法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
51
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบสำนักทะเบียนกลาง

ระเบียบสำนักทะเบียนกลาง

ว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎร

ให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง

พ.ศ. ๒๕๔๓[๑]

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๑) วรรคสอง

แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔

ผู้อำนวยการทะเบียนกลางวางระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูงไว้ดังนี้

บททั่วไป

การบังคับใช้และนิยามศัพท์

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง

พ.ศ.

๒๕๔๓”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ เป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิก “ระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวไทยภูเขา

พ.ศ. ๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๙”

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับเฉพาะในเขตท้องที่จังหวัดดังต่อไปนี้ คือ ๑)

จังหวัดกาญจนบุรี ๒) กำแพงเพชร ๓) เชียงราย ๔) เชียงใหม่ ๕) ตาก ๖) น่าน ๗)

ประจวบคีรีขันธ์ ๘) พะเยา ๙) พิษณุโลก ๑๐) เพชรบุรี ๑๑) เพชรบูรณ์ ๑๒) แพร่ ๑๓)

แม่ฮ่องสอน ๑๔) ราชบุรี ๑๕) เลย ๑๖) ลำปาง ๑๗) ลำพูน ๑๘) สุโขทัย ๑๙) สุพรรณบุรี

๒๐) อุทัยธานี และจังหวัดที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนดเพิ่มเติมภายหลัง

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

ระเบียบนี้ใช้บังคับกับบุคคลบนพื้นที่สูง

ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

ในระเบียบนี้ ถ้าข้อความมิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“ชาวไทยภูเขา” หมายความว่า

กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งดิมที่อาศัยทำกินหรือบรรพชนอาศัยทำกินอยู่บนพื้นที่สูงในราชอาณาจักร

ซึ่งมีวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ภาษาและการดำเนินชีวิต ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ประกอบด้วย ๙ ชาติพันธุ์หลักคือ

(๑) กะเหรี่ยง หรือซึ่งอาจเรียกว่า

ปกาเกอะญอ (สกอว์) โพล่ง (โปว์) ตองสู้ (ปะโอ) บะแก (บะเว)

(๒) ม้ง หรือซึ่งอาจเรียกว่า

แม้ว

(๓) เมี่ยน หรือซึ่งอาจเรียกว่า

เย้า, อิ้วเมี่ยน

(๔) อาข่า หรือซึ่งอาจเรียกว่า

อีก้อ

(๕) ลาหู่ หรือซึ่งอาจเรียกว่า

มูเซอ

(๖) ลีซู หรือซึ่งอาจเรียกว่า

ลีซอ

(๗) ลัวะ หรือซึ่งอาจเรียกว่า

ละเวือะ, ละว้า, ถิ่น, มัล, ปรัย

(๘) ขมุ

(๙) มลาบรี หรือซึ่งอาจเรียกว่า

คนตองเหลือง

และกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับชาวไทยภูเขาซึ่งผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนดเพิ่มเติม

“พื้นที่สูง” หมายความว่า

พื้นที่ที่เป็นอยู่ของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ และชนกลุ่มน้อย หรือเป็นที่ตั้งบ้านเรือนและที่ทำกินที่มีความลาดชั้นโดยเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ

๓๕ หรือมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล ๕๐๐ เมตรขึ้นไป ในจังหวัดต่าง ๆ ๒๐ จังหวัด คือ

จังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน ประจวบคีรีขันธ์ พะเยา

พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ราชบุรี เลย ลำปาง ลำพูน สุโขทัย

สุพรรณบุรี อุทัยธานี และจังหวัดที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนดเพิ่มเติมภายหลัง

“บุคคลบนพื้นที่สูง”

หมายความว่า บุคคลซึ่งเป็นชาวไทยภูเขา คนไทยหรือกลุ่มชนอื่น ๆ

ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง ซึ่งรัฐบาลไม่ได้มีนโยบายดูแลดำเนินการเป็นการเฉพาะ

และให้หมายความรวมถึงบุคคลบนพื้นที่สูงที่อพยพลงมาอาศัยอยู่บนพื้นราบด้วย

“สถานะบุคคล” หมายความว่า

สถานภาพตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว

“อำเภอ” ให้หมายความรวมถึง

กิ่งอำเภอ

“นายอำเภอ” ให้หมายความรวมถึง

ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ

“วัน” หมายความว่า

วันตามปีปฏิทินราชการ

“บิดา” หมายความว่า

บิดาตามกฎหมายและบิดาซึ่งมิได้มีการสมรสกับมารดา

“ภริยา” ให้หมายความรวมถึง

หญิงที่ได้ทำการสมรสตามประเพณีหรือตามข้อเท็จจริงกับชายด้วย

แม้มิได้มีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายก็ตาม

“สมรส” ให้หมายความรวมถึง

การสมรสตามประเพณีซึ่งมิได้มีการจดทะเบียนด้วย

“นายทะเบียน”

หมายความตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๔

“สำนักทะเบียน”

หมายความตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘ (๔) และ (๕) หรือมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร

พ.ศ. ๒๕๓๔

“องค์กรพัฒนาเอกชน”

หมายความว่า องค์กรพัฒนาเอกชนที่มีประวัติและผลงานการทำงานที่บันทึกไว้ชัดเจน

ซึ่งทำงานในเขตชุมชนบนพื้นที่สูง

ข้อความอื่น ๆ ให้นำนิยามศัพท์และข้อความต่าง ๆ

ที่เกี่ยวช้องตามที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร

พ.ศ. ๒๕๓๕ มาบังคับใช้โดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

ในการระบุชื่อชาติพันธุ์ของชาวไทยภูเขาลงในทะเบียนราษฎรให้นายทะเบียนระบุชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อหลักซึ่งได้กำหนดไว้ในระเบียบนี้

คือ กะเหรี่ยง ม้ง เมี่ยน อาข่า ลาหู่ ลีซู ลัวะ ขมุ มลาบรี

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

การดำเนินการขอลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรตามกระบวนการที่ระบุไว้ในระเบียบไม่ตัดสิทธิผู้ยื่นคำร้องที่จะฟ้องคดีในทางปกครอง

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

ให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลางเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนี้

และให้มีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาอันเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

ทะเบียนคนเกิด ทะเบียนคนตาย และการย้ายที่อยู่

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

เมื่อมีการเกิดหรือการตายของบุคคลบนพื้นที่สูง

ให้นายทะเบียนปฏิบัติตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร

ตามแต่กรณี

ส่วนการย้ายที่อยู่ของบุคคลบนพื้นที่สูงที่ยังมิได้กำหนดสถานะตามระเบียบนี้ให้เป็นไปตามนโยบายของทางราชการ

การลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน

การยื่นคำร้องและการพิจารณาลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

ชาวไทยภูเขาที่จะได้รับการลงรายการสัญชาติไทยโดยเพิ่มชื่อและรายการบุคคลเข้าในทะเบียนบ้าน

(ท.ร.๑๔) จะต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ

สำหรับบุคคลบนพื้นที่สูงที่จะไดรับการลงรายการสัญชาติไทยโดยเพิ่มชื่อและรายการบุคคลเข้าในทะเบียนบ้าน

(ท.ร.๑๔)

จะต้องเป็นบุคคลที่ทางราชการได้จัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวไว้แล้วและจะต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ

ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรระว่างวันที่

๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๖ จนถึงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕

เป็นบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยเว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น

ความในวรรคสามให้สันนิษฐานจากเอกสารหลักฐานต่าง ๆ

ที่ออกโดยส่วนราชการ

หรือพยานหลักฐานแวดล้อมกรณีโดยอาศัยการพิสูจน์ทางประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์

หรือชาติพันธุ์วรรณนา เป็นต้น

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

ผู้ยื่นคำร้อง

อาจอ้างเอกสารดังต่อไปนี้เป็นพยานเพื่อใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงอันทำให้ได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ

(๑) เอกสารที่ได้จากการจัดทำทะเบียนประวัติต่าง ๆ

ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และตามมติคณะรัฐมนตรี เช่น

๑.๑ เอกสารที่ได้รับจากการสำรวจ ตรวจสอบ

และการจดทะเบียนราษฎรชาวเขา (แบบ ท.ร. ช.ข. ๑) เมื่อระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๑๒ – ๒๕๑๓ หรือ

๑.๒ เอกสารที่ได้รับจากการจัดทำทะเบียนราษฎรตามโครงการจัดทำเลขประจำตัวประชาชนที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ

เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ หรือ

๑.๓

เอกสารที่ได้รับจากการสำรวจข้อมูลประชากรชาวเขาตามโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ

เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๗ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๓๑ (ทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน)

ซึ่งกรมประชาสงเคราะห์และหน่วยงานในสังกัดให้การรับรอง หรือ

๑.๔

เอกสารที่ได้รับจากการจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง

ตามโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๓ ระหว่าง พ.ศ.

๒๕๓๓ – ๒๕๓๔ หรือ

๑.๕

เอกสารที่ได้รับจากการจัดทำทะเบียนบุคคลตามโครงการจัดทำทะเบียนประวัติชุมชนบนพื้นที่สูง

ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือ

๑.๖ เอกสารที่ได้รับจากการจัดทำทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๓)

สำหรับคนที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว

หรือเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เป็นต้น

(๒) เอกสารต่าง ๆ

ที่ทางราชการออกให้เพื่อรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย เช่น ใบรับแจ้งการเกิด,

ใบรับรองการเกิด, สูติบัตร เป็นต้น

(๓) เอกสารอื่น ๆ

ที่มีรายละเอียดสามารถเป็นข้อมูลในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันทำให้ได้รับสัญชาติไทยได้

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

บุคคลผู้ยื่นคำร้อง

อาจอ้างบุคคลเป็นพยานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันทำให้ได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติได้

เช่น

(๑) ผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน หรืออดีตผู้ใหญ่บ้าน กำนัน

ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในระหว่างที่บุคคลผู้ยื่นคำร้องมีข้อเท็จจริงให้ได้รับสัญขาติไทย

(๒) ผู้นำชุมชน ผู้นำเครือข่ายชุมชน

หรืออดีตคณะกรรมการหมู่บ้านหรือชุมชนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในระหว่างที่บุคคลผู้ยื่นคำร้องมีข้อเท็จจริงให้ได้รับสัญชาติไทย

(๓) เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่เคยปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่นั้น

ๆ ในระหว่างที่บุคคลผู้ยื่นคำร้องเกิด

(๔) เจ้าหน้าที่ซึ่งทำการศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยชาวเขา

หรือหน่วยงานที่มีผลงานทางวิชาการเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์

ภาษาศาสตร์หรือชาติพันธุ์วรรณนา เป็นต้น

โดยรับรองเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของบุคคลผู้ยื่นคำร้อง

(๕) การรับรองขององค์กรพัฒนาเอกชนที่มีประวัติ และผลงานการทำงานที่บันทึกไว้ชัดเจน

ซึ่งทำงานในเขตชุมชนบนพื้นที่สูง

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔

บุคคลผู้ยื่นคำร้อง อาจอ้างวัตถุใด ๆ

เป็นพยานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันทำให้ได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติได้

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ บุคคล

ตามข้อ ๑๑ ที่ประสงค์จะขอให้พิจารณาลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔)

จะต้องยื่นคำร้องตามแบบที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบนี้ต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในปัจจุบัน

ให้ผู้ร้องแจ้งชื่อบุคคลในครอบครัวพร้อมรายการบุคคลต่าง ๆ

ตามแบบในคำร้องโดยจะต้องมีหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับแต่ละบุคคลประกอบเรื่องด้วย

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

กรณีที่ชาวไทยภูเขาหรือบุคคลบนพื้นที่สูงเป็นผู้เยาว์

ซึ่งบิดาและมารดาเสียชีวิตแล้ว

หรือไม่ทราบว่ามีชีวิตอยู่หรือไม่และไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด

ให้ผู้ปกครองหรือผู้อุปการะเลี้ยงดู ยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยและเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านแทน

โดยให้ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้โดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

ชาวไทยภูเขาหรือบุคคลบนพื้นที่สูงซึ่งมีความประสงค์จะยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติ

ให้ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียน และเมื่อนายทะเบียนได้รับคำร้องแล้วให้ดำเนินการดังนี้

(๑) ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำร้องและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ

(๒) ตรวจสอบไปยังสำนักทะเบียนจังหวัด สำนักทะเบียนอื่น

ที่อยู่ในโครงการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายระบบทะเบียนราษฎรด้วยคอมพิวเตอร์

หรือฐานข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรว่าผู้ร้องและบุคคลที่มีชื่อตามคำร้อง

มีชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้านแห่งอื่นหรือไม่

(๓) รวบรวมหลักฐานทั้งหมด

โดยรวบรวมรายชื่อเป็นรายครอบครัวลงในแบบพิมพ์บัญชีการพิจารณาลงรายการสัญชาติไทยตามที่กำหนดท้ายระเบียบนี้พร้อมเสนอความเห็นเป็นหนังสือโดยสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อนายอำเภอแห่งท้องที่

ภายใน ๓๐ วันทำการ นับแต่วันที่รับเรื่อง

ในกรณีตรวจสอบพบความไม่ถูกต้องสมบูรณ์ของคำร้อง

ให้นายทะเบียนแจ้งให้แก่ผู้ร้องทราบเป็นหนังสือภายใน ๑๕ วัน

นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง

เมื่อผู้ยื่นคำร้องได้แก้ไขความไม่ถูกต้องสมบูรณ์ของคำร้องแล้ว

ให้นายทะเบียนดำเนินการต่อไปตามระเบียบ

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

ในการพิจารณาคำร้องและพยานหลักฐานต่าง ๆ ให้นายทะเบียนปฏิบัติดังต่อไปนี้

(๑) พยานเอกสารที่ยื่นมา

ให้นายทะเบียนตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารรวมถึงแก้ไขเพิ่มเติมรายการที่เกิดขึ้น

ในกรณีที่รายการในทะเบียนบุคคลตามเอกสารไม่ถูกต้องตรงกัน

ให้ดำเนินการตรวจสอบโดยสอบถามพยานบุคคลตามข้อ ๑๓

(๒) ในการถามพยานบุคคลตาม (๑) ให้ดำเนินการดังนี้

๒.๑ ให้พยานบุคคลที่มีอายุมากกว่า ๑๘ ปี

สาบานหรือปฏิญาณตามความเชื่อของคนก่อนให้ถ้อยคำ

๒.๒

ให้นายทะเบียนสอบถามถึงข้อมูลให้ได้ความจริงที่ไม่ตรงกับเอกสารเพื่อตรวจสอบความไม่ถูกต้องของเอกสาร

โดยใช้แบบสอบสวน ปค. ๑๔

๒.๓ ให้นายทะเบียนตรวจสอบคำร้อง

สรุปความเห็นเสนอนายอำเภอเพื่อดำเนินการต่อไป

(๓) ในกรณีจำเป็น การสอบถามพยานบุคคลตาม (๒)

ให้มีล่ามอยู่ด้วยในขณะทำการสอบสวนและให้นายทะเบียนจัดให้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรหรือบันทึกเทปเรื่องการให้ปากคำไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

ในกรณีที่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับคำร้องโดยไม่แจ้งเหตุ

หรือแจ้งเหตุแต่เหตุแห่งการนั้นผู้ยื่นคำร้องสามารถพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น

ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนไปยังคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอได้

ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือ

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ผู้ยื่นคำร้องอาจให้องค์กรพัฒนาเอกชนหรือคณะกรรมการชุมชนเข้าทำการช่วยเหลือดำเนินการเขียน

รวบรวมคำร้องและพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อยื่นต่อนายทะเบียนได้

ในการตรวจสอบคำร้อง

นายทะเบียนอาจให้องค์กรพัฒนาเอกชนหรือคณะกรรมการชุมชนเข้าร่วมทำการตรวจสอบด้วยได้

โดยการอนุมัติจากนายอำเภอ

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑

เมื่อได้รับความเห็นของนายทะเบียน

ให้นายอำเภอแห่งท้องที่มีอำนาจในการพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้ลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน

(ท.ร.๑๔) แก่ชาวไทยภูเขาหรือบุคคลบนพื้นที่สูงที่ร้องขอ ทั้งนี้ การดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐

วันทำการ

ผลการพิจารณาเป็นประการใด

ให้แจ้งนายทะเบียนทราบเพื่อดำเนินการต่อไป

กรณีที่ตรวจสอบพบความไม่ถูกต้องหรือความไม่สมบูรณ์ของคำร้องหรือเอกสารพยานหลักฐานต่าง

ๆ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการหรือเงื่อนไขที่กำหนด

ให้นายอำเภอแจ้งให้ผู้ร้องทราบเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องหรือจัดส่งเอกสารเพิ่มเติมให้ครบถ้วน

ถ้าเป็นกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการให้แก่ผู้ร้องได้ ให้แจ้งนายทะเบียนทราบภายใน ๑๕

วัน นับแต่วันที่ได้มีการวินิจฉัยสั่งการพร้อมเหตุผล

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒

เมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งผลการพิจารณาแล้ว

ให้แจ้งผู้ยื่นคำร้องทราบเป็นหนังสือภายใน ๕ วัน ในกรณีที่มีคำสั่งไม่อนุมัติให้แจ้งเหตุผลแห่งการนั้นไปยังผู้ยื่นคำร้องด้วย

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

กรณีนายอำเภออนุมัติ ให้นายทะเบียนดำเนินการ ดังนี้

(๑) กำหนดเลขประจำตัวประชาชนให้แก่ผู้ได้รับอนุมัติ

โดยกำหนดเลขประจำตัวประชาชนเป็นบุคคลประเภท ๘ ตามแบบพิมพ์ ท.ร.๙๘ ค. โดยแบบ ท.ร.๙๘

ค. ให้สำนักทะเบียนขอเบิกจากสำนักทะเบียนกลางโดยตรงเท่านั้น

(๒) เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้าน (ท.ร.๑๔)

พร้อมทั้งหมายเหตุในช่องย้ายเข้ามาจากว่า “ชาวเขาหรือบุคคลบนพื้นที่สูง

(...........) ตามคำร้องเลขที่ ............ ลงวันที่ .............................

และนายอำเภออนุมัติ เมื่อวันที่ ........................”

แล้วให้นายทะเบียนลงลายมือชื่อ และวันเดือนปีกำกับไว้ หากบุคคลดังกล่าวมีสูติบัตร

ให้หมายเหตุการได้สัญชาติไทยไว้ด้านหลังสูติบัตรด้วย

สำหรับผู้ที่ได้รับการลงรายการสัญชาติที่มีเลขประจำตัวประชาชนเดิม ให้ดำเนินการจำหน่าย

โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑๐ วันทำการ

เว้นแต่มีเหตุขัดข้องอันเกิดจากตัวผู้ร้อง

(๓) รายงานหน่วยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

๓.๑ รายงานการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน โดยส่งแบบพิมพ์

ท.ร.๙๘ ค. ตอนที่ ๒

ให้สำนักทะเบียนกลางทราบภายใน ๑๐ วันทำการ สำหรับ ท.ร.๙๘ ค. ตอนที่ ๑

ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. ๒๕๓๕

และระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎรด้วยระบบคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๓๘

๓.๒ สำเนาแบบพิมพ์บัญชีตามข้อ ๑๗.๓ ให้จังหวัด

และสำนักทะเบียนกลางทราบภายใน ๑๐ วันทำการ

๓.๓

แจ้งหน่วยราชการที่มีทะเบียนประวัติของชาวไทยภูเขาหรือบุคคลบนพื้นที่สูงทราบ

เพื่อหมายเหตุการได้สัญชาติไทยในทะเบียนประวัติ

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔

กรณีที่นายอำเภอไม่อนุมัติ

ผู้ยื่นคำร้องอาจอุทธรณ์คำสั่งไปยังคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอได้ ภายใน ๑ เดือน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือจากสำนักทะเบียนอำเภอหรือท้องถิ่น

ถ้าไม่อุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดถือว่าสิทธิการอุทธรณ์เป็นอันสิ้นสุด

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕

การอุทธรณ์คำสั่งในระดับอำเภอ

ให้ทำเป็นหนังสือตามแบบที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบ ยื่นต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ได้ยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติ

เมื่อได้รับคำร้องอุทธรณ์แล้ว ให้นายทะเบียนตรวจคำร้องอุทธรณ์

และมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำร้องอุทธรณ์ภายใน ๗ วัน

ถ้านายทะเบียนปฏิเสธไม่รับ

ให้นายทะเบียนแสดงเหตุที่ไม่รับนั้นไว้ในคำสั่งทุกเรื่องไปและแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ยื่นคำร้องทราบ

ถ้านายทะเบียนมีคำสั่งรับ

ให้นายทะเบียนส่งคำร้องอุทธรณ์นั้นไปยังคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ ภายใน ๑๐ วัน

คณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖

เมื่อมีรับคำร้องอุทธรณ์

ให้นายทะเบียนเสนอต่อนายอำเภอเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ ภายใน ๕ วัน

คณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอพิจารณาการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวไทยภูเขา

ประกอบด้วย

(๑)

ผู้เชี่ยวชาญที่มาจากฝ่ายผู้ยื่นคำร้อง จำนวน ๑ คน เป็นกรรมการ

(๒)

ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายรัฐที่นายอำเภอแต่งตั้ง จำนวน ๑ คน เป็นกรรมการ

(๓) ปลัดอำเภอ

เป็นกรรมการและเลขานุการ

ให้กรรมการตามความในวรรคสองมีอำนาจร่วมกันในการเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใดในระหว่างกันให้เป็นประธานคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ เลขานุการคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ

มีหน้าที่เรียกประชุมคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ ภายใน ๑๕ วัน

นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้ง

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ให้คณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ

มีอำนาจวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์และปัญหาข้อโต้แย้งในระดับอำเภอของผู้ยื่นคำร้อง

ในการพิจารณาคำร้อง

ถ้าคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอเห็นว่าพยานหลักฐานต่าง ๆ

ที่ใช้ประกอบการพิจารณามีไม่เพียงพอ

คณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอมีอำนาจเรียกบุคคลมาให้การเพิ่มเติมหรือเรียกพยานหลักฐานต่าง

ๆ จากบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙

เมื่อคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอได้ทำการพิจารณาคำร้อง รวมทั้งพยานหลักฐานต่าง

ๆ เสร็จแล้ว

ให้คณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอมีคำวินิจฉัยชี้ขาดประการใดประการหนึ่งดังนี้

(๑) ถ้าคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ เห็นว่า

คำร้องอุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามระเบียบหรือกฎหมาย

ก็ให้ยกคำร้องนั้นเสียโดยไม่ต้องวินิจฉัยในประเด็นอุทธรณ์

(๒) ถ้าคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ เห็นว่า

คำสั่งในระดับอำเภอถูกต้องก็ให้มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งในระดับอำเภอ

(๓) ถ้าคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ เห็นว่า

คำสั่งในระดับอำเภอไม่ถูกต้องก็ให้มีคำวินิจฉัยกลับคำสั่งในระดับอำเภอเสียและมีคำวินิจฉัยในคำร้องนั้นใหม่

(๔) ถ้าคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ เห็นว่า

คำสั่งในระดับอำเภอถูกแต่บางส่วนและผิดบางส่วน

ก็ให้แก้คำสั่งในระดับอำเภอไปตามนั้นโดยมีคำวินิจฉัยยืนบางส่วน

กลับบางส่วนและมีคำวินิจฉัยใหม่แทนส่วนที่กลับนั้น

โดยให้มติของกรรมการอุทธรณ์อำเภอจำนวนสองในสามเสียงถือเป็นข้อยุติของกระบวนการการพิจารณา

ให้คณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอทำการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน

๓๐ วัน ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น

ให้ขยายระยะเวลาการพิจารณาวินิจฉัยออกไปได้อีกไม่เกิน ๒ ครั้ง ครั้งละไม่เกิน ๑๕

วัน

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐

เมื่อคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอมีคำวินิจฉัยเป็นประการใดให้แจ้งคำวินิจฉัย

พร้อมทั้งความเห็นดังกล่าวเป็นหนังสือไปยังนายอำเภอ

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑

นายอำเภอมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอภายใน ๕

วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยเป็นหนังสือ

เว้นแต่กรณีที่มีการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ

เมื่อนายอำเภอได้รับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอแล้ว

ให้แจ้งคำวินิจฉัยนั้นแก่นายทะเบียนเพื่อดำเนินการต่อไปโดยให้นำบทบัญญัติในข้อ ๒๒

และ ๒๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒

นายอำเภอหรือผู้ยื่นคำร้องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยเช่นว่านั้นไปยังคณะกรรมการอุทธรณ์จังหวัด

การอุทธรณ์ให้ทำเป็นหนังสือตามแบบที่กำหนดไว้ท้ายระเบียบ

ยื่นต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่ได้ยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติ ภายใน ๑ เดือน

นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือจากสำนักทะเบียน

ถ้าไม่อุทธรณ์ในกำหนดระยะเวลา ถือว่าสิทธิการอุทธรณ์เป็นอันสิ้นสุด

คณะกรรมการอุทธรณ์จังหวัด

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓

ให้มีคณะกรรมการอุทธรณ์จังหวัด พิจารณาการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวไทยภูเขาหรือบุคคลบนพื้นที่สูง

โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง ประกอบด้วย

(๑) ปลัดจังหวัด เป็นประธาน

(๒) นักวิชาการ

ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เป็นกรรมการจำนวน

๒ คน

(๓) จ่าจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ

(๔) ผู้ช่วยจ่าจังหวัด เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ให้ปลัดจังหวัดมีอำนาจเสนอแต่งตั้งนักวิชาการ

หรือข้าราชการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากสาขาวิชากฎหมาย ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์

ชาติพันธุ์วรรณนา เป็นกรรมการในคณะกรรมการอุทธรณ์จังหวัดตามวรรคต้น

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔

เมื่อได้รับคำร้องอุทธรณ์แล้ว

ให้นายทะเบียนส่งคำร้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์จังหวัดภายใน ๕ วัน

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕

เลขานุการคณะกรรมการอุทธรณ์จังหวัด

มีหน้าที่เรียกประชุมคณะกรรมการอุทธรณ์จังหวัด ภายใน ๑๕ วัน

นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖

อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการอุทธรณ์จังหวัด ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๔

ว่าด้วยคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ มาใช้บังคับด้วย โดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗

เมื่อคณะกรรมการอุทธรณ์จังหวัดมีคำชี้ขาดอุทธรณ์แล้ว

ให้แจ้งคำชี้ขาดเป็นหนังสือไปยังนายอำเภอ และได้นำบทบัญญัติในข้อ ๓๑

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

คำชี้ชาดของคณะกรรมการอุทธรณ์จังหวัด

กรณีถ้าเป็นข้อเท็จจริงถือว่าเป็นที่สุดของกระบวนการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านของชาวไทยภูเขาหรือบุคคลบนพื้นที่สูงตามระเบียบนี้

แต่ถ้าเป็นข้อกฎหมายผู้ร้องหรือนายอำเภอสามารถยื่นอุทธรณ์มายังคณะกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลางได้ตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ภายใน

๑ เดือนนับแต่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากสำนักทะเบียน

ถ้าไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาถือว่าสิทธิการอุทธรณ์เป็นอันสิ้นสุด

คณะกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลาง

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘

ให้มีคณะกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลางพิจารณาการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านให้แก่ชาวไทยภูเขาหรือบุคคลบนพื้นที่สูง

โดยผู้อำนวยการทะเบียนกลางแต่งตั้ง ประกอบด้วย

(๑) รองผู้อำนวยการทะเบียนกลาง

(ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน) เป็นประธาน

(๒) ผู้ช่วยผู้อำนวยการทะเบียนกลาง

(ผู้อำนวยการส่วนการทะเบียนราษฎร) เป็นกรรมการ

(๓) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เป็นกรรมการ จำนวน ๓ คน

(๔) หัวหน้าฝ่ายทะเบียนชนกลุ่มน้อย ส่วนการทะเบียนราษฎร

เป็นกรรมการและเลขานุการ

(๕) หัวหน้างานกฎหมายและระเบียบชนกลุ่มน้อย

ส่วนการทะเบียนราษฎรเป็นกรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการ

ให้รองผู้อำนวยการทะเบียนกลางมีอำนาจเสนอผู้อำนวยการทะเบียนกลางแต่งตั้งนักวิชาการ

ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากสาขาวิชากฎหมาย ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์

ชาติพันธุ์วรรณนา ให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลางตามวรรคต้น

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙

เมื่อได้รับคำร้องอุทธรณ์แล้ว

ให้นายทะเบียนส่งคำร้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ภายใน ๕ วัน

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐

เลขานุการคณะกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลาง มีหน้าที่เรียกประชุมคณะกรรมการอุทธรณ์ภายใน

๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องอุทธรณ์

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑

อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลาง ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ

๔ ว่าด้วยคณะกรรมการอุทธรณ์อำเภอ

มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒

เมื่อมีคำชี้ขาดอุทธรณ์แล้วให้แจ้งคำชี้ขาดเป็นหนังสือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งนายอำเภอ

และให้นำบทบัญญัติในข้อ ๓๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

คำชี้ขาดของคณะกรรมการอุทธรณ์ส่วนกลางถือว่าเป็นที่สุดของกระบวนการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านของชาวไทยภูเขาหรือบุคคลบนพื้นที่สูงตามระเบียบนี้

ลักษณะ

๗ การเพิกถอนทะเบียนรายการสัญชาติ

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓

กรณีผู้ที่ได้รับการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบหรือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ

หรือมีการรับรองโดยผิดจากความเป็นจริง

ให้นายทะเบียนยื่นเรื่องต่อนายอำเภอเพื่อให้นายอำเภอวินิจฉัยปัญหาและดำเนินการเพิกถอนการลงรายการสัญชาติไทย

โดยจำหน่ายชื่อและรายการบุคคลออกจากทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังจากการเพิกถอนตามความในวรรคแรกแล้ว

ให้นายทะเบียนดำเนินการลงรายการสถานะที่แท้จริงของบุคคลนั้นในทะเบียนราษฎรตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

เมื่อดำเนินการเพิกถอนรายการสัญชาติไทยของบุคคลใดแล้ว

ให้รายงานต่อสำนักทะเบียนกลางพร้อมทั้งสำเนาให้ส่วนการทะเบียนราษฎรทราบด้วย

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ เมื่อบุคคลบนพื้นที่สูงเสียสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติแล้ว

ให้นายทะเบียนดำเนินการเพิกถอนรายการสัญชาติไทยของบุคคลดังกล่าวออกจากทะเบียน

และให้นำความในวรรคสองและวรรคสามในข้อ ๔๓ มาดำเนินการต่อไปโดยอนุโลม

การพิจารณาลงรายการสถานะของบุคคล

ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕

การพิจารณาว่าบุคคลบนพื้นที่สูงผู้ใดเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรให้นายทะเบียนพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าวรวมทั้งระเบียบที่เกี่ยวข้อง

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖

เมื่อปรากฎว่าบุคคลบนพื้นที่สูงผู้ใดเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรให้นายทะเบียนดำเนินการเพิ่มชื่อและรายการบุคคลนั้นลงในทะเบียนบ้าน

(ท.ร.๑๔)

เมื่อได้รับคำร้องขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านจากบุคคลดังกล่าวโดยให้ปฏิบัติตามวิธีและขั้นตอนซึ่งบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรและระเบียบต่าง

ๆ ที่เกี่ยวข้อง

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗

ในกรณีที่บุคคลบนพื้นที่สูงซึ่งอ้างตนว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร

ได้รับการเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้านโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบหรือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือมีการรับรองโดยผิดจากความเป็นจริง

ให้นายทะเบียนยื่นเรื่องต่อนายอำเภอ

เพื่อให้นายอำเภอวินิจฉัยปัญหาและดำเนินการจำหน่ายชื่อและรายการบุคคลออกจากทะเบียนบ้าน

(ท.ร.๑๔) ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังจากการเพิกถอนตามความในวรรคแรกแล้ว

ให้นายทะเบียนดำเนินการลงรายการสถานะที่แท้จริงของบุคคลนั้นในทะเบียนราษฎรตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องและให้นำความในวรรคสองและวรรคสามในข้อ

๔๓ มาดำเนินการต่อไปโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘

เมื่อบุคคลบนพื้นที่สูงถูกเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

ให้นายทะเบียนดำเนินการตามข้อ ๔๔ โดยอนุโลม

การพิจารณาลงรายการสถานะของบุคคลที่ได้รับอนุญาต

ให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙

การพิจารณาว่าบุคคลบนพื้นที่สูงผู้ใด

เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว

ให้นายทะเบียนพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง รวมทั้งระเบียบที่เกี่ยวข้อง

51 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_416134b222cf56c9

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com