ข้อ ๒๒ นิคมอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัย
ต้องดำเนินการก่อสร้างคันกั้นน้ำล้อมรอบพื้นที่โครงการเพื่อป้องกันน้ำท่วมและป้องกันน้ำจากบริเวณรอบนอกไหลเข้าสู่พื้นที่ภายในนิคมอุตสาหกรรม
ภายใต้หลักเกณฑ์ ดังนี้
(๑) คันกั้นน้ำต้องออกแบบให้มีลักษณะเป็นเขื่อน
และมีโครงสร้างที่มีความแข็งแรงเพียงพอในการต้านทานแรงดันน้ำจากภายนอกโครงการ
โดยใช้เกณฑ์ระดับน้ำท่วมสูงสุดในรอบเจ็ดสิบปีเป็นฐานในการคำนวณ และต้องคำนึงถึงสภาพน้ำไหลหรือน้ำซึมผ่านฐานเขื่อนและใต้เขื่อนด้วย
(๒) คันกั้นน้ำต้องมีความสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดในรอบเจ็ดสิบปี
โดยกำหนดระยะส่วนเผื่อความสูง (Free Board) ไว้ไม่น้อยกว่า
๕๐.๐๐ เซนติเมตร
(๓) การก่อสร้างคันกั้นน้ำต้องไม่ขวางทางน้ำหลากเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาน้ำท่วมบริเวณพื้นที่โดยรอบ
แต่หากมีเหตุจำเป็นจะต้องก่อสร้างคันกั้นน้ำขวางทางน้ำหลาก ให้จัดทำร่องน้ำเพื่อระบายน้ำที่จะท่วมขังให้ไหลออกสู่ทางน้ำสาธารณะได้โดยสะดวก
(๔) สันเขื่อนต้องออกแบบให้มีทางสำหรับการซ่อมบำรุง (Service Road) ด้วย โดยมีผิวจราจรกว้างไม่น้อยกว่า ๒.๕๐
เมตร และหนาไม่น้อยกว่า ๒๐.๐๐ เซนติเมตร ตลอดจนต้องจัดให้มีทางขึ้น - ลง ทุกระยะ
๘๐๐.๐๐ เมตรสำหรับการบำรุงรักษาปกติทั่วไปและในภาวะฉุกเฉิน หรือเสนอรูปแบบทางสำหรับการซ่อมบำรุง
(Service Road) และทางขึ้น -
ลงที่เหมาะสมกับสภาพของแต่ละพื้นที่
(๕) การก่อสร้างคันกั้นน้ำจะต้องประสานกับหน่วยงานของรัฐ
หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดระบบการระบายน้ำรอบนิคมอุตสาหกรรมเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ตลอดจนลดผลกระทบทั้งกรณีปริมาณของน้ำและทิศทางการไหลของน้ำที่ไหลเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม
(๖) ต้องจัดให้มีระบบการติดตามสถานการณ์น้ำ การเฝ้าระวังระดับน้ำภายนอก
และการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า
รวมถึงเสนอแผนป้องกันและมาตรการภาวะฉุกเฉินกรณีเมื่อเกิดเหตุอุทกภัย
ตลอดจนการตรวจสอบสภาพของระบบระบายน้ำฝนและระบบป้องกันน้ำท่วมเป็นประจำ
พร้อมทั้งให้รายงานการตรวจสอบดังกล่าวต่อ กนอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นประจำทุกปี
(๗) ต้องจัดให้มีวิศวกรระดับสามัญวิศวกรเป็นผู้ลงนามรับรองการคำนวณและออกแบบระบบระบายน้ำฝนและระบบป้องกันน้ำท่วมสำหรับพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัยด้วย
ในกรณีที่มีความจำเป็น กนอ. อาจพิจารณาให้ดำเนินการถมพื้นที่บางส่วนหรือทั้งหมด
เพื่อป้องกันเหตุอุทกภัยก็ได้ โดยให้ถมดินสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดในรอบเจ็ดสิบปี
แต่ต้องไม่น้อยกว่า๕๐.๐๐ เซนติเมตร ทั้งนี้
ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดินกำหนด
ตลอดจนกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย