ข้อ ๑๒ เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาคำขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ทุก
รายแล้ว ให้คณะกรรมการเสนอรายชื่อผู้ที่สมควรให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ต่อรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการคลังไม่เกิน ๕ ราย แต่หากเห็นว่ามีผู้สมควรให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไม่ถึง ๕ รายจะ
เสนอรายชื่อน้อยกว่า ๕ รายก็ได้ ในกรณีนี้ ให้คณะกรรมการเสนอความเห็นพร้อมเหตุผลที่ควร
ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ประกอบคำของทุกราย เพื่อ
ประกอบการพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย
ในการพิจารณาคำขออนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ ให้คณะกรรมการพิจารณา
การปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในประกาศ นี้ของผู้ยื่นคำขอ ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่น
ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์ที่จะจัดตั้ง การพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างมีประสิทธิภาพ ความมั่นคงของระบบการเงิน ประโยชน์ของประชาชน การกระจายความ
เจริญไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในส่วนภูมิภาค และการแข่งขันทางการเงิน รวมทั้งจะต้องพิจารณาเรื่อง
ดังต่อไปนี้ด้วย คือ
(๑) ประวัติการบริหารงานและการปฏิบัติตามนโยบายของทางราชการของผู้นำ
ของกลุ่มผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๑
(๒) ประวัติการกระทำความผิดทางการเงิน หรือการถูกกล่าวโทษโดยกระทรวง
การคลัง แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ของผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๑ ผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๒ และผู้ที่ได้รับ
การเสนอชื่อให้เป็นประธานกรรมการ ประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ และรองผู้จัด
การของธนาคารพาณิชย์ที่ขอจัดตั้ง
(๓) ความเกี่ยวข้องกันของผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๑ และผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๒
ระหว่างกลุ่ม ระหว่างกันเอง หรือกับธนาคารพาณิชย์ที่จัดตั้งอยู่ในปัจจุบันหรือสถาบันการเงินที่มี
ความสัมพันธ์ในเชิงการถือหุ้นหรือในเชิงการบริหารกับธนาคารพาณิชย์ดังกล่าว ที่อาจทำให้
ธนาคารพาณิชย์ที่ขอจัดตั้งเกิดความไม่มั่นคงหรือถูกครอบงำกิจการจนขัดกับวัตถุประสงค์ของ
การอนุญาตให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ขึ้นใหม่
(๔) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถาบันการเงินต่างชาติหรือกลุ่มสถาบันการเงินต่างชาติ
ที่เป็นผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๒ ในด้านของขนาด ชื่อเสียง และการกระจายสาขาที่จะมีความเกี่ยวข้อง
กับการพัฒนาธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ที่ขอจัดตั้ง
การพิจารณาออกใบอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์
------------ ข้อ ๑๓ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ผู้ใด
ดำเนินการจัดตั้งะนาคารพาณิชย์แล้ว ให้ผู้นั้นยื่นของรับในอนุญาตให้ประกอบการธนาคาร
พาณิชย์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบ โดยต้อง
ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑) ต้องจัดตั้งและจดทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ใน
จังหวัดขอนแก่น เชียงใหม่ นครราชสีมา พิษณุโลก ระยอง ลำปาง สงขลา สุราษฎร์ธานี หรือ
อุบลราชธานี โดยมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า ๗,๕๐๐ ล้านบาท และมีทุนชำระแล้วเต็มมูลค่าในทัน
ทีที่มีการกระจายหุ้นตาม (๒) แล้ว
(๒) ต้องกำหนดให้บริษัทมหาชนจำกัดตาม (๑) มีสัดส่วนการถือหุ้นดังต่อไปนี้
(ก) กลุ่มผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๑ ต้องถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวร้อยละ ๒๕ ของทุน
จดทะเบียน โดยผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๑ แต่ละรายจะถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ ๕ ของทุนจดทะเบียน
(ข) กลุ่มผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๒ ต้องถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวร้อยละ ๒๕ ของทุน
จดทะเบียน โดยผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๒ ที่เป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือสถาบันการเงินต่าง
ชาติ แต่ละรายจะถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ ๕ ของทุนจดทะเบียน สำหรับผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๒ ที่
เป็นกลุ่มนิติบุคคลหรือกลุ่มสถาบันการเงินต่างชาติ แต่ละกลุ่มจะถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ ๑๐ ของ
ทุนจดทะเบียน
(ค) หุ้นอีกร้อยละ ๕๐ ของทุนจดทะเบียน ให้จำหน่ายอย่างกว้างขวางแก่ผู้มีสิทธิ
ซื้อหุ้นตามราคามูลค่าหุ้นที่จดทะเบียนไว้ โดยให้แบ่งขายให้แก่บุคคลธรรมดาที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน
จังหวัดอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของธนาคารพาณิชย์ที่จะจัดตั้งขึ้นร้อยละ ๑๐ ของทุนจด
ทะเบียน ถ้าผู้มีสิทธิซื้อหุ้นแจ้งความจำนงตอบรับจะซื้อหุ้นไม่ครบตามเกณฑ์ดังกล่าว ให้ผู้ซึ่งได้รับ
ความเห็นชอบให้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ชี้แจงเหตุผลพร้อมทั้งเสอนวิธีการจัดสรรหุ้นที่
เหลืออยู่แก่ประชาชนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาอนุญาตเป็นกรณี ๆ ไป ทั้งนี้
ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการกระจายหุ้นตามภาคผนวกท้ายประกาศนี้
(๓) ต้องนำความใน (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) ของข้อ ๑๖ ไปจดทะเบียน
เป็นข้อบังคับของบริษัทมหาชนจำกัดและกำหนดไว้ในข้อบังคับว่าการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าวจะ
กระทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
(๔) ต้องดำเนินการมิให้ผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๑ หรือผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๒ มี
ความสัมพันธ์ในเชิงการบริหารกับธนาคารพาณิชย์ที่จัดตั้งอยู่ในปัจจุบันหรือสถาบันการเงินที่มี
ความสัมพันธ์ในเชิงการถือหุ้นหรือในเชิงการบริหารกับธนาคารพาณิชย์ดังกล่าว
(๕) ต้องดำเนินการให้ผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๑ หรือผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๒ ที่ถือ
หุ้นเกินร้อยละ ๒ ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดในธนาคารพาณิชย์ที่จัดตั้งอยู่ในปัจจุบัน
รายใดรายหนึ่งหรือสถาบันการเงินที่มีความสัมพันธ์ในเชิงการถือหุ้นหรือในเชิงการบริหารกับ
ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวจำหน่ายหุ้นในส่วนที่เกินนั้นเสีย เว้นแต่ในกรณีที่ผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๑
หรือผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๒ ดังกล่าว เป็นบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และไม่
ประสงค์จะจำหน่ายหุ้นในส่วนที่เกินนั้นในทันที ก็ให้นำหุ้นในส่วนที่เกินดังกล่าวไปฝากไว้ในความ
ดูแลของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อทยอยขายใน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้หมดภายใน ๕ ปี นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบให้ดำเนิน
การจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ และขณะที่ยังมิได้ขายหุ้นดังกล่าวต้องไม่ใช้สิทธิออกเสียงในฐานะผู้ถือ
หุ้นดังกล่าวต้องไม่ใช้สิทธิออกเสียงในฐานะผู้ถือหุ้นนั้น
(๖) ต้องดำเนินการให้ธนาคารพาณิชย์ที่จัดตั้งอยู่ในปัจจุบันหรือสถาบันการเงิน
ที่มีความสัมพันธ์ในเชิงการถือหุ้นหรือในเชิงการบริหารกับธนาคารพาณิชย์ดังกล่าว ที่ถือหุ้นเกิน
ร้อยละ ๒ ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดในนิติบุคคลที่เป็นผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๑ หรือผู้
ริเริ่มจัดตั้งประเภท ๒ จำหน่ายหุ้นในส่วนที่เกินนั้นเสีย เว้นแต่ในกรณีที่ไม่อาจดำเนินการให้ผู้ถือ
หุ้นดังกล่าวจำหน่ายหุ้นในส่วนที่เกินนั้นในทันที่ได้ ก็ต้องดำเนินการให้ผู้ถือหุ้นนั้นนำหุ้นในส่วนที่
เกินดังกล่าวไปฝากไว้ในความดูแลของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์แห่ง
ประเทศไทย เพื่อทยอยขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้หมดภายใน ๕ ปี นับแต่วันที่
ได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ และในขณะที่ยังมิได้ขายหุ้นดังกล่าวต้อง
ไม่ใช้สิทธิออกเสียงในฐานะผู้ถือหุ้นนั้น
(๗) ต้องดำเนินการให้ผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๑ และผู้เริ่มจัดตั้งประเภท ๒ ทำคำ
มั่นตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด เพื่อผูกพันตนว่าภายใน ๕ ปี นับแต่วันที่ธนาคาร
พาณิชย์ที่จะจัดตั้งขึ้นเปิดดำเนินการ บุคคลดังกล่าวจะปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(ก) จะไม่มีความสัมพันธ์ในเชิงการบริหารกับธนาคารพาณิชย์อื่นหรือสถาบัน
การเงินที่มีความสัมพันธ์ในเชิงการถือหุ้นหรือในเชิงการบริหารกับธนาคารพาณิชย์ดังกล่าว
(ข) จะไม่ถือหุ้นเกินร้อยละ ๒ ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดใน
ธนาคารพาณิชย์อื่นรายใดรายหนึ่งหรือสถาบันการเงินที่มีความสัมพันธ์ในเชิงการถือหุ้นหรือใน
เชิงการบริหารกับธนาคารพาณิชย์ดังกล่าว
(ค) ในกรณีที่เป็นนิติบุคคล จะไม่ให้ธนาคารพาณิชย์อื่นรายใดรายหนึ่ง หรือ
สถาบันการเงินที่มีความสัมพันธ์ในเชิงการถือหุ้นหรือในเชิงการบริหารกับธนาคารพาณิชย์ดังกล่าว
ถือหุ้นของนิติบุคคลนั้นรวมกันเกินร้อยละ ๒ ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
(๘) ต้องดำเนินการให้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นแต่งตั้งประธานกรรมการประธาน
กรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการของธนาคารพาณิชย์ที่จะจัดตั้งขึ้นตามที่ได้ระบุไว้ในคำขอ
อนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ และต้องแต่งตั้งรองผู้จัดการตามที่ได้ระบุไว้ในคำของอนุญาตจัดตั้ง
ธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งต้องเสนอรายชื่อกรรมการอื่น และผู้บริหารตั้งแต่ระดับต่ำกว่ารองผู้จัด
การลงไปสองระดับ ที่มีความสามารถและความเหมาะสมสำหรับตำแหน่งนั้น ๆ เพื่อขออนุญาต
จากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ดำรงตำแหน่ง และนับแต่วันที่บุคคลดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งหรือ
ถูกเสนอรายชื่อเพื่อขออนุญาต บุคคลนั้นต้องไม่มีความสัมพันธ์ในเชิงการถือหุ้นหรือในเชิงการ
บริหารกับธนาคารพาณิชย์ที่จัดตั้งอยู่ในปัจจุบันหรือธนาคารพาณิชย์อื่นที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่
ในกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งประธานกรรมการ ประธานกรรมการบริหารกรรมการผู้
จัดการ หรือรองผู้จัดการ ตามที่ได้ระบุไว้ในคำของอนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ได้ ให้ชี้แจงเหตุ
ผลพร้อมทั้งชื่อบุคคลอื่นที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๙ และข้อ ๑๓ (๘) ให้
ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาอนุญาตอีกครั้งหนึ่ง