法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

คำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ 78/2553 เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพื่อให้ถ้อยคำเกี่ยวกับธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำ หรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคล กระทำการหรือมิให้กระทำการเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินหรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน ของบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
3
มาตรา อารัมภบท

คำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

คำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

ที่ ๗๘/๒๕๕๓

เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพื่อให้ถ้อยคำเกี่ยวกับธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำ

หรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคล

กระทำการหรือมิให้กระทำการเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินหรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน

ของบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ

และความปลอดภัยของประชาชน[๑]

ตามที่ได้มีคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ ๔๙/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่าง ๆ เรื่อง ห้ามมิให้กระทำการใด ๆ หรือสั่งให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลหรือนิติบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน โดยกำหนดห้ามมิให้สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน ธนาคารตามที่ได้มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ บริษัทหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย และสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์นิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน และนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้บริการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ทำนิติกรรมสัญญาหรือดำเนินการใด ๆ ทางการเงิน ทางธุรกิจ หรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลหรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งดังกล่าว และให้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของบุคคลหรือนิติบุคคลมายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น

จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของบุคคลหรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวพบว่า มีธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลหรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งฉบับนี้ได้มีโอกาสชี้แจงแสดงหลักฐานพิสูจน์ข้อสงสัย และเพื่อให้การดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวของสถาบันการเงินและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ เรียบร้อย เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน อาศัยอำนาจตามข้อ ๒ และข้อ ๖ ของประกาศตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ลงวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ประกอบกับคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ ๙๓/๒๕๕๓ เรื่อง แต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (เพิ่มเติม) ลงวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ จึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ให้บุคคลหรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งนี้ มารายงานตัวต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ถ้อยคำและส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมอันต้องสงสัยของตนภายในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ทั้งนี้ ตามวัน เวลา และสถานที่ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะแจ้งให้ทราบต่อไป

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้สถาบันการเงินและนิติบุคคลซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ ๔๙/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่าง ๆ ว่าด้วยเรื่อง ห้ามมิให้กระทำการใด ๆ หรือสั่งให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนดำเนินการ ดังนี้

(๑) ทำธุรกรรมกับบุคคลหรือนิติบุคคลและผู้ได้รับผลประโยชน์จนถึงทอดสุดท้ายตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ ๔๙/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่าง ๆ ได้ตามปกติ เว้นแต่บุคคลหรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งนี้

(๒) จัดเตรียมและนำส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของบุคคลหรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งนี้ เมื่อได้รับการแจ้งจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ

(๓) หากพบว่าการทำธุรกรรมของบุคคลหรือนิติบุคคลและผู้ได้รับผลประโยชน์จนถึงทอดสุดท้ายหรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลหรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ ๔๙/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่าง ๆ ว่าด้วยเรื่อง ห้ามมิให้กระทำการใด ๆ หรือสั่งให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนนั้นเป็นการทำธุรกรรมที่มีความสลับซับซ้อน ขาดความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ มีขนาดใหญ่ผิดปกติมีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำ หรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ทราบวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมที่แน่ชัด ให้ระงับการทำธุรกรรมนั้นทันทีแล้วแจ้งส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมดังกล่าวมายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่วันที่มีการทำธุรกรรมในลักษณะดังกล่าว

(๔) นำส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของผู้ได้รับประโยชน์จนถึงทอดสุดท้ายของบุคคลหรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ ๔๙/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่าง ๆ ว่าด้วยเรื่อง ห้ามมิให้กระทำการใด ๆ หรือสั่งให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งได้กระทำขึ้นระหว่างวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๒ จนถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓ มายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ ทั้งนี้ หากข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมดังกล่าวสามารถจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ให้ส่งเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ Excel File โดยบันทึกลงในสื่อบรรจุข้อมูลแล้วนำส่งมายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินภายในกำหนดเวลาดังกล่าวด้วย

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งนี้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา

หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

[เอกสารแนบท้าย]

๑. บัญชีรายชื่อบุคคลแนบท้ายคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ ๗๘/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๓

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ปริยานุช/จัดทำ

๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๓

นันท์นภัสร์/ตรวจ

๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๓

ศิรวัชร์/ปรับปรุง

๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗/ตอนพิเศษ ๗๙ ง/หน้า ๑๐๕/๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓

3 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

คำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ 78/2553 เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพื่อให้ถ้อยคำเกี่ยวกับธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำ หรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคล กระทำการหรือมิให้กระทำการเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินหรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน ของบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_2971ae48df5180b6

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com