法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 8/2560 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่ สนส. 8 /2560

เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ

ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นถึงความจําเป็นของสถาบันการเงินในการดําเนินธุรกิจในรูปแบบของกลุ่มธุรกิจทางการเงินมากขึ้น แต่การดําเนินธุรกิจในลักษณะกลุ่มธุรกิจทางการเงินนั้น หากไม่มีการกํากับดูแลอย่างเหมาะสมก็อาจส่งผลให้การดําเนินธุรกิจมีความเสี่ยงมากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันการเงิน ดังนั้น ในปี 2549 ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีการออกแนวนโยบายการกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินเริ่มทดลองถือปฏิบัติโดยยังไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อมาเมื่อมีการเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินในพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 66/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2551 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย แต่ในช่วงแรกได้กําหนดให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินถือปฏิบัติในหลักเกณฑ์เชิงคุณภาพก่อนจากนั้นได้มีการออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 6/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การกํากับแบบรวมกลุ่ม ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 เพื่อบังคับใช้หลักเกณฑ์อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2553 เป็นต้นมา และได้มีการปรับปรุงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยมาโดยลําดับทั้งในเรื่องของการปรับปรุงให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินดํารงเงินกองทุนตามเกณฑ์ Basel lllเมื่อปี 2555 และการขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจสําหรับบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ประกอบธุรกิจศูนย์ฝึกอบรมซึ่งเป็นธุรกิจสนับสนุนเมื่อปี 2556

ในการกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีการดําเนินธุรกิจในขอบเขตที่เหมาะสมและมีความมั่นคง อันจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้แก่ระบบสถาบันการเงินโดยรวม และเพื่อให้การกํากับดูแลสถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจทางการเงินในประเทศไทยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ดังนั้น การกํากับดูแลความเสี่ยงในระดับ Solo basis เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการดําเนินธุรกิจในลักษณะกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และจากการให้การสนับสนุนระหว่างกันภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ซึ่งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นนั้นมีได้หลายรูปแบบ เช่น ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit risk) ความเสี่ยงด้านตลาด (Market risk) ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity risk) ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational risk) และความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation risk) โดยปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งในกลุ่มธุรกิจทางการเงินอาจลุกลามขยายไปยังสถาบันการเงินและบริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินนั้นเป็นบริษัทที่ต้องการความเชื่อมั่นจากตลาด ก็อาจเป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้เกิดปัญหาสภาพคล่องจนกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงของสถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ในที่สุด บริษัทแม่จึงจําเป็นต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงของแต่ละบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและเข้าใจความเสี่ยงโดยรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้กําหนดหลักเกณฑ์ในการกํากับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินใช้เป็นมาตรฐานขั้นต่ําในการบริหารความเสี่ยง โดยให้บริษัทแม่มีหน้าที่ในการดูแลให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินอย่างเหมาะสม รวมถึง จัดให้มีนโยบายการบริหารความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ได้แก่ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการซึ่งในช่วงแรกของการบังคับใช้หลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินในปี 2551 นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กําหนดให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินถือปฏิบัติเฉพาะหลักเกณฑ์เชิงคุณภาพเท่านั้น เช่น การบริหารความเสี่ยง การติดตามความเสี่ยง และการควบคุมภายใน เพื่อให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีเวลาในการปรับตัวให้ปฏิบัติได้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ต่อมาในปี 2553 ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เชิงปริมาณเพิ่มเติม เช่น การดํารงเงินกองทุน การกําหนดปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน กับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินหรือบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

การปรับปรุงหลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินในครั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อ ทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้แก่กรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินในระดับ Solo Consolidation ให้สอดคล้องกับมาตรา 48 (1) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 และหลักเกณฑ์ของสถาบันการเงินในระดับ Solo basis เรื่อง การให้สินเชื่อ ทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้แก่กรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เน้นย้ําถึงความสําคัญของการบริหาร์ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินควรมีการดํารงสภาพคล่องอย่างเพียงพอ และควรให้ความสําคัญเพิ่มเติมกับความเพียงพอของกระแสเงินสดรับและกระแสเงินสดจ่ายทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต รวมถึง ปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้สอบบัญชีภายนอกให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของสถาบันการเงินในระดับ Solo basis และปรับปรุงถ้อยคําในประกาศให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การดํารงเงินกองทุนตามเกณฑ์ Basel III พร้อมทั้งตัวอย่างการคํานวณอัตราส่วนการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันและทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 4 มาตรา 31 มาตรา 34 มาตรา 55 มาตรา 57 มาตรา 59 และมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ให้สถาบันการเงิน บริษัทแม่ บริษัทลูกและบริษัทร่วมของสถาบันการเงินในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้

อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงิน บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทร่วมทุกแห่งของสถาบันการเงินในกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน ยกเว้น สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ

อื่นๆ - 4. เนื้อหา

4.1 คําจํากัดความ

"การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงิน" (Consolidated Supervision) หมายความว่า การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงิน ทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยคํานึงถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการดําเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินโดยรวมที่มีผลกระทบต่อบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและสถาบันการเงินนั้น ๆ ไม่ว่าความเสี่ยงนั้นจะปรากฎอยู่ในบัญชีของสถาบันการเงินหรือบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีการดําเนินธุรกิจในขอบเขตที่เหมาะสมและมีความมั่นคง

"สถาบันการเงิน" หมายความว่า

ก. ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ ซึ่งหมายความรวมถึง ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย และธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ แต่ไม่รวมสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ

ข. บริษัทเงินทุน

ค. บริษัทเครดิตฟองซิเอร์

"ธุรกิจทางการเงิน" ให้มีความหมายตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลโครงสร้างและขอบเขตธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

"ธุรกิจสนับสนุน" ให้มีความหมายตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลโครงสร้างและขอบเขตธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

"บริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation " ให้มีความหมายตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลโครงสร้างและขอบเขตธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

"บริษัทลูกนอกกลุ่ม Solo Consolidation" ให้มีความหมายตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลโครงสร้างและขอบเขตธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

"เงินกองทุนทั้งสิ้นของสถาบันการเงิน" ให้มีความหมายตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุน หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเครดิตฟองซิเอร์แล้วแต่กรณี

"กรรมการที่เป็นผู้บริหาร" ให้มีความหมายตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน

"ที่ปรึกษา" ให้มีความหมายตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน

"ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation" หมายความว่า บุคคลที่ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงิน หรือบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation แล้วแต่กรณีเกินร้อยละ 5 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของสถาบันการเงินหรือบริษัทนั้น โดยให้นับรวมถึงหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้ ในกรณีที่บุคคลนั้นเป็นบริษัทโฮลดิ้ง บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัย ที่เป็นบริษัทแม่ ให้นับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทโฮลดิ้ง บริษัทหลักทรัพย์บริษัทประกันชีวิต หรือบริษัทประกันวินาศภัยดังกล่าว เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ด้วย

"กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation" หมายความว่า บริษัทนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ซึ่งสถาบันการเงิน บริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation กรรมการของสถาบันการเงิน กรรมการของบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงิน ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้ ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น

4.2 การกํากับดูแลด้านธรรมาภิบาลของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

4.2.1 คณะกรรมการของบริษัทแม่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลด้านธรรมาภิบาลของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยต้องมีการดําเนินการที่ชัดเจนและมีการกําหนดกรอบธรรมาภิบาลที่เหมาะสมกับโครงสร้าง ลักษณะการประกอบธุรกิจ และความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินซึ่งคณะกรรมการของบริษัทแม่ควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

4.2.2 บริษัทแม่ต้องจัดให้มีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อทําหน้าที่ควบคุม ติดตาม ตรวจสอบ และดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินดําเนินการตามนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่ได้กําหนดไว้

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังสนับสนุนให้บริษัทแม่จัดให้มี

(1) คณะกรรมการตรวจสอบของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อให้บริษัทแม่สามารถกํากับดูแลและติดตามการปฏิบัติงานของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้ถือปฏิบัติตามนโยบายของกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ รวมทั้ง สามารถสอบทานรายงานทางการเงินของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้ถูกต้องและเพียงพอ

(2) คณะกรรมการสรรหาของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อทําหน้าที่กํากับดูแลการสรรหากรรมการและผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพื่อให้ได้กรรมการและผู้มีอํานาจที่เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบและลักษณะงาน

(3) คณะกรรมการกําหนดค่าตอบแทนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพื่อทําหน้าที่กํากับดูแลการจ่ายค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่นใดแก่กรรมการและผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อให้การจ่ายค่าตอบแทนและผลประโยชน์ดังกล่าวมีความชัดเจน โปร่งใส สอดคล้องและเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบและลักษณะงานในแต่ละระดับ

ทั้งนี้ ประธานของคณะกรรมการสรรหาและประธานของคณะกรรมการกําหนดค่าตอบแทนควรเป็นกรรมการอิสระ เพื่อผลักดันให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาและคณะกรรมการกําหนดค่าตอบแทนเป็นไปอย่างอิสระ ซึ่งบริษัทแม่อาจกําหนดให้คณะกรรมการสรรหาและคณะกรรมการกําหนดค่าตอบแทนเป็นชุดเดียวกันได้

4.3 การกํากับดูแลความเสี่ยงในภาพรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

4.3.1 การบริหารความเสี่ยง

บริษัทแม่ต้องเข้าใจและตระหนักถึงความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินในภาพรวม และความเสี่ยงจากการทําธุรกรรมระหว่างบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เพื่อให้สามารถบริหาร ควบคุม และติดตามความเสี่ยงของทุกบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพโดยบริษัทแม่ต้องดําเนินการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

(1) จัดทํานโยบายการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินซึ่งนโยบายดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของบริษัทแม่ และจัดส่งนโยบายดังกล่าวให้ฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประจําทุกปีและทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือการดําเนินธุรกิจของกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่สําคัญภายใน 30 วันนับแต่วันที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทแม่ให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ นโยบายการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินควรประกอบด้วย นโยบายการบริหารความเสี่ยงโดยรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และนโยบายการบริหารความเสี่ยงในการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1.1) นโยบายการบริหารความเสี่ยงโดยรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ต้องครอบคลุมรายละเอียดอย่างน้อยดังต่อไปนี้

ก. ประเภทความเสี่ยงที่สําคัญของกลุ่มธุรกิจทางการเงินและของแต่ละบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

ข. กระบวนการและวิธีการในการประเมินและการวัดความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

ค. การควบคุมและการจัดการความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่น การกําหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การกําหนดขอบเขตการมอบอํานาจในการตัดสินใจของผู้มีอํานาจอย่างชัดเจน

ง. การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (business continuity management) ตามแนวปฏิบัติธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BusinessContinuity Management: BCM) และการจัดทําแผนรองรับการดําเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (BusinessContinuity Plan: BCP) ของสถาบันการเงิน

(1.2) นโยบายการบริหารความเสี่ยงในการทําธุรกรรมระหว่างกันภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ตามที่กําหนดในข้อ 4.4.3

(2) จัดทําแนวทางการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้สอดคล้องกับหนังสือเวียนที่ ธปท.สกส.(03)ว. 227/2548 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 เรื่อง แนวทางที่พึงปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยง และที่แก้ไขเพิ่มเติม

นอกจากนี้ บริษัทแม่ควรจัดให้บริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation ที่มีนัยสําคัญต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงิน มีระบบการบริหารความเสี่ยงของตนเอง เพื่อให้สามารถบริหาร ควบคุมและติดตามความเสี่ยงของตนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง มีความเข้าใจและตระหนักถึงทั้งความเสี่ยงของตนที่อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงินและความเสี่ยงจากการทําธุรกรรมกับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

4.3.2 การติดตามความเสี่ยงและการควบคุมภายใน

ความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินจะลดลง หากกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีระบบการติดตามความเสี่ยง มีธรรมาภิบาล และมีระบบการควบคุมภายในที่ดีและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีมาตรฐานการบริหารความเสี่ยง ธรรมาภิบาล และระบบการควบคุมภายในที่ดีธนาคารแห่งประเทศไทยจึงกําหนดให้

(1) บริษัทแม่ต้องดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีระบบการควบคุมภายในและระบบการติดตามความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

(2) คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ทําหน้าที่ประเมินผลการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินและรายงานโดยตรงต่อคณะกรรมการของบริษัทแม่อย่างสม่ําเสมออย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้คณะกรรมการของบริษัทแม่ได้ติดตามการบริหารงานของกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่อง และในกรณีที่มีเหตุการณ์ที่อาจทําให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงรายงานต่อคณะกรรมการของบริษัทแม่ในทันที

(3) บริษัทแม่ต้องทบทวนนโยบายการบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามความจําเป็นและเหมาะสมอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยให้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการของบริษัทแม่ และจัดส่งนโยบายดังกล่าวให้ฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ภายใน 30 วันนับจากวันที่คณะกรรมการของบริษัทแม่ให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจกําหนดให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องดํารงเงินกองทุนเพิ่มเติมได้ หากธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาแล้วเห็นว่า กลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่มีระบบการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในที่ดีพอ

4.4 การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านเครดิต

4.4.1 การบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต

บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบ ดูแล และควบคุม ให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีระบบการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตของธนาคารแห่งประเทศไทย และถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงดังกล่าวโดยบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างน้อยในเรื่องต่อไปนี้

(1) กรณีบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation

ให้บริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation นําหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านเครดิตทั้งหมด 9 เรื่อง ตามประกาศ หนังสือเวียน แนวปฏิบัติ และแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยเรื่องดังต่อไปนี้ มาบังคับใช้โดยอนุโลม (ตัวอย่างหลักเกณฑ์ตามเอกสารแนบของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงิน)

(1.1) การบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตของพอร์ตสินเชื่อ

(1.2) การให้สินเชื่อโดยมีหลักทรัพย์เป็นประกัน

(1.3) การสอบทานสินเชื่อ

(1.4) การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสํารอง

(1.5) การประเมินมูลค่าหลักประกัน และอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการชําระหนี้

(1.6) การปรับปรุงโครงสร้างหนี้

(1.7) การรับรู้ดอกเบี้ยค้างรับเป็นรายได้

(1.8) การถือครองอสังหาริมทรัพย์รอการขาย

ทั้งนี้ บริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation (ไม่รวมบริษัทบริหารสินทรัพย์ ต้องจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์รอการขายออกไปภายในระยะเวลาที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยอสังหาริมทรัพย์รอการขาย ยกเว้น อสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาก่อนวันที่ 4 สิงหาคม 2551 ให้ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาในวันที่ 4 สิงหาคม 2551

หากบริษัทลูกไม่สามารถจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์ได้ตามระยะเวลาที่กําหนด และสถาบันการเงินเข้าเกณฑ์ต้องกันเงินสํารองในช่วงระยะเวลาผ่อนผันการถือครองตามประกาศดังกล่าว บริษัทลูกดังกล่าวต้องกันเงินสํารองในช่วงระยะเวลาผ่อนผันการถือครองตามหลักเกณฑ์ในประกาศดังกล่าวด้วย

(1.9) การกํากับดูแลบริษัทบริหารสินทรัพย์

(2) กรณีบริษัทลูกนอกกลุ่ม Solo Consolidation

ให้บริษัทลูกนอกกลุ่ม Solo Consolidation ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลที่หน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะกําหนด (ถ้ามี)

4.4.2 การลงทุนของสถาบันการเงินในบริษัทต่าง ๆ

เพื่อให้สถาบันการเงินมุ่งเน้นการดําเนินธุรกิจสถาบันการเงินมากกว่าการลงทุนเพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่เกินกว่าการสนับสนุนธุรกิจตามปกติ และเพื่อจํากัดความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของการลงทุนภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน สถาบันการเงินต้องถือปฏิบัติ ดังนี้

(1) การลงทุนในบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation สถาบันการเงินสามารถถือหรือมีหุ้นในบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation ได้ไม่จํากัดจํานวน

ทั้งนี้ สถาบันการเงินต้องมีเงินกองทุนเพียงพอที่จะลงทุนในบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation ในวันที่นําบริษัทดังกล่าวเข้ามาอยู่ในกลุ่ม กล่าวคือ เมื่อสถาบันการเงินนําเงินลงทุนในบริษัทลูกดังกล่าวมาหักออกจากเงินกองทุนทั้งสิ้นของสถาบันการเงินแล้ว สถาบันการเงินยังสามารถดํารงเงินกองทุนได้ตามกฎหมาย

(2) การลงทุนในบริษัทลูกนอกกลุ่ม Solo Consolidation และบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

สถาบันการเงินสามารถถือหรือมีหุ้นในบริษัทลูกนอกกลุ่ม Solo Consolidation เมื่อนับรวมกับ การถือหรือมีหุ้นในบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงินทุกบริษัท ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงินแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของสถาบันการเงิน เว้นแต่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณีโดยให้บริษัทแม่ทําหนังสือขอผ่อนผันมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

ทั้งนี้ การนับการลงทุนของสถาบันการเงินในบริษัทต่าง ๆ ให้นับการลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม

4.4.3 การทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

ความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยอาจเกิดขึ้นจากการกระทําของบริษัทแม่โดยตรง หรือจากการกระทําของบริษัทใดบริษัทหนึ่งในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หรือการทําธุรกรรมกับบริษัทภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่น การให้สินเชื่อ การถือหุ้นการซื้อขายทรัพย์สิน การค้ําประกัน การลงทุนในหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและการให้บริการระหว่างกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ในหลายรูปแบบดังนั้น บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ดังนี้

(1) ลักษณะของธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(1.1) ธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หมายถึง ธุรกรรมทั้งในและนอกงบดุลทุกประเภทที่ทําขึ้นระหว่างบริษัทภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ซึ่งหมายความถึงธุรกรรมระหว่าง

(1.1.1) บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation (หมายถึง ธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงินกับบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation และธุรกรรมระหว่างบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation ด้วยกัน)

(1.1.2) บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation กับบริษัทนอกกลุ่ม Solo Consolidation

(1.1.3) บริษัทนอกกลุ่ม Solo Consolidation (หมายถึง ธุรกรรมระหว่างบริษัทแม่ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินกับบริษัทลูกนอกกลุ่ม Solo Consolidation และธุรกรรมระหว่างบริษัทลูกนอกกลุ่ม Solo Consolidation ด้วยกัน)

ทั้งนี้ ในการทําธุรกรรมตามข้อ (1.1.1) และ (1.1.2/) ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และในการทําธุรกรรมตามข้อ (1.1.3) ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เชิงคุณภาพเท่านั้น

(1.2) ตัวอย่างของธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่น

(1.2.1) การให้สินเชื่อหรือการทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ เช่น ธุรกรรมแฟ็กเตอริง ธุรกรรมการให้เช่าซื้อ ธุรกรรมการให้เช่าแบบลีสซิ่ง

(1.2.2) การก่อภาระผูกพัน เช่น การรับรอง การอาวัลหรือการสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงิน การสลักหลังตั๋วเงินที่ผู้รับสลักหลังมีสิทธิไล่เบี้ย การค้ําประกันการกู้ยืมเงินหรือการค้ําประกันการขาย การขายลดหรือการขายช่วงลดตั๋วเงิน การค้ําประกันการเพิ่มทุนหรือการค้ําประกันในลักษณะอื่นใดเพื่อผลประโยชน์ในการกู้ยืมเงินของบุคคลหนึ่งบุคคลใด การรับประกันการจําหน่ายตราสารแสดงสิทธิในหนี้แบบรับประกันทั้งจํานวน (firm underwrite) และการทําสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน เช่น อนุพันธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยน อนุพันธ์ด้านอัตราดอกเบี้ย อนุพันธ์ด้านราคาตราสารทุน และอนุพันธ์ด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์

(1.2.3) การซื้อหรือการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(1.2.4) การซื้อหรือขายสินทรัพย์ รวมถึงการขายสินทรัพย์โดยมีสัญญาซื้อคืน

(1.2.5) การรับหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเป็นหลักประกันการให้สินเชื่อ หรือการออกหนังสือค้ําประกันหรือเล็ตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(1.2.6) การทําธุรกรรมประเภทอื่น เช่น การให้บริการระหว่างกัน การจ่ายดอกเบี้ย และการจ่ายเงินปันผล รวมถึง การทําธุรกรรมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ทําขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อถ่ายโอนผลประโยชน์ให้กับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเช่น การขายทรัพย์สินให้กับบุคคลภายนอกโดยมีเงื่อนไขว่า บุคคลภายนอกนั้นจะต้องนําทรัพย์สินนั้นมาขายต่อให้กับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินด้วยราคาที่ต่ํากว่าราคาตลาด

(2) การกํากับดูแลเชิงปริมาณสําหรับธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(2.1) ปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ

(2.1.1) บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation สามารถให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อระหว่างกันได้ โดยไม่จํากัดปริมาณทั้งต่อรายและโดยรวม

(2.1.2) บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation สามารถให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บริษัทนอกกลุ่ม Solo Consolidation ได้โดยไม่จํากัดปริมาณต่อรายแต่จํากัดปริมาณโดยรวม โดยเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนกลุ่ม Solo Consolidation ของสถาบันการเงิน หรือไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินกองทุนกลุ่ม Solo Consolidation ของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย แล้วแต่กรณี เว้นแต่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี โดยให้บริษัทแม่ทําหนังสือขอผ่อนผันมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

(2.2) การนับปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ

(2.2.1) การนับปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ไม่นับรวมถึงจํานวนเงินลงทุนในบริษัทลูกในส่วนที่สถาบันการเงินได้หักเงินลงทุนในบริษัทลูกดังกล่าวออกจากเงินกองทุนกลุ่ม Solo Consolidation แล้วตามสัดส่วนของจํานวนที่ต้องหักออกจากเงินกองทุนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุน แล้วแต่กรณี โดยคิดจํานวนที่ถูกหักเงินกองทุนของแต่ละบริษัทตามสัดส่วนเงินลงทุน (pro-rata basis) (ตัวอย่างการคํานวณตามเอกสารแนบ)

(2.2.2) การนับรายการใดเป็นการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ และการยกเว้นรายการใดที่ไม่ต้องนํามารวมคํานวณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ให้นําหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(3) การกํากับดูแลเชิงคุณภาพสําหรับธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(3.1) นโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(3.1.1) บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบการกําหนดนโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน โดยมีการทบทวนนโยบายดังกล่าวอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายดังกล่าวมีความเพียงพอและเหมาะสมในการบริหารและติดตามดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินซึ่งนโยบายดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุถึง

ก. ประเภทของธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง

ข. หลักเกณฑ์และข้อจํากัดในการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน รวมถึง ปริมาณการทําธุรกรรมกับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งต่อรายและโดยรวม

ค. แนวทางในการติดตามการปฏิบัติตามนโยบายที่กําหนด

ง. แนวทางดําเนินการในกรณีที่การทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินไม่เป็นไปตามนโยบายที่กําหนด

จ. แนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และแนวทางการแก้ไขปัญหาในกรณีที่มีการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามประกาศฉบับนี้

ฉ. แนวทางการรายงานและการเปิดเผยข้อมูลการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินต่อคณะกรรมการบริษัทแม่และบุคคลภายนอก

(3.1.2) บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบให้มีกระบวนการในการวัดบริหาร ติดตาม ควบคุม รายงาน และทบทวนความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินในระดับกลุ่มธุรกิจทางการเงินอย่างสม่ําเสมออย่างน้อยปีละครั้ง หรือเมื่อมีเหตุการณ์ที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญ และมีกระบวนการในการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินอย่างเพียงพอ

(3.1.3) คณะกรรมการบริษัทแม่ต้องให้ความเห็นชอบในนโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน รวมถึง การเปลี่ยนแปลงในนโยบายดังกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทแม่ต้องจัดทําหนังสือยืนยันว่าคณะกรรมการของบริษัทแม่ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบนโยบายตามที่กล่าวข้างต้นและได้ทบทวนความเหมาะสมอย่างน้อยเป็นประจําทุกปีแล้ว และจัดส่งหนังสือยืนยันดังกล่าวให้ฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างน้อยปีละครั้ง ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทแม่

(3.2) แนวทางการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(3.2.1) บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินปฏิบัติตามนโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามที่กําหนด และถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่กําหนดในข้อ 4.4.3

(3.2.2) บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องปฏิบัติตามนโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทแม่ และปฏิบัติตามกระบวนการเดียวกันกับการทําธุรกรรมกับบุคคลทั่วไป โดยต้องจัดทําเป็นเอกสารสัญญาที่มีผลบังคับตามกฎหมาย และมีเงื่อนไขหรือข้อกําหนดที่เป็นปกติเหมือนกับการทําธุรกรรมกับบุคคลทั่วไปที่มีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน เช่น การซื้อขายสินทรัพย์ควรซื้อขายกันในราคาตลาดโดยมีเงื่อนไขหรือข้อกําหนดของการซื้อขายเช่นเดียวกับการซื้อขายกับบุคคลภายนอก

(3.2.3) ในกรณีที่มีการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินด้วยเงื่อนไข หรือข้อกําหนด หรือกระบวนการ หรือวิธีการพิจารณา ที่แตกต่างไปจากที่ทํากับบุคคลทั่วไปที่มีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน หรือไม่เป็นไปตามนโยบายที่กําหนด ให้คณะกรรมการของบริษัทที่เป็นผู้ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน ทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือทําธุรกรรมอื่นแล้วแต่กรณี เป็นผู้อนุมัติการทําธุรกรรมดังกล่าวก่อนการทําธุรกรรมทุกกรณี และจัดทําเอกสารหลักฐานระบุเหตุผลและความจําเป็นในการทําธุรกรรม และรายงานพร้อมทั้งจัดส่งเอกสารหลักฐานดังกล่าวให้แก่บริษัทแม่ ทั้งนี้ บริษัทแม่ต้องจัดเก็บเอกสารหลักฐานดังกล่าวไว้เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ ตัวอย่างการทําธุรกรรมที่ถือว่ามีเงื่อนไขหรือข้อกําหนด หรือกระบวนการ หรือวิธีการพิจารณา ที่แตกต่างไปจากที่ทํากับบุคคลทั่วไปที่มีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน เช่น การให้สินเชื่อหรือลงทุนโดยไม่ได้พิจารณาถึงฐานะและผลการดําเนินงานของธุรกิจหรือการให้สินเชื่อหรือลงทุนในลักษณะที่เป็นการเอื้อประโยชน์ เช่น เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ํากว่าอัตราปกติหรือต่ํากว่าต้นทุนการจัดหาเงิน หรือเสนอราคาที่ต่ํากว่าราคาปกติของบุคคลทั่วไปที่มีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน

(3.2.4) สําหรับกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าบริษัทลูกดังกล่าวมีสถานะเสมือนเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งของสถาบันการเงินหรือบริษัทแม่และมีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด โดยอาจมีการจัดสรรงบประมาณให้บริษัทลูกดังกล่าวเช่นเดียวกับการเป็นหน่วยธุรกิจของสถาบันการเงินหรือบริษัทแม่ สถาบันการเงินหรือบริษัทแม่อาจดําเนินการดังต่อไปนี้

ก. สถาบันการเงินหรือบริษัทแม่สามารถใช้เงื่อนไข หรือข้อกําหนด หรือกระบวนการ หรือวิธีการพิจารณา สําหรับการให้สินเชื่อ ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือทําธุรกรรมอื่น กับบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือบริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจสนับสนุนที่สถาบันการเงินหรือบริษัทแม่ถือหุ้นทางตรงเกือบทั้งหมด(ตั้งแต่ร้อยละ 99 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น) แตกต่างจากบุคคลทั่วไปที่มีความเสี่ยงในระดับเดียวกันได้

ข. กรณีการทําธุรกรรมที่สถาบันการเงินหรือบริษัทแม่ใช้เงื่อนไข หรือข้อกําหนด หรือกระบวนการ หรือวิธีการพิจารณา สําหรับการให้สินเชื่อ ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือทําธุรกรรมอื่น แตกต่างจากบุคคลทั่วไปที่มีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน นอกเหนือจากที่กล่าวในข้อ (3.2.4) ก. กับบริษัทลูกที่สถาบันการเงินหรือบริษัทแม่ถือหุ้นทางตรงตั้งแต่ร้อยละ 75 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้นสถาบันการเงินหรือบริษัทแม่อาจขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี โดยทําหนังสือขออนุญาตมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยโดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน หรืออาจปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในข้อ (3.2.3) ก็ได้

(3.2.5) ในกรณีที่บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บริษัทนอกกลุ่ม Solo Consolidation ให้คณะกรรมการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ที่เป็นผู้ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ให้สัตยาบันรับรองการทําธุรกรรมในการประชุมครั้งถัดไปในทุกกรณี

(3.2.6) การทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทุกประเภท รวมถึง การซื้อขายสินทรัพย์ การรับหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินเป็นหลักประกันการให้สินเชื่อ และการทําธุรกรรมใด ( ที่เป็นผลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้รับประโยชน์ ต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาเงื่อนไขของการทําธุรกรรม การบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทําธุรกรรม การควบคุมภายใน การรายงาน และการเปิดเผยข้อมูล โดยยึดกรอบการกํากับดูแลตามแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการทําธุรกรรมด้านสินเชื่อ

(3.2.7) ในกรณีที่สถาบันการเงินหรือบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ใช้บริการงานสนับสนุนจากบริษัทอื่นในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน การใช้บริการนั้นต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดําเนินธุรกิจหลักของสถาบันการเงินหรือบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation นั้น ซึ่งสถาบันการเงินหรือบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ต้องมีการจัดทําแผนรองรับหากบริษัทผู้ให้บริการไม่สามารถให้บริการได้ และต้องรับผิดชอบต่อลูกค้าหรือบุคคลภายนอกเสมือนเป็นผู้ดําเนินการในเรื่องดังกล่าวด้วยตนเอง ทั้งนี้ ให้บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ที่ใช้บริการงานสนับสนุนจากบุคคลอื่นทั้งในและนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ถือปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอก (Outsourcing ในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกด้านงานเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Outsourcing) ในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน

(3.2.8) ในกรณีการทําธุรกรรมประเภทอื่นที่มีกฎหมายเฉพาะหรือมีหน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะ หรือธนาคารแห่งประเทศไทยมีหลักเกณฑ์การกํากับดูแลธุรกรรมดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ทําธุรกรรมนั้นถือปฏิบัติตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์การกํากับดูแลที่หน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะนั้นกําหนด หรือถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่องนั้นด้วย เช่น การทําธุรกรรมเช่าซื้อระหว่างบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation กับบริษัทนอกกลุ่ม Solo Consolidation ให้นําหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อและให้เช่าแบบลีสซิ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

4.4.4 การทําธุรกรรมกับผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation

บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ถือเสมือนเป็นแผนกหนึ่งของสถาบันการเงินและได้รับสินเชื่อโดยไม่จํากัดจํานวนจากสถาบันการเงิน ดังนั้น การกํากับดูแลการทําธุรกรรมกับผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องจึงต้องขยายขอบเขตให้ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจทางการเงินในระดับ Solo Consolidation ด้วย ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การกํากับดูแลในเรื่องนี้ไม่ครอบคลุมถึงการทําธุรกรรมระหว่างบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินด้วยกันซึ่งจะต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในข้อ 4.4.3

สถาบันการเงินที่มีบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การทําธุรกรรมกับผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับสถาบันการเงินและระดับกลุ่ม Solo Consolidation ดังนี้

(1) ประเภทของผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation ผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้ ซึ่งไม่รวมถึงบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(1.1) กรรมการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง หมายถึง กรรมการของสถาบันการเงิน หรือกรรมการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้

(1.2) ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง หมายถึง ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้

(1.3) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้

(1.4) กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation

(2) การกํากับดูแลเชิงปริมาณสําหรับการทําธุรกรรมกับผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation

(2.1) กรณีกรรมการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามข้อ 4.4.4 (1.1) และ 4.4.4 (1.2) นั้น ห้ามมิให้บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ทําธุรกรรมดังต่อไปนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

(2.1.1) ให้สินเชื่อ ทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้แก่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เว้นแต่เป็นการให้สินเชื่อในรูปของบัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการ หรือเป็นการให้สินเชื่อ ทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ หรือประกันหนี้ภายใต้วงเงินที่ได้รับอนุมัติเดิมก่อนดํารงตําแหน่ง หรือการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เดิมให้แก่บุคคลดังกล่าว โดยให้นําหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการให้สินเชื่อ ทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อหรือประกันหนี้แก่กรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการของสถาบันการเงิน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(2.1.2) รับรอง รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เป็นผู้สั่งจ่ายผู้ออกตั๋ว หรือผู้สลักหลัง

(2.1.3) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการ ผู้จัดการรองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว เป็นค่าตอบแทนสําหรับหรือเนื่องจากการกระทําหรือการประกอบธุรกิจใด ๆ ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation นั้น ซึ่งมิใช่บําเหน็จ เงินเดือน รางวัล และเงินเพิ่มอย่างอื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ

(2.1.4) ขาย ให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใด ๆ แก่กรรมการผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ ผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว หรือรับซื้อ หรือเช่าทรัพย์สินใด ๆ จากบุคคลดังกล่าว มีมูลค่ารวมกันสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยให้นําหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การขาย ให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใด ๆ แก่กรรมการและบุคคลอื่นที่กําหนดตามมาตรา 48 (4) หรือรับซื้อหรือเช่าทรัพย์สินใด ๆ จากบุคคลดังกล่าว มาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยให้บริษัทแม่ทําหนังสือขอความเห็นชอบมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

(2.1.5) ให้ผลประโยชน์อื่นใดแก่กรรมการ ผู้จัดการรองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งมีตําแหน่งเทียบเท่าที่เรียกชื่ออย่างอื่น ผู้มีอํานาจในการจัดการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว โดยให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับสถาบันการเงิน

(2.2) กรณีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation ตามข้อ 4.4.4 (1.3) และ 4.4.4 (1.4) ให้ถือปฏิบัติดังนี้

(2.2.1) การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ

(2.2.1.1) ปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุนก่อภาระผูกพัน หรือทธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation สามารถให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือแก่กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation อย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันเมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ในแต่ละรายได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของเงินกองทุนกลุ่ม Solo Consolidation หรือไม่เกินร้อยละ 25 ของหนี้สินทั้งหมดของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation รวมผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือของกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation นั้น แล้วแต่จํานวนใดจะต่ํากว่า เว้นแต่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี โดยให้บริษัทแม่ทําหนังสือขอผ่อนผันมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

(2.2.1.2) การนับปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุนก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ

ก. ให้คํานวณการก่อภาระผูกพันที่กําหนดในข้อ 4.4.4 (2.2.1.1) ตามวิธีการที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit)

ข. ให้นับการให้สินเชื่อ ลงทุนก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation รวมเป็นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation นั้นด้วย

ค. ไม่นับรวมถึงเงินลงทุนในบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงินในส่วนที่เงินลงทุนในบริษัทนั้นได้ถูกนําไปหักออกจากเงินกองทุนกลุ่ม Solo Consolidation แล้ว ตามสัดส่วนของจํานวนที่ต้องหักออกจากเงินกองทุนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุน แล้วแต่กรณี โดยคิดจํานวนที่ถูกหักเงินกองทุนของแต่ละบริษัทตามสัดส่วนเงินลงทุน (pro-rata basis)

ง. ไม่นับรวมถึงการทําธุรกรรมตามที่กําหนดในข้อยกเว้นในการคํานวณอัตราส่วนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับการทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง (Related Lending) เช่น การให้สินเชื่อ ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ส่วนราชการ หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

จ. ให้บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ได้รับการผ่อนผันการทําธุรกรรมตามข้อ 4.4.4 (2.2.1 โดยให้นําข้อกําหนดในหนังสือเวียนที่ธปท.ฝนส.(21)ว. 1462/2551 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2551 เรื่อง แนวทางการผ่อนผันเป็นการชั่วคราวเกี่ยวกับการดําเนินการตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการผ่อนผันหลักเกณฑ์การกํากับการทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง (Related Lending) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(2.2.2) การขาย ให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใด ๆ และการรับซื้อ หรือเช่าทรัพย์สินใด ๆ

ห้ามมิให้บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ขาย ให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใด ๆ แก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว หรือรับซื้อ หรือเช่าทรัพย์สินใด ๆ จากบุคคลดังกล่าวมีมูลค่ารวมกันสูงกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด โดยให้นําหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การขาย ให้ หรือให้เช่าทรัพย์สินใด ๆ แก่กรรมการและบุคคลอื่นที่กําหนดตามมาตรา 48 (4) หรือรับซื้อ หรือเช่าทรัพย์สินใด ๆ จากบุคคลดังกล่าว มาใช้บังคับโดยอนุโลมเว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยให้บริษัทแม่ทําหนังสือขอความเห็นชอบมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

(2.3) ในกรณีที่มีการกระทําที่อาจไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในข้อ 4.4.4 (2.1) และข้อ 4.4.4 (2.2) โดยที่บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังด้วยความรอบคอบในการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ไม่สามารถทราบหรือป้องกันมิให้เกิดการกระทําดังกล่าวได้ ให้ถือว่าบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation มิได้กระทําความผิดตามหลักเกณฑ์นี้ โดยให้นําข้อกําหนดในหนังสือเวียนที่ ธูปท.ฝนส.(21)ว.1413/2551 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2551เรื่อง ซักซ้อมความเข้าใจแนวทางการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินและที่แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(3) การกํากับดูแลเชิงคุณภาพสําหรับการทําธุรกรรมกับผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation

(3.1) การทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation จะต้องไม่มีเงื่อนไขหรือข้อกําหนดพิเศษผิดไปจากปกติ ตามลักษณะที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับการทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง (Related Lending) เช่น การให้สินเชื่อโดยไม่ได้พิจารณาถึงฐานะและผลการดําเนินงานของธุรกิจ หรือไม่ได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ

(3.2) บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ต้องจัดทํานโยบายการทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation ซึ่งนโยบายดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation โดยจะต้องมีข้อกําหนดอย่างน้อยดังต่อไปนี้

(3.2.1) ข้อกําหนดตามแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการทําธุรกรรมด้านสินเชื่อ

(3.2.2) การทําธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation นั้น ด้วยมติเป็นเอกฉันท์

ยกเว้นในกรณีดังต่อไปนี้ ให้คณะกรรมการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation นั้น สามารถมอบอํานาจให้คณะกรรมการสินเชื่อหรือคณะกรรมการบริหารเป็นผู้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อที่บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation นั้นกําหนด และให้นําวงเงินสินเชื่อที่อนุมัติให้แก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation นั้นเข้าขอรับสัตยาบันจากคณะกรรมการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation นั้น ในการประชุมครั้งถัดไปและต้องได้รับมติเอกฉันท์

(3.2.2.1) การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ส่วนราชการ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือบริษัทที่ส่วนราชการ หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีอํานาจควบคุมกิจการ หรือถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 10 ของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกิจการนั้น หรือ

(3.2.2.2) การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation รายเดิมที่เคยผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation นั้นมาแล้ว ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีขอวงเงินเพิ่มเติม หรือขอวงเงินใหม่ก็ตาม

หากคณะกรรมการของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation นั้นไม่ให้สัตยาบัน หรือให้สัตยาบันด้วยมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ ให้บริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation ยกเลิกการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อดังกล่าวทันที

(3.2.3) ห้ามกรรมการ หรือผู้มีอํานาจในการจัดการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ เข้าร่วมในการพิจารณาอนุมัติการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อดังกล่าว

4.4.5 การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

ความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินอาจกระจุกตัวอยู่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือในภาคธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง ซึ่งอาจทําให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างรุนแรงได้ จึงจําเป็นต้องกําหนดปริมาณการทําธุรกรรมเพื่อจํากัดความเสี่ยงในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ให้มากเกินไป ดังนั้น บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกํากับลูกหนี้รายใหญ่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ดังนี้

(1) ปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ

(1.1) บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (ไม่รวมกรณีกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย) สามารถให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด' หรือแก่บุคคลหลายคน รวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใดหรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินกองทุนกลุ่ม Full Consolidation เว้นแต่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี โดยให้บริษัทแม่ทําหนังสือขอผ่อนผันมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

(1.2) บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย สามารถให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อการะผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ รวมกันแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด' หรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เมื่อสิ้นวันหนึ่ง ๆ ได้ไม่เกินร้อยละ 11 ของเงินกองทุนกลุ่ม Full Consolidation ของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย เว้นแต่ได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี โดยให้บริษัทแม่ทําหนังสือขอผ่อนผันมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 45 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

ทั้งนี้ การกําหนดอัตราส่วนการทําธุรกรรมของธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยแก่คู่ค้าแต่ละประเภท ให้นําหลักเกณฑ์ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(2) การนับปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ

(2.1) การนับปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ไม่ต้องนับรวม

(2.1.1) ปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อของบริษัทลูก ในส่วนที่เงินลงทุนในบริษัทลูกนั้นได้ถูกนําไปหักออกจากเงินกองทุนกลุ่ม Full Consolidation แล้ว ตามสัดส่วนของจํานวนที่ต้องหักออกจากเงินกองทุนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุน แล้วแต่กรณี โดยคิดจํานวนที่ถูกหักเงินกองทุนของแต่ละบริษัทตามสัดส่วนเงินลงทุน (pro-rata basis) และนําสัดส่วนของการหักเงินกองทุนของแต่ละบริษัทที่คํานวณได้นั้นมาหักออกจากปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อที่บริษัทนั้นให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือแก่บุคคลหลายคน รวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน (ตัวอย่างการคํานวณตามเอกสารแนบ)

(2.1.2) เงินลงทุนในบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงินในส่วนที่เงินลงทุนในบริษัทนั้นได้ถูกนําไปหักออกจากเงินกองทุนกลุ่ม Full Consolidation แล้วตามสัดส่วนของจํานวนที่ต้องหักออกจากเงินกองทุนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุน แล้วแต่กรณี โดยคิดจํานวนที่ถูกหักเงินกองทุนของแต่ละบริษัทตามสัดส่วนเงินลงทุน (pro-rata basis)

(2.1.3) ภาระผูกพันตามสัญญารับประกันการจําหน่ายตราสารทุนแบบรับประกันทั้งจํานวน (firm underwrite) นับแต่วันที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินทําสัญญารับประกันการจัดจําหน่ายจนถึงวันปิดการเสนอขาย

(2.2) การนับปริมาณการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ให้นําข้อกําหนดในหนังสือเวียนที่ ธปท.ฝนส.(21). 1462/2551 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 255 1 เรื่อง แนวทางการผ่อนผันเป็นการชั่วคราวเกี่ยวกับการดําเนินการตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(2.3) การนับรายการใดเป็นการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ และการยกเว้นรายการใดที่ไม่ต้องนํามารวมคํานวณอัตราส่วนการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ รวมถึง การเพิ่มอัตราส่วนดังกล่าวให้สูงขึ้นเพื่อรายการหนึ่งรายการใด และการพิจารณาจํานวนเงินที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน ให้นําหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(3) ในกรณีที่มีการกระทําที่อาจไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในข้อ 4.4.5 (1) โดยที่บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินสามารถพิสูจน์ได้ว่า ได้ใช้ความระมัดระวังด้วยความรอบคอบในการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ไม่สามารถทราบหรือป้องกันมิให้เกิดการกระทําดังกล่าวได้ ให้ถือว่าบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินมิได้กระทําความผิดตามหลักเกณฑ์นี้ ทั้งนี้ ให้นําข้อกําหนดในหนังสือเวียนที่ ธปท.ฝนส.(21)ว. 1413/2551 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2551 เรื่อง ซักซ้อมความเข้าใจแนวทางการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน และที่แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(4) สําหรับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีหน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ให้เป็นไปตามที่หน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะนั้นกําหนด แต่ปริมาณธุรกรรมดังกล่าวของทั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงินรวมกันต้องไม่เกินอัตราที่กําหนดข้างต้น

4.5 การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาด

4.5.1 บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบในการจัดให้มีนโยบายต่าง ๆ ในการบริหารความเสี่ยงด้านตลาดของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ทั้งระดับกลุ่ม Solo Consolidation และกลุ่ม Full Consolidation ทั้งนี้ บริษัทแม่อาจมอบหมายให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (โดยคณะกรรมการบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน) ทําหน้าที่กําหนดนโยบายของตนเองได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของบริษัทแม่

4.5.2 นโยบายการบริหารความเสี่ยงด้านตลาด ต้องครอบคลุมองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ (ii) ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (iii) ความเสี่ยงด้านราคาตราสารทุน (3) ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและ (iv) ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และต้องสอดคล้องกับประกาศ หนังสือเวียน แนวปฏิบัติและแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน อย่างน้อยในเรื่องดังต่อไปนี้

(1) การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาด ซึ่งจะครอบคลุมประเด็นสําคัญ เช่น นโยบายการบริหารฐานะในบัญชีเพื่อการค้าการควบคุมภายในสําหรับการบริหารความเสี่ยงด้านตลาด

(2) การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเพื่อการธนาคารซึ่งจะครอบคลุมประเด็นสําคัญ เช่น บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบันการเงินและผู้มีอํานาจในการจัดการ นโยบายการบริหารความเสี่ยงและขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เหมาะสม แนวทางการประเมินควบคุม และติดตามความเสี่ยง และการควบคุมภายในที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย

(3) การดํารงฐานะเงินตราต่างประเทศสําหรับธนาคารพาณิชย์ ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย หรือบริษัทเงินทุน แล้วแต่กรณี ซึ่งจะครอบคลุมประเด็นสําคัญ เช่น ฐานะรายสกุลเงิน (individual currency limit) ฐานะรวมทุกสกุลเงิน (aggregate limit) โดยบริษัทแม่ต้องรับผิดชอบดูแลการดํารงฐานะเงินตราต่างประเทศเมื่อสิ้นวันเป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินทั้งระดับกลุ่ม Solo Consolidation และกลุ่ม Full Consolidation

4.5.3 สําหรับบริษัทที่เงินลงทุนในบริษัทนั้นได้ถูกนําไปหักออกจากเงินกองทุนกลุ่ม Solo Consolidation หรือเงินกองทุนกลุ่ม Full Consolidation ตามสัดส่วนของจํานวนที่ต้องหักออกจากเงินกองทุนตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ หรือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลด้านเงินกองทุนและการดํารงสินทรัพย์สภาพคล่องสําหรับบริษัทเงินทุน แล้วแต่กรณีโดยคิดจํานวนที่ถูกหักเงินกองทุนของแต่ละบริษัทตามสัดส่วนเงินลงทุน (pro-rata basis) แล้วให้ยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดเฉพาะหลักเกณฑ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคํานวณการดํารงเงินกองทุน ทั้งนี้ เฉพาะปริมาณธุรกรรมที่คํานวณจากสัดส่วนของเงินลงทุนในบริษัทนั้นที่ได้ถูกนําไปหักออกจากเงินกองทุนแล้ว

4.6 การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

4.6.1 บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบในการจัดให้มีนโยบาย แผนงาน และกระบวนการในการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ที่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจและความซับซ้อนของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ทั้งระดับกลุ่ม Solo Consolidation และกลุ่ม Full Consolidation

4.6.2 นโยบายและแผนงานการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ต้องระบุถึงลักษณะการบริหารสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน เช่น แบบรวมศูนย์ (Centralize) หรือ แบบกระจายอํานาจ (Decentralize ) และต้องระบุว่า บริษัทใดในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่สถาบันการเงินเป็นผู้บริหารสภาพคล่อง และบริษัทใดที่สถาบันการเงินไม่ได้เป็นผู้บริหารสภาพคล่อง

(1) กรณีที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีการบริหารสภาพคล่องแบบรวมศูนย์ (Centralize) ให้บริษัทแม่จัดให้มีการทํานโยบายและแผนงานการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

(2) กรณีที่กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีการบริหารสภาพคล่องแบบกระจายอํานาจ (Decentralize ให้บริษัทแม่จัดให้มีการทํานโยบายและแผนงานการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยต้องคํานึงถึงภาระต่าง ๆ ที่อาจมี ซึ่งรวมถึงภาระในการสนับสนุนสภาพคล่องให้กับบริษัทนอกกลุ่ม Solo Consolidation ด้วย

4.6.3 นโยบายและแผนงานการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ต้องสอดคล้องกับประกาศ หนังสือเวียน แนวปฏิบัติ และแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเยงด้านสภาพคล่องของสถาบันการเงิน อย่างน้อยในเรื่องดังต่อไปนี้

(1) ระบบการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ซึ่งต้องสามารถระบุวัด ติดตาม และควบคุมความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(2) การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและการจัดทํารายงาน ซึ่งต้องมีการปรับพฤติกรรมสินทรัพย์ หนี้สิน และภาระผูกพัน ให้สอดคล้องกับข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้ง ต้องมีการจัดทํา scenario test และ stress test ในระดับกลุ่มธุรกิจทางการเงินตามความจําเป็นเพื่อรองรับความผันผวนของตลาดการเงิน

(3) แผนรองรับเหตุฉุกเฉิน (contingency plan) ซึ่งควรครอบคลุมถึงแนวทางการจัดหาเงินทุนฉุกเฉิน (contingency funding plan) ที่เหมาะสมกับกลยุทธ์การดําเนินธุรกิจและความซับซ้อนของกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพื่อรองรับการขาดสภาพคล่องในภาวะต่าง ๆ ซึ่งจะต้องสะท้อนความแตกต่างของลักษณะธุรกิจแต่ละประเภทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินอย่างชัดเจน และกลุ่มธุรกิจทางการเงินจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดทํากระแสเงินสดรับและกระแสเงินสดจ่ายของธุรกรรมที่เป็นรายการระหว่างกันด้วย นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจทางการเงินควรมีการดํารงสภาพคล่องอย่างเพียงพอและควรให้ความสําคัญเพิ่มเติมกับความเพียงพอของกระแสเงินสดรับและกระแสเงินสดจ่าย ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต

4.7 การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ

4.7.1 บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบในการจัดให้มีนโยบายต่าง ๆ ในภาพรวมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ทั้งระดับกลุ่ม Solo Consolidation และกลุ่ม Full Consolidation ทั้งนี้ บริษัทแม่อาจมอบหมายให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน(โดยคณะกรรมการบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน) ทําหน้าที่กําหนดนโยบายของตนเองได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของบริษัทแม่

4.7.2 นโยบายการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของกลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องสอดคล้องกับประกาศ หนังสือเวียน แนวปฏิบัติ และแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านปฏิบัติการของสถาบันการเงิน อย่างน้อยในเรื่องดังต่อไปนี้

(1) การบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ และการจัดเก็บข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้น

(2) การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) และการจัดทําแผนรองรับการดําเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan : BCP)

(3) การใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอก (Outsourcing) ในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน และการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกด้านงานเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Outsourcing) ในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน

(4) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (Anti-money Laundering and Combating the Financing of Terrorism: AML/CFT)

(5) อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม

ทั้งนี้ กรณีที่มีหน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะกําหนดหลักเกณฑ์ในบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ บริษัทแม่ต้องดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินถือปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวด้วย เช่น เรื่อง AML/CFT ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของสํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

4.7.3 กรณีบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation ประสงค์จะใช้บริการงานสนับสนุนจากบุคคลอื่นซึ่งอาจเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินหรือบริษัทนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอก (Outsourcing) ในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกด้านงานเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Outsourcing) ในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน โดยอนุโลม เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกําหนดเป็นอย่างอื่น หรืออนุญาตเป็นรายกรณี

4.7.4 บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อื่น ๆ ที่สําคัญเพื่อให้กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีระบบการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพรวมทั้ง มีการบริหารจัดการและธรรมาภิบาลที่ดี ดังนี้

(1) กรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ และที่ปรึกษา

(1.1) คุณสมบัติกรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ และที่ปรึกษาให้บริษัทแม่และบริษัทลูกที่ประกอบธุรกิจทางการเงิน นําหลักเกณฑ์ในเรื่องคุณสมบัติกรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ และที่ปรึกษา ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยธรรมาภิบาลของสถาบันการเงินและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน มาใช้บังคับโดยอนุโลมเว้นแต่กรณีบริษัทดังกล่าวมีหน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะกําหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

(1.2) การขอความเห็นชอบและการแจ้งเปลี่ยนกรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ และที่ปรึกษา ให้นําหลักเกณฑ์ในเรื่องการขอความเห็นชอบและการแจ้งเปลี่ยนกรรมการผู้มีอํานาจในการจัดการ และที่ปรึกษา ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ หรือที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(1.2.1) กรณีบริษัทโฮลดิ้งที่เป็นบริษัทแม่ ให้ใช้บังคับกับกรรมการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ และที่ปรึกษาทุกคน

(1.2.2) กรณีบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation ให้ใช้บังคับเฉพาะผู้มีอํานาจในการจัดการที่มีอํานาจในการตัดสินใจสูงสุด ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึง ผู้บริหารในตําแหน่งสูงสุด

(2) ผู้สอบบัญชีภายนอก

บริษัทแม่ต้องยื่นขอความเห็นชอบและแจ้งการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีประจําปีของตนเอง สถาบันการเงิน และบริษัทลูกในกลุ่ม Solo Consolidation มายังธนาคารแห่งประเทศไทย โดยบริษัทแม่ สถาบันการเงิน และบริษัทลูกดังกล่าว ควรยื่นขอความเห็นชอบหรือแจ้งการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีประจําปีมาในคราวเดียวกัน โดยให้นําหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบผู้สอบบัญชีของสถาบันการเงินมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ทั้งนี้ สําหรับบริษัทที่อยู่ในประเทศไทยต้องเป็นผู้สอบบัญชีในสํานักงานเดียวกัน อย่างไรก็ดี หากบริษัทแม่ยังไม่สามารถดําเนินการให้มีผู้สอบบัญชีในสํานักงานเดียวกันได้ หรือกรณีที่จําเป็นและมีเหตุผลอันสมควรให้บริษัทแม่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ ให้บริษัทแม่ทําหนังสือขอผ่อนผันมายังฝ่ายกํากับธุรกิจสถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคําขอและเอกสารถูกต้องครบถ้วน

(3) การใช้เครื่องหมายและสัญลักษณ์

บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินสามารถใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้ แต่ไม่สามารถใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของบริษัทใด ๆ ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินร่วมกันได้ ทั้งนี้ ในการใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงกลุ่มธุรกิจทางการเงินร่วมกันนั้น บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบในการดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินกําหนดประเภทธุรกิจโครงสร้างการดําเนินธุรกิจ บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ และกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน เพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกเกิดความเข้าใจผิดในบทบาทหน้าที่ และการประกอบธุรกิจของแต่ละบริษัท

(4) การสื่อสารกับบุคคลภายนอกกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ทําหน้าที่เป็นตัวแทนบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินอีกบริษัทหนึ่งในการให้บริการหรือเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่บุคคลภายนอกต้องระบุหรือสื่อสารให้บุคคลภายนอกรับทราบอย่างชัดเจนถึง ชื่อและบทบาทหน้าที่ของผู้เสนอบริการหรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินและตัวแทน เพื่อไมให้เกิดความเข้าใจผิดแก่บุคคลภายนอก ทั้งนี้ ตัวแทนดังกล่าวต้องไม่ทําหน้าที่ตัดสินใจแทนเจ้าของผลิตภัณฑ์ทางการเงินในการที่จะให้บริการหรือเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยให้นําข้อกําหนดในแนวนโยบายการกํากับดูแลการขายผลิตภัณฑ์ด้านหลักทรัพย์และด้านประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

4.7.5 สําหรับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น บริษัทที่ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต บริษัทที่ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกํากับ บริษัทที่ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกํากับ หรืออยู่ภายใต้การกํากับดูแลของหน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยหรือหน่วยงานกํากับดูแลเฉพาะมีหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเป็นการเฉพาะ ให้บริษัทแม่ดูแลให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินดังกล่าวปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดเป็นการเฉพาะนั้นด้วย

4.8 การเปิดเผยข้อมูลระหว่างบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน

4.8.1 บริษัทแม่และบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินสามารถเปิดเผยข้อมูลระหว่างกัน เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ตามขอบเขตดังนี้

(1) ข้อมูลที่บริษัทแม่สามารถเปิดเผยให้แก่บริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ได้แก่ข้อมูลยอดคงค้างของรายการต่าง ๆ ที่บริษัทลูกดังกล่าวจําเป็นต้องทราบ เพื่อปฏิบัติตามเกณฑ์กํากับดูแลเชิงปริมาณตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้

(2) ข้อมูลที่บริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินสามารถเปิดเผยให้แก่บริษัทแม่ ได้แก่ ข้อมูลต่าง ๆ ที่บริษัทแม่จําเป็นต้องใช้ในการบริหารและกํากับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินให้เป็นไปตามกลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หรือเกณฑ์กํากับดูแลเชิงปริมาณตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้ หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ในการจัดทํารายงานการกํากับดูแลกลุ่มธุรกิจทางการเงินเพื่อส่งธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเครดิต ด้านตลาด ด้านสภาพคล่องและด้านปฏิบัติการ และข้อมูลยอดคงค้างของรายการต่าง ๆ

(3) ข้อมูลอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

ทั้งนี้ บริษัทแม่และบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจทางการเงินจะต้องไม่กระทําการใดอันอาจเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต

4.8.2 บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบในการเปิดเผยนโยบายการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทําธุรกรรมภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินไว้ในรายงานประจําปี (Annual Report)

อื่นๆ - 5. บทเฉพาะกาล

ในกรณีดังต่อไปนี้ หากบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินได้รับการผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือปฏิบัติตามที่ได้รับผ่อนผันจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(1) กรณีบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation มีจํานวนการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บริษัทนอกกลุ่ม Solo Consolidation เกินกว่าอัตราส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

(2) กรณีบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation มีจํานวนการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่ม Solo Consolidation และผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือแก่กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Solo Consolidation เกินกว่าอัตราส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

(3) กรณีบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินมีจํานวนการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพันหรือทําธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดและผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกันเกินกว่าอัตราส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2560

(นายวิรไท สันติประภพ)

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 8/2560 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับดูแลความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_42f218857fad18bd

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com