ข้อ ๔.๖ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง
ธนาคารพาณิชย์ที่จะทำธุรกรรมเงินฝากหรือเงินกู้ยืมที่มีอนุพันธ์แฝง
ต้องมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมสอดคล้องกับการทำธุรกรรม
และถือปฏิบัติ ดังนี้
(๑) คณะกรรมการธนาคาร
หรือคณะผู้บริหารที่มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในประเทศหรือต่างประเทศ
(ในกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ)
จะต้องเข้าใจลักษณะธุรกรรมและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และจะต้องเป็นผู้กำหนดและอนุมัตินโยบายซึ่งรวมถึงกลยุทธ์ในการทำธุรกรรม
การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในและการตรวจสอบเป็นลายลักษณ์อักษร
ทั้งนี้
การเปลี่ยนแปลงนโยบายซึ่งรวมถึงกลยุทธ์ข้างต้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการธนาคารหรือคณะผู้บริหารที่มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในประเทศหรือต่างประเทศ
(ในกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ) ก่อนทุกครั้ง
(๒)
คณะกรรมการย่อยและผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลในการประกอบธุรกรรมดังกล่าวจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในธุรกรรมดังกล่าวและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดีและจะต้องเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำธุรกรรมดังกล่าวตามนโยบายซึ่งรวมถึงกลยุทธ์ที่ได้รับความเห็นชอบอย่างใกล้ชิด
และให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทำธุรกรรมดังกล่าว ทั้งนี้
จะต้องจัดให้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกรรมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้งก่อนการทำธุรกรรม
เว้นแต่ธนาคารพาณิชย์ได้เคยดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกรรมดังกล่าวแล้ว
หรือธุรกรรมดังกล่าวมีความเสี่ยงที่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากธุรกรรมที่ธนาคารพาณิชย์ได้เคยดำเนินการวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้ว
(๓) นโยบายซึ่งรวมถึงกลยุทธ์ในการทำธุรกรรม
การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในและการตรวจสอบ
อย่างน้อยจะต้องครอบคลุมเนื้อหาดังต่อไปนี้
(ก) การทำธุรกรรม
ต้องครอบคลุมขอบเขตและลักษณะของธุรกรรมที่สามารถทำได้ทั้งในด้านที่เป็นผู้รับฝากหรือผู้กู้ยืม
และผู้ฝากหรือผู้ให้กู้ยืม อย่างชัดเจน โดยอาจแบ่งเป็น
ประเภทตัวแปรอ้างอิงหรือกลุ่มของตัวแปรอ้างอิงของธุรกรรมที่สามารถทำได้
ซึ่งในการพิจารณาจะต้องทำการพิจารณาข้อมูล และวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกิดจากประเภท
โครงสร้างธุรกรรม
และตัวแปรอ้างอิงแต่ละตัวแปรหรือกลุ่มของตัวแปรอ้างอิงอย่างเหมาะสม รวมทั้งจะต้องกำหนดเพดานขั้นสูงของการทำธุรกรรมโดยอาจแบ่งเป็นประเภทตามความเหมาะสม
(ข)
การบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมดังกล่าว
ซึ่งอย่างน้อยจะต้องครอบคลุมถึง โครงสร้างองค์กรที่ส่งเสริมให้เกิดการบริหาร (วัด
ติดตาม บริหาร และควบคุม) ความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
ระบบงานที่เหมาะสมในการบริหารความเสี่ยงที่สอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์
บุคลากรที่รับผิดชอบเป็นลำดับขั้น การกำหนดเพดานความเสี่ยงต่างๆ
ให้เหมาะสมกับระบบการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น PV๐๑,
VaR, Stop loss, Delta,
Gamma, Vega, Correlation
risk เป็นต้น
รวมทั้งจะต้องกำหนดให้มีการรายงานต่อคณะกรรมการธนาคาร
หรือโดยผ่านคณะกรรมการชุดย่อยที่ได้รับมอบหมาย
แล้วสรุปรายงานประเด็นสำคัญให้คณะกรรมการธนาคารทราบ
หรือคณะผู้บริหารที่มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในประเทศหรือต่างประเทศ
(ในกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ) อย่างสม่ำเสมอ
(ค) การควบคุมภายในและตรวจสอบ
ซึ่งอย่างน้อยจะต้องครอบคลุมถึงการแบ่งแยกหน้าที่ และการจัดโครงสร้างองค์กร
สายบังคับบัญชาที่เหมาะสมและชัดเจน
รวมถึงการรายงานการติดตามการปฏิบัติตามขั้นตอนการปฏิบัติตามลำดับชั้นการรายงานอย่างต่อเนื่อง
(๔)
ธนาคารพาณิชย์จะต้องกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติในการทำธุรกรรมทั้งในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ออกตราสาร
และในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ลงทุนในตราสาร การบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
และการควบคุมภายใน ไว้อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยครอบคลุมถึงขั้นตอนในการทำธุรกรรม
เช่น การขออนุมัติตามอำนาจในการอนุมัติของผู้บริหารแต่ละระดับ
การพิจารณาความเสี่ยงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งก่อนและหลังทำธุรกรรม
การตรวจสอบเพดานคงเหลือ
การพิจารณาสภาพคล่องของสภาวะตลาดในการบริหารความเสี่ยงของธุรกรรมนั้นๆ เป็นต้น และจะต้องครอบคลุมถึงกระบวนการและระบบที่ใช้ในการวิเคราะห์
ติดตามและควบคุมความเสี่ยง ตั้งแต่กระบวนการในการวิเคราะห์ความเสี่ยง
การติดตามความเสี่ยงซึ่งรวมถึงการทดสอบ Stress Test
ด้วย ขั้นตอนการปฏิบัติกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ
ไปในทิศทางที่เป็นผลลบกับธนาคารพาณิชย์ โดยอาจพิจารณาในลักษณะผลกระทบต่อ Portfolio
โดยรวมก็ได้ การควบคุมระดับความเสี่ยงให้อยู่ภายในเพดาน
รวมทั้งขั้นตอนการรายงานและการปฏิบัติกรณีเกิดความเสียหายเกินกว่าเพดานที่กำหนดการทดสอบประสิทธิภาพ
ความถูกต้องและแม่นยำของระบบบริหารความเสี่ยงภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น
มีการทดสอบ Back Test ของแบบจำลอง Value
at Risk อย่างสม่ำเสมอ
วิธีการบันทึกบัญชีของรายการดังกล่าว ระบบ/วิธีการทางภาษีอากร การจัดทำรายงาน
และประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าว ทั้งนี้
ขั้นตอนการปฏิบัติดังกล่าวจะต้องกำหนดระยะเวลาหรือความถี่ในการปฏิบัติตามความเหมาะสมด้วย
(๕)
ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีหน่วยงานบริหารความเสี่ยงที่เป็นอิสระ (Risk
Management Unit) จากหน่วยงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งในด้านการจัดโครงสร้างองค์กร
และในทางปฏิบัติโดยหน่วยงานดังกล่าวจะต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะสามารถทำหน้าที่ประเมินติดตาม
ควบคุม
ตรวจสอบดูแลการบริหารความเสี่ยงโดยรวมของธนาคารพาณิชย์นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้
จะต้องมีการรายงานโดยตรงต่อคณะกรรมการธนาคารผ่านทางคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศหน่วยงานบริหารความเสี่ยงดังกล่าวอาจตั้งอยู่ในต่างประเทศก็ได้
โดยจะต้องมีการแจ้งให้หน่วยงานในประเทศไทยที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานใหญ่ทราบอย่างสม่ำเสมอ
(๖)
ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีบุคลากรในแต่ละส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
หน่วยงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง หน่วยงานบริหารความเสี่ยง หน่วยงานด้านปฏิบัติการ
และหน่วยงานควบคุมภายในที่เพียงพอที่จะรองรับการประกอบธุรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร
โดยบุคลากรดังกล่าวจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถและประสบการณ์เพียงพอ
(๗) ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีมาตรการในการควบคุมและบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องที่มีประสิทธิภาพ
สามารถสะท้อนและรองรับความเสี่ยงแต่ละประเภทที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้อย่างชัดเจนถูกต้อง
แม่นยำ ทั้งนี้ ให้เน้นประสิทธิภาพของระบบบริหารความเสี่ยง ด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest
rate Risk) ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
(Foreign Exchange Risk) ความเสี่ยงด้านราคาตราสารทุน
(Equity Price Risk) ความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดจากการประกอบธุรกรรม
Options เช่น Delta Vega Gamma
Theta และ Rho
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) ความเสี่ยงด้านเครดิต
(Credit Risk) ซึ่งรวมถึง Pre-settlement
Risk และ Settlement Risk
และความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของค่าสหสัมพันธ์ (Correlation
risk) และมีการนำระบบบริหารความเสี่ยงดังกล่าวไปใช้ในการควบคุมความเสี่ยงในทางปฏิบัติ
เว้นแต่กรณีที่ธนาคารพาณิชย์บริหารความเสี่ยงในลักษณะ Back to
Back ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่มีความเสี่ยงด้านตลาด
จึงไม่จำเป็นต้องมีระบบรองรับความเสี่ยงดังกล่าว
(๘)
ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการที่ใช้ในการประเมินมูลค่ายุติธรรม (Mark
to Market) ที่เหมาะสม ชัดเจน
และสะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริง และมีการประเมินมูลค่ายุติธรรมของยอดคงค้างในส่วนของอนุพันธ์แฝง[๑]
ณ ทุกสิ้นวันทำการ โดยในการประเมินมูลค่ายุติธรรม
ธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีไทยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งในขณะที่ยังไม่มีมาตรฐานบัญชีดังกล่าว
ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามมาตรฐานบัญชีสากล โดยสามารถสรุปได้ตามเอกสารแนบ ๒
นอกจากนี้
ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ประเมินมูลค่ายุติธรรมโดยใช้เทคนิคการประเมินมูลค่า[๒]
เทคนิคดังกล่าวจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระให้การรับรองด้วย อนึ่ง
ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบวิธีการที่ใช้ในการประเมินมูลค่ายุติธรรมที่กล่าวแล้วพบว่าธนาคารพาณิชย์ยังถือปฏิบัติไม่รัดกุมพอหรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาสั่งการให้ดำเนินการเพิ่มเติมตามความเหมาะสมเป็นรายกรณี
(๙)
ธนาคารพาณิชย์ที่จะทำธุรกรรมเงินฝากหรือเงินกู้ยืมที่มีอนุพันธ์แฝงซึ่งมีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับกลุ่มของตัวแปร
หรือมีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับดัชนีทางการเงิน
หรือมีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปรตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่มของตัวแปรที่กำหนดไว้ในสัญญาโดยไม่มีการกำหนดแน่ชัดว่าเป็นตัวแปรใดในกลุ่มตั้งแต่วันเริ่มต้นของสัญญาแต่กำหนดเป็นเงื่อนไขแทน
ซึ่งไม่ได้มีการบริหารความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมดังกล่าวโดยการทำธุรกรรมในส่วนของอนุพันธ์ทางการเงินที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการแต่เป็นฐานะตรงกันข้าม
(Back to back) ต้องมีมาตรการและระบบดังต่อไปนี้
(ก)
ระบบข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และคาดการณ์ทิศทางและแนวโน้มอัตราผลตอบแทนของตัวแปรแต่ละประเภทที่ใช้อ้างอิง
เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาหุ้นเป็นต้น
(ข) ระบบบริหารการลงทุนในลักษณะ Portfolio
Model ที่สามารถวิเคราะห์จัดสรรอัตราส่วนการลงทุนในตัวแปรแต่ละประเภท
(Asset Allocation) เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมดังกล่าว
โดยแบบจำลองที่กล่าวจะต้องสามารถวัดและคาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนในตัวแปรแต่ละประเภท
และผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในลักษณะ Portfolio ได้อย่างน้อยทุกวัน
รวมทั้งจะต้องครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างตัวแปรที่ใช้อ้างอิงด้วย
(ค) มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการวิเคราะห์ ทบทวน
และปรับอัตราส่วน (Re-Balance) ของการลงทุนในตัวแปรแต่ละประเภท
(Asset Allocation) ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ
ทิศทางของภาวะตลาดเงิน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ รวมทั้งทำให้การลงทุนดังกล่าวมีผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่จะจ่ายให้กับผู้ลงทุน
ณ งวดการจ่ายดอกเบี้ย หรือ ณ วันครบกำหนด อย่างต่อเนื่อง
(ง) ระบบงานสำหรับวัด ติดตาม
และควบคุมความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมดังกล่าวให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
(Limit) อย่างน้อยทุกวัน
โดยระบบบริหารความเสี่ยงดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดจากการทำธุรกรรม
Options ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นกลุ่มของสินทรัพย์ เช่น Vega
Delta Gamma และ Cross-Delta
ระหว่างตัวแปรที่ใช้อ้างอิงด้วย
(๑๐) ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีการตรวจสอบระบบควบคุมภายใน
และการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมภายในอย่างสม่ำเสมอ
รวมทั้งมีระบบข้อมูลเพื่อจัดทำรายงานการตรวจสอบและเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบ
หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานใหญ่
(ในกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ) โดยหน่วยงานดังกล่าวอาจตั้งอยู่ในต่างประเทศก็ได้