ข้อ ๒ รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Pick-up Passenger Vehicle : PPV) ที่มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน ๓,๒๕๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร ใน (๒.๑) และ (๒.๒) ของประเภทที่ ๐๕.๐๑ ในบัญชีท้ายประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๒๗) ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๑๐๙) ลงวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่ได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิต ต้องมีคุณลักษณะและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขดังนี้
๒.๑ รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (Pick-up Passenger Vehicle : PPV) หมายถึง รถยนต์นั่งที่สร้างบนโครงสร้างของรถยนต์กระบะ ที่มีคุณลักษณะครบถ้วนทุกข้อ ดังต่อไปนี้
๒.๑.๑ ตัวถังวางบนโครงสร้าง (Frame Construction) แบบแชสซีส์ของรถยนต์กระบะที่ออกแบบสำหรับให้มีน้ำหนักรถไม่น้อยกว่า ๑,๒๐๐ กิโลกรัม มีน้ำหนักบรรทุกไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ กิโลกรัม และมีน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน ๔,๐๐๐ กิโลกรัม ซึ่งเป็นแบบเดียวกับรุ่นที่มีการผลิตในประเทศ มีการจำหน่ายเป็นการทั่วไปหรือส่งออกเป็นปกติวิสัยและจดทะเบียนเป็นรถยนต์กระบะบรรทุกตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
๒.๑.๒ ระยะห่างระหว่างจุดกึ่งกลางล้อหน้า กับจุดกึ่งกลางล้อหลังทั้งข้างซ้ายและข้างขวา (Wheelbase) ต้องไม่เปลี่ยนแปลงไปจากรหัสรุ่นรถยนต์ (Model Code) และแบบแชสซีส์ (Chassis Model) ของรถยนต์กระบะแบบเดียวกับรุ่นรถยนต์นั้น
๒.๑.๓ ระยะห่างระหว่างจุดกึ่งกลางล้อหน้า กับจุดกึ่งกลางล้อหลังทั้งข้างซ้ายและข้างขวา (Wheelbase) ต้องไม่น้อยกว่า ๒,๗๕๐ มิลลิเมตร
๒.๑.๔ ต้องไม่มีกระบะ หรือส่วนท้ายยื่นออกมาเหมือนรถยนต์นั่งแบบเก๋ง
๒.๑.๕ ต้องไม่ใช่รถยนต์กระบะดัดแปลง
๒.๒ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องยื่นเอกสารแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพื่อใช้ในการกำหนดอัตราภาษีที่จะต้องเสีย ดังนี้
๒.๒.๑ กรณีผลิตในราชอาณาจักร ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นป้ายที่ระบุข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (ECO Sticker) และใบแจ้งอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และอัตราการใช้พลังงาน ต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิต ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่โรงอุตสาหกรรมตั้งอยู่ ก่อนนำรถยนต์ออกจากโรงอุตสาหกรรม หากอยู่ในระหว่างการยื่นขอเอกสารดังกล่าว ให้ยื่นเอกสารที่ระบุข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากลเบื้องต้น (ECO Sticker เบื้องต้น) แทน หลังจากนั้นให้ยื่นป้ายที่ระบุข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (ECO Sticker) และใบแจ้งอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และอัตราการใช้พลังงาน ต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิต ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่โรงอุตสาหกรรมตั้งอยู่ ภายในระยะเวลา ๔๕ วัน นับแต่วันที่นำรถยนต์ออกจากโรงอุตสาหกรรม
๒.๒.๒ กรณีผลิตในเขตปลอดอากร คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร หรือเขตประกอบการเสรี ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นป้ายที่ระบุข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (ECO Sticker) และใบแจ้งอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และอัตราการใช้พลังงาน ต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ สำนักงานศุลกากรที่มีการตรวจปล่อยตั้งอยู่และชำระภาษีก่อนการตรวจปล่อยพ้นจากอารักขาศุลกากร หากอยู่ในระหว่างการยื่นขอเอกสารดังกล่าว ให้ยื่นเอกสารที่ระบุข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากลเบื้องต้น (ECO Sticker เบื้องต้น) แทน หลังจากนั้นให้ยื่นป้ายที่ระบุข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (ECO Sticker) และใบแจ้งอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และอัตราการใช้พลังงาน ต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ สำนักงานศุลกากรที่มีการตรวจปล่อยตั้งอยู่ ภายในระยะเวลา ๔๕ วันนับแต่วันที่ตรวจปล่อยพ้นจากอารักขาศุลกากร
๒.๒.๓ กรณีรถยนต์ใหม่สำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศ ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นป้ายที่ระบุข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (ECO Sticker) และใบแจ้งอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และอัตราการใช้พลังงาน ต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ สำนักงานศุลกากรที่มีการตรวจปล่อยตั้งอยู่ และชำระภาษีก่อนการตรวจปล่อยพ้นจากอารักขาศุลกากร หากอยู่ในระหว่างการยื่นขอเอกสารดังกล่าว ให้ยื่นเอกสารที่ระบุข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากลเบื้องต้น (ECO Sticker เบื้องต้น) แทน หลังจากนั้นให้ยื่นป้ายที่ระบุข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (ECO Sticker) และใบแจ้งอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และอัตราการใช้พลังงาน ต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ สำนักงานศุลกากรที่มีการตรวจปล่อยตั้งอยู่ ภายในระยะเวลา ๔๕ วันนับแต่วันที่ตรวจปล่อยพ้นจากอารักขาศุลกากร
กรณีเป็นรถยนต์ที่มียี่ห้อ รุ่น แบบ และ Model Code เดียวกันกับรถยนต์ที่เคยได้รับการตรวจวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ระบุในเว็บไซต์ www.car.go.th ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของรถยนต์ที่เคยได้รับการตรวจวัดตามที่ระบุไว้ดังกล่าว เพื่อใช้ในการกำหนดอัตราภาษีก็ได้
หากไม่มีเอกสารตามวรรคหนึ่ง และไม่ใช่กรณีตามวรรคสอง ผู้มีหน้าที่เสียภาษี จะยื่นหนังสือรับรองหรือเอกสารแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากผู้ผลิตของประเทศ ที่เป็นแหล่งกำเนิด ผลิต หรือประกอบ ที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือหน่วยงานที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมอบหมายรับรอง เพื่อใช้ในการกำหนดอัตราภาษีก็ได้
หากไม่มีเอกสารตามวรรคหนึ่ง และไม่ใช่กรณีตามวรรคสอง และวรรคสาม หรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ประสงค์จะยื่นเอกสารตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสาม ให้ยื่นเอกสารที่แสดงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่วัดได้ตามหลักเกณฑ์ที่ระบุในข้อกำหนด UN Reg.101 Rev.2 หรือระดับที่สูงกว่า โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) คู่มือผู้ใช้รถยนต์ของรถยนต์รุ่นนั้น ๆ จากผู้ผลิต
(๒) ข้อมูลจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตหรือสถาบันทดสอบยานยนต์ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยรับรอง (ECE 101 Type Approval Authority)
(๓) หนังสือรับรองจากผู้ผลิต
พร้อมกับชำระค่าภาษีและวางประกันเพิ่มเติมจนเต็มจำนวนตามอัตราภาษีที่กำหนดในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ เพื่อนำรถยนต์ไปตรวจวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เมื่อได้รับป้ายที่ระบุข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (ECO Sticker) และใบแจ้งอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และอัตราการใช้พลังงานแล้ว ให้ยื่นเอกสารดังกล่าวเพื่อพิจารณากำหนดอัตราภาษี และดำเนินการผลักเงินประกันหรือขอคืนหลักประกันต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ สำนักงานศุลกากรที่มีการตรวจปล่อยตั้งอยู่ภายในระยะเวลา ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่ตรวจปล่อยพ้นจากอารักขาศุลกากร
๒.๒.๔ รถยนต์ใช้แล้วที่นำเข้าจากต่างประเทศ ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีแสดงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ตามที่ปรากฏในคู่มือผู้ใช้รถยนต์ของรถยนต์รุ่นนั้น ๆ จากผู้ผลิต หรือจากเว็บไซต์ของผู้ผลิต หรือหนังสือรับรองจากผู้ผลิต พร้อมกับชำระค่าภาษีและวางประกันเพิ่มเติมจนเต็มจำนวนตามอัตราภาษีที่กำหนดในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ เพื่อนำรถยนต์ไปตรวจวัดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยผู้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และให้ยื่นเอกสารการรับรองผลการทดสอบดังกล่าวเพื่อพิจารณากำหนดอัตราภาษี และดำเนินการผลักเงินประกันหรือขอคืนหลักประกันต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ สำนักงานศุลกากรที่มีการตรวจปล่อยตั้งอยู่ภายในระยะเวลา ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่ตรวจปล่อยพ้นจากอารักขาศุลกากร
๒.๒.๕ กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา ๑๑ หรือมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗ ให้ยื่นเอกสารการรับรองผลการทดสอบจากผู้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิต ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอยู่ในเขตท้องที่นั้นพร้อมกับการยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้น