法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. 2522

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
39
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

ระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

ว่าด้วย

วิธีพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์

พ.ศ. ๒๕๒๒

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒

มาตรา ๔๓ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒

ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ปรึกษาหารือกับคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์โดยที่ประชุมใหญ่แล้ว

จึงออกระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์

พ.ศ. ๒๕๒๒”

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒

ในระเบียบนี้

“ผู้ร้องทุกข์” หมายความรวมถึงผู้ที่ได้รับมอบฉันทะให้ร้องทุกข์แทนตามระเบียบว่าด้วยการยื่นและการส่งคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

“หน่วยงานที่รับผิดชอบ” หมายความว่า

หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ต้องรับผิดชอบในงานที่มีการร้องทุกข์

แล้วแต่กรณี ซึ่งได้รับหนังสือร้องขอจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ทำบันทึกตอบคำร้องทุกข์ของผู้ร้องทุกข์ตามระเบียบนี้

ไม่ว่าจะมีการระบุหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไว้ในคำร้องทุกข์หรือไม่

“คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์” หมายความรวมถึงกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่ประกอบเป็นองค์คณะพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

“คำร้องทุกข์” หมายความว่า

คำร้องทุกข์ที่ได้ยื่นหรือส่งต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามระเบียบว่าด้วยการนั้น

และหมายความรวมถึงคำร้องทุกข์ที่ได้ยื่นแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องทุกข์เดิมโดยมีประเด็นหรือข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ด้วย

“บันทึกตอบ” หมายความว่า บันทึกตามข้อ ๑๓ วรรคหนึ่ง

ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบทำขึ้นเพื่อชี้แจงตอบคำร้องทุกข์

“บันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติม” หมายความว่า บันทึกตามข้อ

๑๔ วรรคหนึ่ง ที่ผู้ร้องทุกข์ให้ความเห็นของตนเพิ่มเติมเพื่อตอบประเด็นต่าง ๆ

ที่ปรากฏในบันทึกตอบของหน่วยงานที่รับผิดชอบ

“บันทึกตอบเพิ่มเติม” หมายความว่า บันทึกตามข้อ ๑๖

ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบตอบบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมของผู้ร้องทุกข์อีกครั้งหนึ่ง

“บันทึกสรุปสำนวน” หมายความว่า บันทึกสรุปความเห็นที่พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนจัดทำขึ้นตามข้อ

๑๘

“กรรมการเจ้าของสำนวน” หมายความว่า

กรรมการที่หัวหน้าคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์มอบหมายให้เป็นเจ้าของสำนวนตามข้อ ๒๒

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

คำร้องทุกข์ที่ได้ยื่นไว้แล้ว

ผู้ร้องทุกข์อาจถอนเสียในเวลาใดก่อนที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์มีคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดก็ได้

เมื่อมีการถอนคำร้องทุกข์แล้ว

ให้เลขาธิการสั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์นั้น และแจ้งให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ทราบ

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

ให้เลขาธิการมีอำนาจวางระเบียบในรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนตามระเบียบนี้ได้

วิธีพิจารณาในชั้นสอบสวนและสรุปสำนวน

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับคำร้องทุกข์แล้ว

ให้เลขาธิการมอบหมายให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณานาสรุปสำนวนเพื่อดำเนินการต่อไปตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

ในกรณีที่เลขาธิการเห็นว่าคำร้องทุกข์ปรากฏข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัดว่าคำร้องทุกข์ไม่ถูกต้องตามมาตรา

๑๘ วรรคสาม หรือมาตรา ๒๑

เลขาธิการจะสั่งไม่รับคำร้องทุกข์และมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทุกข์ทราบพร้อมด้วยเหตุผลก็ได้

ถ้าผู้ร้องทุกข์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่รับคำร้องทุกข์

ผู้ร้องทุกข์มีสิทธิอุทธรณ์ต่อประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ โดยทำเป็นหนังสือส่ง ณ

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากเลขาธิการ

คำวินิจฉัยของประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เป็นที่สุด

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนตรวจคำร้องทุกข์ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

หากคำร้องทุกข์มีข้อบกพร่องซึ่งมิใช่สาระสำคัญ ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนแจ้งให้ผู้ร้องทุกข์ทราบเพื่อดำเนินการแก้ไขแล้วดำเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

ในกรณีที่มีการมอบฉันทะให้ร้องทุกข์แทน

ถ้าพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเห็นว่ายังไม่มีเหตุจำเป็นที่ผู้ร้องทุกข์จะมอบฉันทะให้ผู้อื่นกระทำการแทนหรือผู้ร้องทุกข์แทนไม่มีสิทธิที่จะร้องทุกข์แทนตามระเบียบว่าด้วยการยื่นและการส่งคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนแนะนำเป็นหนังสือให้ผู้ร้องทุกข์ดำเนินการร้องทุกข์ด้วยตนเองหรือเปลี่ยนตัวผู้ร้องทุกข์แทนภายในกำหนดเวลาตามสมควร

และถ้าผู้ร้องทุกข์ดำเนินการตามคำแนะนำของพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนก็ให้ถือว่าคำร้องทุกข์ครั้งหลังนั้นได้กระทำมาตั้งแต่วันที่ได้ยื่นหรือส่งคำร้องทุกข์ครั้งแรก

ผู้ร้องทุกข์อาจโต้แย้งคำแนะนำของพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนได้

โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อเลขาธิการภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง

และให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเสนอเรื่องพร้อมทั้งความเห็นของตนต่อเลขาธิการ

เพื่อส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์วินิจฉัยตามแต่จะเห็นสมควร

ถ้าผู้ร้องทุกข์ไม่ดำเนินการตามคำแนะนำของพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนและไม่มีหนังสือโต้แย้งคำแนะนำของพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเสนอเรื่องต่อเลขาธิการเพื่อพิจารณาสั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์นั้น

การสั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ตามความในข้อนี้ไม่เป็นการสิทธิผู้ร้องทุกข์ที่จะร้องทุกข์ขึ้นใหม่ภายในกำหนดอายุความตามมาตรา

๒๓

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

ถ้าพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเห็นว่าคำร้องทุกข์ปรากฏข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัดว่าคำร้องทุกข์ไม่ถูกต้องตามมาตรา

๑๘ วรรคสามหรือมาตรา ๒๑ ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนทำความเห็นเสนอต่อเลขาธิการเพื่อสั่งการ

ถ้าเลขาธิการเห็นว่าข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งเช่นนั้น ให้เลขาธิการสั่งไม่รับคำร้องทุกข์และมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทุกข์ทราบพร้อมด้วยเหตุผล

และให้นำข้อ ๕ วรรคสาม มาใช้บังคับ

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

ถ้าพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเห็นว่าผู้ร้องทุกข์ไม่มีสิทธิร้องทุกข์เพราะมีเหตุตามมาตรา

๑๙ หรือมาตรา ๒๐ ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนทำความเห็นเสนอต่อเลขาธิการ

เพื่อส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์วินิจฉัยตามมาตรา ๓๘ (๑)

และถ้าคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์เห็นว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

ก็ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

คำร้องทุกข์ที่ส่วนราชการอื่นได้รับและส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตามความในมาตรา

๒๒ วรรคสาม ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทุกข์เพื่อขอทราบว่าจะมีข้อขัดข้องประการใดหรือไม่ถ้าจะดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา

และในกรณีจำเป็น

ให้ขอให้ผู้ร้องทุกข์ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องทุกข์ให้เป็นคำร้องทุกข์ที่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้ ภายในกำหนดเวลาตามสมควร

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ไม่ตอบหนังสือแจ้งหรือไม่ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องทุกข์ตามที่พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนแจ้งไปภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเสนอเรื่องต่อเลขาธิการเพื่อพิจารณาสั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์

ถ้าเลขาธิการสั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ ให้มีหนังสือแจ้งไปยังส่วนราชการที่ได้ส่งเรื่องมาเพื่อทราบด้วย

การจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ตามความในข้อนี้

ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องทุกข์ที่จะร้องขึ้นใหม่ภายในกำหนดอายุความตามมาตรา ๒๓

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ได้ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์พิจารณาใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ตามที่กำหนดไว้ในข้อ

๑๒ เมื่อพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นแล้วเห็นว่าเรื่องร้องทุกข์นั้นมีเหตุสมควรที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์จะพิจารณาใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ได้

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนรีบทำความเห็นเสนอต่อเลขาธิการเพื่อส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์พิจารณาวินิจฉัย

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์มิได้ขอให้ใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์

ถ้าพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นแล้วเห็นว่ามีเหตุสมควรที่จะใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนรีบทำความเห็นเสนอต่อเลขาธิการเพื่อพิจารณา ถ้าเลขาธิการเห็นสมควรก็ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์พิจารณาวินิจฉัยต่อไป

ในการเสนอความเห็นเกี่ยวกับการใช้มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนพิจารณาตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๓๔ ด้วย

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

การขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์พิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวใด

ๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ตามมาตรา ๔๕

ให้ผู้ร้องทุกข์ขอมาพร้อมกับการยื่นคำร้องทุกข์โดยชี้แจงเหตุผลอันเป็นความจำเป็นและรีบด่วน

การขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์พิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์หลังจากยื่นคำร้องทุกข์แล้วให้ทำได้เฉพาะเมื่อความจำเป็นหรือรีบด่วนนั้นมีสาเหตุมาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ยื่นคำร้องทุกข์แล้ว

ความในข้อนี้ไม่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่จะพิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวใด

ๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ตามมาตรา ๔๕ ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

เมื่อพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนพิจารณาเห็นว่าคำร้องทุกข์ใดเป็นคำร้องทุกข์ที่อาจส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ได้ตามกฎหมาย

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเสนอเรื่องต่อเลขาธิการเพื่อสั่งรับเรื่องไว้พิจารณา

แล้วให้ส่งสำเนาคำร้องทุกข์ไปยังหน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยพลัน เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำบันทึกตอบคำร้องทุกข์ส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้องทุกข์

หากหน่วยงานที่รับผิดชอบมีความจำเป็นจะต้องใช้เวลาในการทำบันทึกตอบเกินสิบห้าวัน

ให้หน่วยงานนั้นมีหนังสือแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทราบก่อนวันสิ้นกำหนดพร้อมด้วยเหตุผล

และหากยังมีความจำเป็นจะต้องใช้เวลาในการทำบันทึกตอบต่อไปอีกก็ให้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทราบก่อนทุก

ๆ สิบห้าวัน แต่รวมระยะเวลาทั้งหมดต้องไม่เกินเก้าสิบวัน

บันทึกตอบของหน่วยงานที่รับผิดชอบ

ให้อธิบายถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำร้องทุกข์โดยครบถ้วนและชัดเจน

และเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการทำบันทึกตอบ ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนกำหนดประเด็นที่พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเห็นว่าเป็นประเด็นในสาระสำคัญส่งไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพร้อมกับสำเนาคำร้องทุกข์ด้วย

และในกรณีที่คำร้องทุกข์มีข้อความไม่สมบูรณ์ เมื่อพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนได้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว

ก็ให้แจ้งการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงประเด็นไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทราบโดยเร็วด้วย

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔

เมื่อพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนได้รับบันทึกตอบจากหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้ว

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนส่งสำเนาบันทึกตอบหรือข้อสรุปบันทึกตอบที่พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนได้จัดทำขึ้นไปยังผู้ร้องทุกข์โดยพลัน

และให้ผู้ร้องทุกข์ทำบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมเพื่อตอบประเด็นต่าง ๆ

ของหน่วยงานที่รับผิดชอบตามข้อ ๑๕ โดยเร็วที่สุด

แต่อย่างช้าต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาบันทึกตอบหรือข้อสรุปบันทึกตอบดังกล่าว

แต่ถ้าผู้ร้องทุกข์มีความจำเป็นต้องใช้เวลานานกว่านั้น ก็ให้มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนวันสิ้นกำหนดพร้อมด้วยเหตุผล

ถ้าผู้ร้องทุกข์ไม่ประสงค์จะทำบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมแต่ประสงค์จะให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการต่อไป

ให้ผู้ร้องทุกข์ทำหนังสือแจ้งให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาบันทึกตอบหรือข้อสรุปบันทึกตอบ

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ไม่มีบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมหรือไม่มีหนังสือแจ้งมาตามความในวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง

ให้สันนิษฐานว่าผู้ร้องทุกข์พอใจในบันทึกตอบของหน่วยงานที่รับผิดชอบ

และเลขาธิการสั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์นั้นเสีย

การจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ในกรณีนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องทุกข์ที่จะร้องทุกข์ขึ้นใหม่ภายในกำหนดอายุความตามมาตรา

๒๓

ถ้าผู้ร้องทุกข์ได้มีบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมหรือหนังสือแจ้งมายังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาภายหลังวันครบกำหนดเพื่อขอดำเนินการต่อไป

โดยแสดงให้เป็นที่พอใจแก่เลขาธิการได้ว่าการที่ตนมิได้มีบันทึกดังกล่าวหรือหนังสือแจ้งมาภายในกำหนดเวลานั้นเป็นเพราะเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุอันสมควร

ก็ให้เลขาธิการสั่งให้ยกเรื่องร้องทุกข์นั้นขึ้นดำเนินการต่อไป

แต่ถ้าเลขาธิการเห็นว่าการที่ผู้ร้องทุกข์มิได้มีบันทึกดังกล่าวหรือหนังสือแจ้งมาภายในกำหนดเวลานั้นไม่ใช่เพราะเหตุสุดวิสัยหรือไม่มีเหตุอันสมควร

ก็ให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์เพื่อวินิจฉัยสั่งรับหรือไม่รับไว้พิจารณาต่อไป

ถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ทำบันทึกตอบภายในระยะเวลาตามข้อ

๑๓ วรรคสอง ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเสนอเรื่องต่อเลขาธิการเพื่อสั่งดำเนินการต่อไปตามข้อ

๑๘ หรือสั่งการตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ บันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมของผู้ร้องทุกข์ให้มีได้เฉพาะในประเด็นหรือข้อเท็จจริงต่าง

ๆ ที่ผู้ร้องทุกข์ได้ยกขึ้นกล่าวมาแล้วในคำร้องทุกข์เดิมหรือที่ปรากฏในบันทึกตอบหรือข้อสรุปบันทึกตอบเท่านั้น

และเพื่อประกอบการพิจารณาของผู้ร้องทุกข์ ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนกำหนดประเด็นที่พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเห็นว่าเป็นประเด็นในสาระสำคัญที่ผู้ร้องทุกข์ควรชี้แจง

ส่งไปยังผู้ร้องทุกข์พร้อมกับการส่งสำเนาบันทึกตอบหรือข้อสรุปบันทึกตอบด้วย

และในกรณีที่บันทึกตอบของหน่วยงานที่รับผิดชอบยังไม่สมบูรณ์ เมื่อพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนได้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว

ก็ให้แจ้งการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงประเด็นไปให้ผู้ร้องทุกข์ทราบโดยเร็วด้วย

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ได้ชี้แจงในบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติม

เป็นประเด็นหรือมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมขึ้นใหม่

ให้ถือเป็นคำร้องทุกข์เพิ่มเติมที่จะต้องดำเนินการตามระเบียบนี้ และให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนกำหนดเป็นประเด็นขึ้นใหม่เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำบันทึกตอบ

และพร้อมกันนั้นก็ให้แจ้งกำหนดประเด็นใหม่ไปยังผู้ร้องทุกข์เพื่อทราบด้วย

แต่ถ้าพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเห็นว่าประเด็นหรือข้อเท็จจริงที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่นั้นมิใช่เรื่องในสาระสำคัญ

จะดำเนินการต่อไปโดยไม่ต้องทบทวนประเด็นหรือข้อเท็จจริงดังกล่าวตามระเบียบนี้ก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

เมื่อพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนได้รับบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมจากผู้ร้องทุกข์แล้ว

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนส่งสำเนาบันทึกดังกล่าวไปให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยพลัน

และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบส่งบันทึกตอบเพิ่มเติมเพื่อให้ความเห็นในประเด็นหรือข้อเท็จจริงต่าง

ๆ ที่ผู้ร้องทุกข์ได้ยกขึ้นอ้างในบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับบันทึกร้องทุกข์เพิ่มเติม

และเมื่อพ้นกำหนดดังกล่าวแล้ว

ไม่ว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบนั้นจะส่งบันทึกตอบเพิ่มเติมมาหรือไม่

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการต่อไปตามระเบียบนี้

บันทึกตอบเพิ่มเติมที่หน่วยงานที่รับผิดชอบส่งมาก่อนวันที่หน่วยงานที่รับผิดชอบนั้นได้รับทราบกำหนดวันนัดพิจารณาครั้งแรก

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนส่งสำเนาบันทึกตอบเพิ่มเติมหรือข้อสรุปบันทึกตอบเพิ่มเติมที่พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนทำขึ้นไปยังผู้ร้องทุกข์โดยมิชักช้าเพื่อผู้ร้องทุกข์จะได้นำไปพิจารณาประกอบการทำบันทึกสรุปความเห็นของตนต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามข้อ

๒๔ หากจะใช้สิทธิเช่นนั้น

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

ในระหว่างการพิจารณาสรุปสำนวน พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนมีอำนาจดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา

๓๗ ได้ตามที่เห็นสมควร แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่เลขาธิการจะได้กำหนดไว้ในการมอบอำนาจตามความในมาตรา

๖๔ วรรคสอง

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

เมื่อพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนได้พิจารณาคำร้องทุกข์บันทึกตอบ

บันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติม บันทึกตอบเพิ่มเติม (ถ้ามี)

และรวบรวมข้อเท็จจริงต่าง ๆ ตามความจำเป็นและสมควรแล้ว ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนทำบันทึกสรุปสำนวนโดยมีสาระสำคัญ

ดังนี้

(๑) สรุปข้อเท็จจริงพร้อมด้วยเหตุผล

(๒) สรุปข้อกฎหมายพร้อมด้วยเหตุผล

(๓) เสนอความคิดเห็นพร้อมด้วยเหตุผลของตนในประเด็นหรือเรื่องที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์น่าจะวินิจฉัยหรือมีข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

และหรือมีข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตอย่างอื่นเกี่ยวกับการวางระเบียบปฏิบัติราชการหรือการให้มีกฎหมายหรือแก้ไขปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย

ในการเสนอความคิดเห็นตาม (๓)

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนวางตนเป็นกลางระหว่างผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบ

และให้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๓๒ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานสิทธิของบุคคลในฐานะเอกชนกับประโยชน์ของทางราชการอันเป็นบริการสาธารณะเพื่อส่วนรวม

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนจัดทำบันทึกสรุปสำนวนให้เสร็จสิ้นและส่งสำนวนให้เลขาธิการภายในเจ็ดวันทำการนับแต่วันที่พ้นกำหนดการส่งบันทึกตอบเพิ่มเติมของหน่วยงานที่รับผิดชอบตามข้อ

๑๖ และหากมีความจำเป็นจะต้องใช้เวลาเกินกว่านั้น

ต้องให้เหตุผลไว้ในบันทึกสรุปสำนวนด้วย

ความในข้อนี้ไม่ใช้บังคับในกรณีที่มีการยื่นคำร้องทุกข์เพิ่มเติมหรือบันทึกตอบเพิ่มเติมซึ่งเป็นประเด็นหรือข้อเท็จจริงใหม่และยังต้องดำเนินการตามระเบียบนี้

วิธีพิจารณาในชั้นคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐

เมื่อเลขาธิการได้รับสำนวนจากพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนแล้ว

ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์และนัดประชุมองค์คณะดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยโดยพลัน

เว้นแต่ในกรณีที่เลขาธิการเห็นว่าบันทึกสรุปสำนวนของพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนดังกล่าวมีข้อบกพร่องในประเด็นสำคัญอันสมควรดำเนินการให้ได้ข้อเท็จจริงหรือมีการเสนอความเห็นในข้อกฎหมายเพิ่มเติมก่อนที่จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

เลขาธิการจะสั่งให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็ได้

ในการเสนอสำนวนต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

เลขาธิการจะเสนอข้อสังเกตเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ก็ได้

ก่อนที่พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนจะบันทึกสรุปสำนวนเสร็จสิ้น

เลขาธิการอาจส่งเรื่องให้แก่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์เพื่อพิจารณาไปพลางก่อนเพื่อความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑

การจัดองค์คณะ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกากำหนดตามความในมาตรา

๓๔ วรรคสาม

ในแต่ละองค์คณะ

ให้มีเลขานุการคนหนึ่งซึ่งเลขาธิการแต่งตั้งจากพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวน ทำหน้าที่ทั่วไปให้แก่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

และมีผู้ช่วยเลขาธิการคนหนึ่งหรือหลายคนซึ่งเลขาธิการแต่งตั้งจากข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่ช่วยเลขานุการก็ได้

ในการประชุมใหญ่ให้เลขาธิการหรือข้าราชการในสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับ

๘ ที่เลขาธิการมอบหมายเป็นเลขานุการ และเลขาธิการจะแต่งตั้งให้ข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒

เมื่อได้รับเรื่องจากเลขาธิการแล้ว

ให้หัวหน้าคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์มอบหมายให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์คนใดคนหนึ่งในคณะ

เป็นกรรมการเจ้าของสำนวนและกำหนดวันประชุมวันใดวันหนึ่งเป็นวันสำหรับการพิจารณาครั้งแรกและแจ้งให้เลขาธิการทราบ

การกำหนดวันพิจารณาครั้งแรกจะต้องมีเวลาแจ้งเพื่อให้ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวัน

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ถือว่ากรรมการเจ้าของสำนวนได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ในกิจการต่าง

ๆ ตามความในข้อ ๒๙ ทั้งนี้

เว้นแต่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์จะมีมติเป็นอย่างอื่น

และเพื่อความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ หากกรรมการเจ้าของสำนวนต้องการข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมและคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ยังมิได้มีมติเกี่ยวกับการที่ต้องใช้อำนาจตามมาตรา

๓๗ ให้เลขาธิการหรือพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนดำเนินการตามมาตรา ๖๔ วรรคสอง

ตามที่ได้รับการร้องขอจากกรรมการเจ้าของสำนวน

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔

ในวันพิจารณาครั้งแรก ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบอาจทำบันทึกสรุปความเห็นของตนยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ได้

และจะมาชี้แจงด้วยวาจาเพื่อประกอบบันทึกสรุปความเห็นของตนด้วยก็ได้

แต่ห้ามมิให้ชี้แจงด้วยวาจาอย่างเดียวโดยไม่ได้ยื่นบันทึกสรุปความเห็น

บันทึกสรุปความเห็นของผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ก่อนสิ้นสุดเวลาทำงานของวันก่อนวันพิจารณาครั้งแรก

ในการชี้แจงด้วยวาจา

ให้ผู้ร้องทุกข์เป็นผู้ชี้แจงก่อนและให้หน่วยงานที่รับผิดชอบชี้แจงในลำดับต่อไป

และหลังจากการชี้แจงด้วยวาจาของผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบ (ถ้ามี) แล้ว

ให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนชี้แจงประกอบบันทึกสรุปสำนวนของตน

เมื่อเสร็จสิ้นการชี้แจงด้วยวาจาของแต่ละฝ่าย

กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์จะซักถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้ชี้แจงนั้นอีกก็ได้

หรือจะซักถามในระหว่างการชี้แจงด้วยวาจาก็ได้

หากการพิจารณาครั้งแรกไม่สามารถเสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียว

ให้นัดพิจารณาในวันอื่นต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕

ในการชี้แจงด้วยวาจา ผู้ร้องทุกข์หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบอาจมอบหมายให้ทนายความหรือผู้ที่เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับ

๖ คนหนึ่งเข้าชี้แจงแทนได้ และเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

บุคคลดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามมรรยาทวิชาชีพตามที่เลขาธิการด้วยความเห็นชอบจากคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์จะได้กำหนดขึ้น

ผู้ชี้แจงแทนตามวรรคหนึ่ง

จะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

(๑) เป็นข้าราชการประจำหรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(๒) เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก

เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๓) มีชื่อเสียงเสียหายหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖

ตั้งแต่วันที่ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รับทราบกำหนดวันพิจารณาครั้งแรกแล้วห้ามมิให้เสนอคำร้องทุกข์เพิ่มเติมหรือบันทึกเพิ่มเติม

เว้นแต่จะได้รับการร้องขอจากคณะกรรมการการวินิจฉัยร้องทุกข์หรือเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถเสนอได้ก่อนนั้น

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗

ในการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ ให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ดำเนินวิธีพิจารณาโดยให้ผู้ร้องทุกข์

หน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือพยานให้ความเห็นหรือให้ข้อเท็จจริง แล้วแต่กรณี

เป็นหนังสือเป็นประการสำคัญ

การสืบพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญให้กระทำเท่าที่จำเป็น

การเลื่อนการพิจารณาเพื่อรอการสืบพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญให้กระทำได้ตามสมควร

แต่ต้องไม่เป็นการประวิงทำให้การพิจารณาล่าช้า ในกรณีเช่นนี้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์จะไม่ฟังพยานหลักฐานนั้นก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘

ในการพิจารณา

ถ้าในประเด็นใดที่พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนได้ให้โอกาสอันควรแก่ผู้ร้องทุกข์ในการที่จะชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานมาแสดงเพื่อประกอบการพิจารณาในชั้นสรุปสำนวนแล้ว

แต่ผู้ร้องทุกข์มิได้ดำเนินการตามสมควร

ให้ถือว่าผู้ร้องทุกข์ไม่ติดใจในประเด็นนั้น เว้นแต่ผู้ร้องทุกข์จะแสดงให้เห็นเป็นที่พอใจแก่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ได้ว่าการที่มิได้ดำเนินการตามสมควรนั้นเป็นเพราะเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙

ในการสืบพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญ หรือตรวจสอบบันทึกหรือเอกสาร

วัตถุหรือสถานที่ หรือฟังคำชี้แจงของผู้แทนหน่วยงานของรัฐนั้น

คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์อาจมอบหมายให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์คนหนึ่งหรือหลายคนกระทำการแทนไม่ว่าจะกระทำในเวลาใด

ภายในหรือนอกสถานที่พิจารณาร้องทุกข์

แล้วรายงานให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ทราบก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐

การพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ถ้าจะต้องกระทำ ณ

สถานที่อื่นหรือวันและเวลาอื่นนอกจากสถานที่พิจารณาร้องทุกข์และวันเวลาที่ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกากำหนดตามมาตรา

๔๑ ให้หัวหน้าคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์เป็นผู้สั่งเมื่อได้ปรึกษาหารือกับเลขาธิการเกี่ยวกับการจัดความสะดวกในทางธุรการแล้ว

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑

ในระหว่างการพิจารณา คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์จะอนุญาตให้ผู้ร้องทุกข์

หน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือผู้ชี้แจงแทนของผู้ร้องทุกข์หรือของหน่วยงานที่รับผิดชอบที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ

๒๕ เข้าฟังการพิจารณาก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒

ก่อนการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องร้องทุกข์

ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบมีสิทธิที่จะยื่นบันทึกสรุปความเห็นของตนเป็นคำแถลงการณ์ในชั้นสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งกำหนดวันเสร็จสิ้นการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓

ในการพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์กรรมการเจ้าของสำนวนมีหน้าที่ตรวจสำนวนและให้ความเห็นในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่าง

ๆ ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ และก่อนที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์จะลงมติวินิจฉัยในเรื่องที่พิจารณานั้นให้กรรมการเจ้าของสำนวนสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

และให้ความเห็นของตนต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔

ในการเสนอความเห็นเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ตามมาตรา

๔๕ ก็ดี หรือในการเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเพื่อสั่งการตามมาตรา ๔๘

ก็ดี ให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์คำนึงถึง

(๑) สิทธิและหน้าที่ของผู้ร้องทุกข์

(๒) ประโยชน์ส่วนรวมของราชการอันเป็นบริการสาธารณะแก่ประชาชน

(๓) แนวทางหรือบรรทัดฐานในการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ระบบบริหารราชการอันเป็นบริการสาธารณะ

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕

เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ได้วินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ใดเสร็จสิ้นแล้ว

ให้เลขาธิการเสนอคำวินิจฉัยไปยังนายกรัฐมนตรีภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้มีคำวินิจฉัยเช่นนั้น

เว้นแต่เลขาธิการจะเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญหรือผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์อาจกระทบกระเทือนต่อวิถีทางปฏิบัติราชการอันอาจก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะหรือแก่ระบบบริหารราชการเป็นส่วนรวม

จะขอให้มีการวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ตามความในมาตรา ๓๔ วรรคสี่ ก็ได้

การคัดค้านกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖

กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่นั่งพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์อาจถูกคัดค้านเพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง

ดังต่อไปนี้

(๑) มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในกรณีที่ถูกร้องเรียนนั้น

(๒) เป็นญาติกับผู้ร้องทุกข์หรือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่การกระทำเป็นสาเหตุแห่งการร้องทุกข์

คือเป็นผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดาน หรือเป็นที่น้องร่วมบิดาหรือมารดา

หรือเป็นลูกพี่ลูกน้องนับได้ภายในสามชั้น หรือเป็นญาติเนื่องจากการสมรสนับได้ภายในสองชั้น

(๓) ทำหรือเคยทำธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการหาประโยชน์มาแบ่งปันกันกับผู้ร้องทุกข์หรือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่การกระทำเป็นสาเหตุแห่งการร้องทุกข์

เว้นแต่กรณีที่เป็นเพียงการถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗

การคัดค้านกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ให้ผู้ร้องทุกข์หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่การกระทำเป็นสาเหตุแห่งการร้องทุกข์

หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ยื่นคำคัดค้านในโอกาสแรกที่จะพึงกระทำได้ แต่ต้องไม่ช้ากว่าสิบวันทำการนับแต่วันพิจารณาครั้งแรก

คำคัดค้านให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อเลขาธิการ ในการนี้

เลขาธิการจะขอให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์อื่นเข้าปฏิบัติหน้าที่แทน

หรือจะส่งคำคัดค้านให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์องค์คณะใดพิจารณาวินิจฉัยก็ได้

ให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่ได้รับคำขอจากเลขาธิการตามวรรคสองพิจารณาวินิจฉัยว่าเหตุคัดค้านเป็นไปตามที่ผู้คัดค้านได้กล่าวอ้างขึ้นหรือไม่

และเป็นการสมควรหรือไม่ที่จะให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่ถูกคัดค้านนั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ถ้าที่ประชุมมีมติให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปด้วยคะแนนเสียงตั้งแต่สองในสามของที่ประชุมก็ให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

มติดังกล่าวให้กระทำโดยวิธีลงคะแนนลับและให้เป็นที่สุด

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘

กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ผู้ใดเห็นว่าตนมีเหตุที่อาจถูกคัดค้านได้ตามข้อ ๓๕

หรือเห็นว่ามีเหตุอื่นที่อาจจะมีการกล่าวอ้างในภายหลังได้ว่าตนไม่อยู่ในฐานะที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้โดยเที่ยงธรรม

จะแจ้งให้เลขาธิการทราบเพื่อขอถอนตัวออกจากการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์นั้นก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙[๑]

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๒

พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เชิงชาย/สัญชัย/ตรวจ

๒๔

มกราคม ๒๕๔๙

โชติกานต์/ปรับปรุง

๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๙๖/ตอนที่ ๑๙๐/ฉบับพิเศษ หน้า ๖/๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๒

39 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. 2522 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_25ef8e31813ded33

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com