法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 54) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อย การออกใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86/8 แห่งประมวลรัษฎากร และการเก็บรักษารายงาน ตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
11
มาตรา อารัมภบท

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 54)

เรื่อง กําหนดลักษณะและเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อย การออกใบกํากับภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86/8 แห่งประมวลรัษฎากร และการเก็บรักษารายงาน ตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 86/8 และมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2534 อธิบดีกรมสรรพากรกําหนดลักษณะและเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อย การออกใบกํากับภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียน การจัดทํารายงาน และการเก็บรักษารายงาน ไว้ดังนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ กําหนดให้การประกอบกิจการขายน้ํามันเชื้อเพลิงของสถานบริการน้ํามันดังต่อไปนี้ เป็นการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อยแก่บุคคลจํานวนมาก

(1) เป็นสถานบริการน้ํามันที่ไม่ใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินหรือระบบคอมพิวเตอร์รับชําระค่าน้ํามันเชื้อเพลิง

"(2) เป็นสถานีบริการน้ํามัน ซึ่งเก็บรักษาน้ํามันเชื้อเพลิงด้วยถังเก็บน้ํามันเชื้อเพลิงที่เป็นถังใต้ดินซึ่งมีความจุใบละ 5,000 ลิตรขึ้นไป ไม่ว่าจะมีถังลอยรวมอยู่ในสถานบริการน้ํามันด้วยหรือไม่ หรือที่เป็นถังลอยอย่างเดียว โดยสถานบริการน้ํามันที่ใช้ถังลอยเก็บรักษาน้ํามันเชื้อเพลิงอย่างเดียวต้องได้รับอนุญาตเป็นผู้ค้าน้ํามันประเภทสถานีบริการจําหน่ายน้ํามันเชื้อเพลิงของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ"

( แก้ไขเพิ่มเติมโดย ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่138) ใช้บังคับ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป )

(3) เป็นสถานบริการน้ํามันที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร เป็นการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อยแก่บุคคลจํานวนมาก

คําขออนุมัติให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนด โดยจะต้องแนบเอกสารและรายการดังต่อไปนี้พร้อมกับคําขออนุมัติ

(1) สําเนา ภ.พ.20

(2) สําเนาใบอนุญาตเป็นผู้ค้าน้ํามันประเภทสถานีบริการจําหน่ายน้ํามันเชื้อเพลิงของกรมทะเบียนการค้า

(3) แผนผังแสดงที่ตั้ง พร้อมทั้งจํานวนหัวจ่ายน้ํามันเชื้อเพลิงและถังเก็บน้ํามันเชื้อเพลิง

ความในวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการขายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ของสถานบริการน้ํามัน”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 60) ใช้บังคับ 1 มีนาคม 2538 เป็นต้นไป)

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามข้อ 1 ไม่จําต้องออกใบกํากับภาษีสําหรับการขายน้ํามันเชื้อเพลิงที่มีมูลค่าครั้งหนึ่งไม่เกิน 1,000 บาท เว้นแต่ผู้ซื้อสินค้าจะเรียกร้องใบกํากับภาษี ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามข้อ 1 ต้องจัดทําใบกํากับภาษีตามมาตรา 86/4 หรือมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร ตามที่ผู้ซื้อสินค้าเรียกร้องทุกครั้งพร้อมทั้งส่งมอบใบกํากับภาษีดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อสินค้า”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 161) ใช้บังคับ 1 กรกฎาคม 2537 เป็นต้นไป)

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามข้อ 1 ต้องจัดทํารายงานแสดงรายละเอียดการขายน้ํามันเชื้อเพลิงแต่ละชนิด เพื่อประกอบการบันทึกยอดขายน้ํามันเชื้อเพลิงรวมทั้งวันในรายงานภาษีขายตามมาตรา 87(1) แห่งประมวลรัษฎากร และให้ถือรายงานแสดงรายละเอียดการขายน้ํามันเชื้อเพลิงเป็นรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87(3) แห่งประมวลรัษฎากรด้วย โดยให้จัดทําแยกเป็นรายสถานบริการ

รายงานตามวรรคหนึ่งต้องเป็นไปตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนด และต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

(1) จํานวนสินค้าคงคลังในถังเก็บน้ํามันเชื้อเพลิง ณ วันเปิดสํารวจแต่ละเดือน (ใช้ไม้วัด หรือเครื่องวัดถังไฟฟ้า)

(2) การรับมอบน้ํามันเชื้อเพลิงระหว่างเดือน และเลขลําดับแสดงจํานวนครั้งที่รับมอบน้ํามันเชื้อเพลิงในระหว่างเดือน พร้อมทั้งหมายเลขของใบจ่ายน้ํามันเชื้อเพลิงหรือใบกํากับการขนส่งน้ํามันเชื้อเพลิง โดยให้แยกเป็นรายบริษัทผู้ค้าส่งน้ํามันเชื้อเพลิง

(3) จํานวนสินค้าคงคลังในถังเก็บน้ํามันเชื้อเพลิง ณ วันปิดสํารวจแต่ละเดือน (ใช้ไม้วัด หรือเครื่องวัดถังไฟฟ้า)

(4) จํานวนเงิน (บาท) และปริมาณน้ํามัน (ลิตร) ในมิเตอร์หัวจ่าย ณ วันเปิดอ่านในแต่ละเดือน

(5) จํานวนเงิน (บาท) และปริมาณน้ํามัน (ลิตร) ในมิเตอร์หัวจ่าย ณ วันปิดอ่านในแต่ละเดือน

(6) ยอดการขายประจําวัน ทั้งจํานวนเงิน (บาท) และปริมาณน้ํามัน (ลิตร)

(7) จํานวนน้ํามันที่เพิ่มขึ้นหรือจํานวนน้ํามันที่ลดลง ซึ่งสะสมในถังเก็บน้ํามันเชื้อเพลิง โดยคํานวณจากรายงานสินค้าคงคลังสะสม (จํานวนสินค้าคงคลังในถังเก็บน้ํามันเชื้อเพลิง ณ วันเปิดสํารวจ + จํานวนซื้อ - จํานวนขาย) กับจํานวนสินค้าคงคลังสะสมในถังเก็บน้ํามันเชื้อเพลิง

(8) ภาษีซื้อ

(9) ภาษีขาย

(10) จํานวนใบกํากับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรที่ออกตามข้อ 2 ประจําวัน และจํานวนเงินรวมทั้งสิ้นตามใบกํากับภาษี

ใบจ่ายน้ํามันเชื้อเพลิงหรือใบกํากับการขนส่งน้ํามันเชื้อเพลิงที่ใช้ประกอบการลงรายงานตามวรรคหนึ่ง ให้จัดเก็บแยกเป็นรายเดือน เป็นรายบริษัทผู้ค้าส่งน้ํามันเชื้อเพลิงเรียงตามลําดับที่ได้รับก่อนหลังในแต่ละเดือน และให้ระบุเลขที่ที่ได้รับใบจ่ายน้ํามันเชื้อเพลิงหรือใบกํากับการขนส่งน้ํามันเชื้อเพลิงซึ่งแยกเป็นรายบริษัทผู้ค้าส่งน้ํามันเชื้อเพลิงในแต่ละเดือน เรียงตามลําดับขึ้นใหม่ทางด้านบนขวาของใบจ่ายน้ํามันเชื้อเพลิงหรือใบกํากับการขนส่งน้ํามันเชื้อเพลิงนั้น

รายงานตามวรรคหนึ่งและใบจ่ายน้ํามันเชื้อเพลิงหรือใบกํากับการขนส่งน้ํามันเชื้อเพลิงให้เก็บไว้ที่สถานบริการน้ํามันเป็นรายสถานบริการเป็นเวลาสองปี ภายหลังจากนั้นจะเก็บไว้ ณ สถานประกอบการที่เป็นสํานักงานใหญ่จนครบห้าปีก็ได้”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 60) ใช้บังคับ 1 มีนาคม 2538 เป็นต้นไป)

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามข้อ 1 ต้องจัดทํารายงานการเปลี่ยนแปลงมิเตอร์หัวจ่ายทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้เกิดขึ้น

(1) ตัวเลขมิเตอร์หัวจ่ายเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง ตัวเลขมิเตอร์หรือซ่อมแซมมิเตอร์หัวจ่าย

(2) การติดตั้งอุปกรณ์หัวจ่ายใหม่

(3) การหมุนกลับของตัวเลขมิเตอร์หัวจ่าย (เช่น มิเตอร์กลับมาที่เลข 0 หลังจากถึงเลขสูงสุด)

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ การจัดทํารายงานตามข้อ 3 ให้คํานวณจํานวนน้ํามันในถังเก็บน้ํามันเชื้อเพลิงที่ขาดหายไปเนื่องจากการระเหยของน้ํามันตามสภาพปกติได้ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของปริมาณน้ํามันที่ขายผ่านมิเตอร์หัวจ่ายในแต่ละเดือนภาษี”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 60) ใช้บังคับ 1 มีนาคม 2538 เป็นต้นไป)

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามข้อ 1 ซึ่งให้ส่วนลดแก่ลูกค้าบางรายในราคาที่ต่ํากว่าราคาที่แสดงอยู่ในมิเตอร์หัวจ่ายต้องออกใบกํากับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร สําหรับการขายน้ํามันดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเป็นผู้ประกอบการรายย่อยตามข้อ 1 จะต้องจัดทําแผ่นป้ายที่มีข้อความ "เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย" โดยแผ่นป้ายดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามแบบที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร

แผ่นป้ายตามวรรคหนึ่งจะต้องแสดงไว้ ณ จุดแสดงราคาขายน้ํามันเชื้อเพลิงปลีกต่อหน่วย ตามประกาศคณะกรรมการกลางกําหนดราคาสินค้า และป้องกันการผูกขาด ฉบับที่ 200/35 ลงวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2535 หากผู้ประกอบการจดทะเบียนมีความจําเป็นที่จะต้องแสดงแผ่นป้ายไว้ ณ สถานที่อื่น จะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร

แผ่นป้ายตามวรรคหนึ่งจะต้องมีขนาดของข้อความอย่างน้อยเท่ากับขนาดของข้อความแสดงราคาขายน้ํามันเชื้อเพลิงปลีกต่อหน่วย

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ สถานบริการน้ํามันซึ่งเริ่มประกอบกิจการขายน้ํามันเชื้อเพลิง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2539 เป็นต้นไป และมีหัวจ่ายน้ํามันเชื้อเพลิงตั้งแต่ 50 หัวจ่ายขึ้นไป ต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์รวมควบคุมการจ่ายน้ํามันของหัวจ่ายน้ํามันเชื้อเพลิงในสถานบริการทั้งหมด

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การยื่นคําขออนุมัติตามข้อ 1 ให้ปฏิบัติ ดังนี้

(1) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคําขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรผ่านสรรพากรพื้นที่ในเขต ท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่

(2) กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการตั้งอยู่นอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคําขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรผ่านสรรพากรพื้นที่ ณ สํานักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่

กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่งมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคําขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรผ่านสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการแต่ละแห่งตั้งอยู่"

( แก้ไขเพิ่มเติมโดย ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 138) ใช้บังคับ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป )

นอกจากการยื่นคําขออนุมัติตามวรรคหนึ่งและวรรคสองผู้ประกอบการจดทะเบียนจะยื่นคําขอโดยยื่นรายการข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทางเว็บไซต์ (Web Site) ของกรมสรรพากร www.rd.go.th ก็ได้ โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ยื่นคําขออนุมัติต้องแสดงรายการข้อมูล ให้ถูกต้องครบถ้วน และต้องมีหลักฐานเอกสารตามรายการข้อมูลที่แสดงในคําขออนุมัติด้วย

( แก้ไขเพิ่มเติมโดย ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 170) ใช้บังคับ 16 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไป )

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติ ให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอํานาจวินิจฉัยและคําวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพากรให้ถือเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กําหนดตามประกาศนี้ด้วย

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2537

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล

อธิบดีกรมสรรพากร

11 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 54) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อย การออกใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86/8 แห่งประมวลรัษฎากร และการเก็บรักษารายงาน ตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_2c9086ae255adf20

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com