ข้อ ๓ ให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดทำแผนดำเนินการจัดเก็บสินค้าที่ยังไม่ได้จำหน่ายแก่ผู้บริโภคกลับคืนหรือเรียกคืนสินค้าจากผู้บริโภคที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคมีคำสั่งห้ามขายตามข้อ ๑ โดยให้มีรายการต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย
(๑) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบธุรกิจ
(๒) ชื่อสินค้า วันเดือนปีที่ผลิต วันเดือนปีที่นำเข้า (ถ้ามี) วันเดือนปีที่หมดอายุการใช้หรือวันเดือนปีที่ควรใช้ก่อนวันเดือนปีที่ระบุนั้น (ถ้ามี) วันเดือนปีที่จำหน่ายครั้งแรก ภาพถ่ายสินค้า จำนวนสินค้า แหล่งกำเนิด รายละเอียดของประเภท และชนิดสินค้าที่ผลิตหรือนำเข้ารุ่นเดียวกับสินค้านั้น
(๓) ชื่อและที่อยู่ของผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้านั้น จำนวนสินค้า ที่ยังไม่ได้จำหน่ายแก่ผู้บริโภค
(๔) ลักษณะที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และข้อแนะนำให้หยุดการใช้
(๕) สถานที่จำหน่ายสินค้า
(๖) วิธีการจัดการสินค้า
(๖.๑) กรณีที่สินค้ายังไม่ได้จำหน่ายแก่ผู้บริโภค ให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และวิธีการจัดเก็บสินค้ากลับคืน ระยะเวลาในการจัดเก็บสินค้ากลับคืน
(๖.๒) กรณีที่สินค้ามีการจำหน่ายแก่ผู้บริโภคแล้ว ให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และวิธีการเรียกคืนสินค้า ระยะเวลาในการเรียกและรับคืนสินค้า ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค
(๖.๓) กรณีที่สินค้าสามารถดำเนินการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงสินค้าไม่ให้เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค ให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเสนอข้อมูล เอกสาร หลักฐานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงสินค้าให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคในการนำไปใช้งาน ระยะเวลาในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงสินค้า ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค
(๖.๔) กรณีที่สินค้าไม่สามารถดำเนินการตาม (๖.๓) ได้ ให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนสินค้า หรือจำนวนเงินในการชดใช้ราคาสินค้า วิธีการ ระยะเวลาในการดำเนินการ ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค
(๖.๕) กรณีที่ต้องส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร ให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการ ระยะเวลา สถานที่ต้นทางและปลายทาง ผู้ขนส่งและผู้รับสินค้า ในการส่งสินค้ากลับคืนออกนอกราชอาณาจักร
(๖.๖) กรณีที่ต้องทำลายสินค้า ให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการระยะเวลา และสถานที่ในการทำลายสินค้า เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับวิธีการทำลายสินค้า โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ให้ผู้ประกอบธุรกิจเสนอแผนดำเนินการตามวรรคหนึ่งต่อคณะอนุกรรมการภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถ้าผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถดำเนินการตามระยะเวลาดังกล่าวได้ ให้แจ้งเหตุผล ความจำเป็น ปัญหาอุปสรรค และระยะเวลาที่ขอขยายต่อคณะอนุกรรมการซึ่งคณะอนุกรรมการอาจพิจารณาขยายระยะเวลาให้ได้ไม่เกินสิบสี่วันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาและให้คณะอนุกรรมการพิจารณาให้ความเห็นต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแผนดังกล่าวจากผู้ประกอบธุรกิจ หากผู้ประกอบธุรกิจไม่ดำเนินการเสนอแผนดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้คณะอนุกรรมการเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณา