ข้อ ๑๕ ให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้ารับการคัดเลือกดำเนินการ ดังนี้
(ก) สอบถามคุณสมบัติของผู้เข้ารับการคัดเลือกไปยังผู้รับรอง ผู้บังคับบัญชา หรือบุคคลอื่นใดตามที่เห็นสมควร
(ข) ส่งบัญชีรายชื่อผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมดไปยังสภาทนายความเพื่อตรวจสอบว่าเป็นหรือเคยเป็นทนายความ หรือเคยถูกกล่าวหาว่าประพฤติผิดมรรยาททนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความหรือไม่
(ค) ตรวจสอบความประพฤติและลายพิมพ์นิ้วมือไปยังกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(ง) ตรวจสอบการเป็นคู่ความและผลคดีไปยังศาลต่างๆ เช่น ศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานภาค ศาลล้มละลายกลาง ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญาธนบุรี และศาลจังหวัดหรือศาลแขวง ที่ผู้เข้ารับการคัดเลือกมีภูมิลำเนา
(จ) กรณีเป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน ศาลเยาวชนและครอบครัว หรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ตรวจสอบผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้นั้นว่าที่ผ่านมาเป็นประการใด และในกรณีที่ผู้เข้ารับการคัดเลือกเคยเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงานให้ตรวจสอบด้วยว่าเคยพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๕ (๖) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ หรือไม่
(ฉ) ตรวจสอบประวัติบุคคลไปยังหน่วยงานภายนอกที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เช่น สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
(ช) ประกาศบัญชีรายชื่อผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ตามวิธีการที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติกำหนด เพื่อให้บุคคลทั่วไปให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติ หรือความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ โดยให้มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันประกาศเป็นต้นไป ทั้งนี้ ขอให้ผู้ที่ประสงค์จะให้ข้อคิดเห็นระบุชื่อ นามสกุล และที่อยู่จริงที่สามารถติดต่อได้