ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 81 / 2551
เรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ สําหรับบริษัทเงินทุน
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
เพื่อให้มีความชัดเจนและโปร่งใสในการจ่ายและเรียกเก็บดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ ที่เกี่ยวเนื่องกับการรับฝากเงินหรือรับเงินจากประชาชน และการให้สินเชื่อของบริษัทเงินทุน ส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจ และเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคในการเปรียบเทียบข้อมูลสําหรับเลือกใช้บริการจากบริษัทเงินทุน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกหลักเกณฑ์ให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ
ในการออกประกาศฉบับนี้เพื่ออ้างอิงอํานาจตามกฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และเป็นการรวบรวมประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับของบริษัทเงินทุนให้อยู่ในฉบับเดียวกัน โดยสาระสําคัญของหลักเกณฑ์ส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากหลักเกณฑ์เดิมอย่างไรก็ดี เพื่อให้บริษัทเงินทุนสามารถกําหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรือเงินที่ได้รับจากประชาชนได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงยกเลิกการกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดพิเศษสําหรับเงินกู้ยืมหรือเงินที่ได้รับจากประชาชนที่บริษัทเงินทุนกําหนดเพิ่มขึ้นจากอัตราที่ประกาศไว้ได้อีกไม่เกินร้อยละ 0.5 นอกจากนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคผู้ฝากเงินในการเรียกเก็บค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝาก บริษัทเงินทุนจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ลูกค้าแต่ละรายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน และกรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวแต่ไม่อยู่ในข่ายเรียกเก็บค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝาก บริษัทเงินทุนจะต้องแจ้งเป็นจดหมายลงทะเบียนหรือจดหมายรับรองให้ลูกค้าทราบ
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 38 มาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์ให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ ตามความในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับบริษัทเงินทุนตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง แต่ไม่ใช้บังคับกับกรณี ดังต่อไปนี้
3.1 การรับฝากเงิน กู้ยืมเงินหรือรับเงิน และการให้สินเชื่อระหว่างบริษัทเงินทุนกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน
3.2 ธุรกรรมเงินให้สินเชื่อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์โดยเฉพาะในเรื่องดังกล่าวไว้ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกํากับ เป็นต้น ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก ตามเอกสารแนบ 1
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 ในประกาศฉบับนี้
"ดอกเบี้ย ส่วนลด หรือค่าบริการ" หมายความว่า บรรดาเงิน ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นที่อาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน ซึ่งผู้ฝากเงินหรือบุคคลใดได้รับจากบริษัทเงินทุน พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุน เนื่องจากการรับฝากเงิน กู้ยืมเงิน หรือรับเงิน หรือที่บริษัทเงินทุนพนักงาน หรือถูกจ้างของบริษัทเงินทุนนั้นได้รับเนื่องจากการประกอบธุรกิจของบริษัทเงินทุน
"ค่าบริการต่าง ๆ" หมายความว่า บรรดาเงิน ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นที่อาจคิดคํานวณได้เป็นเงิน นอกจากดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนได้รับจากลูกค้าเนื่องจากการประกอบธุรกิจของบริษัทเงินทุน ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่า ค่าบริการ ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดก็ตาม แต่ไม่รวมถึงเบี้ยปรับที่อาจเรียกได้ ตามมาตรา 46 (7) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงินพ.ศ. 2551
"เงินให้สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ (Commercial loan)" หมายความว่าเงินให้สินเชื่อที่ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการประกอบธุรกิจ
"เงินให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Consumer loan)" หมายความว่าเงินให้สินเชื่อที่ให้แก่บุคคลธรรมคาที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อนําไปใช้ในการประกอบธุรกิจ ซึ่งรวมถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Housing loan) และสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal loan)
"การโฆษณา" หมายความว่า การโฆษณากิจการของบริษัทเงินทุนไม่ว่าจะกระทําด้วยการใช้ถ้อยคํา ตัวอักษร ตัวเลข ภาพ หรือผัง หรือด้วยวิธีอื่นใด โดยทางหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์อื่น วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ป้ายโฆษณา จดหมาย หรือโดยทางอื่นใด
5.2 การกําหนดแนวทางและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรับฝากเงินหรือรับเงินจากประชาชน และการให้สินเชื่อ
5.2.1 บริษัทเงินทุนต้องกําหนดแนวทางและวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนในเรื่องดังต่อไปนี้
(1) การจ่ายดอกเบี้ยหรือส่วนลด เงินฝาก และเงินที่ได้รับจากประชาชนให้แก่ลูกค้า
(2) การเรียกเก็บดอกเบี้ย หรือส่วนลดเงินให้สินเชื่อ และค่าบริการต่างๆ รวมถึงเบี้ยปรับจากลูกค้า
(3) การรับข้อร้องเรียนจากลูกค้าในเรื่องการจ่ายดอกเบี้ยหรือส่วนลดการเรียกเก็บดอกเบี้ยหรือส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับช่องทางในการรับข้อร้องเรียน กระบวนการพิจารณาตรวจสอบ ระยะเวลาในการดําเนินการ การแจ้งผลการดําเนินการ และกระบวนการพิจารณาการชดเชยสําหรับความเสียหายใด ๆ ที่ลูกค้าได้รับอันเกิดจากความผิดพลาดของบริษัทเงินทุน
5.2.2 บริษัทเงินทุนต้องจัดให้มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันไว้ในที่เปิดเผย ณ สํานักงานใหญ่และสํานักงานลาขา หรือสํานักงานอํานวยสินเชื่อของบริษัทเงินทุนแต่ละแห่งที่ให้บริการ โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดสัญญาหรือข้อตกลงที่เป็นรูปแบบมาตรฐานสําหรับลูกค้าทั่วไป เงื่อนไขต่าง ๆ ของสัญญาหรือข้อตกลง อัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ เบี้ยปรับรวมถึงสูตรและวิธีการคํานวณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้รวมถึงกรณีมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวด้วย และต้องตามารถมอบให้ลูกค้าผู้ใช้บริการได้ตามสมควรเมื่อมีการร้องขอ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการได้ตรงตามความต้องการ
5.2.3 ในการทําสัญญาใหม่กับลูกค้า บริษัทเงินทุนต้องมอบหรือส่งสําเนาสัญญาหรือข้อตกลงการให้บริการให้แก่ลูกค้า ซึ่งต้องระบุถึงอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดหรือค่าบริการต่าง ๆ หรือเบี้ยปรับ และต้องชี้แจงให้ลูกค้าทราบถึงภาระ สิทธิ และประโยชน์ในการทําสัญญาดังกล่าวด้วย
5.3 ดอกเบี้ยเงินฝาก หรือเงินที่ได้รับจากประชาชน
บริษัทเงินทุนต้องปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยเงินฝากและเงินที่ได้รับจากประชาชน ดังต่อไปนี้
5.3.1 ประกาศอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่จะจ่ายสําหรับเงินฝาก หรือเงินที่ได้รับจากประชาชนของลูกค้าแต่ละประเภท รวมทั้งเงื่อนไขต่าง ๆ (ถ้ามี) โดยคํานึงถึงความชัดเจน โปร่งใสและเท่าเทียมกันสําหรับเงินฝาก หรือเงินที่ได้รับจากประชาชนของลูกค้าประเภทเดียวกัน และให้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
(1) อัตราดอกเบี้ยสําหรับเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ที่ไม่ใช้เช็คในการถอน เงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลา และเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาที่กําหนดไว้โดยการออกบัตรเงินฝาก อัตราดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงิน และอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดตามตั๋วแลกเงิน
(2) เงื่อนไขต่าง ๆ ในการจ่ายดอกเบี้ยหรือส่วนลด เช่น อัตราดอกเบี้ยกรณีลูกค้าถอนก่อนครบกําหนดระยะเวลา แต่จะต้องไม่เกินอัตราที่กําหนดตามข้อ (1) วิธีการคํานวณดอกเบี้ยจ่ายหรือส่วนลด ความถี่ในการจ่าย และจํานวนวันต่อปีที่ใช้ในการคิดดอกเบี้ยหรือส่วนลดเป็นต้น
(3) เงื่อนไขอื่น ๆ ที่สําคัญ เช่น รายละเอียดการประกันเงินต้นและดอกเบี้ยจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือสถาบันคุ้มครองเงินฝากของผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละประเภทที่บริษัทเงินทุนให้บริการแก่ลูกค้า เป็นต้น
(4) คุณสมบัติของกลุ่มลูกค้าที่บริษัทเงินทุนจะจ่ายดอกเบี้ยแก่ลูกค้าทุกรายในอัตราเดียวกันตามวงเงินรวมของกลุ่มลูกค้า (ถ้ามี) ทั้งนี้ บริษัทเงินทุนจะต้องมีสมุดทะเบียนคุมรายชื่อลูกค้าแยกแต่ละกลุ่มด้วย
(3) เงื่อนไขและประเภทลูกค้าที่บริษัทเงินทุนจะจ่ายดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นรายเดือน (ถ้ามี)
(6) ค่าธรรมเนียมการรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่บริษัทเงินทุนออกในการรับเงินจากลูกค้าและมีธนาคารพาณิชย์รับอาวัล ตามที่ได้ตกลงไว้กับธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง (ถ้ามี)
5.3.2 จ่ายดอกเบี้ยหรือส่วนลด ตามอัตราที่ประกาศกําหนดสําหรับเงินฝากหรือเงินที่ได้รับจากประชาชนและลูกค้าแต่ละประเภทตามข้อ 5.3.1
5.3.3 กรณีที่วันครบกําหนดจ่ายคืนเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาที่กําหนดไว้ หรือวันครบกําหนดชําระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตั๋วแลกเงินตรงกับวันหยุดทําการของบริษัทเงินทุน ให้ถือเอาวันทําการวันแรกต่อจากวันหยุดทําการนั้นเป็นวันครบกําหนดจ่ายคืนเงินฝากหรือวันครบกําหนดชําระเงินตามตั๋ว โดยบริษัทเงินทุนต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ลูกค้าสําหรับวันหยุดทําการนั้นด้วย ทั้งนี้ สําหรับบัตรเงินฝาก และตั๋วแลกเงินที่ไม่กําหนดอัตราดอกเบี้ยให้จ่ายไม่ต่ํากว่าอัตราดอกเบี้ยเงินที่ได้รับจากประชาชนที่จ่ายคืนเมื่อทวงถามตามที่บริษัทเงินทุนประกาศกําหนด เว้นแต่ลูกค้าจะมีข้อตกลงกับบริษัทเงินทุนเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนว่าให้โอนเงินต้นและดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากอื่นของลูกค้าตั้งแต่วันครบกําหนดจ่ายคืน
5.3.4 ในกรณีที่ตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันออกตั๋วล่วงหน้า บริษัทเงินทุนอาจใช้อัตราดอกเบี้ยที่ใช้บังคับอยู่ในวันเจรจากับลูกค้าก็ได้ โดยช่วงห่างระหว่างวันเจรจากับวันออกตั๋วจะต้องไม่เกิน 4 วันทําการ และมีหลักฐานการอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยในวันเจรจาแนบสําเนาตั๋วไว้ด้วย
5.3.5 บริษัทเงินทุนอาจจ่ายอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดแตกต่างจากที่ประกาศตามข้อ 5.3.1 ได้หากเป็นเงินฝากหรือเงินที่ได้รับจากประชาชน ดังต่อไปนี้
(1) ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ใช้เป็นประกันเงินให้สินเชื่อเต็มจํานวน (back to back)
(2) เงินฝากหรือเงินที่ได้รับจากประชาชนที่บริษัทเงินทุนยินยอมจ่ายคืนก่อนครบกําหนดเวลา หากบริษัทเงินทุนใดไม่อาจดําเนินกิจการได้ตามปกติ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและเศรษฐกิจโดยส่วนรวม ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจผ่อนผันให้จ่ายดอกเบี้ยหรือส่วนลดได้เกินกว่าอัตราที่บริษัทเงินทุนประกาศตามข้อ 5.3.1 ได้ และในการผ่อนผันนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกําหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้
5.3.6 ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่สนับสนุนให้บริษัทเงินทุนแจกเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดนอกจากดอกเบี้ยโดยการจัดรายการชิงโชคหรือจับฉลากให้แก่ลูกค้าอีก เว้นแต่เป็นการให้ของกํานัลแก่ลูกค้าในโอกาสอันเป็นประเพณีนิยมที่ถือปฏิบัติกันโดยทั่วไป
5.4. ค่าบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเงินฝาก
บริษัทเงินทุนต้องปฏิบัติในเรื่องค่าบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเงินฝากดังต่อไปนี้
5.4.1 กรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหว มียอดเงินฝากคงเหลือน้อยกว่าที่บริษัทเงินทุนกําหนด และบริษัทเงินทุนมีความจําเป็นที่จะต้องเรียกเก็บหรือหักบัญชีเป็นค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝาก ให้บริษัทเงินทุนดําเนินการดังนี้
(1) กําหนดค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝาก เท่าที่จําเป็นเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายในการบริหารบัญชีดังกล่าว โดยคํานึงถึงรายได้ที่บริษัทเงินทุนได้รับจากการนําเงินฝากของลูกค้าไปหาผลประโยชน์ประกอบด้วย พร้อมทั้งกําหนดเงื่อนไขในการเรียกเก็บให้ชัดเจน
(2) ในขณะที่ลูกค้าเปิดบัญชีเงินฝากใหม่ บริษัทเงินทุนต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝากและเงื่อนไขในการเรียกเก็บที่ชัดเจน
(3) แจ้งเป็นหนังสือให้ลูกค้าแต่ละรายทราบถ่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนที่จะเรียกเก็บหรือหักบัญชีเป็นค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝาก โดยให้ชําระยอดเงินฝากคงเหลือค่าบริการที่เรียกเก็บ และเงื่อนไขในการเรียกเก็บให้ชัดเจน
ทั้งนี้ บริษัทเงินทุนจะทําข้อตกลงเรียกเก็บหรือหักบัญชีเป็นค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝากเกินกว่ายอดเงินฝากคงเหลือในบัญชีไม่ได้
5.4.2 กรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวแต่ไม่อยู่ในข่ายที่ถูกเรียกเก็บค่าบริการรักษาบัญชีเงินฝากตามข้อ 5.4.1 และเป็นบัญชีของบุคคลธรรมดาประเภทออมทรัพย์ รวมถึงบัญชีเงินฝากประจําซึ่งโดยทั่วไปจะทําสัญญาแบบฝากต่อเนื่องเมื่อครบกําหนด (Roll over) แต่ลูกค้าไม่มีการติดต่อเป็นเวลานาน บริษัทเงินทุนต้องแจ้งยอดเงินฝากคงเหลือเป็นจดหมายลงทะเบียนหรือจดหมายรับรองให้ลูกค้าทราบ และหากลูกค้าหรือทายาทยังไม่ติดต่อมายังบริษัทเงินทุน เพื่อขอปิดบัญชีหรือทํารายการเพื่อให้บัญชีมีการเคลื่อนไหว ให้บริษัทเงินทุนแจ้งเป็นจดหมายอีก 2 ครั้ง โดยมีระยะเวลาห่างกันคราวละ 1 ปี โดยในครั้งสุดท้าย ให้ระบุว่าบริษัทเงินทุนจะหยุดการแจ้งเป็นหนังสือ
5.5 ดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้สินเชื่อ
บริษัทเงินทุนต้องปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้สินเชื่อ ดังต่อไปนี้
5.5.1 ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่จะเรียกเก็บจากลูกค้าแต่ละประเภท ดังนี้
(1) อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง พร้อมทั้งคําจํากัดความของลูกค้าที่บริษัทเงินทุนจะเรียกเก็บดอกเบี้ยและส่วนลดโดยอ้างอิงกับอัตราดังกล่าว เช่น อัตราดอกเบี้ยสําหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate หรือ MLR) และอัตราดอกเบี้ยสําหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate หรือ MRR) เป็นต้น
(2) เพดานอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจเรียกเก็บได้สูงสุดและเพดานอัตราดอกเบี้ยสําหรับเงินที่บริษัทเงินทุนได้จ่ายไปตามภาระผูกพันเพื่อลูกค้า (ถ้ามี) โดยจําแนกตามกลุ่มเป็นเงินให้สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ (Commercial loan) และเงินให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Consumer loan) ทั้งนี้ บริษัทเงินทุนอาจประกาศจําแนกปลีกย่อยตามประเภทเงินให้สินเชื่อและอาจแยกประกาศเพดานอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดกรณีผิดนัดชําระหนี้ออกจากเพดานอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดกรณีปกติด้วยก็ได้
5.5.2 ไม่ว่ากรณีใด ๆ บริษัทเงินทุนจะเรียกเก็บดอกเบี้ยหรือส่วนลดได้ไม่เกินเพดานอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดสูงสุดที่บริษัทเงินทุนประกาศไว้สําหรับเงินให้สินเชื่อและลูกค้าแต่ละกลุ่มและประเภทตามข้อ 5.5.1 (2) ยกเว้นสินเชื่อเพื่อการจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยที่ได้ทําสัญญาผูกพันกันไว้ก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2535 บริษัทเงินทุนเรียกเก็บดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดสําหรับลูกค้าทั่วไปหักด้วยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี
5.6 ค่าบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับเงินให้สินเชื่อ
ค่าบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของดอกเบี้ยหรือส่วนลด เว้นแต่ค่าบริการต่าง ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดดังต่อไปนี้ ให้เรียกเก็บต่างหากจากดอกเบี้ยได้
5.6.1 กรณีเงินให้สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ (Commercial loan) หากบริษัทเงินทุนประกาศประเภท จํานวน หรืออัตราของค่าบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อไว้อย่างชัดเจน บริษัทเงินทุนอาจเรียกค่าบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อที่บริษัทเงินทุนจะเรียกเก็บได้ต่างหากโดยไม่ถือเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดก็ได้
5.6.2 กรณีเงินให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Consumer loan) บริษัทเงินทุนอาจเรียกเก็บค่าบริการต่าง ๆ ตามที่ได้จ่ายไปจริงและพอสมควรแก่เหตุได้ต่างหากโดยไม่ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดได้ แต่ต้องเป็นค่าใช้จ่ายเฉพาะที่กําหนดไว้ดังต่อไปนี้
(1) ค่าใช้จ่ายที่บริษัทเงินทุนต้องจ่ายให้แก่หน่วยงานราชการ
(2) ค่าใช้จ่ายที่บริษัทเงินทุนต้องจ่ายให้แก่บุคคลอื่นหรือหน่วยงานภายนอกโดยมีหลักฐานการชําระเงินที่สามารถตรวจสอบได้ตามประเภทที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดดังตารางที่ 3 แนบท้ายประกาศนี้
(3) ค่าใช้จ่ายที่ทําให้ต้นทุนในการดําเนินงานของบริษัทเงินทุนเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการให้บริการแก่ลูกค้าหรือการผิดนัดชําระหนี้ของลูกค้าแล้วแต่กรณีเฉพาะรายตามประเภทที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดดังตารางที่ 3 แนบท้ายประกาศนี้
ทั้งนี้ บริษัทเงินทุนจะเรียกเก็บคําใช้จ่ายประเภทเดียวกันตามที่ระบุไว้ในข้อ (2) และ (3) ซ้ําซ้อนกันไม่ได้
5.7 ค่าบริการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อ
ค่าบริการใด ๆ ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อ เช่น ค่าบริการการใช้เช็คหรือการโอนเงินนั้น บริษัทเงินทุนอาจเรียกเก็บได้อยู่แล้ว แต่ต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กําหนดไว้โดยเฉพาะในเรื่องนั้นๆ
5.8 เบี้ยปรับที่เกี่ยวเนื่องกับเงินให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย
บริษัทเงินทุนต้องปฏิบัติในเรื่องเบี้ยปรับเงินให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย ดังต่อไปนี้
5.8.1 กรณีที่ลูกค้าเลือกทําสัญญาเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยลอยตัวตั้งแต่แรกและประสงค์จะไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกําหนดทั้งจํานวน บริษัทเงินทุนสามารถคิดเบี้ยปรับดังกล่าวได้เฉพาะกรณีลูกค้าไถ่ถอนสินเชื่อเพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่นภายในช่วง 3 ปีแรกนับจากวันทําสัญญา
5.8.2 กรณีที่ลูกค้าทําสัญญาเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราดอกเบี้ยคงที่และประสงค์จะไถ่ถอนสินเชื่อก่อนครบรอบสัญญา ซึ่งเป็นสัญญาที่บริษัทเงินทุนกําหนดให้มีการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่เปลี่ยนทุกรอบ 3 ปี หรือ ปี เพื่อไปใช้บริการกับสถาบันการเงินอื่น หรือกรณีที่ลูกค้าประสงค์จะขอเปลี่ยนไปใช้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัวก่อนครบรอบสัญญาที่กล่าวให้บริษัทเงินทุนสามารถคิดเบี้ยปรับได้
5.9 การเปิดเผยข้อมูลอัตราดอกเบี้ย อัตราส่วนลด ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ
5.9.1 การประกาศกําหนดหรือเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย อัตราส่วนลดค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับ บริษัทเงินทุนต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
(1) ปิดประกาศตารางที่ 1 - 3 แนบท้ายประกาศนี้ไว้ในที่เปิดเผย ณ สํานักงานใหญ่และสํานักงานสาขา หรือสํานักงานอํานวยสินเชื่อของบริษัทเงินทุนแต่ละแห่งที่ให้บริการ ภายในวันเดียวกับที่บริษัทเงินทุนออกประกาศหรือเปลี่ยนแปลงประกาศ
(2) เผยแพร่ตารางที่ 1 - 3 แนบท้ายประกาศนี้ไว้ในเว็บไซต์ (Website) ของบริษัทเงินทุน ก่อนวันที่อัตราที่ประกาศมีผลใช้บังคับ และต้องเผยแพร่ข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้ลูกค้าเรียกดูข้อมูลได้
(3) แจ้งเป็นหนังสือให้แก่ลูกค้าภายในเวลาอันควร หากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Consumer loan) ซึ่งทําให้ลูกค้าเสียประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัว
5.9.2 การประกาศกําหนดหรือเปลี่ยนแปลงค่าบริการต่าง ๆ เบี้ยปรับ สูตรและวิธีการคํานวณ ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ ของสัญญาหรือข้อตกลง ซึ่งทําให้ลูกค้าผู้ใช้บริการเสียประโยชน์ บริษัทเงินทุนต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้าก่อน เว้นแต่ลูกค้าเลือกที่จะให้บริษัทเงินทุนดําเนินการเป็นอย่างอื่น อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีการตกลงใด ๆ ไว้ บริษัทเงินทุนต้องปิดประกาศกําหนดหรือเปลี่ยนแปลงค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผย ณ สํานักงานใหญ่และสํานักงานสาขา หรือสํานักงานอํานวยสินเชื่อของบริษัทเงินทุนแต่ละแห่งที่ให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าทราบถ่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนจะมีผลใช้บังคับ และต้องเผยแพร่ในเว็บไซต์ (Website) (ถ้ามี) ของบริษัทเงินทุนไปในคราวเดียวกันด้วย ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ข้อนี้ไม่ใช้บังคับกับสัญญาที่เป็นการเฉพาะรายกับลูกค้ารายใหญ่
5.9.3 บริษัทเงินทุนต้องจัดเก็บต้นฉบับของตารางที่ 1 - 3 แนบท้ายประกาศนี้ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเอกสาร หรือสื่อบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือในรูปแบบใด ๆ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีนับแต่วันที่อัตราที่ประกาศมีผลใช้บังคับ เพื่อจัดให้ลูกค้า ศาล หรือหน่วยงานของรัฐตามที่ร้องขอ
5.10 การโฆษณากิจการ
การโฆษณากิจการของบริษัทเงินทุนต้องปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
5.10.1 การโฆษณากิจการของบริษัทเงินทุนต้องกระทําให้ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริง ในกรณีที่อ้างถึงตัวเลข ข้อมูล หรือรายงานสถิติ จะต้องระบุแหล่งที่มาของตัวเลข ข้อมูลหรือรายงานสถิตินั้นด้วย
5.10.2 บริษัทเงินทุนต้องไม่กระทําการโฆษณาข้อความใดหรือละเว้นการโฆษณาข้อความใดที่อาจทําให้ประชาชนเข้าใจผิดในฐานะการดําเนินงาน หรือการให้บริการของบริษัทเงินทุน รวมทั้งไม่ใช้ข้อความในเชิงโอ้อวดกิจการของบริษัทเงินทุน
ทั้งนี้ การโฆษณาถึงผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับและการคิดค่าบริการต่างๆที่ลูกค้าจะต้องชําระนั้น บริษัทเงินทุนต้องแสดงรายละเอียดและเงื่อนไขเกี่ยวกับการดังกล่าวให้ชัดเจน
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย