ข้อ ๕
ผู้ที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักวิจัยชำนาญการ
นักวิจัยเชี่ยวชาญ หรือนักวิจัยเชี่ยวชาญพิเศษ จะต้องมีผลการปฏิบัติงานตามลักษณะงาน
ซึ่งมีปริมาณงานและคุณภาพตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด
และมีคุณสมบัติและผลงานทางวิชาการดังนี้
๕.๑
ต้องเป็นผู้มีรายงานการวิจัยหรือรายงานความก้าวหน้าของการวิจัย
อันบ่งชี้ถึงผลงานของการวิจัยที่ดำเนินงานอยู่หรือตามที่ได้รับมอบหมาย
ซึ่งผ่านการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพการวิจัยตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่มหาวิทยาลัยกำหนด
โดยมีผลการประเมินไม่ต่ำกว่าระดับดีมาก
๕.๒
ต้องมีผลงานการให้คำแนะนำหรือการให้คำปรึกษาทางวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับลักษณะงานที่ปฏิบัติหรือผลงานอื่น
ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
๕.๓ ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่มหาวิทยาลัยกำหนด
คือ
๕.๓.๑ ตำแหน่งนักวิจัยชำนาญการ
ต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิและระยะเวลาการดำรงตำแหน่งดังนี้
(๑) ผู้ได้รับปริญญาโทหรือเทียบเท่า
ต้องดำรงตำแหน่งนักวิจัยปฏิบัติการหรือตำแหน่งอื่นที่คณะกรรมการเทียบเท่า
และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี หรือ
(๒) ผู้ได้รับปริญญาเอกหรือเทียบเท่า
ต้องดำรงตำแหน่งนักวิจัยปฏิบัติการหรือตำแหน่งอื่นที่คณะกรรมการเทียบเท่า
และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี
๕.๓.๒ ตำแหน่งนักวิจัยเชี่ยวชาญ
ต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิและระยะเวลาการดำรงตำแหน่งดังนี้
(๑)
เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนักวิจัยปฏิบัติการ
(๒)
ได้ดำรงตำแหน่งนักวิจัยชำนาญการมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี
๕.๓.๓ ตำแหน่งนักวิจัยเชี่ยวชาญพิเศษ
ต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิและระยะเวลาการดำรงดังนี้
(๑)
เป็นผู้ที่มีคุณวุฒิเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนักวิจัยปฏิบัติการ
(๒)
ได้ดำรงตำแหน่งนักวิจัยเชี่ยวชาญมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี
๕.๔
ต้องเป็นผู้มีผลงานทางวิชาการซึ่งแสดงให้เป็นว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ
ประสบการณ์ และความชำนาญ เหมาะสมกับตำแหน่งที่จะได้รับการแต่งตั้ง
ซึ่งผ่านการประเมินจากสภาวิชาการแล้ว ดังนี้
๕.๔.๑ ตำแหน่งนักวิจัยชำนาญการ
ต้องเป็นผู้มีผลงานทางวิชาการซึ่งมีคุณภาพดีมาก ประกอบด้วย
(๑) ผลงานวิจัยที่ทำเองโดยตลอดไม่น้อยกว่า ๕
โครงการ หรือ
(๒) ผลงานวิจัยที่ทำเองโดยตลอดไม่น้อยกว่า ๑
โครงการ
ผลงานวิจัยที่ตนเองเป็นหัวหน้าโครงการหรือผู้ช่วยหัวหน้าโครงการไม่น้อยกว่า ๑
โครงการ และผลงานวิจัยร่วมกับผู้อื่นไม่น้อยกว่า ๓ โครงการ ผลงานวิจัยดังกล่าวนี้
ต้องมีคุณภาพดีและได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดแล้ว
และจะต้องไม่เป็นผลงานวิจัยที่ทำเป็นส่วนของการศึกษาเพื่อรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด
ๆ หรือ
(๓) โครงการวิจัยตามที่กำหนดในข้อ (๑) และข้อ
(๒) มีจำนวนน้อยกว่าที่กำหนดไว้ แต่เป็นโครงการที่มีคุณภาพสูงมาก
หรือผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น ซึ่งประเมินคุณค่าเทียบได้กับผลงานวิจัยตามข้อ
(๑) และข้อ (๒)
๕.๔.๒ ตำแหน่งนักวิจัยเชี่ยวชาญ
ต้องเป็นผู้มีผลงานทางวิชาการซึ่งมีคุณภาพดีมาก ประกอบด้วย
(๑) ผลงานวิจัยที่ทำเองโดยตลอดไม่น้อยกว่า ๕
โครงการ หรือ
(๒) ผลงานวิจัยที่ทำเองโดยตลอดไม่น้อยกว่า ๒
โครงการ ผลงานวิจัยที่ตนเองผู้เป็นหัวหน้าโครงการไม่น้อยกว่า ๑ โครงการ
และผลงานวิจัยร่วมกับผู้อื่นไม่น้อยกว่า ๒ โครงการ
ผลงานวิจัยดังกล่าวนี้จะต้องมีคุณภาพดีมาก
และได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดแล้ว
และจะต้องไม่เป็นผลงานวิจัยที่ทำเป็นส่วนของการศึกษาเพื่อรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด
ๆ หรือ
(๓) โครงการวิจัยตามที่กำหนดในข้อ (๑) และข้อ
(๒) มีจำนวนน้อยกว่าที่กำหนดไว้ แต่เป็นโครงการที่มีคุณภาพสูงมาก
หรือผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น ซึ่งประเมินคุณค่าเทียบได้กับผลงานวิจัยตามข้อ
(๑) และข้อ (๒) ผลงานทางวิชาการ ตามข้อ (๑) ข้อ (๒) และข้อ (๓) จะต้องไม่ซ้ำกับผลงานที่เคยใช้สำหรับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นนักวิจัยชำนาญการมาแล้ว
และจะต้องมีผลงานทางวิชาการเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักวิจัยชำนาญการด้วย
๕.๔.๓ ตำแหน่งนักวิจัยเชี่ยวชาญพิเศษ
ต้องเป็นผู้มีผลงานทางวิชาการ ซึ่งมีคุณภาพดีมาก ประกอบด้วย
(๑) ผลงานวิจัยที่ทำเองโดยตลอดไม่น้อยกว่า ๕
โครงการ หรือ
(๒) ผลงานวิจัยที่ทำเองโดยตลอดไม่น้อยกว่า ๒
โครงการ ผลงานวิจัยที่ตนเองเป็นหัวหน้าโครงการไม่น้อยกว่า ๒ โครงการ
และผลงานวิจัยร่วมกับผู้อื่นไม่น้อยกว่า ๑ โครงการ
ผลงานวิจัยดังกล่าวนี้จะต้องมีคุณภาพดีมาก และได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดแล้ว
และจะต้องไม่เป็นผลงานวิจัยที่ทำเป็นส่วนของการศึกษา
เพื่อรับปริญญาหรือประกาศนียบัตรใด ๆ
(๓) โครงการวิจัยตามที่กำหนดในข้อ (๑) และข้อ
(๒) มีจำนวนน้อยกว่าที่กำหนดไว้ แต่เป็นโครงการที่มีคุณภาพสูงมาก หรือผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น
ซึ่งประเมินคุณค่าเทียบได้กับผลงานวิจัยตามข้อ (๑) และข้อ (๒) ผลงานทางวิชาการ
ตามข้อ (๑) ข้อ (๒) และข้อ (๓)
จะต้องไม่ซ้ำกับผลงานที่เคยใช้สำหรับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักวิจัยชำนาญการและนักวิจัยเชี่ยวชาญมาแล้ว และจะต้องมีผลงานทางวิชาการเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักวิจัยเชี่ยวชาญด้วย