ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 42/2551
เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร
ของสถาบันการเงิน
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ความเสี่ยงด้านตลาด หมายถึง ความเสี่ยงที่จะเกิดผลขาดทุนต่อสถาบันการเงินอันเนื่องมาจากความผันผวนทางด้านราคาของฐานะทั้งในบัญชีเพื่อการค้าและในบัญชีเพื่อการธนาคารที่สถาบันการเงินถือครองอยู่ โดยฐานะดังกล่าว ได้แก่ ฐานะที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยอัตราแลกเปลี่ยน ตราสารทุน และสินค้าโภคภัณฑ์ การถือครองตราสาร หรือฐานะที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านตลาดจํานวนมากอาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสถาบันการเงินทั้งในด้านรายได้และความเพียงพอของเงินกองทุนของสถาบันการเงินโดยเฉพาะหากราคาตลาดของฐานะดังกล่าวมีความผันผวนสูง
เพื่อให้การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินเป็นไปตามมาตรฐานสากล และสามารถสะท้อนความเสี่ยงด้านตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้องและครบถ้วน รวมทั้งเพื่อให้สถาบันการเงินมีการบริหารความเสี่ยงด้านตลาดที่เหมาะสม ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อกําหนดหลักเกณฑ์นโยบายการกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน ซึ่งกําหนดให้สถาบันการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมในบัญชีเพื่อการค้าในระดับที่มีนัยสําคัญ ต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดสําหรับ 1) ฐานะที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยและราคาตราสารทุนที่อยู่ในบัญชีเพื่อการค้า และ 2) ฐานะที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหมดของสถาบันการเงิน โดยมีวิธีในการคํานวณเงินกองทุน 3 วิธี ได้แก่ 1) วิธีมาตรฐาน 2) วิธีแบบจําลอง และ 3) วิธีผสม
นอกจากฐานะในบัญชีเพื่อการค้าแล้ว สถาบันการเงินยังมีฐานะในบัญชีเพื่อการธนาคารที่อาจได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การลงทุนในตราสารหนี้ที่ถือจนกว่าจะครบกําหนด เงินให้สินเชื่อ เงินฝากจากประชาชน เป็นต้น ซึ่งเมื่ออัตราดอกเบี้ยมี'ความผันผวน สถาบันการเงินก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบต่อรายได้ และ/หรือ มูลค่าของส่วนของผู้ถือหุ้นด้วยเช่นกัน เพื่อให้การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้สถาบันการเงินมีการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่เกิดจากสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพันให้มีความสัมพันธ์กับการรับฝากเงิน การกู้ยืมเงิน หรือการรับเงินจากประชาชน ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคารของสถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินใช้เป็นแนวทางในการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวและดูแลเงินกองทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และเพื่ออ้างอิงอํานาจตามกฎหมายให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 โดยสาระสําคัญของนโยบายดังกล่าวไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากหลักการเดิม
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 63 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกแนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร และการดูแลเงินกองทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของสถาบันการเงินให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
หนังสือเวียนที่ ธปท. สนส. (21) ว. 2141/2547 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2547 เรื่องนโยบายการกํากับดูแลความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคารของสถาบันการเงินและแบบรายงานเกี่ยวข้อง
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 ในประกาศฉบับนี้
"บัญชีเพื่อการธนาคาร" (Banking Book) หมายถึง ฐานะของเครื่องมือทางการเงินหรือธุรกรรมอื่นที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า หรือตราสารทางการเงินที่มีเจตนาตั้งแต่แรกว่าจะถือครองระยะยาวหรือถือจนครบกําหนดอายุ
"ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคาร" หมายถึง ความเสียหายต่อรายได้ และ/หรือ มูลค่าทางเศรษฐกิจ ของสถาบันการเงินจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยซึ่งอาจเกิดจากฐานะทั้งในและนอกงบดุลที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคาร โดยรายละเอียดของประเภทและผลกระทบของความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยตามเอกสารแนบ 1
5.2 แนวทางการบริทารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่มีประสิทธิภาพ
5.2.1 แนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่มีประสิทธิภาพของสถาบันการเงินต้องประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐาน 4 ประการในการบริหารสินทรัพย์ หนี้สินและรายการนอกงบดุล ดังนี้
(1) การติดตามดูแลที่เหมาะสมของคณะกรรมการของสถาบันการเงิน และผู้บริหารระดับสูง
(2) นโยบายการบริหารความเสี่ยงและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เหมาะสม
(3) การประเมิน การติดตาม การรายงาน และการควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสม
(4) การควบคุมภายในที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
5.2.2 แนวทางที่สถาบันการเงินใช้องค์ประกอบทั้งสี่ตามข้อ 5.2.1(1)-(4) ในการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยอาจแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับชอบเขต ปริมาณ และความซับซ้อนของธุรกรรม รวมทั้งระดับความเสี่ยงของแต่ละสถาบันการเงิน ดังนั้น แนวทางการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยอาจหลากหลาย เช่น สถาบันการเงินขนาดเล็กที่ผู้บริหารระดับสูงติดตามดูแลการทํางานประจําวันอย่างใกล้ชิด สามารถใช้กระบวนการบริหารความเสี่ยงที่มีความซับซ้อนไม่มากนัก ขณะที่สถาบันการเงินที่ธุรกรรมมีความซับซ้อนและหลากหลาย อาจต้องใช้กระบวนการบริหารความเสี่ยงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นโดยมีการรายงานธุรกรรมทางการเงินแก่ผู้บริหารระดับสูงเพื่อใช้ในการติดตามดูแลการทํางานประจําวัน มีระบบการควบคุมภายในที่เพียงพอโดยมีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่นําเสนอผู้บริหารระดับสูง เพื่อใช้ในการติดตามดูแลการดําเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายและให้อยู่ภายใต้เพดานความเสี่ยงที่กําหนด
5.3 บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการของสถาบันการเงินและผู้บริหารระดับสูง
5.3.1 คณะกรรมการของสถาบันการเงิน มีหน้าที่อนุมัติกลยุทธ์ทางธุรกิจและนโยบายการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งมอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงดูแลให้มีการประเมิน ควบคุม ติดตาม และรายงานความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่สอดคล้องกับขอบเขตปริมาณ และความซับซ้อนของธุรกรรมของสถาบันการเงิน นอกจากนี้ คณะกรรมการของสถาบันการเงิน ต้องได้รับข้อมูลที่เพียงพอ เหมาะสม และทันต่อสถานการณ์ เพื่อประเมินความสามารถในการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยของผู้บริหารระดับสูงให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้กําหนดไว้
5.3.2 ผู้บริหารระดับสูงมีหน้าที่ติดตามดูแลให้ระบบการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยมีความเหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และธุรกรรมของสถาบันการเงิน รวมถึงการกําหนดเพดานความเสี่ยง นโยบาย และขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อควบคุมความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงต้องจัดสรรทรัพยากรและบุคลากรให้เพียงพอและเหมาะสมต่อการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน
5.3.3 สถาบันการเงินควรกําหนดให้มีคณะกรรมการย่อยหรือบุคลากรรับผิดชอบต่อการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งกําหนดให้มีการแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบ และขั้นตอนการปฏิบัติงานของหน่วยงานบริหารความเสี่ยง ซึ่งทําหน้าที่ประเมินควบคุม ติดตามและรายงานความเสี่ยง เป็นอิสระจากหน่วยงานที่ทําธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง เพื่อไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interests) และมีการรายงานตรงต่อผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการของสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการของสถาบันการเงินและผู้บริหารระดับสูงตามเอกสารแนบ 2
5.4 นโยบายการบริหารความเสี่ยงและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เหมาะสม
5.4.1 สถาบันการเงินต้องจัดทํานโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยเป็นลายลักษณ์อักษรและแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบและถือปฏิบัติ รวมทั้งจัดเก็บไว้เพื่อผู้ตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้โดยนโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานควรมีรายละเอียดครอบคลุมในประเด็นต่างๆ ตามเอกสารแนบ 3
5.4.2 สถาบันการเงินต้องมีการทบทวนและสอบทานนโยบายการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยเป็นประจํา รวมถึงการปรับปรุงนโยบายให้เหมาะสมกับขอบเขต ปริมาณความซับซ้อนของธุรกรรมและภาวะตลาดที่อาจเปลี่ยนแปลงไป
5.5 แนวทางการประเมิน ควบคุม และติดตามความเสี่ยง
5.5.1 แนวทางการประเมินความเสี่ยง
(1) สถาบันการเงินควรจัดให้มีระบบที่สามารถประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่มีนัยสําคัญ และสามารถประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยต่อรายได้ (Earning) และ/หรือ ต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value) ของสถาบันการเงินได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับขอบเขต ปริมาณ และความซับซ้อนของธุรกรรมของสถาบันการเงินโดยธนาคารแห่งประเทศไทยประสงค์จะผลักดันให้สถาบันการเงิน มีการจัดเตรียมบุคลากรและระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้สามารถพัฒนาหรือจัดให้มีระบบประเมินความเสี่ยงที่สามารถประเมินผลกระทบทั้งต่อรายได้และต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของสถาบันการเงินได้ รวมทั้งมีการสื่อสารสมมติฐานหลักประกอบการประเมินความเสี่ยงให้เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจนแก่ผู้บริหารของสถาบันการเงิน
(2) สถาบันการเงินควรเลือกใช้ระบบและเครื่องมือในการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับขอบเขต ปริมาณ และความซับซ้อนของธุรกรรมของสถาบันการเงิน โดยรายละเอียดเกี่ยวกับระบบและเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยตามเอกสารแนบ 4
(3) สถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยประเภท Repricing Risk เป็นหลัก มี Embedded Options และธุรกรรมที่ซับซ้อนในสัดส่วนที่ไม่มีนัยสําคัญ อาจเลือกใช้วิธี Repricing Gap ในการประเมินผลกระทบต่อรายได้ ซึ่งเป็นแนวทางขั้นต่ําที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยโดยวิธี Repricing Gap ตามเอกสารแนบ 5
(4) สถาบันการเงินควรพิจารณาโครงสร้างงบดุลและระดับความเสี่ยงประเภท Option Risk เป็นปัจจัยในเบื้องต้น ในการพิจารณาจัดให้มีระบบประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่สามารถประเมินผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจ ได้ ตัวอย่างเช่น สถาบันการเงินที่มีฐานะที่มี Embedded Options ในสัดส่วนที่มีนัยสําคัญ หรือมีสินทรัพย์ระยะยาวที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ในสัดส่วนสูง ในขณะที่มีหนี้สินระยะยาวในสัดส่วนต่ํา
(5) สถาบันการเงินที่ถือครองฐานะที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในสกุลเงินตราต่างประเทศในสัดส่วนที่สถาบันการเงินพิจารณาแล้วเห็นว่ามีนัยสําคัญและสามารถอธิบายแก่ผู้ตรวจสอบธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ต้องสามารถประเมินระดับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในแต่ละสกุลเงินเหล่านั้นได้ด้วย เนื่องจาก Yield Curve ของอัตราดอกเบี้ยในแต่ละสกุลเงินอาจมีลักษณะแตกต่างกัน
(6) สถาบันการเงินควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยสําหรับสินทรัพย์และหนี้สินที่มีระยะเวลาการปรับอัตราดอกเบี้ย หรืออายุคงเหลือไม่ชัดเจนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงของลูกค้าได้อย่างเหมาะสมโดยเฉพาะสถาบันการเงินที่มีฐานะดังกล่าวในระดับที่มีนัยสําคัญ เช่น เงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน (Non-maturity Deposits) ที่ผู้ฝากเงินมีทางเลือกที่จะถอนเงินเมื่อใดก็ได้ สินเชื่อที่ให้สิทธิแก่ลูกค้าในการจ่ายคืนหนี้ก่อนครบกําหนด (Prepayment) ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ปัจจัยเหล่านี้ทําให้เกิดความซับซ้อนในการประเมินระดับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากทั้งมูลค่าของฐานะและระยะเวลาที่จะเกิดกระแสเงินสดของฐานะเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงไปเมื่ออัตราดอกเบี้ยตลาดเปลี่ยนแปลงไป โดยสถาบันการเงินที่จะปรับข้อมูลให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้า ควรดําเนินการให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กําหนดโดยมีรายละเอียดตามเอกสารแนบ 6
(7) สถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยภายใต้ภาวะวิกฤติได้ (Stress Testing) รวมไปถึงกรณีที่สมมติฐานหลักไม่เป็นไปตามที่กําหนดไว้เดิมรวมทั้งควรพิจารณาใช้ผลการประเมินดังกล่าวในการกําหนดและทบทวนนโยบายการบริหารความเสี่ยง และเพดานความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยด้วย โดยแนวทางการจัดทํา Stress Testing ตามเอกสารแนบ 7
5.5.2 แนวทางการควบคุมความเสี่ยง
สถาบันการเงินต้องกําหนดให้มีระบบเพดานความเสี่ยง และแนวปฏิบัติอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้มีการนําไปปฏิบัติอย่างจริงจัง และมีการทบทวนเป็นระยะ เพื่อให้สามารถควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับนโยบายที่สถาบันการเงินกําหนดได้ โดยรายละเอียดของแนวทางควบคุมความเสี่ยงตามเอกสารแนบ 8
5.5.3 แนวทางการติดตามความเสี่ยง
(1) สถาบันการเงินต้องจัดให้มีระบบข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอในการประเมิน ควบคุม ติดตาม และรายงานความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย โดยการรายงานข้อมูลดังกล่าวต้องจัดทําอย่างสม่ําเสมอ ทันต่อเหตุการณ์ และพิจารณานําเสนอต่อคณะกรรมการสถาบันการเงินคณะกรรมการอื่น ผู้บริหารระดับสูง และผู้บริหารสายธุรกิจต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
(2) สถาบันการเงินต้องทดสอบความน่าเชื่อถือของเครื่องมือและสมมติฐานที่ใช้ในระบบการประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินอย่างสม่ําเสมอ เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถบ่งชี้ข้อบกพร่องต่าง ๆ ของระบบที่อาจเกิดขึ้นได้เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบประเมินความเสี่ยงให้มีความน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับการรายงานความเสี่ยงและการทดสอบความน่าเชื่อถือของเครื่องมือและสมมติฐานที่ใช้ตามเอกสารแนบ 9
5.6 การควบคุมภายในที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย
สถาบันการเงินต้องมีระบบการควบคุมภายในที่เหมาะสมกับกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย และควรจัดให้มีการสอบทานระบบบริหารความเสี่ยงที่เป็นอิสระอย่างสม่ําเสมอ เพื่อประเมินและปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย โดยรายละเอียดของแนวทางการควบคุมภายในและการสอบทานตามเอกสารแนบ 10
5.7 แนวทางการดูแลเงินกองทุน
5.7.1 สถาบันการเงินต้องพิจารณาและติดตามดูแลระดับเงินกองทุนของสถาบันการเงินให้เพียงพอ และสามารถรองรับผลเสียหายที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยของฐานะในบัญชีเพื่อการธนาคารได้
5.7.2 ผู้ตรวจสอบธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาให้ความเห็นเป็นรายกรณี ให้สถาบันการเงินที่มีความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยสูง และ/หรือ มีเงินกองทุนไม่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย ดําเนินการในการเพิ่มเงินกองทุน และ/หรือ ลดฐานะที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย หรือดําเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อลคระดับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย
5.8 การจัดส่งข้อมูลและแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง
5.8.1 ให้สถาบันการเงินจัดทําและจัดส่งข้อมูลสําหรับการประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคารตามรูปแบบและแนวทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในระบบบริหารข้อมูล (DMS) โดยให้จัดส่งภายใน 21 วัน นับจากวันสิ้นไตรมาสโดยแนวทางและคําอธิบายการจัดทําข้อมูลตามเอกสารแนบ 11
5.8.2 สถาบันการเงินที่มีฐานะที่มีความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในสกุลเงินต่างประเทศในระดับที่สถาบันการเงินพิจารณาแล้วเห็นว่ามีนัยสําคัญ จะต้องจัดทําและจัดส่งข้อมูลแยกเป็นรายสกุลเงินเพิ่มเติมจากสกุลเงินบาท สําหรับฐานะสกุลเงินต่างประเทศที่ไม่มีนัยสําคัญให้สถาบันการเงินจัดทําและจัดส่งรวมกันในสกุลเงินอื่น
5.8.3 สถาบันการเงินที่มีการปรับพฤติกรรมข้อมูล และถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การปรับพฤติกรรมข้อมูลแล้ว ให้จัดส่งแบบรายงานโดยอิงข้อมูลที่มีการปรับพฤติกรรมแล้ว พร้อมสมมติฐานประกอบการปรับพฤติกรรม
5.8.4 สถาบันการเงินต้องจัดเก็บเอกสารหลักฐานและรายละเอียดต่างๆ ประกอบการจัดทําข้อมูลตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด รวมทั้งรายละเอียดการจัดทําแบบรายงานที่สถาบันการเงินใช้ภายในเพื่อการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยอย่างสม่ําเสมอรวมทั้งจัดส่งข้อมูลดังกล่าวตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยร้องขอ
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2551
(นางธาริษา วัฒนเกส)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย