法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค พ.ศ. 2539

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
61
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

ระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

ว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์

ของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

พ.ศ. ๒๕๓๙

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๒ และมาตรา

๕๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรึกษาหารือกับคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์โดยที่ประชุมใหญ่แล้ว

จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

พ.ศ. ๒๕๓๙”

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒

ในระเบียบนี้

“ผู้ร้องทุกข์” หมายความรวมถึง

ผู้ซึ่งได้รับมอบฉันทะให้ร้องทุกข์แทนตามระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ว่าด้วยการยื่นและการส่งคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

“หน่วยงานที่รับผิดชอบ” หมายความว่า

หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วแต่กรณี

ที่ต้องรับผิดชอบในงานที่มีการร้องทุกข์ ซึ่งได้รับหนังสือร้องขอจากสำนักงานคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคให้ทำบันทึกตอบคำร้องทุกข์ตามระเบียบนี้

ไม่ว่าจะมีการระบุหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวไว้ในคำร้องทุกข์หรือไม่

“คำร้องทุกข์” หมายความว่า

คำร้องทุกข์ที่ได้ยื่นหรือส่งตามระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ว่าด้วยการยื่นและการส่งคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคและให้หมายความรวมถึง

คำร้องทุกข์ที่ได้ยื่นแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องทุกข์เดิมโดยมีประเด็นหรือข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ด้วย

“บันทึกตอบ” หมายความว่า

บันทึกที่หน่วยงานที่รับผิดชอบทำขึ้นเพื่อชี้แจงตอบคำร้องทุกข์

“บันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติม” หมายความว่า

บันทึกที่ผู้ร้องทุกข์ทำขึ้นเพื่อโต้แย้ง บันทึกตอบ หรือแสดงความเห็นเพิ่มเติมเพื่อหักล้างบันทึกตอบ

“บันทึกตอบเพิ่มเติม” หมายความว่า

บันทึกที่หน่วยงานที่รับผิดชอบทำขึ้นเพื่อตอบบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติม

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนด้วย

“สำนักงาน” หมายความว่า

สำนักงานคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

“หัวหน้าสำนักงาน” หมายความว่า

ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าสำนักงาน

มีหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งราชการของสำนักงาน และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสำนักงาน

ตลอดจนมีอำนาจและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

“พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวน หมายความว่า

ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวนแต่ละเรื่อง

และมีหน้าที่สรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นของตนต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคเพื่อประกอบการพิจารณาตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

“นิติกรผู้ทำสำนวน” หมายความว่า

นิติกรประจำสำนักงานซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนและการทำสำนวนเกี่ยวกับคำร้องทุกข์

ตลอดจนการดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องร้องทุกข์ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

ให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคมีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

ในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ในเขตอำนาจให้เป็นไปโดยเรียบร้อย ทั้งนี้

เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

ให้หัวหน้าสำนักงานมีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวน

นิติกรผู้ทำสำนวน และเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน ตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

ให้เลขาธิการมีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการประสานงานกันระหว่างสำนักงานและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

และการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าสำนักงาน พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวน

นิติกรผู้ทำสำนวน เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน และเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

การติดต่อหรือส่งหนังสือเอกสารต่าง ๆ ตามระเบียบนี้ให้แก่ผู้ร้องทุกข์ ให้ดำเนินการดังนี้

(๑) ในกรณีที่มีผู้ร้องทุกข์คนเดียว

ให้ดำเนินการโดยใช้ที่อยู่ของผู้ร้องทุกข์ตามที่ผู้ร้องทุกข์ได้ให้ไว้

หรือตามที่อยู่ครั้งล่าสุดตามที่ปรากฏในเรื่องร้องทุกข์ แล้วแต่กรณี

(๒)

ในกรณีที่มีผู้ร้องทุกข์หลายคนร้องทุกข์ร่วมกันมาในคำร้องทุกข์เดียวกัน

(ก) ถ้าได้มีการมอบหมายตามระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ว่าด้วยการยื่นและการส่งคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคให้ผู้ร้องทุกข์คนใดเป็นตัวแทน

ก็ให้ดำเนินการโดยใช้ที่อยู่ตามที่ผู้ร้องทุกข์ได้ให้ไว้

หรือตามที่อยู่ครั้งล่าสุดของผู้ร้องทุกข์ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนนั้นตามที่ปรากฏในเรื่องร้องทุกข์

แล้วแต่กรณี

(ข) ถ้ามิได้มีการมอบหมายตาม (ก)

เมื่อสำนักงานได้ดำเนินการติดต่อหรือส่งหนังสือหรือเอกสารผ่านผู้ร้องทุกข์คนใดคนหนึ่ง

โดยมีข้อความระบุให้ผู้ร้องทุกข์นั้นแจ้งให้ผู้ร้องทุกข์ร่วมผู้อื่นทราบด้วย แล้ว

ให้ถือว่าได้มีการติดต่อหรือส่งหนังสือหรือเอกสารตามระเบียบนี้ให้แก่ผู้ซึ่งร้องทุกข์ร่วมกันทุกคนนั้นตามระเบียบนี้แล้ว

เขตอำนาจ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคมีอำนาจพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่ผู้ร้องทุกข์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจ

เรื่องร้องทุกข์ที่เหตุแห่งการร้องทุกข์เกิดขึ้นในเขตอำนาจ และเรื่องร้องทุกข์ที่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตอำนาจ ทั้งนี้

ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

เรื่องร้องทุกข์ที่เหตุแห่งการร้องทุกข์เกิดขึ้นในเขตอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคใด

ให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคนั้นเป็นผู้พิจารณาเรื่องร้องทุกข์นั้น

ส่วนเรื่องร้องทุกข์ที่เหตุแห่งการร้องทุกข์มิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจ แต่เป็นเรื่องร้องทุกข์ที่ผู้ร้องทุกข์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจ

หรือเป็นเรื่องร้องทุกข์ที่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในเขตอำนาจ

คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคนั้นอาจรับพิจารณาเรื่องร้องทุกข์นั้นได้เมื่อเห็นสมควรและไม่ปรากฏว่าได้มีการร้องทุกข์ในเรื่องเดียวกันนั้นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์หรือคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคอื่นแล้ว

วิธีพิจารณาในชั้นสั่งรับไว้พิจารณา

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

เมื่อสำนักงานได้รับคำร้องทุกข์ใดแล้ว ให้หัวหน้าสำนักงานมอบหมายให้นิติกรผู้ทำสำนวนคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน

การทำสำนวน และการดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับคำร้องทุกข์นั้น

ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

ให้หัวหน้าสำนักงานกำกับการทำสำนวนของนิติกรผู้ทำสำนวนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนตรวจสอบคำร้องทุกข์ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาและระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

ดังต่อไปนี้

(๑)

เป็นคำร้องทุกข์ที่ได้ยื่นหรือส่งไว้โดยถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา

และระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ว่าด้วยการยื่นและการส่งคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

(๒) เป็นเรื่องร้องทุกข์ที่ผู้ร้องทุกข์ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย

หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

(๓)

เป็นเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคที่จะรับไว้พิจารณาได้ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา

(๔) เป็นเรื่องร้องทุกข์ที่อยู่ในเขตอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในมาตรา

๕๒ และตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

ในกรณีที่นิติกรผู้ทำสำนวนเห็นว่าคำร้องทุกข์ใดเป็นคำร้องทุกข์ที่ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ

หรือเป็นคำร้องทุกข์ที่ได้ยื่นหรือส่งไว้โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา

หรือระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ว่าด้วยการยื่นและการส่งคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงาน

เพื่อพิจารณาสั่งการให้แจ้งให้ผู้ร้องทุกข์ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องทุกข์นั้นให้ชัดเจนหรือดำเนินการให้ถูกต้องภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง

ในการนี้ นิติกรผู้ทำสำนวนจะเชิญผู้ร้องทุกข์มาพบเพื่อชี้แจงสอบถามข้อเท็จจริง

หรือขอเอกสาร หรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ดำเนินการตามวรรคหนึ่งภายในเวลาที่กำหนด

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนพิจารณาดำเนินการกับคำร้องทุกข์นั้นต่อไปตามระเบียบนี้

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์มิได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งภายในเวลาที่กำหนด

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อพิจารณา สั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์นั้น

แล้วแจ้งให้ผู้ร้องทุกข์ทราบ

การสั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ตามข้อนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องทุกข์ที่จะร้องทุกข์ใหม่ภายในกำหนดอายุความตามมาตรา

๒๓

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

ในกรณีที่นิติกรผู้ทำสำนวนเห็นว่าคำร้องทุกข์นั้นได้ยื่นหรือส่งไว้โดยถูกต้องแล้ว

ผู้ร้องทุกข์เป็นผู้มีสิทธิร้องทุกข์

และเรื่องร้องทุกข์นั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจและเขตอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคที่จะรับไว้พิจารณาได้

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อมีคำสั่งรับเรื่องร้องทุกข์นั้นไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไปตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔

ในกรณีที่นิติกรผู้ทำสำนวนเห็นว่าเรื่องร้องทุกข์นั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณาวินิจฉัยต่อไป

ถ้าคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาควินิจฉัยว่าเรื่องร้องทุกข์นั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคนั้น

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อส่งเรื่องร้องทุกข์นั้นให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคอื่นที่มีเขตอำนาจหรือคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

แล้วแต่กรณี แล้วมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทุกข์ทราบ และให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคหรือคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

แล้วแต่กรณี นั้น ดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยต่อไป

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕

ในกรณีที่ไม่อาจหาข้อยุติได้ว่าเรื่องร้องทุกข์ใดอยู่หรือไม่อยู่ในเขตอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคใด

ให้หัวหน้าสำนักงานที่รับเรื่องร้องทุกข์นั้นไว้เสนอเรื่องต่อเลขาธิการเพื่อจัดให้หัวหน้าคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ทุกคณะร่วมกันเป็นองค์คณะพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

และคำวินิจฉัยนี้ให้เป็นที่สุด

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

ในกรณีที่เรื่องร้องทุกข์ใดอยู่ในเขตอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคหลายแห่ง

และได้มีการร้องทุกข์ในเรื่องเดียวกันนั้นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคหลายแห่ง

หรือได้มีการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคและต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑)

ถ้าปรากฏว่าเรื่องที่ร้องทุกข์นั้นเป็นการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคที่เหตุแห่งการร้องทุกข์มิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจ

ไม่ว่าการร้องทุกข์นั้นจะได้กระทำก่อนหรือหลังวันที่มีการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคที่เหตุแห่งการร้องทุกข์เกิดขึ้นในเขตอำนาจ

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนรายงานต่อหัวหน้าสำนักงานและเลขาธิการเพื่อทราบและแจ้งให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคที่เหตุแห่งการร้องทุกข์มิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจนั้น

ทราบ เพื่อโอนเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าวให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคที่เหตุแห่งการร้องทุกข์เกิดขึ้นในเขตอำนาจ

เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย เว้นแต่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคที่เกี่ยวข้องจะเห็นสมควรเป็นอย่างอื่นเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาเรื่องร้องทุกข์

(๒) ถ้าปรากฏว่าเรื่องที่ร้องทุกข์นั้นเป็นการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคตามข้อ

๘ และต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ไม่ว่าการร้องทุกข์นั้นจะได้กระทำต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคตามข้อ

๘ แห่งใดบ้าง และไม่ว่าจะได้กระทำก่อนหรือหลังวันที่มีการร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนหรือเลขานุการประจำคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ แล้วแต่กรณี

รายงานต่อหัวหน้าสำนักงานและเลขาธิการ หรือรายงานต่อเลขาธิการ แล้วแต่กรณี

เพื่อทราบและแจ้งให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคตามข้อ ๘ นั้น ทราบ

เพื่อโอนเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าวให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย

เว้นแต่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคดังกล่าวและคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์จะเห็นสมควรเป็นอย่างอื่นเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาเรื่องร้องทุกข์

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

ในกรณีที่นิติกรผู้ทำสำนวนเห็นว่าผู้ร้องทุกข์มิได้เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

หรือเห็นว่าเรื่องร้องทุกข์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคที่จะรับไว้พิจารณาได้

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณาวินิจฉัยต่อไป

ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาควินิจฉัยว่าเรื่องร้องทุกข์นั้นเป็นเรื่องที่ผู้ร้องทุกข์ไม่มีสิทธิร้องทุกข์

หรือเป็นเรื่องที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคไม่อาจรับไว้พิจารณาได้

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อพิจารณาสั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์นั้น

การสั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ตามข้อนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องทุกข์ที่จะร้องทุกข์ใหม่ภายในกำหนดอายุความตามมาตรา

๒๓

ถ้าคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาควินิจฉัยว่าเรื่องร้องทุกข์นั้นเป็นเรื่องที่ผู้ร้องทุกข์มีสิทธิร้องทุกข์

และเป็นเรื่องที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคอาจรับไว้พิจารณาได้

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนดำเนินการกับเรื่องร้องทุกข์นั้นต่อไปตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

คำร้องทุกข์ที่ส่วนราชการอื่นได้รับและส่งมายังสำนักงาน ให้นิติกรผู้ทำสำนวนดำเนินการตรวจสอบตามข้อ

๑๑ และเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อมีหนังสือสอบถามผู้ร้องทุกข์ว่าจะมีข้อขัดข้องประการใดหรือไม่ถ้าสำนักงานจะดำเนินการกับคำร้องทุกข์นั้นต่อไปตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา

และถ้าจำเป็นต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องทุกข์นั้นให้ถูกต้อง

ก็ให้แจ้งแก่ผู้ร้องทุกข์ไปในคราวเดียวกัน เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องทุกข์ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง

ถ้าผู้ร้องทุกข์มิได้มีหนังสือตอบหรือมิได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อพิจารณาสั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์นั้น

แล้วแจ้งให้ผู้ร้องทุกข์ทราบ

การสั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ตามข้อนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องทุกข์ที่จะร้องทุกข์ใหม่ภายในกำหนดอายุความตามมาตรา

๒๓

วิธีพิจารณามาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ประสงค์จะขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ตามมาตรา

๔๕ ให้ผู้ร้องทุกข์ขอมาในคำร้องทุกข์

โดยให้ชี้แจงเหตุผลอันเป็นความจำเป็นและรีบด่วนมาพร้อมกันด้วย

การขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ภายหลังจากที่ได้ยื่นคำร้องทุกข์แล้ว

ให้กระทำได้เฉพาะในกรณีที่ความจำเป็นหรือรีบด่วนนั้นมีสาเหตุมาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้ยื่นคำร้องทุกข์แล้ว

ความในข้อนี้ไม่เป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคที่จะพิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ตามมาตรา

๔๕ หากคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคเห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ตามข้อ

๑๙ เมื่อนิติกร ผู้ทำสำนวนได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นเสร็จแล้ว

ให้รีบเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงาน เพื่อมีคำสั่งให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณาวินิจฉัยต่อไป

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์มิได้ขอให้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์

ถ้านิติกรผู้ทำสำนวนได้ทำการสอบสวนเบื้องต้นแล้วเห็นว่ามีเหตุสมควรที่จะกำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์

ให้รีบทำความเห็นเสนอต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อพิจารณา ถ้าหัวหน้าสำนักงานเห็นสมควร

ก็ให้มีคำสั่งให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณาวินิจฉัยต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑

เมื่อหัวหน้าสำนักงานได้มีคำสั่งให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณาวินิจฉัยตามข้อ

๒๐ แล้ว ให้นิติกรผู้ทำสำนวนนำเรื่องเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณาโดยด่วนที่สุด

และแจ้งให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนทราบ

พร้อมทั้งกำหนดวันพิจารณาและแจ้งให้ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบทราบ

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒

ก่อนที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคจะพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์

หากคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค เห็นสมควรจะขอให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนเสนอความเห็นด้วยวาจาภายในเวลาที่กำหนดก็ได้

ในการพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์

ให้นำความในข้อ ๔๓ ข้อ ๔๔ ข้อ ๕๓ ข้อ ๕๘ และข้อ ๕๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

วิธีพิจารณาในชั้นสอบสวนและสรุปสำนวน

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

เมื่อหัวหน้าสำนักงานได้มีคำสั่งรับเรื่องร้องทุกข์ใดไว้พิจารณาแล้ว ให้นิติกรผู้ทำสำนวนส่งสำเนาคำร้องทุกข์นั้นไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ

เพื่อจัดทำบันทึกตอบตามประเด็นสำคัญ ๆ ที่ปรากฏในคำร้องทุกข์

หรือตามประเด็นที่เห็นว่าเป็นสาระสำคัญของการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์นั้นที่ประสงค์จะให้หน่วยงานที่รับผิดชอบชี้แจงในบันทึกตอบ

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔

ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำบันทึกตอบตามประเด็นต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำร้องทุกข์หรือตามที่กำหนดให้ครบถ้วนและชัดเจน

และส่งมายังสำนักงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือตามข้อ ๒๓

ถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบมีความจำเป็นต้องใช้เวลาในการจัดทำบันทึกตอบเกินกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง

ให้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานทราบก่อนวันสิ้นกำหนดเวลาดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผลและหากยังมีความจำเป็นต้องใช้เวลาในการจัดทำบันทึกตอบต่อไปอีก

ก็ให้มีหนังสือแจ้งให้สำนักงานทราบก่อนวันสิ้นกำหนดเวลาดังกล่าว

แต่รวมระยะเวลาทั้งหมดต้องไม่เกินเก้าสิบวัน

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕

ในกรณีที่หน่วยงานที่รับผิดชอบมิได้ส่งบันทึกตอบภายในกำหนดเวลาตามข้อ ๒๔

วรรคหนึ่ง หรือมิได้ดำเนินการตามข้อ ๒๔ วรรคสอง ให้นิติกรผู้ทำสำนวนรายงานให้หัวหน้าสำนักงานทราบเพื่อมีคำสั่งให้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณาเรียกให้หน่วยงานที่รับผิดชอบส่งผู้แทนมาชี้แจงต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคตามวันเวลาที่กำหนด

ถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบมิได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งโดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคทราบก่อนถึงเวลาที่กำหนด

และไม่ปรากฏว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบอื่นได้ส่งบันทึกตอบหรือได้มาชี้แจงต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคในประเด็นเดียวกันนั้นแล้วให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่ออนุมัติจัดทำบันทึกสรุปสำนวนและเสนอเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณามีคำสั่งแสดงว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบนั้นขาดนัดยื่นบันทึกตอบ

และในกรณีนี้ให้ถือว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ติดใจโต้แย้งข้อเท็จจริงตามที่ผู้ร้องทุกข์กล่าวอ้าง

เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุผลอันสมควรและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖

เมื่อได้รับบันทึกตอบจากหน่วยงานที่รับผิดชอบภายในกำหนดเวลาแล้ว ให้นิติกรผู้ทำสำนวนดำเนินการต่อไป

ดังนี้

(๑) ถ้าบันทึกตอบนั้นได้ตอบคำร้องทุกข์ตามประเด็นต่าง ๆ

ยังไม่ครบถ้วนหรือไม่ชัดเจนเพียงพอ

ให้เสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อมีหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ

ให้จัดทำบันทึกตอบมาใหม่ภายในเวลาที่กำหนด

(๒) ถ้าบันทึกตอบนั้นได้ตอบคำร้องทุกข์ตามประเด็นต่าง ๆ

ครบถ้วนและชัดเจนเพียงพอแล้ว ให้ดำเนินการต่อไปตามข้อ ๒๗ ข้อ ๒๘ หรือข้อ ๒๙

แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗

ในกรณีที่ปรากฏจากบันทึกตอบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ดำเนินการให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้ร้องทุกข์แล้ว

หรือได้ตอบชี้แจงข้อร้องทุกข์ของผู้ร้องทุกข์ได้ครบถ้วนและชัดเจนเพียงพอแล้ว

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อมีคำสั่งให้ส่งสำเนาบันทึกตอบหรือข้อสรุปบันทึกตอบที่นิติกรผู้ทำสำนวนได้จัดทำขึ้นไปยังผู้ร้องทุกข์

เพื่อให้ผู้ร้องทุกข์มีหนังสือแจ้งว่าผู้ร้องทุกข์พอใจในบันทึกตอบของหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้วหรือไม่

หรือผู้ร้องทุกข์ยังมีความประสงค์ที่จะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์นั้นต่อไป

หรือผู้ร้องทุกข์ประสงค์จะจัดทำบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมเพื่อตอบชี้แจงบันทึกตอบของหน่วยงานที่รับผิดชอบ

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘

ในกรณีที่ปรากฏจากบันทึกตอบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบมิได้โต้แย้งผู้ร้องทุกข์ในปัญหาข้อเท็จจริง

และข้อเท็จจริงที่ได้มานั้นเพียงพอที่จะจัดทำบันทึกสรุปสำนวนได้แล้ว

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อขออนุมัติจัดทำบันทึกสรุปสำนวนและเสนอเรื่องร้องทุกข์นั้นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

หรือสั่งการตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙

ในกรณีที่ปรากฏจากบันทึกตอบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบยังโต้แย้งผู้ร้องทุกข์ในปัญหาข้อเท็จจริง

หรือข้อเท็จจริงที่ได้มายังไม่เพียงพอที่จะจัดทำบันทึกสรุปสำนวน ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อมีคำสั่งให้ส่งสำเนาบันทึกตอบหรือข้อสรุปบันทึกตอบที่นิติกรผู้ทำสำนวนได้จัดทำขึ้น

ไปยังผู้ร้องทุกข์ เพื่อให้ผู้ร้องทุกข์จัดทำบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมตอบประเด็นต่าง

ๆ ที่ปรากฏในบันทึกตอบหรือข้อสรุปบันทึกตอบ และประเด็นที่นิติกรผู้ทำสำนวนเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญต่อการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกนั้น

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐

หนังสือหรือบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมตามข้อ ๒๗ และข้อ ๒๙ ให้ผู้ร้องทุกข์จัดทำและส่งมายังสำนักงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาบันทึกตอบหรือข้อสรุปบันทึกตอบ

แต่ถ้าผู้ร้องทุกข์มีความจำเป็นต้องใช้เวลาในการจัดทำบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมนานกว่านั้น

ก็ให้มีหนังสือแจ้งมายังสำนักงานก่อนสิ้นกำหนดพร้อมด้วยเหตุผล

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์มิได้มีหนังสือแจ้งว่าพอใจในบันทึกตอบของหน่วยงานที่รับผิดชอบ

มิได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ที่จะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์นั้นต่อไป

มิได้ส่งบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติม

หรือมิได้มีหนังสือขอขยายเวลาในการจัดทำบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาตามข้อ

๓๐ ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อพิจารณาสั่งจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์นั้น

แล้วมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบทราบ

การจำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ในกรณีนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องทุกข์ที่จะร้องทุกข์ใหม่ภายในกำหนดอายุความตามมาตรา

๒๓

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์มีหนังสือแจ้งมาภายในกำหนดเวลาตามข้อ ๓๐ ว่าไม่ประสงค์จะทำบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติม

แต่ยังประสงค์จะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์นั้นต่อไป

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงาน เพื่อขออนุมัติจัดทำบันทึกสรุปสำนวนและเสนอเรื่องร้องทุกข์นั้นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

หรือสั่งการตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ได้ส่งบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมมาภายในกำหนดเวลาตามข้อ

๓๐ หรือได้ส่งบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมมาภายหลังกำหนดเวลาตามข้อ ๓๐ หรือมีหนังสือแจ้งมาภายหลังกำหนดเวลาดังกล่าว

โดยแสดงให้เป็นที่พอใจแก่หัวหน้าสำนักงานว่าการที่ตนมิได้ส่งบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมหรือหนังสือแจ้งมาภายในกำหนดเวลานั้น

เป็นเพราะเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุอันสมควร

ก็ให้หัวหน้าสำนักงานสั่งให้ยกเรื่องร้องทุกข์นั้นขึ้นดำเนินการต่อไป

และให้นิติกรผู้ทำสำนวนดำเนินการต่อไปตามข้อ ๓๒ หรือข้อ ๓๔ แล้วแต่กรณี แต่ถ้าหัวหน้าสำนักงานเห็นว่าการที่ผู้ร้องทุกข์มิได้มีบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมหรือหนังสือแจ้งภายในกำหนดเวลานั้น

ไม่ใช่เพราะเหตุสุดวิสัยหรือไม่มีเหตุอันสมควร ก็ให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคเพื่อวินิจฉัยให้รับหรือไม่รับไว้พิจารณาต่อไป

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔

เมื่อได้รับบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมแล้ว ให้นิติกรผู้ทำสำนวนดำเนินการต่อไป

ดังนี้

(๑)

ถ้าบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมนั้นได้ตอบประเด็นต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว และมิได้มีประเด็นหรือข้อเท็จจริงในสาระสำคัญที่แตกต่างไปจากคำร้องทุกข์เดิมหรือ

บันทึกตอบของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้เสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อขออนุมัติจัดทำบันทึกสรุปสำนวนและเสนอเรื่องร้องทุกข์นั้นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

หรือสั่งการตามที่เห็นสมควร

แต่ถ้าบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมนั้นยังโต้แย้งในปัญหาข้อเท็จจริง

ให้เสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อมีคำสั่งให้ส่งสำเนาบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ

เพื่อให้จัดทำบันทึกตอบ

(๒)

ถ้าบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมนั้นยังตอบประเด็นต่าง ๆ ไม่ครบถ้วนหรือไม่ชัดเจนเพียงพอ

ให้เสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทุกข์จัดทำบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมมาใหม่ภายในเวลาที่กำหนด

(๓)

ถ้าบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมนั้นได้ยกประเด็นข้อร้องทุกข์ที่ไม่ปรากฏอยู่ในคำร้องทุกข์เดิม

ให้เสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อพิจารณากำหนดประเด็นข้อร้องทุกข์นั้นเป็นคำร้องทุกข์ใหม่ที่จะต้องแยกพิจารณาดำเนินการใหม่ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕

ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำบันทึกตอบเพิ่มเติมและส่งมาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติม

ในกรณีที่หน่วยงานที่รับผิดชอบส่งบันทึกตอบเพิ่มเติมมาภายในเวลาที่กำหนด

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงานเพื่อขออนุมัติจัดทำบันทึกสรุปสำนวนและเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

หรือสั่งการตามที่เห็นสมควร

ถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบมิได้ส่งบันทึกตอบเพิ่มเติมภายในเวลาที่กำหนด

ให้ถือว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ติดใจที่จะชี้แจงตอบบันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติมแล้ว

และให้นิติกรผู้ทำสำนวนเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงาน

เพื่อขออนุมัติจัดทำบันทึกสรุปสำนวน และเสนอเรื่องร้องทุกข์นั้นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

หรือสั่งการตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖

ในกรณีที่นิติกรผู้ทำสำนวนเห็นว่าคำร้องทุกข์ใดเป็นคำร้องทุกข์ที่อาจส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคได้ตามกฎหมาย

และเป็นเรื่องที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคจำต้องพิจารณาวินิจฉัยโดยเร่งด่วน

ซึ่งหากจะดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาในชั้นสอบสวนและสรุปสำนวนตามขั้นตอนปกติ

อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องทุกข์หรือประโยชน์ส่วนรวมของทางราชการ

หรือหากมีการพิจารณากำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวเพื่อบรรเทาทุกข์ตามมาตรา ๔๕

แล้ว อาจมีผลกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวมของทางราชการ หรือระบบบริหารราชการอันเป็นบริการสาธารณะในกรณีเช่นนี้

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนรีบเสนอเรื่องต่อหัวหน้าสำนักงาน

เพื่อสั่งรับเรื่องไว้พิจารณาและส่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณาวินิจฉัยโดยด่วน

หรือสั่งการตามที่เห็นสมควร

เมื่อหัวหน้าสำนักงานมีคำสั่งตามวรรคหนึ่งแล้ว

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนส่งสำเนาคำร้องทุกข์ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ

และเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคในโอกาสแรกที่สามารถกระทำได้เพื่อให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณาต่อไป

ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคมีมติให้ใช้อำนาจตามมาตรา

๓๗ ให้นิติกรผู้ทำสำนวนกำหนดวันพิจารณาและแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทราบโดยด่วนที่สุด

หากการพิจารณาดังกล่าวไม่สามารถเสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียว

ให้นัดพิจารณาในวันอื่นต่อไป

ให้ถือว่าหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง เอกสาร หรือพยานหลักฐาน

ตลอดจน การให้ถ้อยคำด้วยวาจาของผู้ร้องทุกข์ และหน่วยงานที่รับผิดชอบ

ซึ่งได้ยื่นหรือกระทำต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคตามความในข้อนี้

เป็นบันทึกตอบ บันทึกชี้แจงร้องทุกข์เพิ่มเติม หรือบันทึกตอบเพิ่มเติมแล้วแต่กรณี

ตามระเบียบนี้ โดยนิติกรผู้ทำสำนวนไม่จำต้องดำเนินการตามข้อ ๒๓ ข้อ ๒๖ ข้อ ๒๗ ข้อ

๒๙ ข้อ ๓๔ และข้อ ๓๕

ในการพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคตามข้อนี้

หากคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคมีมติว่าข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณามีเพียงพอที่จะทำคำวินิจฉัยได้แล้ว

หัวหน้าคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคจะมอบหมายให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคคนใดคนหนึ่งในคณะเป็นกรรมการเจ้าของสำนวนก็ได้โดยไม่จำต้องกำหนดวันนัดพิจารณาตามข้อ

๔๐ และให้ถือว่าวันพิจารณาตามวรรคสามเป็นวันนัดพิจารณาตามระเบียนนี้

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗

บันทึกสรุปสำนวนนั้น ให้นิติกรผู้ทำสำนวนจัดทำโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

(๑) สรุปข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์และประเด็นข้อร้องทุกข์ตามที่ปรากฏในคำร้องทุกข์

(๒)

สรุปคำชี้แจงของหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับประเด็นข้อร้องทุกข์ในแต่ละประเด็น

(๓) สรุปข้ออ้าง ข้อโต้แย้ง เอกสารและหลักฐานของแต่ละฝ่าย

โดยให้ระบุด้วยว่าข้อเท็จจริงใดที่ผู้ร้องทุกข์ และหน่วยงานที่รับผิดชอบยอมรับกันแล้ว

และข้อเท็จจริงใดที่ถือว่าผู้ร้องทุกข์หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ยอมรับแล้ว

หรือไม่ติดใจที่จะชี้แจงแล้ว

(๔)

กำหนดประเด็นข้อเท็จจริงและประเด็นข้อกฎหมายที่จะเสนอให้มีการพิจารณาวินิจฉัย

(๕) เสนอความเห็นของตนเกี่ยวกับแนวทางการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์นั้น

ในการเสนอความคิดเห็นตาม (๕)

ให้นิติกรผู้ทำสำนวนวางตนเป็นกลางระหว่างผู้ร้องทุกข์กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ

และให้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๕๘ ด้วย

วิธีพิจารณาในชั้นตรวจสำนวน

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘

เมื่อหัวหน้าสำนักงานได้รับสำนวนจากนิติกรผู้ทำสำนวนแล้ว ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคและนัดประชุมองค์คณะดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยโดยเร็ว

เว้นแต่ในกรณีที่หัวหน้าสำนักงานเห็นว่าบันทึกสรุปสำนวนของนิติกรผู้ทำสำนวนดังกล่าวมีข้อบกพร่องในประเด็นสำคัญอันสมควรดำเนินการให้ได้ข้อเท็จจริงหรือมีการเสนอความเห็นในข้อกฎหมายเพิ่มเติมก่อนที่จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

หัวหน้าสำนักงานจะสั่งให้นิติกรผู้ทำสำนวนดำเนินการให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็ได้

ในการเสนอสำนวนต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

หัวหน้าสำนักงานจะเสนอข้อสังเกตเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคก็ได้

ก่อนที่นิติกรผู้ทำสำนวนจะทำบันทึกสรุปสำนวนเสร็จสิ้น

หัวหน้าสำนักงานอาจส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคพิจารณาไปพลางก่อนเพื่อความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙

เมื่อได้รับเรื่องจากหัวหน้าสำนักงานแล้ว ให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคตรวจพิจารณาว่าข้อเท็จจริง

เอกสารและพยานหลักฐานมีเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์นั้นแล้วหรือไม่

และได้มีการกำหนดประเด็นข้อร้องทุกข์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ ในการนี้

หัวหน้าคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคจะมอบหมายให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคคนใดคนหนึ่งในคณะเป็นกรรมการเจ้าของสำนวนก็ได้

และกำหนดวันประชุมวันใดวันหนึ่งเป็นวันสำหรับการพิจารณา

และแจ้งให้หัวหน้าสำนักงานทราบ

ในกรณีที่มีเหตุผลอันสมควร

คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคจะให้งดการนัดพิจารณาครั้งแรกก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐

การกำหนดวันนัดพิจารณา จะต้องมีเวลาแจ้งเพื่อให้ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวัน

เว้นแต่เป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน จะแจ้งกำหนดวันนัดพิจารณาให้ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าน้อยกว่าเจ็ดวันแต่ไม่น้อยกว่าสองวันก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑

ในการชี้แจงด้วยวาจา ผู้ร้องทุกข์อาจมอบหมายให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าร่วมชี้แจงหรือเข้าชี้แจงแทนได้

ผู้ชี้แจงแทนตามวรรคหนึ่งจะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

(๑) เป็นข้าราชการประจำหรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(๒)

เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก

เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๓) มีชื่อเสียงเสียหายหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒

นับแต่วันที่ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รับทราบกำหนดวันนัดพิจารณาครั้งแรกแล้ว

ห้ามมิให้ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอคำร้องทุกข์เพิ่มเติมหรือบันทึกตอบเพิ่มเติม

เว้นแต่จะได้รับการร้องขอจากคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

หรือเป็นการเสนอข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคเห็นว่าไม่สามารถเสนอได้ก่อนนั้น

ในวันนัดพิจารณาครั้งแรก

ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบอาจทำบันทึกสรุปความเห็นของตนยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคได้

และจะมาชี้แจงด้วยวาจาด้วยก็ได้

บันทึกสรุปความเห็นตามวรรคสอง

จะต้องยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคก่อนสิ้นสุดเวลาทำงานของวันก่อนวันพิจารณาครั้งแรก

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓

การพิจารณาในวันนัดพิจารณาให้กระทำต่อหน้าผู้ร้องทุกข์ ผู้แทนหน่วยงานที่รับผิดชอบ

และพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวน และจะอนุญาตให้ประชาชนเข้าฟังการพิจารณาด้วยก็ได้

เว้นแต่ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคเห็นว่าเพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้ร้องทุกข์

หรือเพื่อความเหมาะสมประการอื่น คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคจะไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าฟังการพิจารณาทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔

ในวันนัดพิจารณา ให้นิติกรผู้ทำสำนวนเป็นผู้สรุปข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์และประเด็นข้อร้องทุกข์

จากนั้นให้ผู้ร้องทุกข์และผู้แทนหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นผู้ชี้แจงในลำดับถัดไป

โดยคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวน

และนิติกรผู้ทำสำนวน จะซักถามผู้ชี้แจงในระหว่างการชี้แจงหรือภายหลังการชี้แจงก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕

ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคเห็นว่าข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่ได้มายังไม่เพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์นั้น

นอกจากจะดำเนินการตามมาตรา ๓๗ แล้ว

คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคอาจมีมติให้มีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง

ดังต่อไปนี้

(๑)

มีหนังสือเชิญพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อเท็จจริงหรือความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา

(๒)

ดำเนินการสืบพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญภายนอกสถานที่พิจารณาร้องทุกข์

(๓) ดำเนินการสืบพยานหลักฐาน ตรวจสอบบันทึกหรือเอกสาร

วัตถุหรือสถานที่ ทั้งนี้

ไม่ว่าจะกระทำในขณะใด ภายในหรือภายนอกสถานที่พิจารณาร้องทุกข์

การสืบพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญตาม (๑) และ (๒)

ให้กระทำเท่าที่จำเป็น

การเลื่อนการพิจารณาเพื่อรอการสืบพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญให้กระทำได้ตามสมควร

แต่ต้องไม่เป็นการประวิงให้การพิจารณาล่าช้า ในกรณีเช่นนี้ คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคจะไม่ฟังพยานหลักฐานนั้นก็ได้

ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคตาม

(๓) และคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคจะกำหนดให้ผู้ร้องทุกข์มีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าวด้วยก็ได้

ในกรณีที่หน่วยงานที่รับผิดชอบมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค

ให้นำความในข้อ ๒๕ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖

ในการดำเนินการตามข้อ ๔๕ คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคจะมอบหมายให้กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคคนหนึ่งหรือหลายคนกระทำการแทนแล้วรายงานให้ทราบก็ได้

และถ้าเป็นการดำเนินการนอกสถานที่พิจารณาร้องทุกข์ คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคจะมอบหมายให้นิติกรผู้ทำสำนวนหรือเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคนหนึ่งหรือหลายคน

กระทำการแทน แล้วรายงานให้ทราบก็ได้

ในกรณีที่การดำเนินการตามวรรคหนึ่งจำต้องกระทำนอกเขตอำนาจของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคใด

คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคนั้นจะมอบหมายให้บุคคลตามวรรคหนึ่งกระทำการแทน

หรือจะร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคที่มีเขตอำนาจกระทำการแทน

แล้วรายงานให้ทราบก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗

ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคเห็นว่าการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์นั้นอาจมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบ

คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคอาจมีมติให้มีหนังสือเรียกบุคคลภายนอกนั้นมาชี้แจงข้อเท็จจริง

ให้ถ้อยคำ หรือแสดงพยานหลักฐานตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘

ก่อนการวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องร้องทุกข์ ถ้าคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคเห็นสมควรจะกำหนดวันเสร็จสิ้นการพิจารณา

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบยื่นบันทึกสรุปความเห็นของตนเป็นคำแถลงการณ์ในชั้นสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งก่อนสิ้นสุดเวลาทำงานของวันก่อนวันเสร็จสิ้นการพิจารณาก็ได้

การกำหนดวันเสร็จสิ้นการพิจารณา ให้นำความในข้อ ๔๐

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในวันเสร็จสิ้นการพิจารณา

ผู้ร้องทุกข์และหน่วยงานที่รับผิดชอบอาจทำบันทึกสรุปความเห็นของตนเป็นคำแถลงการณ์ในชั้นสุดท้าย

ยื่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค และจะมาชี้แจงด้วยวาจาด้วยก็ได้

และให้นำความในข้อ ๔๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙

ในกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคเห็นว่าข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ได้มาเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์นั้นแล้ว

หรือเป็นกรณีที่หน่วยงานที่รับผิดชอบขาดนัดยื่นบันทึกตอบตามข้อ ๒๕

ให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาคมีมติให้ส่งสำนวนเรื่องร้องทุกข์นั้นให้พนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนพิจารณาจัดทำคำแถลงการณ์ต่อไป

61 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ภูมิภาค พ.ศ. 2539 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_33675d6e40fdb43c

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com