ข้อ ๑ ให้ยกเลิกความใน (3) ของข้อ 4 ของคําสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 156/2561 เรื่อง การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสาหรับรายจ่ายจากการดําเนินการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(3) การจัดจ้างเหมาช่วงงานหรือการจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ คือ การจ้างคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการโดยตรง ในงานที่มุ่งผลสําเร็จของงาน หากนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการได้จ่ายค่าใช้จ่ายไปเพื่อการจัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการที่เป็นไปเพื่อกิจการของตนหรือเป็นไปเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ โดยเป็นการจัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการไปยังสถานที่ดังต่อไปนี้ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการนั้น มีสิทธินาค่าใช้จ่ายตามจํานวนที่ได้จ่ายไปนั้นมาลงเป็นรายจ่ายในการคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
ก. ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
ข. สภากาชาดไทย
ค. วัดวาอาราม
ง. สถานพยาบาลของทางราชการหรือองค์การของรัฐบาล
จ. สถานศึกษาของทางราชการหรือองค์การของรัฐบาล สถานศึกษาที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันศึกษาเอกชน
ฉ. องค์การหรือสถานสาธารณกุศลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกําหนดในราชกิจจานุเบกษา
หากการจัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น ซึ่งมิได้เป็นไปเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ไปยังสถานที่ตาม ก. ถึง ฉ. ข้างต้นนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการนั้น ไม่มีสิทธินาค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าจัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการมาลงเป็นรายจ่ายในการคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
ตัวอย่างที่ 1
บริษัท ก. ได้ทําสัญญาจ้างเหมาคนพิการเพื่อให้จัดทําของที่ระลึกของบริษัทเพื่อแจกเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ โดยบริษัทจะเป็นผู้จัดหาวัสดุ อุปกรณ์ ให้คนพิการ โดยบริษัทจะจ่ายเงินค่าจ้างทาของที่ระลึกในราคา 109,500 บาทต่อคนพิการ 1 คน บริษัท ก. มีสิทธินําเงินค่าจ้างเหมาคนพิการดังกล่าว มาลงเป็นรายจ่ายในการคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้
ตัวอย่างที่ 2
บริษัท ก. ได้ทําสัญญาจ้างเหมาคนพิการเพื่อให้ไปทางานในบริษัท ข. เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยมีมูลค่าสัญญาจ้างจํานวน 109,500 บาทต่อคนพิการ 1 คน บริษัท ก. ไม่มีสิทธินําเงินค่าจ้างเหมาคนพิการดังกล่าว มาลงเป็นรายจ่ายในการคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
ตัวอย่างที่ 3
บริษัท ก. ได้ทําสัญญาจ้างเหมาคนพิการเพื่อให้ไปทางานในสภากาชาดไทยซึ่งเป็นไปเพื่อการสาธารณประโยชน์ เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยมีมูลค่าสัญญาจ้างจํานวน 109,500 บาท ต่อคนพิการ 1 คน บริษัท ก. มีสิทธินําเงินค่าจ้างเหมาคนพิการดังกล่าว มาลงเป็นรายจ่ายในการคํานวณกําไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล”