ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สกส1. 2/2563
เรื่อง การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
อื่นๆ ๑ เหตุผลในการออกประกาศ
สืบเนื่องจากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ขยายวงกว้างยืดเยื้อ และมีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประกอบกับผลกระทบจากมาตรการที่รัฐกําหนดให้ประชาชนต้องปฏิบัติอันเป็นการระงับ ยับยั้ง หรือแก้ปัญหาอันเกิดจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสดังกล่าว จึงจําเป็นต้องมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและเป็นแหล่งจ้างงานที่สําคัญของระบบเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน โดยจําเป็นต้องมีมาตรการครอบคลุมทั้งการลดภาระหนี้ การเสริมสภาพคล่อง การส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตลอดจนการชะลอการชําระหนี้ของธุรกิจให้สอดคล้องกับความสามารถในการชําระหนี้ที่คาดว่าจะลดลงอย่างรุนแรงจากผลการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จึงได้มีการตราพระราชกําหนดการใช้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 เพื่อป้องกันมิให้เกิดสภาวะการขาดสภาพคล่องของภาคธุรกิจและการผิดนัดชําระหนี้ของภาคธุรกิจในวงกว้าง อันจะกระทบต่อฐานะทางการเงินและการทําหน้าที่ด้านสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งจะทําให้ปัญหาทวีความรุนแรงลุกลาม ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอํานาจเฉพาะคราวในการให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเพื่อให้สถาบันการเงินนําไปใช้สําหรับให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบต่อไปในอัตราดอกเบี้ยต่ํา ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการดําเนินการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว
อื่นๆ ๒ อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามมาตรา 3 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 11 แห่งพระราชกําหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563
อื่นๆ ๓ ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามพระราชกําหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563
อื่นๆ ๔ เนื้อหา
4.1 คําจํากัดความ
ในประกาศนี้
“ธปท.” หมายความว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย
“พระราชกําหนด” หมายความว่า พระราชกําหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563
“ผู้ประกอบวิสาหกิจ” หมายความว่า ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นวิสาหกิจที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท และไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะตามที่ ธปท. กําหนด
“กลุ่มธุรกิจ” หมายความว่า บุคคลหลายคนที่ฐานะการเงินและความสามารถในการชําระหนี้มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดจนเสมือนว่าการให้สินเชื่อแก่บุคคลหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นการในสินเชื่อแก่บุคคลเดียวกันเป็นสําคัญ เช่น บริษัทแม่ บริษัทลูก บริษัทร่วมผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้น ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit)
“สถาบันการเงิน” หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินซึ่งประกอบธุรกิจให้สินเชื่อ
หมวด 1
การให้กู้ยืมเงินของ ธปท.
4.2 วัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงิน
ธปท. จะให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินนําเงินดังกล่าวไปให้กู้ยืมเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจตามมาตราการสนับสนุนการให้สินเชื่อเพิ่มเติมที่กําหนดในพระราชกําหนด เพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ําอันจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถดําเนินกิจการต่อไปได้ รักษาระดับการจ้างงาน และช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศภายใต้ภาวะที่การดําเนินธุรกิจประสบปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และมาตรการที่รัฐกําหนดให้ประชาชนต้องปฏิบัติอันเป็นการระงับ ยับยั้ง หรือแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสดังกล่าว ทั้งนี้ ให้สถาบันการเงินเร่งกระจายสินค้าเชื่อเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบวิสาหกิจโดยเร็วและเป็นไปอย่างทั่วถึง รวมทั้งให้ติดตามดูแลให้ผู้ประกอบวิสาหกิจนําเงินสินเชื่อไปใช้สําหรับการดําเนินธุรกิจ เช่น การชําระหนี้แก่เจ้าหนี้การค้า การจ่ายค่าแรงงาน เป็นต้น และติดตามดูแลไม่ให้ผู้ประกอบวิสาหกิจนําเงินสินเชื่อมาชําระหนี้เดิมที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน
4.3 วิธีการ และกําหนดระยะเวลาในการยื่นขอกู้ยืมเงินต่อ ธปท.
สถาบันการเงินที่ประสงค์จะขอกู้ยืมเงินจาก ธปท. ตามวัตถุประสงค์ในข้อ 4.2 ต้องยื่นคําขอกู้ยืมเงินต่อ ธปท. ภายในกําหนดระยะเวลา 6 เดือนนับแต่วันที่พระราชกําหนดใช้บังคับ หรือตามกําหนดระยะเวลาที่ ธปท. ขยายเพิ่มเติม โดยให้สถาบันการเงินยื่นขอกู้ยืมเงินมายัง ธปท. ในวันจันทร์ของทุกสัปดาห์ ก่อนเวลา 11.00 น. หรือตามวันและเวลาที่ ธปท. กําหนดเพิ่มเติม ทั้งนี้ หากวันจันทร์ของสัปดาห์ใดตรงกับวันหยุดทําการของ ธปท. ให้สถาบันการเงินยื่นคําขอกู้ยืมเงินต่อ ธปท. ในวันทําการถัดไปก่อนเวลา 11.00 น. โดย ธปท. พิจารณาให้กู้ยืมเงินตามลําดับก่อนหลังของการยื่นคําขอกู้ยืมเงินของสถาบันการเงิน เว้นแต่ ธปท. จะเห็นสมควรจัดการเป็นประการอื่น
เมื่อ ธปท. พิจารณาคําขอกู้ยืมเงินข้างต้นแล้ว ธปท.จะแจ้งผลการพิจารณาให้สถาบันการเงินที่ยื่นคําขอทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ ธปท. จะอนุมัติเงินให้กู้ยืมตามจํานวนที่ ธปท. เห็นสมควร
การกู้ยืมเงินของ ธปท. จะดําเนินการโดยรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินที่สถาบันการเงินเป็นผู้ออก โดยตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวต้องมีกําหนดชําระไม่เกินระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่สถาบันการเงินได้รับเงินกู้ยืมจาก ธปท.
ในการขอกู้ยืมเงินแต่ละครั้ง สถาบันการเงินต้องดําเนินการ ดังนี้
(1) ทําหนังสือความตกลงเพื่อกู้ยืมเงินตามแบบที่กําหนดในเอกสารแนบ 1
(2) ออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามแบบที่กําหนดในเอกสารแนบ 2 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
(2.1) ระบุจํานวนเงินที่ขอกู้ยืม
(2.2) วันถึงกําหนดชําระไม่เกินระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่สถาบันการเงินได้รับเงินกู้ยืมจาก ธปท.
(2.3) กําหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี
(3) ในการยื่นขอกู้ยืมเงินกับ ธปท. ครั้งแรก ให้สถาบันการเงินทําหนังสือยืนยันการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และวิธีการจ่ายเงินชดเชยที่คณะกรรมการกํากับการจ่ายเงินชดเชยกําหนดตามแบบที่กําหนดในเอกสารแนบ 3
(4) ตรวจสอบและรับรองว่าผู้ประกอบวิสาหกิจที่มาขอสินเชื่อเพิ่มเติมตามหนังสือความตกลงเพื่อกู้ยืมเงินมีลักษณะตามที่กําหนดในประกาศนี้
4.4 วงเงินให้กู้ยืม
ธปท. จะให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินเพื่อวัตถุประสงค์ตามข้อ 4.2 ในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 500,000 ล้านบาท
4.5 อัตราดอกเบี้ย
ธปท. เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยในเงินที่ ธปท. ให้สถาบันการเงินกู้ยืมในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี
4.6 การรับเงินกู้ยืมจาก ธปท.
เมื่อ ธปท. อนุมัติการกู้ยืมเงินแล้ว ธปท. จะนําเงินเข้าบัญชีเงินฝากของสถาบันการเงินที่ ธปท. ตามจํานวนที่สถาบันการเงินได้รับอนุมัติในแต่ละครั้งภายใน 1 วันทําการนับแต่วันที่ ธปท. ได้รับหนังสือความตกลงเพื่อกู้ยืมเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเอกสารประกอบอื่น ๆ จากสถาบันการเงินครบถ้วนแล้ว และเมื่อ ธปท. ได้ดําเนินการนําเงินเข้าบัญชีดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าสถาบันการเงินได้รับเงินกู้ยืมจาก ธปท. ตามประกาศนี้แล้ว
4.7 การใช้เงินที่ ธปท. ให้กู้ยืม
สถาบันการเงินต้องนําเงินที่ ธปท. ให้กู้ยืมตามประกาศนี้ ไปใช้สําหรับให้สินเชื่อตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดในข้อ 4.2 โดยให้สถาบันการเงินพิจารณาจัดสรรเงินกู้ยืมและกระจายความช่วยเหลือให้แก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างทั่วถึง และสถาบันการเงินต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) นําเงินที่ ธปท. ให้กู้ยืมไปให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจซึ่งต้องมีลักษณะทุกข้อดังต่อไปนี้
(1.1) มีวัตถุประสงค์ของการให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องสําหรับประกอบธุรกิจ ลดผลกระทบต่อการจ้างงาน
(1.2) เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่จะทะเบียนในประเทศไทย ที่มีสถานประกอบการและประกอบธุรกิจในประเทศไทย
(1.3) มีวงเงินสินเชื่อรวมทั้งกลุ่มธุรกิจของผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 แต่ไม่รวมถึงวงเงินตามภาระผูกพันวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกํากับ วงเงินสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้กํากับ และวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิต
(1.4) ไม่เป็นลูกหนี้ที่ถูกจัดชั้นเป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ํากว่ามาตรฐาน สินทรัพย์จัดชั้นสงสัย สินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ สินทรัพย์จัดชั้นสูญ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562
(1.5) ไม่เป็นบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(1.6) ไม่เป็นผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน
(2) วงเงินสินเชื่อที่สถาบันการเงินจะให้ผู้ประกอบวิสาหกิจกู้ยืมตามประกาศนี้ต้องเป็นการให้สินเชื่อเพิ่มเติมจากวงเงินสินเชื่อเดิมไม่เกินร้อยละ 20 ของยอดหนี้คงค้าง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยให้นับรวมยอดหนี้คงค้างของวงเงินสินเชื่อธุรกิจทุกปกระเภทของแต่ละสถาบันการเงิน ยกเว้นวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกํากับ วงเงินสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกํากับและวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิต
ทั้งนี้ สถาบันการเงินต้องให้สินเชื่อเพิ่มเติมข้างต้นเป็นวงเงินสินเชื่อใหม่ โดยประเภทสินเชื่อขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประกอบวิสาหกิจ เช่น สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน (working capital) หรือสินเชื่อมีกําหนดระยะเวลา (term loan) และผู้ประกอบวิสาหกิจสามารถเบิกใช้วงเงินครั้งเดียวหรือทยอยเบิกใช้วงเงินจากสถาบันการเงินได้ตามเหมาะสม ซึ่งสถาบันการเงินต้องติดตามดูแลให้ผู้ประกอบวิสาหกิจนําเงินสินเชื่อไปใช้เพื่อดําเนินธุรกิจ เช่น การชําระหนี้แก่เจ้าหนี้การค้า การจ่ายค่าแรงงาน เป็นต้น และติดตามดูแลไม่ให้ผู้ประกอบวิสาหกิจนําเงินสินเชื่อมาชําระหนี้เดิมที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน ทั้งนี้ระยะเวลาการชําระหนี้ของสินเชื่อเพิ่มเติมดังกล่าวอาจเกินกว่า 2 ปี หรือพิจารณาต่ออายุวงเงินออกไปอีกหลังจากครบกําหนดระยะเวลา 2 ปีก็ได้
(3) สถาบันการเงินต้องคิดอัตราดอกเบี้ยในส่วนสินเชื่อเพิ่มเติมตามข้อ 4.7(2) สําหรับระยะเวลา 2 ปีแรกในอัตราไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี โดยไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้ประกอบวิสาหกิจเป็นระยะเวลา 6 เดือนแรกนับแต่วันที่ผู้ประกอบวิสาหกิจได้รับสินเชื่อเพิ่มเติม ทั้งนี้ สถาบันการเงินสามารถพิจารณาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหลังครบกําหนดระยะเวลา 2 ปีตามต้นทุนและความเสี่ยงของสถาบันการเงินได้
(4) สถาบันการเงินต้องไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ รวมถึงดอกเบี้ยผิดนัดจากลูกหนี้ในส่วนสินเชื่อที่ให้เพิ่มเติมตามประกาศนี้ และต้องไม่กําหนดข้อสัญญาใด ๆ ให้ผู้ประกอบวิสาหกิจต้องชําระเบี้ยปรับ หรือค่าเสียหายแก่สถาบันการเงินในกรณีที่สถาบันการเงินปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ หรือเงื่อนไขในการับเงินกู้ยืมจาก ธปท. จนเป็นเหตุให้ ธปท. เรียกเงินกู้ยืมดังกล่าวคืนจากสถาบันการเงิน
(5) สถาบันการเงินต้องจัดให้ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ขอรับสินเชื่อเพิ่มเติมตามประกาศนี้ได้รับรู้ข้อกําหนดแห่งประกาศนี้
4.8 การคืนเงินกู้ยืมก่อนกําหนดและการชําระหนี้กู้ยืม
(1) กรณีที่ผู้ประกอบวิสาหกิจชําระหนี้ให้แก่สถาบันการเงินบางส่วนก่อนครบกําหนดเวลาที่สถาบันการเงินต้องชําระหนี้แก่ ธปท. สถาบันการเงินไม่ต้องนําส่งเงินดังกล่าวแก่ ธปท. เว้นแต่กรณีที่ผู้ประกอบวิสาหกิจชําระหนี้คืนแก่สถาบันการเงินทั้งหมดและปิดบัญชีก่อนครบกําหนดเวลาที่สถาบันการเงินต้องชําระหนี้แก่ ธปท. หรือกรณีที่ผู้ประกอบวิสาหกิจแสดงความประสงค์ไม่ใช้สินเชื่อเพิ่มเติมตามประกาศนี้ ให้สถาบันการเงินชําระหนี้คืน ธปท. ตามจํานวนเงินที่ลูกหนี้ชําระหนี้คืนทั้งหมดและปิดบัญชีหรือตามจํานวนเงินที่ลูกหนี้ไม่ประสงค์จะใช้ดังกล่าว ภายใน 30 วันทําการนับแต่วันที่ได้รับชําระหนี้คืนทั้งหมดจากผู้ประกอบวิสาหกิจหรือวันที่ได้รับแจ้งความประสงค์จากผู้ประกอบธุรกิจแล้วแต่กรณี
(2) กรณีภายหลังจากที่สถาบันการเงินรับเงินกู้ยืมจาก ธปท. และพบว่าสถาบันการเงินนําเงินดังกล่าวไปให้กู้ยืมแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขตามพระราชกําหนดหรือประกาศนี้ ให้สถาบันการเงินคืนเงินกู้ยืมตามจํานวนที่มีการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขให้แก่ ธปท. ตามระยะเวลาที่ ธปท. กําหนด ทั้งนี้ สถาบันการเงินต้องไม่กําหนดในข้อสัญญาระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ประกอบวิสาหกิจในการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในช่วง 2 ปีแรกให้เกินกว่าร้อยละ 2 ต่อปี หรือกําหนดให้ผู้ประกอบวิสาหกิจชําระเบี้ยปรับ หรือความเสียหายประการอื่นแก่สถาบันการเงิน
(3) สถาบันการเงินต้องยินยอมให้ ธปท. หักเงินจากบัญชีเงินฝากของสถาบันการเงินเพื่อชําระหนี้อันเกิดขึ้นเนื่องจากการที่ ธปท. ให้กู้ยืมเงินตามพระราชกําหนดหรือประกาศนี้หรือเพื่อคืนเงินกู้ยืมก่อนกําหนด โดยในวันที่มีการชําระหนี้ตามกําหนดในตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือวันครบกําหนดคืนเงินกู้ยืมก่อนกําหนด สถาบันการเงินต้องดํารงเงินฝากไว้ที่ ธปท. ให้มีจํานวนเพียงพอที่ ธปท. จะหักชําระหนี้ได้ และในกรณีที่เงินในบัญชีเงินฝากของสถาบันการเงินไม่มีหรือมีไม่พอหักชําระหนี้ดังกล่าวให้ ธปท. จําหน่ายทรัพย์สินอย่างอื่นของสถาบันการเงินที่มีอยู่ที่ ธปท. และดําเนินการอื่นใดตามที่ ธปท. เห็นสมควรเพื่อให้ได้เงินมาชําระหนี้
(4) เมื่อสถาบันการเงินประสงค์จะชําระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนวันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินของสถาบันการเงินตามข้อ 4.3 ถึงกําหนดใช้เงิน หรือคืนเงินกู้ยืมก่อนกําหนดตามข้อ 4.8 (1) และ 4.8 (2) สถาบันการเงินต้องทําหนังสือขอชําระหนี้ตามแบบที่กําหนดในเอกสารแนบ 4 และแจ้งให้ ธปท. ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วันทําการ
(5) เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกําหนดใช้เงิน หรือเมื่อถึงวันครบกําหนดคืนเงินกู้ยืมก่อนกําหนดตามข้อ 4.8 (1) และ 4.8 (2) ธปท. จะหัดจากบัญชีเงินฝากของสถาบันการเงินที่ ธปท. ตามจํานวนหนี้พร้อมดอกเบี้ย
ในกรณีที่วันถึงกําหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินหรือวันครบกําหนดคืนเงินกู้ยืมก่อนกําหนดตรงกับวันหยุดทําการ ให้สถาบันการเงินชําระหนี้ในวันทําการถัดไป โดย ธปท. จะเรียกเก็บดอกเบี้ยสําหรับวันหยุดดังกล่าวจนถึงวันที่สถาบันการเงินชําระหนี้
4.9 การรายงานข้อมูล
ให้สถาบันการเงินส่งรายงานสถานะผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมตามพระราชกําหนด ณ สิ้นเดือนของทุกเดือน โดยให้รายงานในระบบ DMS DA Extranet ภายในวันที่ 21 ของเดือนถัดไป เริ่มตั้งแต่งวดสิ้นเดือนพฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การรายงานดังกล่าวให้เป็นไปตามแบบที่ ธปท. กําหนดในเว็บไซต์ของ ธปท.
หมวด 2
เงินชดเชย
4.10 สินเชื่อที่จะได้รับการชดเชย
4.10.1 สินเชื่อเพิ่มเติมที่สถาบันการเงินให้กู้ยืมแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจตามข้อ 4.7 ที่อาจถือว่าเป็นสินเชื่อที่ทําให้สถาบันการเงินได้รับความเสียหายและอาจได้รับชดเชยจากกระทรวงการคลังตามพระราชกําหนดและประกาศนี้ได้แก่
(1) กรณีสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน ต้องเป็นสินเชื่อที่ถูกจัดชั้นเป็นสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต หรือสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินที่เดิมเคยมีการด้วยค่าด้านเครดิตที่มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้หลังจากได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมตามพระราชกําหนดและอยู่ระหว่างจัดชั้นเป็นสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงิน ณ เวลาที่ครบกําหนด 2 ปี รับจากวันที่ผู้ประกอบวิสาหกิจได้รับเงินสินเชื่อเพิ่มเติม
(2) กรณีสถาบันการเงินที่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ต้องเป็นสินเชื่อที่ถูกจัดชั้นเป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ํากว่ามาตรฐาน สินทรัพย์จัดชั้นสงสัย สินทรัพย์จัดชั้นสงสัยจะสูญ สินทรัพย์จัดชั้นสูญ หรือสินทรัพย์ที่เดิมเคยจัดชั้นต่ํากว่ามาตรฐานเป็นต้นไปที่มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้หลักจากได้สินเชื่อเพิ่มเติมตามพระราชกําหนดและอยู่ระหว่างจัดชั้นเป็นสินทรัพย์จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ณ เวลาที่ครบกําหนด 2 ปี นับจากวันที่ผู้ประกอบวิสาหกิจได้รับเงินสินเชื่อเพิ่มเติม
4.10.2 กรณีสถาบันการเงินโอนสิทธิเรียกร้องในสินเชื่อเพิ่มเติมของผู้ประกอบวิสาหกิจรายใดก่อนครบกําหนด 2 ปีนับจากวันที่ผู้ประกอบวิสาหกิจได้รับเงินสินเชื่อเพิ่มเติม ให้ถือว่าสถาบันการเงินไม่ได้รับความเสียหายจากการให้สินเชื่อเพิ่มเติมรายนั้น
4.11 การคํานวณเงินชดเชย
เมื่อครบ 2 ปี 6 เดือนนับแต่วันที่พระราชกําหนดใช้บังคับ ธปท. จะดําเนินการคํานวณเงินชดเชยที่ต้องจ่ายให้แก่สถาบันการเงินที่ได้รับความเสียหายจากการให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจตามมาตรา 11 แห่งพระราชกําหนด และคํานวณเงินชดเชยดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินไม่เรียกเก็บจากผู้ประกอบวิสาหกิจในช่วงระยะเวลา 6 เดือนแรกนับแต่วันที่ผู้ประกอบวิสาหกิจได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมตามมาตรา 9 แห่งพระราชกําหนด เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการกํากับการจ่ายเงินชดเชยตามพระราชกําหนดตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้
4.11.1 เงินชดเชยความเสียหาย
(1) จํานวนเงินที่สถาบันการเงินจะได้รับชดเชย ธปท. จะคํานวณจากจํานวนเงินที่สถาบันการเงินต้องกันสํารองเพิ่มเติมจากยอดหนี้รวมของลูกหนี้คูณด้วยอัตราส่วนของยอดหนี้ใหม่ตามประกาศนี้กับยอดหนี้รวม และนํามาคูณด้วยอัตราร้อยละที่กระทรวงการคลังจะจ่ายเงินชดเชยในแต่ละกรณีตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยอัตราการจ่ายเงินชดเชยความเสียหายแก่สถาบันการเงินตามมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(2) ธปท. จะคํานวณเงินชดเชยที่สถาบันการเงินพึงได้รับเฉพาะสินเชื่อที่จะได้รับชดเชยตามข้อ 4.10 โดยแบ่งการคํานวณเป็น 2 ครั้ง ดังนี้
(2.1) เมื่อครบกําหนด 2 ปี 6 เดือน นับแต่วันที่พระราชกําหนดมีผลใช้บังคับ ธปท. จะคํานวณยอดเงินชดเชยรอบแรก ในอัตราร้อยละ 80 ของเงินที่คํานวณได้ตามวิธีการคํานวณในข้อ 4.11.1 (1)
การคํานวณเงินที่สถาบันการเงินต้องกันสํารองเพิ่มเติมในรอบแรก ธปท. จะใช้จํานวนเงินที่สถาบันการเงินกันสํารองเดือนสุดท้ายก่อนวันครบกําหนด 2 ปี นับแต่วันที่ผู้ประกอบวิสาหกิจแต่ละรายได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมวันแรก หักด้วยจํานวนเงินที่สถาบันการเงินกันสํารอง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2562
(2.2) เมื่อครบกําหนด 4 ปี 6 เดือน นับแต่วันที่พระราชกําหนดมีผลใช้บังคับ ธปท. จําคํานวณยอดเงินชดเชยรอบที่ 2 ตามวิธีการคํานวณในข้อ 4.11.1 (1)
การคํานวณเงินที่สถาบันการเงินต้องกันสํารองเพิ่มเติมในรอบที่ 2 ธปท. จะใช้จํานวนเงินที่สถาบันการเงินกันสํารองเดือนสุดท้ายก่อนวันครบกําหนด 4 ปี นับแต่วันที่ผู้ประกอบวิสาหกิจแต่ละรายได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมวันแรก หักด้วยจํานวนเงินที่สถาบันการเงินกันสํารอง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2562
ทั้งนี้ หากเงินชดเชยรอบที่ 2 มากกว่าจํานวนเงินที่ได้รับชดเชยในรอบแรก ให้ถือว่าเงินส่วนที่มากกว่าดังกล่าวเป็นเงินที่สถาบันการเงินพึงได้รับชดเชยเพิ่มเติมในรอบที่ 2 แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเงินที่คํานวณได้ตามวิธีการในข้อ 4.11.1 (1) ณ 2 ปี 6 เดือน นับแต่วันที่พระราชกําหนดใช้บังคับ โดยการคํานวณดังกล่าวให้ใช้ในจํานวนเงินที่สถาบันการเงินกันสํารองเพิ่มเติมตามข้อ (2.1) วรรคสอง แต่หากเงินชดเชยที่คํานวณได้ในรอบที่ 2 นี้ ต่ํากว่าที่ ธปท. คํานวณได้ในข้อ 4.11.1 (2.1) ให้สถาบันการเงินคืนเงินชดเชยตามส่วนต่างที่คํานวณได้ดังกล่าวตามหลักเกณฑ์และวิธีการการจ่ายเงินชดเชยที่คณะกรรมการกํากับการจ่ายเงินชดเชยกําหนด
รายละเอียดการคํานวณเงินชดเชย และตัวอย่างการคํานวณปรากฏตามเอกสารแนบ 5
(3) กรณีที่ ธปท. ขยายระยะเวลาในการยื่นคําขอกู้ยืมเงินตามข้อ 4.3 ธปท. จะคํานวณเงินชดเชยตามหมวดนี้ตาม ธปท. กําหนดในการขยายระยะเวลาแต่ละคราว
4.11.2 เงินชดเชยดอกเบี้ย
ให้สถาบันการเงินได้รับชดเชยดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินไม่เรียกเก็บจากผู้ประกอบวิสาหกิจในช่วงระยะเวลา 6 เดือนแรกนับแต่วันที่ผู้ประกอบวิสาหกิจได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมงวดแรกเฉพาะสินเชื่อเพิ่มเติมงวดแรกเฉพาะสินเชื่อเพิ่มเติมที่ได้ให้แก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขตามพระราชกําหนดและประกาศนี้ โดย ธปท. คํานวณเงินชดเชยดอกเบี้ยดังกล่าวตามวิธีการปกติของการธนาคาร
อื่นๆ ๕ วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ลงในประกาศนี้เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 22 เมษายน 2563
(นายวิรไท สันติประภพ)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ฝ่ายตรวจสอบ 2
โทรศัพท์ 0 2283 6112