจักร ตามข้อ 4 (3) การซื้อพันธบัตร หรือหุ้นกู้ซึ่งออกหรือค้ําประกันโดยองค์กรระหว่างประเทศ ตามข้อ 4 (4) การซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงินซึ่งออกโดยรัฐบาลต่างประเทศหรือรัฐวิสาหกิจต่างประเทศ ตามข้อ 4 (5) การซื้อบัตรเงินฝาก หรือหุ้นกู้ของธนาคาร หรือหุ้นกู้ของบริษัทจํากัด ที่ออกจําหน่ายนอกราชอาณาจักรตามข้อ 4 (6) การซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่จดทะเบียนในต่างประเทศตามข้อ 4 (7) การซื้อหุ้นกู้ซึ่งออกโดยนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้นั้นในประเทศไทย ตามข้อ 4 (8) บริษัทจะซื้อได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบเป็นหนังสือจากนายทะเบียน ทั้งนี้ นายทะเบียนจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

(1) พันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน ซึ่งออกโดยรัฐบาลต่างประเทศ หรือรัฐวิสาหกิจต่างประเทศ ตามข้อ 4 (5) นั้น ต้องได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ (issue rating) ไม่ต่ํากว่า BBB หรือเทียบเท่า เว้นแต่พันธบัตร หุ้นกู้ หรือตั๋วเงินนั้นได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง ให้เสนอขายในประเทศไทย

(2) บัตรเงินฝากหรือหุ้นกู้ของธนาคาร หรือหุ้นกู้ของบริษัทจํากัด ตามข้อ 4 (6) ต้องได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ (issue rating) หรือธนาคาร หรือบริษัทจํากัด ที่ออกบัตรเงินฝาก หรือหุ้นกู้ นั้น ต้องได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ (issuer rating) ไม่ต่ํากว่า BBB หรือเทียบเท่า

(3) หุ้นกู้ซึ่งออกโดยนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ออกและเสนอขายหุ้นกู้นั้นในประเทศไทย ตามข้อ 4 (8) ต้องได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ (issue rating) ไม่ต่ํากว่า BBB หรือเทียบเท่า

ส่วน ๑๘ เงื่อนไขการลงทุนด้วยเงินกองทุนส่วนเกิน

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ ในกรณีที่บริษัทมีเงินกองทุนส่วนเกิน และประสงค์จะใช้เงินกองทุนส่วนเกินดังกล่าว ลงทุนประกอบธุรกิจ ตามประเภทที่กําหนดไว้ในข้อ 3 (4) ถึง (8) ข้อ 3 (10) ถึง (12) และข้อ 3 (22) ให้บริษัทใช้เงินกองทุนส่วนเกินจํานวนไม่เกินครึ่งหนึ่งของเงินกองทุนส่วนเกินนั้น ลงทุนตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในหมวด 2 ส่วนที่ 1 ข้อ 8 (3) ส่วนที่ 3 ถึงส่วนที่ 5 ส่วนที่ 6 ข้อ 19 และส่วนที่ 10 ข้อ 31 (3.4) ตามแต่กรณีได้อีก โดยเพิ่มจํานวนเงินลงทุนแต่ละราย และจํานวนรวมได้อีกหนึ่งเท่าของจํานวนเดิมตามเงื่อนไข

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ การลงทุนซื้อหุ้นตามข้อ 4 (2) บริษัทจะซื้อได้โดยใช้เงินกองทุนส่วนเกินจํานวนไม่เกินร้อยละสิบของเงินกองทุนส่วนเกิน โดยเมื่อรวมกับข้อ 18 (1.2) (2.1) และข้อ 41 แล้ว ต้องไม่เกินร้อยละห้าสิบของเงินกองทุนส่วนเกินนั้น

ส่วน ๑๙ เงื่อนไขเกี่ยวกับดอกเบี้ยและผลประโยชน์

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ การซื้อบัตรเงินฝาก ตามข้อ 3 (6) การซื้อตั๋วเงิน ตามข้อ 3 (7) การให้กู้ยืม ตามข้อ 3 (9) ถึง (18) และการให้เช่าซื้อรถ ตามข้อ 3 (21) บริษัทต้องได้รับดอกเบี้ยไม่ต่ํากว่าอัตราดอกเบี้ยที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ การให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง ตามข้อ 3 (20) ต้องได้รับผลประโยชน์ไม่ต่ํากว่าอัตราที่นายทะเบียนประกาศกําหนด

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕ ให้ถือว่าการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัท ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย ที่ระบุไว้ในข้อ 1 และเป็นประเภทการลงทุนที่ประกาศฉบับนี้ยังได้กําหนดให้ลงทุนได้ เป็นการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทตามประกาศนี้

ก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ ถ้าบริษัทใดลงทุนไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในประกาศนี้ ให้บริษัทดําเนินการต่อไปได้เพียงสิ้นภาระ หรือสิ้นระยะเวลาที่ผูกพันไว้ในสัญญา หรือข้อตกลงนั้น

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ บรรดาประกาศนายทะเบียน เงื่อนไขการอนุญาตที่ออกหรือกําหนด ซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนหรือในวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ คงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งประกาศนี้ จนกว่าจะได้มีประกาศนายทะเบียนหรือเงื่อนไขการอนุญาตที่ออก หรือกําหนดตามประกาศนี้ใช้บังคับ

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ การลงทุนโดยใช้เงินกองทุนส่วนเกิน ตามกฎกระทรวงซึ่งออกตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2510 ให้ถือเป็นการลงทุน โดยใช้เงินกองทุนส่วนเกิน ตามข้อ 41

ประกาศนี้ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547

วัฒนา เมืองสุข

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

46 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_1cbb4d1922d527b7

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com