法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

subsidiary

กฎ ก.พ.ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
38
มาตรา อารัมภบท

กฎ ก

กฎ ก.พ.

ฉบับที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๒๘)

ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน

พ.ศ. ๒๕๑๘

ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๒) และมาตรา ๘๖

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๑๘

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๐

ก.พ. จึงออกกฎ ก.พ. ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑[๑] กฎ ก.พ.

นี้ให้ใช้บังคับเมื่อครบหกสิบวันนับแต่วันออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒

ให้ยกเลิกกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน

พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณาตั้งแต่วันใช้บังคับกฎ ก.พ. นี้

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

เพื่อให้ได้ความจริงและความยุติธรรม การสอบสวนพิจารณาข้าราชการพลเรือนสามัญ

ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ

ก.พ. นี้

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้แต่งตั้งจากข้าราชการประจำประกอบด้วยประธานกรรมการ

และกรรมการอีกอย่างน้อยสองคนเป็นกรรมการสอบสวนและให้มีเลขานุการหนึ่งคน

เลขานุการจะให้เป็นกรรมการสอบสวนด้วยก็ได้ หรือจะแต่งตั้งให้กรรมการสอบสวนคนใดคนหนึ่งเป็นเลขานุการด้วยก็ได้

ในกรณีที่มีความจำเป็นจะให้มีผู้ช่วยเลขานุการอีกหนึ่งคนก็ได้

ในกรณีที่แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญเป็นประธานกรรมการให้แต่งตั้งจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา

แต่ในกรณีที่แต่งตั้งข้าราชการประจำประเภทอื่นเป็นประธานกรรมการ

ให้แต่งตั้งจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งเทียบได้ไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา

คณะกรรมการสอบสวนต้องมีผู้ดำรงตำแหน่งนิติกร

หรือผู้ได้รับปริญญาทางกฎหมาย

หรือผู้ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรการดำเนินการทางวินัยหรือผู้มีประสบการณ์ด้านการดำเนินการทางวินัย

เป็นกรรมการสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคน

เมื่อได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

แม้มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของประธานกรรมการหรือของผู้ถูกกล่าวหา

และทำให้ประธานกรรมการมีตำแหน่งระดับต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา

หรือมีตำแหน่งเทียบได้ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา

ก็ไม่กระทบกระเทือนถึงฐานะการเป็นประธานกรรมการ

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนต้องระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา

และเรื่องที่กล่าวหา

ตลอดจนชื่อและตำแหน่งของผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวน ทั้งนี้ ให้ทำตามแบบ สว. ๑ ท้ายกฎ ก.พ.

นี้

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของผู้ได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งไม่กระทบกระเทือนถึงฐานะการเป็นประธานกรรมการ

กรรมการ เลขานุการ หรือผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการสอบสวน

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

เมื่อได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ

พร้อมทั้งส่งสำเนาคำสั่งให้ด้วยโดยพลัน ในกรณีที่ไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบได้หรือผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับทราบคำสั่งให้ปิดสำเนาคำสั่งไว้

ณ ที่ทำการที่ผู้ถูกกล่าวหารับราชการอยู่

และมีหนังสือแจ้งพร้อมกับส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ

ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ

ในกรณีเช่นนี้เมื่อล่วงพ้นสิบวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าว

ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว

ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนส่งสำเนาคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปให้ประธานกรรมการ

กรรมการทุกคน เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการทราบ

พร้อมกับส่งเรื่องที่กล่าวหาทั้งหมดและหลักฐานการแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปให้ประธานกรรมการเพื่อดำเนินการต่อไป

ประธานกรรมการทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวันใดให้บันทึกวันรับทราบคำสั่งเป็นหลักฐานรวมไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

เมื่อประธานกรรมการได้รับคำสั่งแต่งตั้งและเรื่องที่กล่าวหาทั้งหมดตามข้อ ๖

แล้ว ให้ประธานกรรมการดำเนินการประชุมคณะกรรมการสอบสวน

เพื่อพิจารณาเรื่องที่กล่าวหาว่ามีข้อกล่าวหาอย่างไร เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตราใดมีองค์ประกอบความผิดอย่างไรและวางแนวทางสอบสวนค้นหาข้อเท็จจริง

พยานหลักฐานตลอดจนรายละเอียดของพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหา

และองค์ประกอบความผิดตามข้อกล่าวหา เพื่อให้การสอบสวนได้ความจริง ยุติธรรมและแล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

ประธานกรรมการและกรรมการมีหน้าที่ต้องมาประชุมโดยสม่ำเสมอ การประชุมคณะกรรมการสอบสวนต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด

เว้นแต่การประชุมตามข้อ ๑๖ และข้อ ๓๓ ต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่าสามคน

และไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

การประชุมคณะกรรมการสอบสวนต้องมีประธานกรรมการอยู่ร่วมประชุมด้วย

เว้นแต่ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่มาปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการต่างท้องที่

ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธาน

มติของคณะกรรมการสอบสวนถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

ให้ถือเสียงข้างมากของกรรมการสอบสวนที่อยู่ในที่ประชุม

กรรมการสอบสวนคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน

ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

ผู้ถูกกล่าวหาอาจคัดค้านผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ กรรมการ เลขานุการ

หรือผู้ช่วยเลขานุการ ซึ่งมีเหตุอันจะทำให้การสอบสวนไม่ได้ความจริงและความยุติธรรมอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้

(๑)

เป็นผู้ได้รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะกระทำผิดวินัยตามเรื่องที่กล่าวหา

(๒) เป็นผู้มีประโยชน์ได้เสียในเรื่องที่สอบสวน

(๓) เป็นผู้มีเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหา

(๔) เป็นคู่สมรส

หรือญาติโดยเกี่ยวข้องเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานหรือพี่น้องร่วมบิดาและมารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดากับผู้กล่าวหา

การคัดค้าน ให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในเจ็ดวันนับแต่วันทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือนับแต่วันทราบเหตุแห่งการคัดค้าน

โดยแสดงเหตุผลที่คัดค้านนั้นด้วยว่าจะทำให้การสอบสวนไม่ได้ความจริงและยุติธรรมอย่างไร

ในกรณีที่ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาเห็นว่า

การคัดค้านนั้นไม่มีเหตุอันควรรับฟัง

ก็ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งยกคำคัดค้าน และให้พิจารณาสั่งการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือคัดค้าน

แล้วรีบแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่คัดค้านทราบและส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบสวนรวมไว้ในสำนวนการสอบสวน

การสั่งยกคำคัดค้านให้เป็นที่สุด ถ้าผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่สั่งยกคำคัดค้านภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

ให้ถือว่าการคัดค้านนั้นมีเหตุรับฟังได้

และให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งให้ผู้ที่ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นประธานกรรมการ

กรรมการเลขานุการ หรือผู้ช่วยเลขานุการโดยเร็ว

ในกรณีที่ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาเห็นว่า

การคัดค้านนั้นมีเหตุอันควรรับฟังได้

ก็ให้สั่งผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งให้ผู้ที่ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นประธานกรรมการ

กรรมการ เลขานุการ หรือผู้ช่วยเลขานุการ และให้พิจารณาสั่งการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือคัดค้าน

แต่ถ้าผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาเห็นว่า การให้ผู้ที่ถูกคัดค้านซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะกระทำผิดวินัยตามเรื่องที่กล่าวหาร่วมในคณะกรรมการสอบสวนด้วยจะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่า

เพราะจะทำให้ได้ความจริง จะสั่งยกคำคัดค้านก็ได้โดยแสดงเหตุผลว่าจะได้ความจริงอย่างไร ทั้งนี้

ให้สั่งการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือคัดค้าน แล้วรีบแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่คัดค้านทราบ

และส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบสวนไว้ในสำนวนการสอบสวน การสั่งยกคำคัดค้านให้เป็นที่สุด

ถ้าผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่สั่งการภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

ให้ถือว่าการคัดค้านนั้นมีเหตุรับฟังได้

และให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งให้ผู้ที่ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นประธานกรรมการ

กรรมการ เลขานุการ หรือผู้ช่วยเลขานุการโดยเร็ว

การที่ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งให้ผู้ที่ถูกคัดค้านพ้นจากการเป็นประธานกรรมการ

กรรมการ เลขานุการ หรือผู้ช่วยเลขานุการ

ไม่กระทบกระเทือนถึงการสอบสวนที่ผู้นั้นได้ร่วมดำเนินการไปแล้ว

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

ในกรณีที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการ กรรมการ เลขานุการ หรือผู้ช่วยเลขานุการคนใดเห็นว่าตนเองมีเหตุอันอาจถูกคัดค้านตามข้อ

๙ วรรคหนึ่ง ให้ผู้นั้นรายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและให้นำข้อ ๙

วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

ภายใต้บังคับข้อ ๔ เมื่อได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ถ้าผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีเหตุอันสมควรหรือจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนประธานกรรมการ

กรรมการ เลขานุการ หรือผู้ช่วยเลขานุการคนใด

หรือเปลี่ยนคณะกรรมการสอบสวนทั้งคณะหรือตั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลง

ก็ให้ดำเนินการได้โดยทำคำสั่งตามแบบคำสั่งของทางราชการ ทั้งนี้ ถ้ามีการแต่งตั้งประธานกรรมการ

กรรมการ เลขานุการ หรือผู้ช่วยเลขานุการใหม่ ก็ให้ระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นด้วย

และให้นำข้อ ๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง

ไม่กระทบกระเทือนถึงการสอบสวนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

ในการสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนมีหน้าที่สอบสวนตามแนวทางที่กำหนดไว้ในข้อ ๗

และให้รวบรวมประวัติและความประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเท่าที่จำเป็น

เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนด้วย

กรรมการสอบสวนแต่ละคนมีหน้าที่ช่วยกันค้นหาความจริงในเรื่องที่กล่าวหาให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์วิธีการและกำหนดเวลาที่กำหนดในกฎ

ก.พ. นี้ และดูแลให้บังเกิดความยุติธรรมตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่สอบสวน

ให้คณะกรรมการสอบสวนทำบันทึกการสอบสวนประจำวันไว้แต่ละวันด้วยว่า

วันใดทำอะไรบ้าง

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

การสอบสวนต้องดำเนินการตามกำหนดเวลาดังนี้

(๑) การแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ ๑๕

การรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา

การประชุมพิจารณาว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักพอสนับสนุนข้อกล่าวหาหรือไม่ตามข้อ ๑๖ ตลอดจนการสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบตามข้อ

๑๗ หรือการทำรายงานการสอบสวนและเสนอสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ

๑๙ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้แล้วเสร็จ

ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ประธานกรรมการได้ทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ

๖ ถ้ามีความจำเป็นซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวดังกล่าวไม่ได้ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานเหตุที่ทำให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จเพื่อขอขยายเวลาสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนวันครบกำหนดเวลาและให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งขยายเวลาสอบสวนได้ตามความจำเป็น

แต่ถ้าสั่งขยายเวลารวมกันแล้วเกินกว่าสามสิบวัน

ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนรายงานต่อ ก.พ. เพื่อจะได้ติดตามเร่งรัดการสอบสวนต่อไป

(๒) การรวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา

หรือพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหา การประชุมพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อกล่าวหาหรือไม่ตามข้อ

๓๓ ตลอดจนการทำรายงานการสอบสวนเสนอผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ ๓๔ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบ

หรือถือว่าได้ทราบสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามข้อ ๑๗

ในกรณีที่มีผู้ถูกกล่าวหาหลายคนและได้ทราบสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาไม่พร้อมกัน

ให้นับแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบหรือถือว่าได้ทราบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเป็นคนสุดท้าย

ถ้ามีความจำเป็นซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวไม่ได้

ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานเหตุที่ทำให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จเพื่อขอขยายเวลาสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อนวันครบกำหนดเวลาและให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสั่งขยายเวลาสอบสวนได้ตามความจำเป็น

แต่ถ้าสั่งขยายเวลารวมกันแล้วเกินกว่าสามสิบวัน

ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนรายงานต่อ ก.พ.

เพื่อจะได้ติดตามเร่งรัดการสอบสวนต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔

การนำเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน ให้ประธานกรรมการ

กรรมการ เลขานุการ หรือผู้ช่วยเลขานุการทำบันทึกไว้ด้วยว่าได้มาอย่างไร จากผู้ใด

และเมื่อใด

เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนให้ใช้ต้นฉบับที่แท้จริง

แต่ถ้ามีความจำเป็นไม่อาจนำต้นฉบับมาได้จะใช้สำเนาที่ประธานกรรมการ กรรมการ

เลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการ หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ

รับรองว่าเป็นสำเนาที่ถูกต้องกับต้นฉบับที่แท้จริงก็ได้

ถ้าหาต้นฉบับเอกสารไม่ได้เพราะสูญหายหรือถูกทำลาย

หรือโดยเหตุประการอื่น จะให้นำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้พิจารณาเรื่องที่กล่าวหาและวางแนวทางสอบสวนตามข้อ

๗ แล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาให้ทราบ

โดยแจ้งให้ทราบด้วยว่าข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหากรณีใดเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตราใด

รวมทั้งแจ้งให้ทราบด้วยว่าในการสอบสวนนี้ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา

และมีสิทธิที่จะให้ถ้อยคำหรือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตลอดจนอ้างพยานหลักฐานหรือนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ตามที่กำหนดไว้ในข้อ

๑๗ ทั้งนี้

การแจ้งดังกล่าวให้ทำบันทึกตามแบบ สว. ๒ ท้ายกฎ ก.พ. นี้ โดยทำเป็นสองฉบับ

และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้ลงลายมือชื่อรับทราบแล้วให้มอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ

อีกหนึ่งฉบับเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวน

เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้วให้คณะกรรมการสอบสวนถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดหรือไม่

อย่างไร

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา

ให้คณะกรรมการสอบสวนบันทึกถ้อยคำรับสารภาพรวมทั้งสาเหตุการกระทำผิดไว้

และคณะกรรมการสอบสวนจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้

หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาโดยละเอียด

จะทำการสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แล้วดำเนินการตามข้อ ๓๓ และข้อ ๓๔ ต่อไป

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ

ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาแล้วดำเนินการตามข้อ

๑๖ ต่อไป

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหา หรือมาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา

ให้คณะกรรมการสอบสวนส่งบันทึกตามแบบ สว. ๒ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปให้ผู้ถูกกล่าวหา

ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ พร้อมทั้งมีหนังสือสอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดหรือไม่

การแจ้งข้อกล่าวหาในกรณีเช่นนี้ให้ทำบันทึกตามแบบ สว. ๒ เป็นสามฉบับ

เก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ

ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ

และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบส่งกลับคืนมาเข้าสำนวนการสอบสวนไว้หนึ่งฉบับ

ในกรณีเช่นนี้เมื่อล่วงพ้นสิบวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าว

แม้ยังไม่ได้รับคำตอบจากผู้ถูกกล่าวหาก็ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบข้อกล่าวหาแล้ว

และให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามวรรคสี่ต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเสร็จแล้ว

ให้ประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณามีมติว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักพอสนับสนุนข้อกล่าวหาหรือไม่

แล้วดำเนินการตามข้อ ๑๗ หรือข้อ ๑๙ แล้วแต่กรณี ต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

ในกรณีที่การประชุมลงมติตามข้อ ๑๖ มีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด

เห็นว่าพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหามีน้ำหนักพอสนับสนุนว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาแล้วสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ทราบ

โดยระบุวัน เวลา สถานที่ ลักษณะการกระทำเท่าที่ปรากฏอันเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหา

สำหรับพยานบุคคลจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้

และถ้าปรากฏตามพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาที่ได้แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบตามข้อ

๑๕ เปลี่ยนแปลงไปเป็นข้อกล่าวหาใหม่ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตราอื่นหรืออย่างอื่นก็ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาใหม่นั้นให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบด้วย ทั้งนี้ การแจ้งดังกล่าวให้ทำบันทึกตามแบบ

สว. ๓ ท้ายกฎ ก.พ. นี้ โดยทำเป็นสองฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้ลงลายมือชื่อรับทราบแล้ว

ให้มอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ อีกหนึ่งฉบับเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวน

เมื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว

ให้คณะกรรมการสอบสวนถามผู้ถูกกล่าวหาว่าจะยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือหรือไม่

ถ้าผู้ถูกกล่าวหาประสงค์จะยื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือ ให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหายื่นคำชี้แจงภายในเวลาอันสมควรแต่อย่างช้าไม่เกินสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบสุรปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาและให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาด้วย

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ประสงค์จะยื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือ ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาโดยเร็ว

การนำสืบแก้ข้อกล่าวหา

ผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมาเองหรือจะอ้างพยานหลักฐานขอให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เสร็จแล้ว

ให้ดำเนินการตามข้อ ๓๓ และข้อ ๓๔ ต่อไป

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาหรือมาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้คณะกรรมการสอบสวนส่งบันทึกตามแบบ

สว. ๓ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ

พร้อมทั้งมีหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงตลอดจนนัดให้มาให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา

การแจ้งในกรณีเช่นนี้ให้บันทึกตามแบบ สว. ๓ เป็นสามฉบับเก็บไว้ในสำนวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ

ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ

และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบส่งกลับคืนมาเข้าสำนวนการสอบสวนไว้หนึ่งฉบับ

ในกรณีเช่นนี้เมื่อล่วงพ้นสิบวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าว

แม้ยังไม่ได้รับบันทึกตามแบบ สว. ๓ คืน

ไม่ได้รับคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาไม่มาให้ถ้อยคำตามนัด

ก็ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาแล้ว

และไม่ประสงค์ที่จะแก้ข้อกล่าวหา คณะกรรมการสอบสวนจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

จะทำการสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แล้วดำเนินการตามข้อ ๓๓ และข้อ ๓๔ ต่อไป แต่ถ้าผู้ถูกกล่าวหามาขอให้ถ้อยคำหรือยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

หรือขอนำสืบแก้ข้อกล่าวหาก่อนที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอสำนวนการสอบสวนตามข้อ ๓๔

โดยมีเหตุผลอันสมควร ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาตามที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอ

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาตามข้อ ๑๗

เสร็จแล้ว และก่อนเสนอสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ ๓๔

ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าจำเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ให้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามความจำเป็น

และถ้าได้พยานหลักฐานเพิ่มเติมที่สนับสนุนข้อกล่าวหา

ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนสรุปพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่สนับสนุนข้อกล่าวหานั้นให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ

และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำและนำสืบหักล้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่สนับสนุนข้อกล่าวหาด้วย ทั้งนี้ ให้นำข้อ ๑๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

ในกรณีที่การประชุมลงมติตามข้อ ๑๖ ไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด

ให้ถือว่าพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาไม่มีน้ำหนักพอสนับสนุนข้อกล่าวหาและให้คณะกรรมการสอบสวนยุติการสอบสวนแล้วทำรายงานการสอบสวนและเสนอสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ

๓๔ ต่อไป

ในการทำรายงานการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง

ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิดวินัยอย่างใด

หรือเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้น

ให้คณะกรรมการสอบสวนทำรายงานให้ปรากฏไว้ด้วย

เมื่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือผู้บังคับบัญชาตามข้อ

๓๒ ได้รับรายงานและสำนวนการสอบสวนตามวรรคหนึ่งแล้ว

ให้รีบพิจารณาสั่งการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้โดยเร็ว

(๑)

ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิดวินัยอย่างใดก็ให้สั่งยุติเรื่อง

(๒)

ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ก็ให้พิจารณาสั่งการตามควรแก่กรณี

(๓)

ถ้าเห็นว่าพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหามีน้ำหนักพอสนับสนุนว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

หรือมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ผู้ถูกสอบสวนนั้น ซึ่งจะให้รับราชการต่อไปอาจจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ

ก็ให้สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามข้อ ๑๗

โดยระบุพยานหลักฐานที่เห็นว่ามีน้ำหนักนั้นส่งให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบด้วย

(๔) ถ้าเห็นสมควรให้สอบสวนเพิ่มเติม ก็ให้ดำเนินการตามข้อ

๓๖ แล้วสั่งการตาม (๑) (๒) หรือ (๓) แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐

ก่อนการสอบสวนแล้วเสร็จ ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งได้ยื่นคำชี้แจงหรือให้ถ้อยคำแก้ข้อกล่าวหาไว้แล้ว

จะยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติมหรือขอให้ถ้อยคำหรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการสอบสวนอีกก็ได้

เมื่อการสอบสวนเสร็จแล้วและยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

หรือผู้บังคับบัญชาตามข้อ ๓๒ ผู้ถูกกล่าวหาจะยื่นคำชี้แจงต่อบุคคลดังกล่าวก็ได้ และถ้าผู้ถูกกล่าวหายื่นคำชี้แจงก็ให้บุคคลดังกล่าวรับคำชี้แจงเข้าสำนวนการสอบสวนไว้ประกอบการพิจารณาด้วย

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑

ในการสอบถามปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน คณะกรรมการสอบสวนจะต้องดำเนินการตามข้อ

๘ วรรคหนึ่ง และจะแต่งตั้งอนุกรรมการหรือมอบหมายให้กรรมการสอบสวนบางคนทำการสอบสวนแทนคณะกรรมการสอบสวนไม่ได้

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒

ก่อนเริ่มสอบถามปากคำพยาน ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้พยานทราบว่ากรรมการสอบสวนมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

การให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมการสอบสวนอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

ในการสอบถามปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ห้ามมิให้ประธานกรรมการ กรรมการ

เลขานุการ หรือผู้ช่วยเลขานุการ ทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการล่อลวง ขู่เข็ญ

หรือให้สัญญาเพื่อจูงใจให้บุคคลนั้นให้ถ้อยคำอย่างใด ๆ

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔

ในการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน ห้ามมิให้บุคคลอื่นเข้าร่วมทำการสอบสวน

เว้นแต่ผู้ที่ได้รับมอบหมายตามข้อ ๒๗

ในการสอบถามปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน

ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้จะถูกสอบถามปากคำเข้ามาในที่สอบสวนคราวละหนึ่งคนและห้ามมิให้บุคคลอื่นนอกจากผู้กำลังถูกสอบถามปากคำอยู่เข้าฟังการสอบสวน

เว้นแต่บุคคลที่คณะกรรมการสอบสวนอนุญาตให้อยู่ในที่สอบสวนเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน

การสอบถามปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ให้บันทึกถ้อยคำตามแบบ

สว. ๔ หรือแบบ สว. ๕ ท้ายกฎ ก.พ. นี้ แล้วแต่กรณี

และเมื่อได้บันทึกถ้อยคำเสร็จแล้วให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟัง หรือจะให้ผู้ให้ถ้อยคำอ่านเองก็ได้

เมื่อผู้ให้ถ้อยคำรับว่าถูกต้องแล้วก็ให้ผู้ให้ถ้อยคำและผู้บันทึกถ้อยคำลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

และให้ประธานกรรมการ กรรมการ ตลอดจนเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการผู้ร่วมสอบสวนทุกคนลงลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย

ประธานกรรมการ กรรมการ เลขานุการ

และผู้ช่วยเลขานุการผู้ใดมิได้ร่วมสอบสวนในครั้งใด

ห้ามมิให้ลงลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำที่สอบสวนในครั้งนั้น

ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายหน้าให้ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ร่วมสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกหน้าด้วย

ในกรณีผู้ให้ถ้อยคำไม่ยอมลงลายมือชื่อ ก็ให้บันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้น

ในการบันทึกถ้อยคำ ห้ามมิให้ขูดลบหรือบันทึกข้อความทับ

ถ้าจะต้องแก้ไขข้อความที่ได้บันทึกไว้แล้ว ให้ใช้วิธีขีดฆ่าหรือตกเติม

และให้ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ร่วมสอบอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกแห่งที่ขีดฆ่าหรือตกเติม

ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถลงลายมือชื่อได้

ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕

ในกรณีที่พยานไม่มาหรือไม่ยอมให้ถ้อยคำ หรือคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานไม่ได้ภายในเวลาอันสมควร

คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนพยานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกการสอบสวนประจำวันตามข้อ

๑๒ และรายงานไว้ในรายงานการสอบสวนตามข้อ ๓๔ ด้วย

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าการสอบสวนพยานหลักฐานใด จะทำให้การสอบสวนล่าช้าโดยไม่จำเป็น

หรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสำคัญ คณะกรรมการสอบสวนจะงดการสอบสวนพยานหลักฐานนั้นเสียก็ได้

แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกการสอบสวนประจำวันตามข้อ ๑๒

และรายงานไว้ในรายงานการสอบสวนตามข้อ ๓๔ ด้วย

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗

ในกรณีที่ต้องสอบสวนพยานซึ่งอยู่ต่างท้องที่ ประธานกรรมการจะรายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการมอบหมายให้หัวหน้าส่วนราชการ

หรือหัวหน้าหน่วยงานในท้องที่นั้นทำการสอบสวนพยานแทนก็ได้

โดยกำหนดประเด็นหรือข้อสำคัญที่จะต้องสอบสวนไปให้

ในกรณีเช่นนี้ให้หัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานเลือกข้าราชการประจำที่เห็นสมควรอย่างน้อยสองคนมาร่วมเป็นคณะทำการสอบสวน

ให้คณะบุคคลตามวรรคหนึ่งมีฐานะเป็นคณะกรรมการสอบสวนตามกฎ

ก.พ. นี้ และในการปฏิบัติหน้าที่ให้นำข้อ ๘ วรรคหนึ่ง ข้อ ๒๑ ข้อ ๒๒ ข้อ ๒๓ ข้อ ๒๔

และข้อ ๒๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘

ในกรณีที่กรรมการสอบสวนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมดเห็นว่า

กรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ให้ประธานกรรมการรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยเร็ว

ถ้าผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรสอบสวน

และควรให้คณะกรรมการสอบสวนที่ได้แต่งตั้งไว้แล้วทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องอื่นที่เพิ่มขึ้นนั้นด้วย

ก็ให้ทำเป็นคำสั่งเพิ่มเติมขึ้น

ทั้งนี้ ให้นำข้อ ๕ และข้อ ๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

และให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. นี้

ในกรณีที่ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเดิม

ก็ให้ระบุในคำสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนรวมเป็นสำนวนเดียวกัน

หรือถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเดิม ก็ให้ระบุในคำสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนแยกเป็นสำนวนใหม่

แต่ถ้าผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นใหม่

เพื่อทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องที่ปรากฏเพิ่มขึ้นนั้น ก็ให้แต่งตั้งได้

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙

ในกรณีที่การสอบสวนปรากฏกรณีพาดพิงไปถึงข้าราชการพลเรือนผู้อื่น ให้คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาในเบื้องต้นว่าข้าราชการพลเรือนผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องที่สอบสวนด้วยหรือไม่

ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมดเห็นว่าผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องที่สอบสวนนั้นด้วย

ให้ประธานกรรมการรีบรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณี

ในกรณีที่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า

กรณีมีมูลที่ควรสอบสวนและอาจให้คณะกรรมการสอบสวนที่ได้แต่งตั้งไว้แล้วทำการสอบสวนผู้ที่มีส่วนร่วมกระทำผิดนั้นต่อไปได้

ก็ให้ดำเนินการตามข้อ ๕ และข้อ ๖ โดยอนุโลม

และให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. นี้

ในกรณีเช่นนี้ให้ใช้พยานหลักฐานที่ได้ทำการสอบสวนมาแล้วประกอบการพิจารณากรณีของผู้มีส่วนร่วมกระทำผิดนั้นได้เท่าที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าไม่ทำให้เสียความเป็นธรรม

และให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนรวมเป็นสำนวนเดียวกันได้

ในกรณีที่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะใหม่เพื่อทำการสอบสวนผู้มีส่วนร่วมกระทำผิด

ก็ให้ดำเนินการตามข้อ ๔ ข้อ ๕ และข้อ ๖

และให้คณะกรรมการสอบสวนคณะใหม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎก.พ.

นี้ ในกรณีเช่นนี้ให้ใช้พยานหลักฐานที่คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมได้ทำการสอบสวนมาแล้วประกอบการพิจารณาได้เท่าที่คณะกรรมการสอบสวนคณะใหม่เห็นว่าไม่ทำให้เสียความเป็นธรรม

และจะต้องทำสำเนาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในสำนวนการสอบสวนเดิมเข้ารวมไว้ในสำนวนการสอบสวนใหม่

หรือบันทึกให้ปรากฏว่านำพยานหลักฐานใดจากสำนวนการสอบสวนเดิมมาประกอบการพิจารณาในสำนวนการสอบสวนใหม่ก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐

ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนข้าราชการพลเรือนผู้ใด

ในเรื่องที่ผู้นั้นหย่อนความสามารถด้วยเหตุใดในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการของตน

หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ

หรือบกพร่องในหน้าที่ด้วยเหตุใด ทั้งนี้

ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๗ และการสอบสวนเรื่องนั้นมีมูลว่าเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นสมควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อสอบสวนผู้นั้นตามมาตรา ๘๖

ก็ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. นี้

ในกรณีเช่นนี้คณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๘๖

จะนำสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๙๗ มาใช้เป็นสำนวนการสอบสวนได้เท่าที่เห็นว่าไม่ทำให้เสียความเป็นธรรม

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑

ในกรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดชี้ขาดว่าผู้ถูกกล่าวหาคนใดกระทำผิดหรือต้องรับผิดในคดีที่เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหา

ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษาของศาลได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้ว

คณะกรรมการสอบสวนจะถือเอาคำพิพากษานั้นเป็นพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาโดยไม่สอบสวนพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาก็ได้

แต่ต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ

และแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบตามข้อ ๑๗ ด้วย

ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ติดใจที่จะนำสืบหักล้างข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาล คณะกรรมการสอบสวนจะฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษานั้นโดยไม่ทำการสอบสวนพยานหลักฐานอื่นก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒

ในระหว่างการสอบสวน แม้จะมีการย้าย โอน แต่งตั้งหรือสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาไปอยู่นอกบังคับบัญชาของผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปได้จนเสร็จ ทั้งนี้

ให้คณะกรรมการสอบสวนรีบทำการสอบสวนแล้วทำรายงานการสอบสวนและเสนอสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

เพื่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจะได้ตรวจสอบความถูกต้องตามข้อ ๓๗ ข้อ ๓๘ ข้อ

๓๙ และข้อ ๔๐ เมื่อเห็นว่าถูกต้องแล้วให้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาใหม่ของผู้ถูกกล่าวหาเพื่อดำเนินการตามข้อ

๓๕ (๑) (๒) หรือ (๓) แล้วแต่กรณี ต่อไป

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เสร็จแล้ว ให้ประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณามีมติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อกล่าวหาหรือไม่

ในการประชุมลงมติตามวรรคหนึ่ง

ต้องมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมดจึงจะถือว่าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ถ้าไม่ได้คะแนนเสียงดังกล่าวให้คณะกรรมการสอบสวนวินิจฉัยโดยลงมติอีกครั้งหนึ่งว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงอย่างไรหรือไม่

หรือมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้นหรือไม่

ในการลงมติครั้งนี้ให้ถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ แล้วทำรายงานการสอบสวนตามข้อ ๓๔

ต่อไป

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ประชุมลงมติตามข้อ ๓๓ แล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนทำรายงานการสอบสวนเสนอความเห็นต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

หากประธานกรรมการหรือกรรมการคนใดมีความเห็นแย้งให้ทำความเห็นแย้งแนบไว้กับรายงานการสอบสวนด้วย

ในการรายงานการสอบสวนให้มีสาระสำคัญดังนี้

(๑) การสรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่ามีอย่างใดบ้าง

ในกรณีที่ไม่สอบสวนพยานตามข้อ ๒๕ และข้อ ๒๖

ให้รายงานเหตุผลที่ไม่ได้สอบสวนนั้นให้ปรากฏไว้ด้วย และในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพให้รายงานไว้ด้วยว่าผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน

หรือเพราะเหตุใดเพื่อประโยชน์อย่างใดของผู้ถูกกล่าวหา

(๒)

การวินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหา

(ถ้ามี) ว่าควรรับฟังพยานหลักฐานฝ่ายใด เพียงใด โดยอาศัยเหตุผลอย่างไร

(๓)

ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยอย่างไร หรือไม่

ถ้ากระทำผิดเป็นความผิดในกรณีใด ตามมาตราใด และควรได้รับโทษสถานใด หรือผู้ถูกกล่าวหามีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้นหรือไม่อย่างไร

รายงานการสอบสวนให้ทำตามแบบ สว. ๖ ท้ายกฎ ก.พ. นี้

โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนการสอบสวน

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำรายงานการสอบสวนเสร็จแล้ว

ให้เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งสารบาญต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้เสนอสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

จึงจะถือว่าการสอบสวนแล้วเสร็จ

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้เสนอสำนวนการสอบสวนมาแล้ว ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตรวจสอบความถูกต้องของการสอบสวนตามข้อ

๓๗ ข้อ ๓๘ ข้อ ๓๙ และข้อ ๔๐ แล้วดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิด

สมควรยุติเรื่อง หรือกระทำผิดที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้

ให้พิจารณาสั่งการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำนวนการสอบสวน

ถ้าพิจารณาสั่งการไม่ทันภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้รีบดำเนินการต่อไปโดยเร็ว

และให้รายงานเหตุที่พิจารณาสั่งการไม่ทันนั้นต่อ ก.พ.

ภายในเจ็ดวันนับแต่วันครบกำหนดสามสิบวัน เพื่อ ก.พ.

จะได้ติดตามเร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป

(๒) ในกรณีที่จะต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. กระทรวงหรือ อ.ก.พ.

จังหวัดพิจารณาตามมาตรา ๘๖ ทวิ (๑) หรือ (๒)

หรือในกรณีที่เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้น

ซึ่งจะให้รับราชการต่อไปอาจจะเป็นการเสียหายแก่ราชการตามมาตรา ๙๘ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตราดังกล่าวส่งเรื่องให้

อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. จังหวัด แล้วแต่กรณี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำนวนการสอบสวน

ถ้ายังส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. กระทรวงหรือ อ.ก.พ. จังหวัดไม่ได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวก็ให้รีบดำเนินการเพื่อส่งเรื่องให้

อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. จังหวัดโดยเร็ว และให้รายงานเหตุที่ยังส่งเรื่องให้

อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. จังหวัดไม่ได้ต่อ ก.พ. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันครบกำหนดสามสิบวัน

เพื่อ ก.พ. จะได้ติดตามเร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป ทั้งนี้ ให้รายงานเหตุความล่าช้าให้

อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. จังหวัด แล้วแต่กรณี ทราบด้วย

(๓) ในกรณีที่จะต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.พ.

กระทรวงพิจารณาตามมาตรา ๘๖ ทวิ วรรคสอง ให้ผู้มีอำนาจตามมาตราดังกล่าวส่งเรื่องให้

อ.ก.พ. กระทรวงภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำนวนการสอบสวน ถ้ายังส่งเรื่องให้

อ.ก.พ. กระทรวงไม่ได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็ให้รีบดำเนินการเพื่อส่งเรื่องให้

อ.ก.พ. กระทรวงโดยเร็วและให้รายงานเหตุที่ยังส่งเรื่องให้ อ.ก.พ. กระทรวงไม่ได้ต่อ

ก.พ. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันครบกำหนดสามสิบวัน เพื่อ ก.พ.

จะได้ติดตามเร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป ทั้งนี้ ให้รายงานเหตุความล่าช้าให้

อ.ก.พ. กระทรวงทราบด้วย

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖

ในกรณีที่ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือผู้มีอำนาจตามมาตรา ๘๖

หรือมาตรา ๙๒ วรรคสาม หรือ อ.ก.พ. จังหวัด อ.ก.พ. กระทรวงหรือ ก.พ. แล้วแต่กรณี

เห็นสมควรให้สอบสวนเพิ่มเติมประการใด

ก็ให้กำหนดประเด็นพร้อมทั้งส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี) ไปให้คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมเพื่อดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น

ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมไม่อาจทำการสอบสวนได้

หรือผู้สั่งสอบสวนเพิ่มเติมเห็นสมควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะใหม่

ก็ให้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะใหม่ขึ้นทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้ และให้นำข้อ

๔ และข้อ ๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมตามข้อนี้

ให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

และเมื่อสอบสวนเสร็จแล้วให้ส่งพยานหลักฐานที่ได้จากการสอบสวนเพิ่มเติมไปให้ผู้สั่งสอบสวนเพิ่มเติมโดยไม่ต้องทำความเห็น

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗

ในกรณีที่ปรากฏว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไม่ถูกต้องตามข้อ ๔ ให้สำนวนการสอบสวนทั้งหมดเสียไป

และให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๘๖ หรือมาตรา ๙๒ วรรคสาม แล้วแต่กรณี

สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ให้ถูกต้อง แล้วรายงานให้ ก.พ. ทราบโดยเร็ว ในกรณีเช่นนี้คณะกรรมการสอบสวนที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะต้องดำเนินการสอบสวนใหม่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ

ก.พ. นี้ และจะนำสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนคณะเดิมมาใช้ได้เฉพาะเพื่อเป็นแนวทางในการสอบสวนใหม่เท่านั้น

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘

ในกรณีที่ปรากฏว่าการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้องให้การสอบสวนตอนนั้นเสียไปเฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้

(๑)

การประชุมของคณะกรรมการสอบสวนมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๘

วรรคหนึ่ง

(๒) การลงมติไม่ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๑๗ วรรคหนึ่ง

บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ วรรคหนึ่ง ข้อ ๒๘ ข้อ ๒๙ วรรคหนึ่ง หรือข้อ ๓๓ วรรคสอง

(๓)

การสอบถามปากคำบุคคลดำเนินการไม่ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๒๑ ข้อ ๒๓ ข้อ ๒๔

วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หรือข้อ ๒๗

ในกรณีเช่นนี้ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๘๖ หรือมาตรา ๙๒

วรรคสาม หรือ อ.ก.พ. จังหวัด อ.ก.พ. กระทรวง หรือ ก.พ. แล้วแต่กรณี

สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙

ในกรณีที่ปรากฏว่าคณะกรรมการสอบสวนไม่เรียกผู้ถูกกล่าวหามารับทราบการสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา

หรือไม่แจ้งข้อกล่าวหาที่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้แจ้งไว้แล้วให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบตามข้อ

๑๗ วรรคหนึ่ง หรือไม่ส่งบันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาไปให้ผู้ถูกกล่าวหาทางไปรษณีย์ลงทะเบียน

หรือไม่มีหนังสือขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง

หรือนัดมาให้ถ้อยคำหรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหาตามข้อ ๑๗ วรรคห้า ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา

๘๖ หรือมาตรา ๙๒ วรรคสาม หรือ อ.ก.พ. จังหวัด อ.ก.พ. กระทรวง หรือ ก.พ. แล้วแต่กรณี

สั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการให้ถูกต้องโดยเร็ว

และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะยื่นคำชี้แจงให้ถ้อยคำและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาตามที่กำหนดไว้ในข้อ

๑๗ ด้วย

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐

ในกรณีที่ปรากฏว่าการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้องตามกฎ ก.พ. นี้ นอกจากที่กำหนดไว้ในข้อ

๓๗ ข้อ ๓๘ และข้อ ๓๙ และการสอบสวนตอนนั้นเป็นสาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรมให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา

๘๖ หรือมาตรา ๙๒ วรรคสาม หรือ อ.ก.พ. จังหวัด อ.ก.พ. กระทรวง หรือ ก.พ.

แล้วแต่กรณี สั่งให้แก้ไขหรือดำเนินการตอนนั้นให้ถูกต้องโดยเร็ว แต่ถ้าการสอบสวนตอนนั้นมิใช่สาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม

ผู้มีอำนาจดังกล่าวจะสั่งให้แก้ไขหรือดำเนินการให้ถูกต้องหรือไม่ก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑

การนับเวลาตามกฎ ก.พ. นี้ สำหรับเวลาเริ่มต้น ให้นับวันถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มนับเวลา

แต่ถ้าเป็นกรณีขยายเวลาให้นับวันต่อจากวันสุดท้ายแห่งเวลาเดิมเป็นวันเริ่มเวลาที่ขยายออกไปส่วนเวลาสุดสิ้นนั้น

ถ้าวันสุดท้ายแห่งเวลาตรงกับวันหยุดราชการ ให้นับวันเริ่มเปิดราชการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งเวลา

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ กฎ

ก.พ. นี้ไม่ใช้บังคับแก่การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนที่ได้แต่งตั้งไว้ก่อนวันที่กฎ

ก.พ. นี้ใช้บังคับ และให้คณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ

ก.พ. ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๑๘) ต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ และให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือผู้มีอำนาจตามมาตรา

๘๖ หรือมาตรา ๙๒ วรรคสาม หรือ อ.ก.พ. จังหวัด อ.ก.พ. กระทรวง หรือ ก.พ.

แล้วแต่กรณี ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. ฉบับที่ ๖ (พ.ศ.

๒๕๑๘) ต่อไป

ถ้าการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่งปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องอื่นอีก

หรือมีข้าราชการพลเรือนผู้อื่น ร่วมกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องที่สอบสวนนั้นด้วยและเมื่อกฎ

ก.พ. นี้ใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าเป็นกรณีมีมูลที่ควรสอบสวน

ก็ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. นี้

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๘

พลเอก ประจวบ สุนทรางกูร

รองนายกรัฐมนตรี

สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

ประธาน ก.พ.

[เอกสารแนบท้าย]

๑. แบบ

สว. ๑

๒.

บันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาตามข้อ ๑๕ (แบบ สว. ๒)

๓.บันทึกการแจ้งและรับทรายข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามข้อ

๑๗ (แบบ สว. ๓)

๔.

บันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา (แบบ สว. ๔)

๕.

บันทึกถ้อยคำพยานของ (ฝ่ายกล่าวหาหรือฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา) (แบบ สว. ๕)

๖.

รายงานการสอบสวน (แบบ สว. ๖)

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๐๒/ตอนที่ ๑๐๗/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๑๖ สิงหาคม ๒๕๒๘

38 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

กฎ ก.พ.ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2528) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_233283824c100036

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com