法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ พ.ศ. 2529 (ฉบับ Update ณ วันที่ 08/04/2552)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
16
มาตรา อารัมภบท

ข้อบังคับสภาทนายความ

ข้อบังคับสภาทนายความ

ว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ

พ.ศ. ๒๕๒๙

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๗ (๓) และมาตรา ๓๘

และด้วยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ ตามมาตรา ๒๘

แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ คณะกรรมการสภาทนายความออกข้อบังคับว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความไว้

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า

“ข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ พ.ศ. ๒๕๒๙”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ข้อบังคับนี้ให้ใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้

“สำนักฝึกอบรม” หมายถึง สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ

“คณะกรรมการ” หมายถึง คณะกรรมการอำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ

ซึ่งคณะกรรมการสภาทนายความได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมและบริหารกิจการตามข้อบังคับนี้

“ผู้อำนวยการ” หมายถึง ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ

ซึ่งคณะกรรมการสภาทนายความแต่งตั้ง

สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้สภาทนายความจัดตั้งสำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ

เรียกว่า “สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความแห่งสภาทนายความ” เพื่อฝึกอบรมหลักปฏิบัติเบื้องต้นในการว่าความ

ฝึกอบรมมารยาททนายความ และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความ

ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒)[๒]

สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี หรืออนุปริญญาทางนิติศาสตร์

หรือประกาศนียบัตรในวิชานิติศาสตร์ ซึ่งเทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรืออนุปริญญา

หรือปริญญาตรีนิติศิลปศาสตรบัณฑิตทางกฎหมาย (นศ.บ) [Juris Doctor (J.D.) หรือ Doctor of Jurisprudence]

จากสถาบันการศึกษาในประเทศหรือต่างประเทศซึ่งสภาทนายความเห็นว่า

สถาบันการศึกษานั้นมีมาตรฐานการศึกษาที่ผู้ได้รับปริญญาตรี หรืออนุปริญญา

หรือประกาศนียบัตรควรเป็นทนายความได้

(๓) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี

และไม่เป็นผู้ได้กระทำการใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต

(๔) ไม่อยู่ในระหว่างต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

(๕) ไม่เป็นโรคติดต่อซึ่งเป็นที่รังเกียจแก่สังคม

ผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิชาว่าความซึ่งได้ผ่านการฝึกอบรมที่จัดโดยสำนักฝึกอบรมตามหลักสูตรและวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้เท่านั้นมีสิทธิขอจดทะเบียนเป็นทนายความ

เว้นแต่ผู้ที่ได้เคยปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีในศาลมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒

ปี อาจขอให้คณะกรรมการพิจารณาสั่งยกเว้นให้จดทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นทนายความได้โดยไม่ต้องเข้ารับการฝึกอบรมตามข้อบังคับนี้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารกิจการของสำนักฝึกอบรมตามนโยบายหรือมติของคณะกรรมการ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการสภาทนายความ

เรียกว่า “คณะกรรมการอำนวยการสำนักฝึกอบรมแห่งสภาทนายความ” ประกอบด้วย

ผู้อำนวยการซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการ

และกรรมการอื่นซึ่งคณะกรรมการสภาทนายความแต่งตั้งรวมไม่เกิน ๑๕ คน ทั้งนี้ ให้นายกอุปนายก

เลขาธิการสภาทนายความ เป็นที่ปรึกษาโดยตำแหน่ง

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้คณะกรรมการดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระของคณะกรรมการสภาทนายความซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งให้เข้ารับตำแหน่ง

คณะกรรมการสภาทนายความอาจมีมติให้กรรมการคนใดคนหนึ่ง

หรือทั้งคณะ พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระก็ได้

และจะแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นกรรมการแทนกรรมการที่ตาย ลาออกหรือต้องพ้นตำแหน่งก่อนวาระก็ได้

คณะกรรมการหรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งได้เท่าวาระของกรรมการที่ตนแทน

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในกรณีที่คณะกรรมการพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ

ไม่ว่าจะเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามวาระหรือก่อนครบกำหนดวาระก็ตาม

ให้ผู้อำนวยการยังคงรักษาการในตำแหน่งเช่นนั้นต่อไปจนกว่าจะมีคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการบริหารกิจการสำนักฝึกอบรมให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของสภาทนายความ

(๒) กำหนดรายละเอียดของหลักสูตรการศึกษาและฝึกอบรม

ตลอดจนเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการศึกษาและฝึกอบรมให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง

(๓) กำหนดค่าธรรมเนียมหรือค่าลงทะเบียนที่จะพึงเรียกเก็บจากผู้เข้ารับการฝึกอบรมแต่ต้องไม่เกินสามพันบาท

(๔) จัดทำประมาณการรายรับ-รายจ่าย และรายงานเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของสำนักฝึกอบรมเสนอต่อคณะกรรมการสภาทนายความเพื่อให้ความเห็นชอบ

(๕) จัดทำรายงานการฝึกอบรมเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสภาทนายความ

(๖) คัดเลือก แต่งตั้ง และสับเปลี่ยนผู้บรรยาย

ผู้ทดสอบและผู้ควบคุม หรือผู้ให้การฝึกอบรมตามที่เห็นสมควร

(๗) แต่งตั้งและถอดถอนที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษาซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งได้ตามที่เห็นสมควร

(๘) ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ที่จำเป็นและสมควร

เพื่อให้กิจการของสำนักฝึกอบรมสำเร็จผลลงด้วยดี

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้กำหนดนัดและเรียกประชุมคณะกรรมการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

ในการประชุมคณะกรรมการจะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุม

ให้ผู้อำนวยการหรือกรรมการที่ผู้อำนวยการมอบหมายทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม

มติของที่ประชุมคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก

ในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

หลักสูตร

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ให้สำนักฝึกอบรมจัดให้มีการฝึกอบรมวิชาว่าความเป็นประจำทุกปี

ปีละไม่น้อยกว่า ๑ ครั้ง

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ หลักสูตรการฝึกอบรมวิชาว่าความ แบ่งเป็น ๒

ภาค ดังนี้

(๑) ภาคทฤษฎี ให้สำนักฝึกอบรมกำหนดการอบรมภาคทฤษฎี

โดยมีระยะเวลาให้ฝึกอบรมไม่น้อยกว่า ๙๐ ชั่วโมง ในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ก. มรรยาทและจริยธรรมทนายความ

ข. วิธีดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ค. วิธีดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ง. วิธีดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมายอื่น

จ. หลักการให้คำปรึกษากฎหมาย

(๒) ภาคปฏิบัติ ให้ฝึกอบรมภาคปฏิบัติเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๖

เดือน

การฝึกอบรมภาคปฏิบัติอาจกระทำได้โดยให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมฝึกหัดงานที่สำนักฝึกอบรมหรือที่สำนักงานทนายความก็ได้

แต่ระยะเวลาฝึกหัดงานแห่งใดแห่งหนึ่งหรือทั้งสองแห่งรวมกันต้องไม่น้อยกว่าระยะที่กำหนดในวรรคแรก

เบ็ดเตล็ด

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ คณะกรรมการมีสิทธิที่จะคัดชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมออกจากทะเบียน

หรือสั่งพักการฝึกอบรมได้ ตามระยะเวลาที่เห็นสมควร หากปรากฏว่าผู้เข้ารับการฝึกอบรมขาดคุณสมบัติหรือประพฤติตนไปในทางที่อาจจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียหรือความเสียหายแก่สำนักฝึกอบรมหรือแก่สภาทนายความ

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ให้ผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประกาศกำหนดเวลาทำการของสำนักฝึกอบรม

กำหนดเวลาฝึกอบรม กำหนดการสอบและการวัดผล กำหนดการสัมมนาหรือการประชุม ตลอดจนวันหยุดทำการแต่ละปี

เป็นการล่วงหน้า

บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ให้ผู้ที่ผ่านการอบรมวิชาว่าความของสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย

รุ่น ๑๑ และรุ่น ๑๒ ประจำปี ๒๕๒๗ และปี ๒๕๒๘ ตามลำดับ และได้รับวุฒิบัตรแล้ว

เป็นผู้ผ่านการฝึกอบรมวิชาว่าความตามข้อบังคับนี้

ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๙

คำนวณ ชโลปถัมภ์

นายกสภาทนายความ

ข้อบังคับสภาทนายความ

ว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๒[๓]

มณฑิตา/ผู้จัดทำ

๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

นฤดล/ผู้ตรวจ

๒๑ มกราคม ๒๕๕๔

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่มที่ ๑๐๓/ตอนที่ ๑๐๓/ฉบับพิเศษ หน้า๖/๑๙ มิถุนายน ๒๕๒๙

[๒] ข้อ ๕ (๒)

แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ(ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๕๒

[๓] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๖/ตอนพิเศษ ๕๑ ง/หน้า ๘๙/๘ เมษายน ๒๕๕๒

16 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ พ.ศ. 2529 (ฉบับ Update ณ วันที่ 08/04/2552) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_429f5a2f60f6fe1c

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com