ข้อ ๒ มอบอํานาจให้สรรพากรภาคสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร ในเขตท้องที่สํานักงานสรรพากรภาคนั้น ดังต่อไปนี้
(1) การใช้อํานาจตามมาตรา 12 และมาตรา 12 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
(2) การอนุมัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ถือเงินที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนสํารองเลี้ยงชีพเป็นรายจ่ายในการคํานวณกําไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่แก้ไขให้ถูกต้องหรือในรอบระยะเวลาบัญชีที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องได้ สําหรับกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องในการส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบเข้ากองทุนสํารองเลี้ยงชีพตามข้อ 5 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 183 (พ.ศ.2533) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ
(3) การอนุมัติให้ถือว่าผู้มีหน้าที่หักภาษีได้ยื่นแบบแสดงรายการนําส่ง ภาษีถูกต้องตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนดโดยอนุโลม ในกรณีผู้จ่ายเงินได้ซึ่งมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ได้นําส่งภาษีโดยมิได้ใช้แบบแสดงรายการตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนด สําหรับการหักภาษี ตามมาตรา 3 เตรส มาตรา 50 มาตรา 69 ทวิ และมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
(4) การอนุมัติขยายกําหนดเวลาการอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร
(5) การอนุมัติให้ทุเลาการเสียภาษีอากรระหว่างรอคําวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือคําพิพากษาของศาล ตามมาตรา 31 แห่งประมวลรัษฎากร
(6) การรับจํานอง การรับจํานํา การไถ่ถอนการจํานอง และการคืน ทรัพย์สินที่จํานํากรณีการใช้ทรัพย์สินเป็นหลักทรัพย์ค้ําประกันหนี้ภาษีอากร และให้มีอํานาจ มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปทําการดังกล่าวแทนได้ด้วย
(7) การสั่งคืนสัญญาค้ําประกันที่ใช้ค้ําประกันหนี้ภาษีอากรค้างระหว่างขอทุเลาการเสียภาษีอากรหรือการผ่อนชําระภาษีอากรค้าง เมื่อปรากฏว่าผู้ค้างภาษีอากรได้ชําระภาษีอากรค้างครบถ้วนแล้ว หรือได้มีคําวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคําพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้ปลดหนี้ภาษีอากรค้าง รวมถึงการแจ้งหมดภาระผูกพันตามสัญญาค้ําประกันไปยังผู้ค้ําประกันด้วย