法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ข้อบังคับคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม พ.ศ. 2551 (ฉบับ Update ล่าสุด)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
82
มาตรา อารัมภบท

ข้อบังคับคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม

พ.ศ. ๒๕๕๑

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒ มาตรา ๒๓ (๑) (๑๒) และ (๑๓) และมาตรา ๔๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ และมาตรา ๑๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๐ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๕๑”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิก

(๑) ประกาศคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ ๑/๒๕๓๑ ว่าด้วยข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๑

(๒) ประกาศคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ ๔/๒๕๓๕ เรื่อง ว่าด้วยข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม (แก้ไขเพิ่มเติม) ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

(๓) ประกาศคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ ๖/๒๕๓๕ เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม (แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ ๒) ลงวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕

(๔) ประกาศคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ ๒/๒๕๓๘ เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม (แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ ๓) ลงวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๘

(๕) ประกาศคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ ๑/๒๕๔๖ เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม (แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ ๔) ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖

(๖) ประกาศคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ ๒/๒๕๔๐ เรื่อง การกำหนดประเภทของกิจการอุตสาหกรรม การค้าและการบริการที่พึงอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตอุตสาหกรรมส่งออก ลงวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๐

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในข้อบังคับนี้

“ผู้ประกอบกิจการ” หมายความว่า ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม

“ค่าบริการ” หมายความว่า ค่าบริการต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรม เช่น ค่าบริการบำบัดน้ำเสีย ค่าบริการน้ำประปา เป็นต้น ตลอดจนค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ผู้ว่าการรักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบหรือประกาศเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับนี้

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตให้ประกอบกิจการ

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม มี ๔ ลักษณะ ดังนี้

(๑) การประกอบอุตสาหกรรม

(๒) การประกอบการบริการในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป

(๓) การประกอบพาณิชยกรรมในเขตประกอบการเสรี

(๔) การประกอบกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวเนื่องกับกิจการในนิคมอุตสาหกรรม

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ประเภทและขนาดของการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมให้เป็นไปตามที่ กนอ. ได้กำหนดหรือให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ การกำหนดหรือให้ความเห็นชอบประเภทและขนาดของการประกอบกิจการดังกล่าว ให้ กนอ. พิจารณาโดยคำนึงถึงความสอดคล้องและความเหมาะสมในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแต่ละแห่ง

ในกรณีที่มีปัญหาว่าประเภทและขนาดของกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดตามวรรคหนึ่ง เป็นกิจการที่พึงอนุญาตให้ประกอบในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งแห่งใดได้หรือไม่ ให้ กนอ. เสนอคณะกรรมการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ในกรณีที่ กนอ. กำหนดให้การขออนุญาต การแจ้ง หรือการติดต่อกรณีอื่นใดให้กระทำได้โดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การดำเนินการใดตามข้อบังคับนี้ ถ้าได้กระทำโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามที่ กนอ. กำหนด ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามข้อบังคับนี้

การขออนุญาตและการอนุญาตให้ประกอบกิจการ

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ผู้ขออนุญาตประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้

ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการเป็นคนต่างด้าวมีความประสงค์จะซื้อหรือเช่าซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมให้ กนอ. เสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบจำนวนเนื้อที่

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ การประกอบกิจการในเขตประกอบการเสรี ผู้ขออนุญาตต้องพิจารณาถึงประโยชน์ที่ตนจะได้รับและความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ การนำของออกไปนอกราชอาณาจักรหรือการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในราชอาณาจักร ผู้ประกอบกิจการต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑[๒] ผู้ใดประสงค์จะประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม ให้ยื่นคำขออนุญาตตามแบบพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานตามที่ กนอ. กำหนด

การอนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม ให้ กนอ. พิจารณาถึงความสอดคล้องกับประเภทหรือกลุ่มอุตสาหกรรมหรือกลุ่มกิจกรรมเป้าหมายตามที่คณะกรรมการ กนอ. ได้อนุมัติโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหรือขยายนิคมอุตสาหกรรมแต่ละแห่ง

ในกรณีที่โครงการหรือกิจการของผู้ขออนุญาตประกอบกิจการเป็นโครงการหรือกิจการที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัยคุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ให้ผู้ขออนุญาตประกอบกิจการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

นอกจากการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามวรรคสาม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ผู้ขออนุญาตประกอบกิจการต้องประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องเป็นการเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กนอ. จึงจะพิจารณาการขอประกอบกิจการดังกล่าวต่อไปได้

ในการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องตามวรรคสี่ ผู้ขออนุญาตประกอบกิจการต้องชำระค่าบริการให้แก่ กนอ. ตามอัตราที่คณะกรรมการ กนอ.กำหนด

ให้ กนอ. พิจารณาคำขออนุญาตและแจ้งผลการพิจารณาให้ทราบโดยเร็วภายในเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขออนุญาตตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาจากหน่วยราชการอื่นให้ขยายเวลาการแจ้งผลการพิจารณาออกไปจนกว่าหน่วยราชการนั้นได้พิจารณาเสร็จแล้ว จากนั้นให้ กนอ. ดำเนินการแจ้งให้ผู้ขออนุญาตทราบภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากหน่วยราชการนั้น

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ในกรณีที่ กนอ. เห็นสมควรอนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ. บริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ให้ กนอ. ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) มีหนังสือแจ้งให้ผู้ขออนุญาตมาทำสัญญาซื้อขาย จะซื้อจะขาย เช่าซื้อ หรือเช่าที่ดิน แล้วแต่กรณี และทำสัญญาการใช้ที่ดินตามแบบที่ กนอ. กำหนด ณ ที่ทำการของ กนอ. หรือสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับมอบหมายภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กนอ. เว้นแต่เป็นกรณีนิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ. ร่วมดำเนินงานกับเอกชนหรือหน่วยงานอื่นและเอกชนหรือหน่วยงานอื่นนั้นเป็นผู้ทำสัญญาซื้อขาย จะซื้อจะขาย เช่าซื้อ หรือเช่าที่ดิน แล้วแต่กรณี ก็ให้ กนอ. มีหนังสือแจ้งเฉพาะกรณีการทำสัญญาการใช้ที่ดิน

(๒) ในกรณีที่ผู้ขออนุญาตมีเหตุจำเป็นไม่อาจมาทำสัญญาภายในเวลาที่กำหนดตาม (๑) ได้โดยมีหนังสือขอขยายระยะเวลา พร้อมทั้งแสดงเหตุผลความจำเป็นต่อ กนอ. ให้ กนอ. พิจารณาขยายระยะเวลาตามความเหมาะสม

(๓) เมื่อผู้ขออนุญาตได้มาทำสัญญาตาม (๑) แล้ว ให้ กนอ. ออกหนังสืออนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมตามแบบที่ กนอ. กำหนด

(๔) ในกรณีที่ผู้ขออนุญาตไม่มาทำสัญญาตาม (๑) ภายในเวลาที่กำหนดและไม่มีหนังสือขอขยายระยะเวลาต่อ กนอ. ให้ กนอ. มีหนังสือแจ้งการไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมต่อไป

สำหรับการขออนุญาตประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ. ไม่ได้บริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ถ้า กนอ. เห็นสมควรอนุญาต ให้ กนอ. ออกหนังสืออนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมตามแบบที่ กนอ. กำหนด

มาตรา ข้อ ๑๒/๑

ข้อ ๑๒/๑[๓] (ยกเลิก)

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ การอนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมมีระยะเวลาไม่เกินห้าปี โดยนับถึงวันสิ้นปีปฏิทินของปีที่ห้า

การขอต่ออายุการอนุญาต ให้ยื่นคำขอก่อนวันที่การอนุญาตสิ้นผลไม่น้อยกว่าสามสิบวันตามแบบที่ กนอ. กำหนด เมื่อได้ยื่นคำขอแล้วให้ประกอบกิจการต่อไปได้

ในกรณีที่ กนอ. ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าผู้ประกอบกิจการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ให้ กนอ. มีหนังสือแจ้งให้ปรับปรุง แก้ไข หรือระงับการประกอบกิจการได้

หนังสืออนุญาตให้ต่ออายุให้เป็นไปตามแบบที่ กนอ. กำหนด

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการเป็นบุคคลธรรมดา และภายหลังได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เมื่อผู้ประกอบกิจการดังกล่าวได้มีหนังสือแจ้งตามแบบพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานที่ กนอ. กำหนด ให้ถือว่าการอนุญาตให้ประกอบกิจการเป็นการอนุญาตแก่นิติบุคคลนั้นต่อไป โดยให้ กนอ. แก้ไขชื่อผู้ประกอบกิจการในหนังสืออนุญาตเดิมให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ. บริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ผู้ประกอบกิจการจะต้องทำบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาการใช้ที่ดินหรือสัญญาโอนสิทธิตามแบบที่ กนอ. กำหนด แล้วแต่กรณี ให้กับ กนอ. ก่อนจึงจะถือว่านิติบุคคลนั้นได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ผู้ใดได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นใดในที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม โดยเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล หรือคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย หรือกรรมสิทธิ์ตกทอด หากผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นใดในที่ดินนั้นมีหนังสือแจ้งความประสงค์ จะประกอบกิจการเดิมในนิคมอุตสาหกรรมต่อไปตามแบบพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานที่ กนอ. กำหนด ให้ถือว่าการอนุญาตให้ประกอบกิจการเป็นการอนุญาตให้แก่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นใดนั้นต่อไป และให้นำความในข้อ ๑๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นใดตามวรรคหนึ่ง ประสงค์จะประกอบกิจการประเภทอื่นที่แตกต่างไปจากที่ผู้ประกอบกิจการเดิมเคยได้รับอนุญาตจะต้องยื่นคำขออนุญาต เพื่อประกอบกิจการตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๑ และทำสัญญาการใช้ที่ดินตามข้อ ๑๒

มาตรา ข้อ ๑๕/๑

ข้อ ๑๕/๑[๔] ผู้ประกอบกิจการอาจได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

การขอรับสิทธิประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดว่าด้วยการนั้น

การอนุญาต หรืออนุมัติเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ให้ กนอ. พิจารณาตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด เมื่อ กนอ. พิจารณาแล้วเห็นสมควรอนุญาตหรืออนุมัติสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบกิจการ ให้ กนอ. ออกหนังสืออนุญาต อนุมัติ แล้วแต่กรณี ให้แก่ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวต่อไป

เงื่อนไขการประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาต

เงื่อนไขทั่วไปสำหรับการประกอบอุตสาหกรรม การประกอบการบริการ

การประกอบพาณิชยกรรม และการประกอบกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวเนื่องกับ

กิจการในนิคมอุตสาหกรรม

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ผู้ประกอบกิจการต้องประกอบกิจการตามประเภท ชนิด หรือขนาดของการประกอบกิจการตามที่ได้รับอนุญาต

การเพิ่มหรือการแก้ไขประเภท ชนิด หรือขนาดของการประกอบกิจการ ให้ผู้ประกอบกิจการยื่นคำขออนุญาตตามแบบพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานที่ กนอ. กำหนด

ให้นำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมมาใช้บังคับแก่การเพิ่มหรือการแก้ไขประเภท ชนิด หรือขนาดของการประกอบกิจการโดยอนุโลม และให้ระยะเวลาในการอนุญาตสิ้นผลไปพร้อมกับการอนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม

ในกรณีที่การเพิ่มหรือการแก้ไขเป็นการประกอบกิจการอุตสาหกรรมให้นำความในส่วนที่ ๒ ของหมวดนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ผู้ประกอบกิจการต้องประกอบกิจการให้เป็นไปตามแผนผังแม่บทสำหรับนิคมอุตสาหกรรมแต่ละแห่งและต้องพัฒนาที่ดินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กนอ. กำหนด

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ การก่อสร้าง การดัดแปลง การรื้อถอน หรือการเคลื่อนย้ายอาคาร รวมทั้งการขออนุญาตอื่น ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ผู้ประกอบกิจการต้องเสนอแบบแปลน แผนผังรายละเอียด และรายงานการตรวจสอบอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารต่อ กนอ. เพื่อพิจารณาอนุญาตออกใบรับรอง แล้วแต่กรณี ตามแบบที่ กนอ. กำหนด

ให้ กนอ. แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ประกอบกิจการทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ประกอบกิจการได้เสนอแบบแปลน แผนผัง และรายละเอียดหรือรายงานตามวรรคหนึ่งครบถ้วนแล้ว

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมจะเริ่มประกอบกิจการ ให้ผู้ประกอบกิจการมีหนังสือแจ้งเริ่มประกอบกิจการต่อ กนอ. ตามแบบพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานที่ กนอ. กำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่แล้วเสร็จหรือพร้อมจะประกอบกิจการ และให้ กนอ. มีอำนาจเกี่ยวกับการตรวจสอบการแจ้ง ให้ปรับปรุงแก้ไข และการออกใบรับแจ้ง ทั้งนี้ ให้นำความในข้อ ๒๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ผู้ประกอบกิจการต้องเริ่มประกอบกิจการภายในระยะเวลาสามปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้ประกอบกิจการ เว้นแต่

(๑) ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาเป็นหนังสือจาก กนอ.

(๒) เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อ ๒๖

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ การนำอาคารโรงงาน อาคารอื่น ๆ เครื่องจักร อุปกรณ์ หรือทรัพย์สินอื่นที่ก่อสร้างหรือติดตั้งอยู่ในที่ดินของผู้ประกอบกิจการไปจำนอง ขายฝาก ให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือก่อภาระผูกพันใด ๆ โดยไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ผู้ประกอบกิจการต้องแจ้งให้ กนอ.ทราบเป็นหนังสือภายในสิบห้าวันนับแต่ได้กระทำการดังกล่าว

การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง หากมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการที่กระทำอยู่หรือมีผลให้ผู้อื่นซึ่งมิใช่ผู้ประกอบกิจการเข้ามาประกอบกิจการแทนจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก กนอ. เป็นหนังสือจึงจะดำเนินการได้

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ผู้ประกอบกิจการต้องไม่ปลูกสร้างที่พักอาศัยใด ๆ ในบริเวณที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ และต้องไม่ให้ผู้ใดพักอาศัยอยู่ในบริเวณที่ดินดังกล่าว เว้นแต่

(๑) เป็นผู้ประกอบกิจการซึ่งให้บริการที่พักอาศัยในบริเวณที่จัดไว้สำหรับเป็นที่พักอาศัยหรือเพื่อพาณิชย์และบริการตามแผนผังแม่บทของนิคมอุตสาหกรรมแต่ละแห่ง

(๒) ได้ดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ กนอ. กำหนด

(๓) กรณีอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ผู้ประกอบกิจการต้องรักษาความสะอาดในโรงงานหรืออาคารอื่น ๆ ในบริเวณที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ และต้องดำเนินการจัดเก็บสินค้า ผลิตภัณฑ์ให้เป็นหมวดหมู่ไม่ปะปนกัน

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ในกรณีที่มีการหยุดดำเนินงาน ผู้ประกอบกิจการต้องแจ้งให้ กนอ. ทราบเป็นหนังสือภายในสามเดือนนับแต่วันหยุดดำเนินงาน แต่ในกรณีที่เป็นการหยุดดำเนินงานเพื่อโอนกิจการหรือโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ผู้ประกอบกิจการต้องแจ้งให้ กนอ. ทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันโอน

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ การโอนกิจการหรือโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้ผู้อื่น ผู้ประกอบกิจการต้องมีหนังสือแจ้งให้ กนอ. ทราบ และในกรณีที่ผู้รับโอนประสงค์จะประกอบกิจการต่อไป ให้นำความในข้อ ๑๑ และข้อ ๑๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ผู้ประกอบกิจการต้องชำระค่าบริการตามอัตรา ระยะเวลา และเงื่อนไขที่ กนอ. ประกาศกำหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการไม่ชำระค่าบริการในครั้งใด กนอ. จะกำหนดอัตราค่าบริการครั้งถัดไปให้สูงขึ้นตามภาระค่าใช้จ่ายของ กนอ. ก็ได้

ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมีการค้างชำระค่าบริการติดต่อกันตามระยะเวลาที่ กนอ. กำหนด กนอ. อาจงดการให้บริการหรือสิ่งอำนวยความสะดวกจนกว่าผู้ประกอบกิจการนั้น จะมาชำระค่าบริการทั้งหมด

เงื่อนไขเฉพาะการประกอบอุตสาหกรรม

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ การตั้งโรงงาน การขยายโรงงาน การก่อสร้าง การแก้ไขต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารโรงงานหรืออาคารอื่นเพื่อการประกอบกิจการ หรือการขยายกิจการ รวมทั้งการอนุญาตอื่น ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ผู้ประกอบกิจการต้องเสนอแบบแปลน แผนผัง และรายละเอียดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานต่อ กนอ. พร้อมทั้งแจ้งระยะเวลาการเริ่มก่อสร้าง และระยะเวลาการเริ่มประกอบอุตสาหกรรมโดยมีกำหนดเวลาตามสมควรให้ กนอ. พิจารณา

ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง หาก กนอ. พิจารณาแล้วพบว่าผู้ประกอบกิจการก่อสร้างโรงงานไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ให้ กนอ. มีหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ผู้ประกอบกิจการต้องเริ่มก่อสร้างอาคารโรงงานและเริ่มประกอบอุตสาหกรรมภายในระยะเวลาที่ กนอ. พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือได้กำหนดตามความเหมาะสมแห่งกิจการ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาเป็นหนังสือจาก กนอ.

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ เมื่อการก่อสร้างอาคารโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักร และทดลองเครื่องแล้วเสร็จพร้อมจะเริ่มประกอบอุตสาหกรรมและได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการประกอบกิจการอุตสาหกรรมแล้ว ให้ผู้ประกอบกิจการมีหนังสือแจ้งการเริ่มประกอบอุตสาหกรรมต่อ กนอ. ตามแบบ พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานที่ กนอ. กำหนดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่แล้วเสร็จหรือพร้อมจะประกอบอุตสาหกรรม

ในกรณี กนอ. ตรวจสอบการปฏิบัติตามคำขอ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข แล้วพบว่าผู้ประกอบกิจการปฏิบัติไม่ถูกต้อง ให้ กนอ. มีหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบกิจการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง

ให้ กนอ. พิจารณาออกใบรับแจ้งการประกอบอุตสาหกรรมตามแบบที่ กนอ. กำหนดภายในกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ทั้งนี้ ไม่นับระยะเวลาที่ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามวรรคสอง

ให้ผู้ประกอบกิจการเริ่มประกอบอุตสาหกรรมเมื่อได้รับใบรับแจ้งจาก กนอ.

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ผู้ประกอบกิจการใดประสงค์จะขยายการประกอบกิจการ ให้ยื่นคำขออนุญาตตามแบบพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานที่ กนอ. กำหนด

เมื่อ กนอ. ได้พิจารณาความถูกต้องของเอกสารหลักฐานและได้ตรวจสอบโรงงานเรียบร้อยแล้ว ให้ กนอ. ออกหนังสืออนุญาตให้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมส่วนขยายตามแบบที่ กนอ. กำหนด

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ ผู้ประกอบกิจการมีหน้าที่ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญหรือเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยในบริเวณข้างเคียง ดังต่อไปนี้

(๑) จัดให้มีและใช้ระบบบำบัดน้ำเสียเบื้องต้นที่มีขนาดและประสิทธิภาพเพียงพอที่จะปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งทั้งหมดของโรงงานให้มีคุณลักษณะตามมาตรฐานที่ กนอ. กำหนดตลอดเวลาทำงาน

(๒) จัดให้มีและใช้ระบบขจัดกลิ่น ฝุ่นละออง หรือวัตถุอันตรายที่มีประสิทธิภาพ

(๓) ดำเนินการกำจัดกากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำเสียและกากอุตสาหกรรมจากกระบวนการผลิตให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ

(๔) ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอุตสาหกรรม

ในกรณีที่มีเหตุผลอันสมควรหรือโดยสภาพเป็นกิจการที่ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตาม (๑) (๒) หรือ (๓) ให้ กนอ. พิจารณาผ่อนผันหรือยกเว้นการดำเนินการดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควรหรือตามสภาพดังกล่าว แล้วแต่กรณี

เงื่อนไขเกี่ยวกับมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิตและการตรวจประเมินความปลอดภัย

กระบวนการผลิตในนิคมอุตสาหกรรม

มาตรา ข้อ ๒๙/๑

ข้อ ๒๙/๑[๖] ในส่วนนี้

“พนักงาน” หมายความว่า พนักงานของสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม

“ผู้ประกอบอุตสาหกรรม” หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบอุตสาหกรรมหรือการบริการในนิคมอุตสาหกรรม

“ประกอบอุตสาหกรรม” หมายความว่า การทำ ผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อมบำรุง ตรวจสอบ ทดสอบ ปรับปรุง แปรสภาพ ลำเลียง เก็บรักษา หรือทำลายสิ่งใด ๆ ตามลักษณะกิจการของโรงงาน ตลอดจนการทดลองเดินเครื่องจักร

“กระบวนการผลิต” หมายความว่า กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตรายร้ายแรง รวมถึงการจัดเก็บ การใช้ การผลิต การครอบครอง หรือเคลื่อนย้ายสารเคมีใด ๆ ภายในเขตนิคมอุตสาหกรรม

“ความปลอดภัยกระบวนการผลิต” (Process Safety) หมายความว่า กระบวนการในการป้องกันหรือลดความรุนแรงความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินที่อาจเกิดจากอุบัติการณ์ที่เป็นผลจากการเบี่ยงเบนของสภาวะกระบวนการผลิตที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ โดยให้บูรณาการการดำเนินงานด้านเดินเครื่องกระบวนการผลิตและวิศวกรรม รวมทั้งขั้นตอนดำเนินงานและการปฏิบัติให้มีความปลอดภัยตลอดเวลา

“การจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต” (Process Safety Management : PSM) หมายความว่า การจัดการให้เกิดความปลอดภัย การป้องกันการเกิดอุบัติการณ์และการบาดเจ็บที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการผลิตที่มีการใช้สารเคมีอันตรายร้ายแรง โดยใช้มาตรการทางการจัดการและพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมในการชี้บ่ง ประเมิน และควบคุมอันตรายจากกระบวนการผลิต และให้หมายความรวมถึงการจัดเก็บ การออกแบบ การใช้ การผลิต การบำรุงรักษา การตรวจสอบ การทดสอบและการขนส่งหรือเคลื่อนย้ายสารเคมีอันตรายร้ายแรงในเขตนิคมอุตสาหกรรม

“สารเคมีอันตรายร้ายแรง” (Highly Hazardous Chemicals) หมายความว่า สารประกอบสารผสมซึ่งอยู่ในรูปของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส ที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น สารพิษ (Toxics) ที่ก่อมะเร็ง และทำให้เกิดการระคายเคือง อาการแพ้หรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยสารไวต่อการเกิดปฏิกิริยา (Reactives) และทำปฏิกิริยารุนแรง สารไวไฟ (Flammables) สารระเบิดได้ (Explosives) สารกัดกร่อน (Corrosives) ตัวออกซิไดส์ (Oxidizing Agents) เป็นต้น ตามบัญชีรายชื่อท้ายข้อบังคับนี้

“แก๊สไวไฟ” (Flammable Gases) หมายความว่า แก๊สที่อุณหภูมิ ๒๐ องศาเซลเซียส และมีความดัน ๑๐๑.๓ กิโลปาสกาล สามารถติดไฟได้เมื่อผสมกับอากาศ ๑๓ เปอร์เซ็นต์หรือต่ำกว่าโดยปริมาตรหรือมีช่วงกว้างที่สามารถติดไฟได้ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเมื่อผสมกับอากาศ โดยไม่คำนึงถึงความเข้มข้นต่ำสุดของการผสม

“ของเหลวไวไฟ” (Flammable Liquids) หมายความว่า ของเหลวหรือของเหลวผสมหรือของเหลวที่มีสารแขวนลอยผสมที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า ๓๗.๘ องศาเซลเซียสหรือ ๑๐๐ องศาฟาเรนไฮต์

“อันตราย” (Hazard) หมายความว่า สิ่งหรือสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วยจากการทำงาน ความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน ตลอดจนความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือต่อสาธารณชน

“ชี้บ่งอันตราย” (Hazard Identification) หมายความว่า กระบวนการในการค้นหาอันตรายที่มีอยู่และการระบุลักษณะของอันตราย

“การวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิต” (Process Hazard Analysis : PHA) หมายความว่ากระบวนการวิเคราะห์อันตรายจากกระบวนการผลิต

“อุบัติการณ์” (Incident) หมายความว่า เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นแล้วและมีผลให้เกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ

“อุบัติเหตุ” (Accident) หมายความว่า เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ หรือเหตุการณ์ที่อาจเกิดจากการขาดการควบคุม และเมื่อเกิดขึ้นแล้วมีผลให้เกิดการบาดเจ็บ หรือความเจ็บป่วยจากการทำงานหรือการเสียชีวิต หรือความสูญเสียต่อทรัพย์สิน หรือความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือต่อสาธารณชน

“เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ” (Near Miss) หมายความว่า เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์และเมื่อเกิดขึ้นแล้วมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ

“การทบทวนความปลอดภัยก่อนการเริ่มเดินเครื่อง” (Pre-Startup Safety Review : PSSR) หมายความว่า การทบทวนตรวจสอบความปลอดภัยของกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับงานก่อสร้าง การติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ การดัดแปลงกระบวนการผลิต การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต การบำรุงรักษาครั้งใหญ่ก่อนนำสารเคมีอันตรายร้ายแรงเข้าสู่กระบวนการผลิต รวมถึงก่อนนำอุปกรณ์เข้าใช้งานหรือเดินเครื่อง

“ผู้รับเหมา” (Contractors) หมายความว่า ผู้รับเหมาขั้นต้นและผู้รับเหมาช่วงตามที่กำหนดไว้ในนิยามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑

“งานที่ไม่ใช่งานประจำ” (Non - routine Work) หมายความว่า งานที่นอกเหนือจากงานปกติ งานที่ยังไม่เคยมีมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedures) งานที่ไม่ได้ปฏิบัติบ่อย งานที่มีวิธีปฏิบัติแตกต่างจากที่แสดงไว้ในขั้นตอนการปฏิบัติงาน งานที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน รวมถึงงานประจำแต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายสูง

“การตรวจประเมิน” (Audit) หมายความว่า การตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิตที่เป็นระบบอย่างเป็นอิสระ โดยการจัดทำเป็นเอกสารเพื่อให้ได้หลักฐานการตรวจประเมิน และประเมินว่าเป็นไปตามเกณฑ์การตรวจประเมินการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance Audits)

“การตรวจประเมินภายใน” (Internal Audit) หมายความว่า การดำเนินการตรวจประเมินโดยคณะผู้ตรวจประเมินภายในของสถานประกอบการเอง เพื่อทบทวนระบบความปลอดภัยและการจัดการว่าองค์กรได้ดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต ทั้งนี้ ผู้ตรวจประเมินภายในไม่ควรเป็นผู้รับผิดชอบในกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายให้ไปตรวจประเมิน

“การตรวจประเมินภายนอก” (External Audit) หมายความว่า การดำเนินการตรวจประเมินโดยคณะผู้ตรวจประเมินที่ขึ้นทะเบียนกับ กนอ. และได้รับการมอบหมายจาก กนอ. ให้ตรวจประเมินเป็นกรณีไป

“เกณฑ์การตรวจประเมิน” (Audit Criteria) หมายความว่า บรรทัดฐานที่ใช้ในการพิจารณา ซึ่งอาจจะเป็นนโยบายขั้นตอนการดำเนินงาน หรือข้อกำหนดต่าง ๆ ทั้งนี้ เกณฑ์การตรวจประเมินดังกล่าวจะนำมาใช้อ้างอิงโดยเทียบเคียงกับมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต

“คณะผู้ตรวจประเมิน” (Audit Team) หมายความว่า คณะบุคคลที่ดำเนินการตรวจประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต และการตรวจประเมินความปลอดภัยกระบวนการผลิตของแต่ละสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม

“ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง” (Specialists) หมายความว่า ผู้ที่มีความรู้และความชำนาญซึ่งเหมาะสมกับสถานประกอบการนั้น

“สิ่งที่พบจากการตรวจประเมิน” (Audit Findings) หมายความว่า ผลของการตรวจประเมินตามหลักฐานการตรวจประเมินที่รวบรวมได้ โดยเทียบกับเกณฑ์การตรวจประเมินซึ่งสามารถชี้บ่งได้ทั้งความสอดคล้องและความไม่สอดคล้องกับเกณฑ์การตรวจประเมินหรือโอกาสสำหรับการปรับปรุง

“ข้อเสนอแนะ” (Recommendations) หมายความว่า ข้อเสนอแนะของคณะผู้ตรวจประเมินที่มีต่อผู้ประกอบอุตสาหกรรมเพื่อให้ดำเนินการพัฒนาปรับปรุง

มาตรา ข้อ ๒๙/๒

ข้อ ๒๙/๒[๗] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องดำเนินการการจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิตให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการวางแผน การปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบการปฏิบัติตามแผนและการปรับปรุงแก้ไขที่เป็นระบบอย่างต่อเนื่อง

มาตรา ข้อ ๒๙/๓

ข้อ ๒๙/๓[๘] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิต ดังต่อไปนี้ต้องดำเนินการการจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต และการตรวจประเมินความปลอดภัยกระบวนการผลิต

(๑) กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตรายร้ายแรงในปริมาณครอบครอง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งเท่ากับหรือมากกว่าปริมาณที่กำหนดในบัญชีท้ายข้อบังคับนี้ หรือ

(๒) กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับแก๊สไวไฟหรือของเหลวไวไฟ ที่มีปริมาณครอบครองตั้งแต่ ๔,๕๔๕ กิโลกรัมหรือ ๑๐,๐๐๐ ปอนด์ขึ้นไป ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

กรณีกระบวนการตาม (๑) หรือ (๒) หมายความรวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องหรืออุปกรณ์ข้างเคียงหรือที่ต่อเนื่องกับกระบวนการดังกล่าวด้วย เว้นแต่แก๊สไวไฟหรือของเหลวไวไฟซึ่งนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น เช่น ใช้สำหรับหม้อน้ำ หรือเติมยานพาหนะ

มาตรา ข้อ ๒๙/๔

ข้อ ๒๙/๔[๙] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต และการตรวจประเมินภายในทุก ๑ ปีและการตรวจประเมินภายนอกทุก ๓ ปี ทั้งนี้ ให้ยื่นรายงานการตรวจประเมินภายนอกประกอบการยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตต่อ กนอ. หรือกรณีเกิดอุบัติเหตุเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยกระบวนการผลิต หรือกรณีการขอขยายกำลังการผลิตที่กระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยกระบวนการผลิต โดยมิได้หมายความรวมถึงการขยายพื้นที่ ให้ยื่นรายงานการตรวจประเมินภายนอกประกอบการยื่นขออนุญาตต่อ กนอ.

มาตรา ข้อ ๒๙/๕

ข้อ ๒๙/๕[๑๐] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดให้มีข้อมูลและขั้นตอนแผนการปฏิบัติงานเป็นลายลักษณ์อักษรโดยให้พนักงานมีส่วนร่วมและรับทราบการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ หรือการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย การปฏิบัติและพัฒนาการวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิต การพัฒนาในด้านอื่น ๆ ของการจัดการความปลอดภัยกระบวนการผลิต การให้รับทราบและสามารถสืบค้นข้อมูลการวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิต รวมทั้งข้อมูลอื่นเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนให้มีส่วนร่วมตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้ ดังต่อไปนี้

(๑) ข้อมูลความปลอดภัยกระบวนการผลิต (Process Safety Information : PSI)

(๒) การวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิต (Process Hazard Analysis : PHA)

(๓) ขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Operating Procedures : OP)

(๔) การฝึกอบรม (Training)

(๕) การจัดการความปลอดภัยผู้รับเหมา (Contractor Safety Management : CSM)

(๖) การทบทวนความปลอดภัยก่อนการเริ่มเดินเครื่อง (Pre-Startup Safety Review : PSSR)

(๗) ความพร้อมใช้ของอุปกรณ์ (Mechanical Integrity : MI)

(๘) การอนุญาตทำงานที่อาจทำให้เกิดความร้อนและประกายไฟ (Hot Work Permits) และการอนุญาตทำงานที่ไม่ใช่งานประจำ (Non-Routine Work Permits)

(๙) การจัดการการเปลี่ยนแปลง (Management of Change : MOC)

(๑๐) การสอบสวนอุบัติการณ์ (Incident Investigation : II)

(๑๑) การเตรียมความพร้อมและการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (Emergency Planning and Response : EPR)

(๑๒) การตรวจประเมินการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance Audits)

(๑๓) ความลับทางการค้า (Trade Secrets)

มาตรา ข้อ ๒๙/๖

ข้อ ๒๙/๖[๑๑] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมจะต้องดำเนินการรวบรวมข้อมูลความปลอดภัยกระบวนการผลิตให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มทำการวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมและพนักงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานและการผลิตได้ตระหนักและทำความเข้าใจถึงอันตรายที่อาจเกิดจากกระบวนการผลิตที่มีสารเคมีอันตรายร้ายแรง

มาตรา ข้อ ๒๙/๗

ข้อ ๒๙/๗[๑๒] ข้อมูลอันตรายจากสารเคมีอันตรายร้ายแรงในกระบวนการผลิต อย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อมูล ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อและสูตรเคมีของสารเคมีอันตรายร้ายแรง

(๒) ความเป็นพิษ

(๓) ค่าการสัมผัสที่ยอมรับได้

(๔) สมบัติทางกายภาพและทางเคมี

(๕) ความสามารถในการทำปฏิกิริยา

(๖) สมบัติในการกัดกร่อน

(๗) ความเสถียรทางเคมีและความร้อน

(๘) อันตรายที่เกิดขึ้นจากการผสมสารเคมี

มาตรา ข้อ ๒๙/๘

ข้อ ๒๙/๘[๑๓] ข้อมูลเทคโนโลยีกระบวนการผลิต อย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(๑) แผนภาพการไหล (Block Flow Diagram) หรือแผนภาพการไหลกระบวนการผลิตอย่างง่าย (Simplified Process Flow Diagram) และคำอธิบายแสดงขั้นตอนการผลิต

(๒) เคมีกระบวนการผลิต (Process Chemistry)

(๓) ปริมาณกักเก็บสารเคมีอันตรายร้ายแรงสูงสุด

(๔) ขีดจำกัดต่ำสุดและสูงสุดที่ระยะปลอดภัย (Safe Upper and Lower Limits) ของแต่ละอุปกรณ์ เครื่องจักร และกระบวนการผลิต เช่น อุณหภูมิ ความดัน อัตราการไหล หรือองค์ประกอบ เป็นต้น

(๕) การประเมินผลที่ตามมาจากการเบี่ยงเบนไปจากค่ากำหนดเดิม รวมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน

ในกรณีที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมไม่สามารถแสดงข้อมูลเทคโนโลยีกระบวนการผลิตได้ ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเสาะหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่สามารถนำมาประยุกต์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิตแทนก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๙/๙

ข้อ ๒๙/๙[๑๔] ข้อมูลอุปกรณ์ในกระบวนการผลิต อย่างน้อยต้องประกอบด้วย

(๑) วัสดุที่ใช้ในการสร้างอุปกรณ์และภาชนะที่ใช้ในกระบวนการผลิต รวมทั้งท่อและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

(๒) แผนภาพระบบท่อและเครื่องมือวัด (Piping and Instrumentation Diagrams: P&IDs)

(๓) การจำแนกบริเวณอันตรายทางไฟฟ้า (Electrical Area Classification)

(๔) การออกแบบระบบที่ใช้ในการลดความดัน และพื้นฐานการออกแบบ

(๕) การออกแบบระบบระบายอากาศ

(๖) ข้อกำหนด (Codes) และมาตรฐาน (Standards) ที่นำมาใช้ออกแบบ

(๗) ดุลมวลสารและดุลพลังงาน (Material and Energy Balances) สำหรับกระบวนการผลิต

(๘) การออกแบบระบบความปลอดภัยต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์การเชื่อมโยง กลไกการควบคุมจากภายใน อุปกรณ์เชื่อมโยงเพื่อห้ามการทำงาน (Interlock) ระบบตรวจจับ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้และระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย เป็นต้น

มาตรา ข้อ ๒๙/๑๐

ข้อ ๒๙/๑๐[๑๕] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดทำเอกสารเพื่อแสดงว่าอุปกรณ์เป็นไปตามมาตรฐานและวิธีปฏิบัติทางวิศวกรรมที่ดีที่ได้รับการรับรองและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป (Recognized and Generally Accepted Good Engineering Practices : RAGAGEP) สำหรับอุปกรณ์ที่ออกแบบและก่อสร้างตามข้อกำหนดมาตรฐานเดิมที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ผู้ประกอบอุตสาหกรรมจะต้องจัดทำเอกสารเพื่อแสดงว่าอุปกรณ์นั้นได้ถูกออกแบบ บำรุงรักษา ตรวจสอบ ทดสอบ และสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย

มาตรา ข้อ ๒๙/๑๑

ข้อ ๒๙/๑๑[๑๖] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องทบทวนและปรับปรุงเอกสารข้อมูลความปลอดภัยกระบวนการผลิตให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

มาตรา ข้อ ๒๙/๑๒

ข้อ ๒๙/๑๒[๑๗] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดทำการวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิตทั้งหมด วิธีการวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิตให้เป็นระบบและเหมาะสมต่อความซับซ้อนของกระบวนการผลิตโดยสามารถชี้บ่ง ประเมิน และควบคุมอันตรายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ครอบคลุมถึงการจัดเก็บ การใช้ การผลิต และการขนส่งหรือเคลื่อนย้ายสารเคมีอันตรายร้ายแรงได้ ดังต่อไปนี้

(๑) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องลำดับความสำคัญของอันตราย และจัดทำเอกสารสำหรับวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิต โดยให้พิจารณาจากขอบเขตของอันตรายในกระบวนการผลิตจำนวนพนักงานที่อาจได้รับผลกระทบ อายุการใช้งานของอุปกรณ์ เครื่องจักร และกระบวนการผลิต ตลอดจนประวัติการเดินเครื่องจักรในกระบวนการผลิต

(๒) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องใช้อย่างน้อยหนึ่งวิธีตามความเหมาะสม เพื่อชี้บ่งอันตรายวิเคราะห์และประเมินอันตรายกระบวนการผลิตดังนี้

(๒.๑) What - if

(๒.๒) Checklist

(๒.๓) What - if/Checklist

(๒.๔) Hazard and Operability Study (HAZOP)

(๒.๕) Failure Mode and Effects Analysis (FMEA)

(๒.๖) Fault Tree Analysis

(๒.๗) วิธีอื่นที่เทียบเท่าหรือดีกว่าตามความเหมาะสม

(๓) การวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิตไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม อย่างน้อยจะต้องมีรายละเอียดดังนี้

(๓.๑) อันตรายจากกระบวนการผลิตและการทำงานที่เกี่ยวข้อง

(๓.๒) การชี้บ่งอุบัติการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหรือผลกระทบที่สำคัญต่อพนักงานและสถานประกอบการ

(๓.๓) การควบคุมทางด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการที่ใช้ควบคุมการเกิดอันตรายและสิ่งที่เกี่ยวกับอันตราย เช่น วิธีการที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการตรวจจับเพื่อเตือนเหตุล่วงหน้า วิธีการในการตรวจจับที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งอาจรวมถึงการเฝ้าระวังกระบวนการผลิต และการควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยสัญญาณเตือนและอุปกรณ์ในการตรวจจับ เช่น เครื่องตรวจจับไฮโดรคาร์บอน เป็นต้น

(๓.๔) ผลจากความล้มเหลวของการควบคุมทางด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการ

(๓.๕) การวางตำแหน่งที่ตั้งอุปกรณ์ เครื่องจักร และอาคารทั้งหมดของผังโรงงาน

(๓.๖) ปัจจัยด้านบุคคล เช่น ข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ความไม่สมบูรณ์ด้านสุขภาพของพนักงาน

(๓.๗) การประเมินผลกระทบเชิงคุณภาพด้านความปลอดภัย และด้านสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นกับพนักงานในสถานประกอบการในกรณีที่การควบคุมล้มเหลว

(๔) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดให้มีคณะทำงานวิเคราะห์อันตรายอย่างน้อย ๓ คน ซึ่งประกอบด้วยพนักงานที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านวิศวกรรมและกระบวนการผลิต พนักงานที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านกระบวนการวิเคราะห์และประเมินอันตราย และพนักงานที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

(๕) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดให้มีระบบในการจัดการกับสิ่งที่พบจากการตรวจประเมินและข้อเสนอแนะจากคณะทำงานวิเคราะห์อันตราย เพื่อให้ข้อเสนอแนะนั้นได้รับการแก้ไขได้ทันเวลาและมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน โดยระบุถึงแผนการดำเนินงาน ผู้รับผิดชอบและกำหนดวันแล้วเสร็จ นอกจากนี้ยังจะต้องแจ้งให้ฝ่ายปฏิบัติการบำรุงรักษาและบุคลากรอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากคำแนะนำและการดำเนินงานนั้นด้วย

(๖) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องปรับปรุงข้อมูลการวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิตให้เป็นปัจจุบันโดยให้ดำเนินการอย่างน้อยทุก ๕ ปี หรือเมื่อมีการขยายหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตจากเดิมที่มีอยู่ ทั้งนี้ การปรับปรุงข้อมูลการวิเคราะห์อันตรายให้จัดทำโดยคณะทำงานวิเคราะห์อันตรายตาม (๔)

(๗) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดเก็บเอกสารการวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิตไว้ตลอดระยะเวลาที่กระบวนการผลิตนั้นยังใช้งานอยู่

มาตรา ข้อ ๒๙/๑๓

ข้อ ๒๙/๑๓[๑๘] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดทำขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นลายลักษณ์อักษรและการนำไปใช้ให้สอดคล้องกับข้อมูลความปลอดภัยกระบวนการผลิตและผลการวิเคราะห์อันตรายกระบวนการผลิต เพื่อเตรียมข้อมูลที่มีความชัดเจนสำหรับการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน อย่างน้อยต้องประกอบด้วยเรื่อง ดังต่อไปนี้

(๑) ขั้นตอนสำหรับแต่ละระยะการปฏิบัติการ (Operating Phase)

(๑.๑) การเริ่มเดินเครื่องครั้งแรก (Initial Startup)

(๑.๒) การปฏิบัติการผลิตปกติ (Normal Operations)

(๑.๓) การปฏิบัติการผลิตชั่วคราว (Temporary Operations)

(๑.๔) การหยุดระบบการผลิตฉุกเฉิน (Emergency Shutdown) รวมถึงการหยุดระบบการผลิตฉุกเฉินที่มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นไปตามเงื่อนไขการผลิตของแต่ละสถานประกอบการ

(๑.๕) การปฏิบัติการผลิตในภาวะฉุกเฉิน (Emergency Operations)

(๑.๖) การหยุดระบบการผลิตตามปกติ หรือตามระยะเวลาที่กำหนด (Normal Shutdown)

(๑.๗) การเริ่มเดินเครื่องหลังจากการซ่อมบำรุงรักษาครั้งใหญ่ หรือหลังจากการหยุดระบบการผลิตฉุกเฉิน

(๒) ขีดจำกัดในการปฏิบัติงาน (Operating Limits)

(๒.๑) ผลกระทบหรือผลที่เกิดขึ้นจากการเบี่ยงเบนออกจากขีดจำกัด

(๒.๒) ขั้นตอนในการแก้ไข หรือการหลีกเลี่ยงการเบี่ยงเบนออกจากขีดจำกัด

(๓) ข้อควรระวังเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัย

(๓.๑) สมบัติและอันตรายของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิต

(๓.๒) ข้อควรปฏิบัติที่จำเป็นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของสารเคมีและการสัมผัสสารเคมี รวมทั้งการควบคุมทางวิศวกรรม การควบคุมการจัดการ และอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล

(๓.๓) มาตรการควบคุมหากเกิดการสัมผัสสารเคมีโดยตรงหรือที่แพร่กระจายในอากาศ

(๓.๔) การควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบและปริมาณของสารเคมีอันตรายร้ายแรง

(๓.๕) อันตรายเฉพาะหรือลักษณะพิเศษของกระบวนการผลิต

(๔) ระบบความปลอดภัยและระบบอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น อุปกรณ์การเชื่อมโยง กลไกการควบคุมจากภายใน อุปกรณ์เชื่อมโยงเพื่อห้ามการทำงาน (Interlock) ระบบตรวจจับ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย เป็นต้น

มาตรา ข้อ ๒๙/๑๔

ข้อ ๒๙/๑๔[๑๙] ขั้นตอนการปฏิบัติงานตามข้อ ๒๙/๑๓ ต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ต้องมีความพร้อมเพื่อให้พนักงานที่ปฏิบัติงานสามารถค้นหาได้

(๒) ต้องมีการทบทวนให้เป็นไปตามการปฏิบัติงานในปัจจุบันอยู่เสมอ และ

(๓) ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องรับรองความเป็นปัจจุบันและความถูกต้องของขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นประจำทุกปี กรณีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิต เทคโนโลยีกระบวนการผลิต เครื่องจักร อุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ที่ใช้ พนักงาน ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการเปลี่ยนแปลงของอุปกรณ์ อาคาร หรือสถานที่ที่ใช้ในกระบวนการผลิต (Facility) รวมทั้งส่วนสนับสนุนการผลิต (Utility) ที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยกระบวนการ

มาตรา ข้อ ๒๙/๑๕

ข้อ ๒๙/๑๕[๒๐] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดทำวิธีการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยเป็นลายลักษณ์อักษรและการนำมาใช้ เพื่อควบคุมอันตรายการปฏิบัติงานของพนักงานและผู้รับเหมา เช่น การควบคุมการเข้าปฏิบัติงานของพนักงานในพื้นที่เสี่ยงอันตราย การปฏิบัติงานในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความร้อนและประกายไฟ การปฏิบัติงานที่ไม่ใช่งานประจำ การตัดแยกระบบเพื่อความปลอดภัย (Lock out/Tag out) การทำงานในที่อับอากาศ การเปิดอุปกรณ์และท่อในกระบวนการผลิต รวมทั้งการขออนุญาตเข้าทำงาน เป็นต้น

มาตรา ข้อ ๒๙/๑๖

ข้อ ๒๙/๑๖[๒๑] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดให้มีการฝึกอบรมช่วงเริ่มปฏิบัติงานแก่พนักงานปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการในกระบวนการผลิต และพนักงานที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาพรวมของกระบวนการผลิต ขั้นตอนการปฏิบัติงานความปลอดภัยและอันตรายต่อสุขภาพที่มีความจำเพาะต่อกระบวนการผลิตนั้น ๆ การปฏิบัติการในภาวะฉุกเฉิน รวมถึงการหยุดระบบการผลิต และการปฏิบัติงานอื่น ๆ อย่างปลอดภัยตามหน้าที่ที่พนักงานได้รับมอบหมาย

กรณีตามวรรคหนึ่ง ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดให้มีการทดสอบพนักงานเพื่อให้พนักงานนั้นมีความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่รับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรา ข้อ ๒๙/๑๗

ข้อ ๒๙/๑๗[๒๒] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดให้มีการฝึกอบรมเพื่อทบทวนความรู้แก่พนักงานอย่างน้อยทุก ๆ ๓ ปี หรือมากกว่านั้น เพื่อให้พนักงานนั้นมีความเข้าใจและทราบถึงข้อมูลขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เป็นปัจจุบัน ทั้งนี้ ต้องให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพิจารณาและจำนวนครั้งที่เหมาะสมในการจัดการฝึกอบรมเพื่อทบทวนความรู้ให้กับพนักงาน

มาตรา ข้อ ๒๙/๑๘

ข้อ ๒๙/๑๘[๒๓] ผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้องจัดให้มีเอกสารบันทึกการฝึกอบรมของพนักงานและกำหนดให้พนักงานที่ปฏิบัติงานในกระบวนการผลิตได้รับความรู้ ความเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยชื่อพนักงาน วันที่เข้ารับการฝึกอบรม และวิธีการที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมใช้ในการทวนสอบความเข้าใจของพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรม

82 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ข้อบังคับคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม พ.ศ. 2551 (ฉบับ Update ล่าสุด) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_1d9a9961acd99180

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com