ข้อ ๔.๑๕
ธนาคารพาณิชย์ที่จะทำธุรกรรมเงินฝากหรือเงินกู้ยืมที่มีอนุพันธ์ทางการเงินแฝง
ต้องมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมสอดคล้องกับการทำธุรกรรมดังนี้
(๑) คณะกรรมการธนาคาร
หรือคณะผู้บริหารที่มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง
(ในกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ)
จะต้องเข้าใจลักษณะธุรกรรมและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
โดยคณะกรรมการย่อยและผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลในการประกอบธุรกรรมดังกล่าวจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในธุรกรรมดังกล่าวและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดีและจะต้องเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำธุรกรรมดังกล่าวตามนโยบายที่ได้รับความเห็นชอบอย่างใกล้ชิดและให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทำธุรกรรมดังกล่าว
(๒)
ธนาคารพาณิชย์จะต้องกำหนดนโยบาย กลยุทธ์ ขั้นตอนการปฏิบัติในการประกอบธุรกรรม
การบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
และการควบคุมภายในไว้อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร
โดยนโยบายดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการธนาคาร หรือคณะผู้บริหารที่มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง
(ในกรณีสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ)
หรือคณะกรรมการย่อยที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลในการประกอบธุรกรรมดังกล่าว
(๓)
ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีหน่วยงานบริหารความเสี่ยงที่เป็นอิสระ (Risk
Management Unit) เพื่อทำหน้าที่ประเมิน ติดตาม ควบคุม
ตรวจสอบดูแลการบริหารความเสี่ยงโดยรวมของธนาคารพาณิชย์นั้น
และมีการรายงานโดยตรงต่อคณะกรรมการธนาคารผ่านทางคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศหน่วยงานบริหารความเสี่ยงดังกล่าวอาจตั้งอยู่ในสำนักงานภูมิภาคก็ได้
โดยจะต้องมีการรายงานต่อหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานใหญ่อย่างสม่ำเสมอ
(๔)
ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีบุคลากรเพียงพอที่จะรองรับการประกอบธุรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร
โดยบุคลากรดังกล่าวจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถและประสบการณ์เพียงพอ
(๕) ธนาคารพาณิชย์จะต้องมั่นใจว่ามีมาตรการในการควบคุมและบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องที่มีประสิทธิภาพ
สามารถสะท้อนและรองรับความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการประกอบธุรกรรม ทั้งนี้
ให้เน้นประสิทธิภาพของระบบบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest
rate Risk) ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
(Foreign Exchange Risk) ความเสี่ยงด้านราคาตราสารทุน (Equity
Price Risk) ความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดจากการประกอบธุรกรรม Options
เช่น Delta Vega Gamma Theta และ Rho
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) และความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ซึ่งรวมถึง
Pre-settlement Risk และ Settlement Risk
โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องมีระบบที่ใช้ในการวัดความเสี่ยงที่สามารถสะท้อนความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องและความเสี่ยงแต่ละประเภทที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน
ถูกต้องและแม่นยำ และมีการนำระบบบริหารความเสี่ยงดังกล่าวไปใช้ในการควบคุมความเสี่ยงในทางปฏิบัติ
มีการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการที่ใช้ในการประเมินมูลค่ายุติธรรม (Mark to
Market) ที่เหมาะสม ชัดเจน และสะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริง
และมีการประเมินมูลค่ายุติธรรมของยอดคงค้าง ณ ทุกสิ้นวันทำการ
มีการกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Limits)
ให้มีความเหมาะสมกับระบบการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ลักษณะการดำเนินงาน
และฐานะเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์นั้นมีการทดสอบประสิทธิภาพ
ความถูกต้องและแม่นยำของระบบบริหารความเสี่ยงภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น
มีการทดสอบ Back Test และมีการทดสอบ Stress Test ของแบบจำลอง
Value at Risk อย่างสม่ำเสมอ
(๖)
ธนาคารพาณิชย์จะต้องมั่นใจว่ามีระบบควบคุมภายในที่สามารถรองรับการทำธุรกรรมดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพียงพอ เหมาะสม
มีระเบียบและวิธีปฏิบัติในการควบคุมภายในที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร
มีการกำหนดโครงสร้างการควบคุมและมีการแบ่งแยกหน้าที่อย่างหมาะสม
มีการตรวจสอบระบบควบคุมภายใน และการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมภายในอย่างสม่ำเสมอ
รวมทั้งมีการจัดทำระบบข้อมูลเพื่อรายงานความเสี่ยงและการจัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบ
หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานใหญ่
(ในกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ)
โดยหน่วยงานดังกล่าวอาจตั้งอยู่ในสำนักงานภูมิภาคก็ได้
(๗)
ธนาคารพาณิชย์ที่จะทำธุรกรรมเงินฝากหรือเงินกู้ยืมที่มีอนุพันธ์ทางการเงินแฝงซึ่งการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับกลุ่มของตัวแปร
หรือมีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับดัชนีทางการเงิน
หรือมีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปรตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่มของตัวแปรที่กำหนดไว้ในสัญญาโดยไม่มีการกำหนดแน่ชัดว่าเป็นตัวแปรใดในกลุ่มตั้งแต่วันเริ่มต้นของสัญญาแต่กำหนดเป็นเงื่อนไขแทนซึ่งไม่ได้มีการบริหารความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมดังกล่าวโดยการทำธุรกรรมในส่วนของอนุพันธ์ทางการเงินที่มีลักษณะเหมือนกันทุกประการแต่เป็นฐานะตรงกันข้าม
(Back to back) ต้องมีมาตรการและระบบ ดังต่อไปนี้
ก.
ระบบข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และคาดการณ์ทิศทางและแนวโน้มอัตราผลตอบแทนของตัวแปรแต่ละประเภทที่ใช้อ้างอิง
เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาหลักทรัพย์ เป็นต้น
ข.
ระบบบริหารการลงทุนในลักษณะ Portfolio Model ที่สามารถวิเคราะห์จัดสรรอัตราส่วนการลงทุนในตัวแปรแต่ละประเภท
(Asset Allocation)
เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมดังกล่าว
โดยแบบจำลองที่กล่าวจะต้องสามารถวัดและคาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนในตัวแปรแต่ละประเภทและผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในลักษณะ
Portfolio ได้อย่างน้อยทุกวัน
รวมทั้งจะต้องครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation)
ระหว่างตัวแปรที่ใช้อ้างอิงด้วย
ค.
มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการวิเคราะห์ ทบทวน และปรับอัตราส่วน (Re-Balance)
ของการลงทุนในตัวแปรแต่ละประเภท (Asset Allocation) ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ
ทิศทางของภาวะตลาดเงิน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้
รวมทั้งทำให้การลงทุนดังกล่าวมีผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่จะจ่ายให้กับผู้ลงทุน
ณ งวดการจ่ายดอกเบี้ย หรือ ณ วันครบกำหนด อย่างต่อเนื่อง
ง. ระบบงานสำหรับวัด
ติดตาม
และควบคุมความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมดังกล่าวให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
(Limit) อย่างน้อยทุกวัน
โดยระบบบริหารความเสี่ยงดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดจากการทำธุรกรรม
Options ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นกลุ่มของสินทรัพย์ เช่น Vega
Delta Gamma และ Cross-Delta ระหว่างตัวแปรที่ใช้อ้างอิงด้วย