ข้อ ๕ หลักสูตรมหาวิทยาลัย
หรือสถาบันอุดมศึกษาที่จะขอเปิดดำเนินการหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิต
จะต้องจัดทำหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิตดังนี้
๕.๑ ปรัชญาและวัตถุประสงค์การศึกษา
ปรัชญาและวัตถุประสงค์การศึกษาของหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับเกณฑ์ความรู้ความสามารถผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และปรัชญาของมหาวิทยาลัย
หรือสถาบันอุดมศึกษา
๕.๒ โครงสร้างหลักสูตร
การจัดหมวดวิชาและหน่วยกิตของหมวดวิชาในหลักสูตรต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี
พ.ศ. ๒๕๔๘ ในกรณีที่รับนักศึกษาที่มีคุณวุฒิสูงกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เช่น
รับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
อาจยกเว้นรายวิชาได้ตามความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์การเทียบโอนของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ และหลักเกณฑ์การเทียบโอนของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันนั้น ๆ
ในการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าศึกษาสาขาการแพทย์แผนจีนนั้น มหาวิทยาลัย
หรือสถาบันอุดมศึกษาต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านภาษาจีนกลางแก่นักศึกษา
โดยให้มีการเรียนการสอนภาษาจีนกลางตั้งแต่เข้าศึกษาและให้มีการประเมินระดับความรู้ด้านภาษาจีนกลางของนักศึกษา
ซึ่งกำหนดให้นักศึกษาควรจะมีความรู้ภาษาจีนกลาง ไม่ต่ำกว่า HSK ระดับ ๓ ก่อนศึกษาวิชาการในสาขาที่ศึกษา
โครงสร้างหลักสูตรการแพทย์แผนจีน
ประกอบด้วยหมวดวิชาและเกณฑ์ขั้นต่ำของกลุ่มวิชาหรือรายวิชาในแต่ละหมวดดังนี้
๕.๓ องค์ประกอบของหลักสูตร
ระยะเวลาศึกษา ๕ ปี และไม่เกิน ๑๐ ปี
โดยไม่รวมระยะเวลาเตรียมด้านภาษาจำนวนหน่วยกิต ตลอดหลักสูตร (ไม่น้อยกว่า) ๑๖๑
หน่วยกิต ประกอบด้วย
๑) วิชาศึกษาทั่วไป (ไม่น้อยกว่า) ๓๐ หน่วยกิต
๒) วิชาพื้นฐาน (วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์) ๔๕ หน่วยกิต
๓) วิชาชีพเฉพาะ (การแพทย์แผนจีน) ๖๐ หน่วยกิต
๔) ฝึกเวชปฏิบัติ ๒๐ หน่วยกิต
๕) วิชาเลือกเสรี (ไม่น้อยกว่า) ๖ หน่วยกิต
๕.๓.๑ หมวดวิชาศึกษาทั่วไป
โดยมีเกณฑ์ขั้นต่ำของกลุ่มวิชา/รายวิชาดังนี้
๕.๓.๑.๑ กลุ่มวิชาศึกษาทั่วไป (ไม่น้อยกว่า ๓๐ หน่วยกิต) ประกอบด้วย
กลุ่มวิชาที่สำคัญดังต่อไปนี้
๑) กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์
๒) กลุ่มมนุษยศาสตร์
๓) กลุ่มวิชาภาษา
๔) กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
๕.๓.๑.๒ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ไม่น้อยกว่า ๔๕ หน่วยกิต)
เพื่อให้เป็นพื้นฐานการศึกษากลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานและให้สามารถติดตามผลงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์แผนจีนได้
โดยเนื้อหาครอบคลุมวิชาต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
๑) กายวิภาคศาสตร์ เนื้อเยื่อวิทยาและคัพภวิทยา
๒) จุลชีววิทยา ปรสิตและภูมิคุ้มกันวิทยา
๓) สรีรวิทยา ชีวเคมี
๔) พยาธิวิทยา โรค และสาเหตุการเกิดโรค
๕) ภูมิคุ้มกันและพันธุศาสตร์
๖) ภาพทางการแพทย์/เวชนิทัศน์
๗) เภสัชวิทยา และเภสัชพฤษศาสตร์
๘)
การตรวจวินิจฉัยโรคแผนปัจจุบัน/อาการ/การตรวจร่างกาย/การสืบค้นภาวะการณ์เกิดโรค/การบำบัดรักษา
(การใช้ยา การผ่าตัด เคมีบำบัด รังสีวิทยา ฯลฯ)
๙) เวชศาสตร์ทั่วไป (อายุรศาสตร์โรคแผนปัจจุบันเบื้องต้นศัลยศาสตร์)
๑๐) กฎหมาย จรรยาบรรณและจิตวิทยาทางการแพทย์
๑๑) ระบบสาธารณสุขไทย
๑๒) สถิติและระเบียบวิธีวิจัยทางการแพทย์
๕.๓.๒ หมวดวิชาชีพเฉพาะ ต้องจัดให้ครอบคลุมความรู้ในกลุ่มดังนี้
๕.๓.๒.๑ กลุ่มหลักพื้นฐานวิชาชีพ (Foundation TCM) (ไม่น้อยกว่า
๒๐ หน่วยกิต) ประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ ดังนี้
๑) ทฤษฏีการแพทย์แผนจีน
๒) สมุนไพรจีน
๓) ตำรับยา
๔) การตรวจวินิจฉัยแยกโรคตามหลักการแพทย์แผนจีน
๕) ภาษาจีนเพื่อการแพทย์แผนจีน
๕.๓.๒.๒ กลุ่มวิชาการแพทย์แผนจีนที่ ๑ (TCM Classical Texts)
(ไม่น้อยกว่า ๕ หน่วยกิต) ประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ ดังนี้
๑) Neijing Theory
๒) ซัง หัน ลุ่น
๓) จิน กุ่ย เย่า เล่ว
๔) เวิน ปิ้ง
๕) เก้อ เจีย เสว์ ซัว
โดยหลอมรวมเป็นวิชา
Classical
Theory TCM
๕.๓.๒.๓ กลุ่มวิชาการแพทย์แผนจีนที่ ๒ (Clinical TCM) (ไม่น้อยกว่า ๓๕ หน่วยกิต) ประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ ดังนี้
๑) อายุรศาสตร์การแพทย์แผนจีน (ภายใน)
๒) อายุรศาสตร์การแพทย์แผนจีน (ภายนอก)
๓) สูตินรีเวชวิทยา
๔) กุมารเวชวิทยา
๕) ฝังเข็มและรมยา
๖) กระดูกและการบาดเจ็บ
๗) โรคหู ตา คอ จมูก
๘) ทุยหนา
๙) การบำรุงส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรคและโภชนาบำบัด
๕.๓.๒.๔ กลุ่มวิชาเลือก
๑) ประวัติการแพทย์แผนจีน
๒) การวิจัยในการแพทย์แผนจีน
๓) การศึกษาภาษาแพทย์แผนจีนโบราณ
๔) คัมภีร์โบราณการแพทย์แผนจีน
๕) จิตวิทยาทางการแพทย์และการพัฒนาทางวิชาชีพ
๕.๓.๒.๕ การฝึกเวชปฏิบัติ (ไม่น้อยกว่า ๒๐ หน่วยกิต)
โดยให้ฝึกปฏิบัติในสาระสำคัญดังต่อไปนี้
๑) อายุรกรรมการแพทย์แผนจีน (ภายใน)
๒) อายุรกรรมการแพทย์แผนจีน (ภายนอก)
๓) นรีเวชกรรม
๔) กุมารเวชกรรม
๕) ฝังเข็มและการรมยา
๖) กระดูกและการบาดเจ็บ
๗) การเตรียมยาสมุนไพรจีน
๕.๓.๓ หมวดวิชาเลือกเสรี (ไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต)
เป็นวิชาที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ
ตามที่ตนเองถนัดหรือสนใจ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนรายวิชาใด ๆ
ในหลักสูตรระดับปริญญาตรี โดยให้มีจำนวนหน่วยกิตไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต
รายละเอียดของรายวิชาตามที่ปรากฏในภาคผนวกแนบท้ายประกาศนี้
๕.๔ การจัดการเรียนการสอนและการประเมินผล
มหาวิทยาลัย หรือสถาบันอุดมศึกษาจะต้องจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การศึกษาของหลักสูตร
และสอดคล้องกับหลักการที่ถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด
ต้องใช้รูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมและหลากหลาย
เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะเจตคติและคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีน
เช่น ความสนใจใฝ่รู้ที่จะศึกษาต่อเนื่อง ความสามารถในการศึกษาด้วยตนเอง
ความรับผิดชอบ ความเป็นผู้นำ เจตคติในการเป็นแพทย์แผนจีนที่ดี ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในระหว่างวิชาชีพและต่างวิชาชีพ
เป็นต้น นอกจากนี้มหาวิทยาลัย หรือสถาบันอุดมศึกษาจะต้องกำหนดแนวทางการจัดการศึกษาระดับต่าง
ๆ ในหลักสูตรให้ชัดเจนและเหมาะสมกับลักษณะวิชาและการประกอบวิชาชีพ
แนวทางการจัดการศึกษาดังกล่าวจะต้องเผยแพร่ให้อาจารย์และนักศึกษารับรู้ทั่วกัน
มหาวิทยาลัย
หรือสถาบันอุดมศึกษาจะต้องจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติงานทางด้านการแพทย์แผนจีนอย่างเพียงพอต่อการปฏิบัติงานหลังสำเร็จการศึกษา
๕.๕ การจัดทำ Course syllabus การเรียนการสอนแต่ละรายวิชามหาวิทยาลัย
หรือสถาบันอุดมศึกษาจะต้องจัดทำ Course syllabus ที่ชัดเจนทุกรายวิชาของหลักสูตรซึ่งประกอบด้วยวัตถุประสงค์การศึกษา
เนื้อหาวิชาโดยสังเขปการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการประเมินผล
๕.๖ การจัดทำระเบียบและข้อบังคับว่าด้วยการจัดการศึกษา การประเมินผล และการตัดสินผล
มหาวิทยาลัย
หรือสถาบันอุดมศึกษาจะต้องจัดทำระเบียบและข้อบังคับว่าด้วยการจัดการศึกษา
การประเมินผลและการตัดสินผลไว้ให้ชัดเจน และประกาศให้อาจารย์และนักศึกษาทราบทั่วกัน
ทั้งนี้จะต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
๕.๗ อาจารย์ที่ปรึกษา
๑) เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน
๒) มีประสบการณ์การทำเวชปฏิบัติไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี
๓) สามารถรับฝึกปฏิบัติได้ อาจารย์ ๑ คนต่อนักศึกษาไม่มากกว่า ๔ คน (๑
: ๔)
๕.๘ ระยะเวลาฝึกปฏิบัติ ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ชั่วโมง
๕.๙ หนังสือ ตำราและเอกสารวิชาการ
สถาบันต้องมีห้องสมุดที่มีหนังสือ ตำรา วารสาร
และเอกสารวิชาการเฉพาะทางการแพทย์แผนจีน และที่เกี่ยวข้องกับวิชาต่าง ๆ
ภายใต้หลักสูตรอย่างเพียงพอสำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในการศึกษาค้นคว้านอกเวลา
โดยอิงตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องมาตรฐานห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๔