ข้อ ๒ มอบอํานาจให้ผู้อํานวยการสํานักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่สั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร สําหรับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ตามที่กรมสรรพากรกําหนด ดังต่อไปนี้
(1) การอนุมัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือเงินที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนสํารองเลี้ยงชีพเป็นรายจ่ายในการคํานวณกําไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลา บัญชีที่แก้ไขให้ถูกต้องหรือในรอบระยะเวลาบัญชีที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องได้สําหรับกรณีบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ในการส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบเข้ากองทุนสํารอง เลี้ยงชีพ ตามข้อ 5 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 183 (พ.ศ. 2533) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ
(2) การอนุมัติให้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มย้อนหลังตามมาตรา 85 วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร
(3) การอนุมัติขยายเวลาการชําระอากรเป็นตัวเงินตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร ในกรณีผู้มีหน้าที่เสียอากรได้เสียอากรโดยวิธีปิดแสตมป์บนตราสาร สําหรับตราสารที่กําหนดให้ต้องชําระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากรตามประกาศอธิบดี กรมสรรพากรที่ออกโดยอาศัยอํานาจ ตามมาตรา 123 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งต่อมาได้นําตราสารดังกล่าวไปชําระอากรเป็นตัวเงินไว้อีก และได้ขอขยายเวลาการชําระอากรเป็นตัวเงิน
(4) การอนุมัติให้ถือว่าผู้มีหน้าที่หักภาษีได้ยื่นแบบแสดงรายการนําส่งภาษีถูกต้องตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนดโดยอนุโลม ในกรณีผู้จ่ายเงินได้ซึ่งมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ได้นําส่งภาษีโดยมิได้ใช้แบบแสดงรายการตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนดสําหรับการหักภาษี ตามมาตรา 3 เตรส มาตรา 50 มาตรา 69 ทวิ และมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
(5) การอนุมัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทํารายการในใบกํากับภาษีเป็นภาษาต่างประเทศ หรือเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ตามมาตรา 86/4 และมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร
(6) การสั่งขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 85/19 แห่งประมวลรัษฎากร
(7) การอนุมัติขยายกําหนดเวลาการอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร
(8) การอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรระหว่างรอคําวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือคําพิพากษาของศาล ตามมาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากร
(9) การรับจํานอง การรับจํานํา การไถ่ถอนการจํานอง และการคืน ทรัพย์สินที่จํานํากรณีการใช้ทรัพย์สินเป็นหลักทรัพย์ค้ําประกันหนี้ภาษีอากร และให้มีอํานาจ มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปทําการดังกล่าวแทนได้ด้วย
(10) การสั่งคืนสัญญาค้ําประกันที่ใช้ค้ําประกันหนี้ภาษีอากรค้างระหว่างขอทุเลาการเสียภาษีอากรหรือการผ่อนชําระภาษีอากรค้าง เมื่อปรากฏว่าผู้ค้างภาษีอากรได้ชําระภาษีอากรค้างครบถ้วนแล้ว หรือได้มีคําวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคําพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้ปลดหนี้ภาษีอากรค้าง รวมถึงการแจ้งหมดภาระผูกพันตามสัญญาค้ําประกันไปยังผู้ค้ําประกันด้วย
“(11) การอนุมัติให้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะย้อนหลังตามมาตรา 91/12 วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร
(12) การสั่งขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะออกจากทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/21(3) แห่งประมวลรัษฎากร”
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งกรมสรรพารที่ ท.ป.132/2546 ใช้บังคับ 10 กันยายน 2546 เป็นต้นไป)
“(13) การอนุมัติให้เป็นสํานักงานใหญ่ข้ามประเทศ ตามมาตรา 9 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 586) พ.ศ. 2558
(14) การอนุมัติให้เป็นบริษัทการค้าระหว่างประเทศ ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 587) พ.ศ. 2558”
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งกรมสรรพารที่ ท.ป.247/2558 ใช้บังคับ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป)
“(15) การอนุมัติให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ตามมาตรา 10 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 674) พ.ศ. 2561
(16) การอนุมัติให้สํานักงานปฏิบัติการภูมิภาค ตามมาตรา 10 (4) และมาตรา 11/6 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 405) พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศตามมาตรา 10 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 674) พ.ศ. 2561
(17) การอนุมัติให้สํานักงานใหญ่ข้ามประเทศ ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 586) พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ตามมาตรา 10 แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 674) พ.ศ. 2561”
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.313/2562 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป)
“(18) การรับแจ้งเพื่อใช้เงินตราสกุลอื่นนอกจากเงินตราไทยเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการดําเนินงานของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 76 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
(19) การอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงสกุลเงินที่ใช้ในการดําเนินงานของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามมาตรา 76 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
(20) การอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการคํานวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้เป็นสกุลเงินที่ใช้ในการดําเนินงาน ตามมาตรา 76 เบญจ (1) แห่งประมวลรัษฎากร
(21) การอนุมัติให้ใช้อัตราอื่นเฉพาะส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้คํานวณไว้ ตามมาตรา 76 เบญจ (1) แห่งประมวลรัษฎากร”
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 327/2563 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป)
“(22) การอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการคํานวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้เป็นเงินตราไทย ตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร”
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 335/2564 ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป)