ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการเงิน
พ.ศ. 2542
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2542 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงออกระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการเงิน
พ.ศ. 2542
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 6 วรรคหนึ่ง (7) แห่งพระราชบัญญัติสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2542 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงออกระเบียบไว้ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเงิน พ.ศ. 2542”
ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ในระเบียบนี้
“สํานักงาน” หมายความว่า สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ
“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ
“เจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายและแต่งตั้งตามระเบียบนี้ให้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของสํานักงาน
“ผู้ปฏิบัติงาน” หมายความว่า บุคคลหรือคณะบุคคลที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือเลขาธิการแต่งตั้ง
“ปีงบประมาณ” หมายความว่า ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ของปีหนึ่งถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไป และให้ใช้ปี พ.ศ. ที่ถัดไปนั้นเป็นชื่อสําหรับปีงบประมาณนั้น
ข้อ ๔ เงินทุกประเภทของสํานักงานจะต้องนําฝากไว้ที่ธนาคารของรัฐที่ประสงค์จะจ่ายเงินผ่านในนามของสํานักงานและในชื่อบัญชีที่มีจุดประสงค์โดยเฉพาะเท่านั้น
ข้อ ๕ เงินรายรับที่จะนําส่งเข้าบัญชีตามข้อ 4 ได้แก่
(1) เงินงบประมาณที่ได้รับอุดหนุนจากรัฐบาล
(2) เงินรายรับที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง ให้เก็บไว้ได้โดยไม่ต้องนําส่งคลัง
เงินรายรับให้นําฝากเข้าบัญชีเงินดังกล่าวทันที อย่างช้าภายในวันทําการถัดไปนับตั้งแต่วันที่ได้รับเงิน โดยห้ามหักไว้หรือนําไปใช้จ่ายเพื่อการใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนที่จะนําเข้าฝากธนาคารตามบัญชีในข้อ 4
ข้อ ๖ การสั่งจ่ายเงินจากบัญชีของสํานักงานให้เป็นอํานาจของเลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมาย
ข้อ ๗ ให้ผู้ดํารงตําแหน่งต่อไปนี้มีอํานาจอนุมัติจ่ายเงินภายในวงเงิน ดังนี้
(1) ผู้อํานวยการสํานักหรือผู้อํานวยการกลุ่ม ไม่เกิน 10,000 บาท
(2) รองเลขาธิการ เกิน 10,000 บาท
แต่ไม่เกิน 50,000 บาท
(3) เลขาธิการ อนุมัติได้ทั้งจํานวนโดยไม่จัดวงเงิน
ข้อ ๘ การจ่ายเงินตามระเบียบนี้ทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานการจ่าย ได้แก่ ใบเสร็จรับเงิน หลักฐานของธนาคารแสดงการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่ เอกสาร หรือใบสําคัญลงลายมือชื่อผู้รับเงินหรือเอกสารอื่นที่เลขาธิการกําหนดให้ใช้เป็นหลักฐานการจ่ายเงิน
ข้อ ๙ ให้ผู้จ่ายเงินประทับตราจ่ายเงินแล้ว ลงลายมือชื่อรับรองการจ่าย ลงวันเดือนปี พร้อมทั้งมีชื่อผู้จ่ายเงินด้วยตัวบรรจงกํากับไว้ในหลักฐานการจ่ายเงินทุกฉบับ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ
ข้อ ๑๐ การจ่ายเงิน ถ้าผู้มีสิทธิรับเงินไม่สามารถมารับเงินด้วยตนเองได้ จะมอบฉันทะให้ผู้อื่น เป็นผู้รับเงินแทน จะต้องมีใบมอบฉันทะการรับเงิน แบบใบมอบฉันทะให้เป็นไปตามที่สํานักงานกําหนด
ข้อ ๑๑ การจ่ายเงินในต่างประเทศ ซึ่งตามกฎหมายหรือประเพณีนิยมของประเทศนั้นๆ ไม่ต้องออกใบเสร็จรับเงิน ให้ผู้จ่ายเงินทําใบรับรองการจ่ายเงินโดยระบุว่าเป็นการจ่ายเงินค่าอะไร วัน เดือน ปี ที่จ่ายเงิน และจํานวนที่จ่ายและให้ลงลายมือชื่อรับรองการจ่ายไว้ด้วย ในกรณีที่หลักฐานการจ่ายเงินเป็นอย่างอื่นให้แนบหลักฐานนั้นไปพร้อมกับใบรับรองเพื่อตรวจสอบด้วย
ข้อ ๑๒ การจ่ายเงินรายใด ซึ่งตามลักษณะไม่อาจเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้รับเงินได้ ให้ผู้จ่ายเงินทําใบรับรองการจ่ายเงินได้ โดยให้บันทึกชี้แจงเหตุที่ไม่อาจเรียกใบเสร็จรับเงินไว้เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย
ข้อ ๑๓ การจ่ายเงินต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายทําใบรับรองการจ่ายเงิน โดยไม่ต้องทําบันทึกชี้แจงเหตุตามข้อ 12
(1) การจ่ายเงินรายหนึ่ง ๆ เป็นจํานวนไม่ถึงสิบบาท ๆ
(2) การจ่ายเงินเป็นค่ารถ หรือเรือนั่งรับจ้าง
(3) การจ่ายเงินเป็นค่าโดยสารรถไฟ รถยนต์ประจําทาง หรือเรือยนต์ประจําทาง
ข้อ ๑๔ ในกรณีหลักฐานการจ่ายสูญหาย ให้ปฏิบัติดังนี้
(1) ถ้าหลักฐานการจ่ายที่เป็นใบเสร็จรับเงินสูญหายให้ใช้สําเนาใบเสร็จรับเงินหรือใบรับรองการรับเงิน ซึ่งผู้รับเงินรับรองแล้วแทนได้
(2) ถ้าหลักฐานการจ่ายที่เป็นใบเสร็จรับเงินสูญหาย และไม่อาจขอสําเนาใบเสร็จรับเงินได้ ให้ผู้จ่ายเงินทําใบรับรองการจ่ายเงินโดยชี้แจงเหตุผล เสนอเลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมาย เพื่อพิจารณาอนุมัติเมื่อได้รับอนุมัติแล้วให้ใช้ใบรับรองนั้นเป็นหลักฐานการจ่ายได้
ข้อ ๑๕ หลักฐานการจ่ายเงินต้องพิมพ์หรือเขียนด้วยหมึก การแก้ไขหลักฐานการจ่ายให้ใช้วิธีขีดฆ่าแล้วพิมพ์หรือเขียนใหม่ และให้ผู้รับเงินลงลายมือชื่อกํากับไว้ทุกแห่ง
ข้อ ๑๖ การยืมเงินทดรองจ่าย ผู้ยืมจะต้องทําสัญญาการยืมเงินและปฏิบัติตามข้อกําหนด เรื่องเงินยืมทดรองจ่าย
ให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายเป็นผู้อนุมัติการยืมเงินทดรองจ่ายได้เท่าที่จําเป็นเพื่อใช้ในราชการ
ข้อ ๑๗ การยืมเงินทดรองจ่ายจะกระทําได้ ในกรณีต่อไปนี้
(1) เพื่อจัดซื้อหรือจ้างเกี่ยวกับพัสดุที่จําเป็นต้องชําระด้วยเงินสด
(2) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงาน
(3) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอื่นตามภาระหน้าที่ในการปฏิบัติงาน
(4) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานตามโครงการวิจัย
ข้อ ๑๘ การส่งคืนเงินยืมทดรองจ่าย มีกําหนดเวลาส่งใช้ใบสําคัญ พร้อมทั้งเงินที่เหลือจ่าย (ถ้ามี) ภายในเวลาที่กําหนดดังนี้
(1) กรณียืมเงินตามข้อ 17 (1) (3) และ (4) ให้ส่งใช้เงินยืมให้เสร็จสิ้นภายในสามสิบวัน นับจากวันที่ได้รับเงิน
(2) กรณียืมเงินตามข้อ 17 (2) ให้ส่งใช้เงินยืมให้เสร็จสิ้นภายในสามสิบวันนับจากวันที่กลับจากการปฏิบัติงานถึงที่ทําการประจํา หากไม่ได้เดินทางตามที่กําหนด ให้นําเงินยืมทั้งสิ้นที่ได้รับส่งคืนทันที
ข้อ ๑๙ ผู้ยืมเงินทดรองจะต้องนําใบสําคัญส่งใช้สัญญายืมเงินครั้งก่อนให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะยืมเงินทดรองจํานวนใหม่ได้
ในกรณีที่จําเป็นต้องเดินทางไปปฏิบัติงานอีกโดยที่ยังไม่สามารถส่งใช้เงินยืมในการเดินทางไป ปฏิบัติงานครั้งที่แล้วได้ ให้ยืมเงินทดรองจ่ายเพื่อไปปฏิบัติงานได้อีกเพียงครั้งเดียว
ผู้ยืมเงินจะต้องใช้เงินที่ยืมตามที่ระบุไว้ในรายการและวัตถุประสงค์ในสัญญาการเท่านั้น
ข้อ ๒๐ เมื่อผู้ยืมเงินทดรองส่งใช้เงินยืม ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับเงินบันทึกการรับคืนเงินยืมในสัญญา การยืมเงิน พร้อมทั้งออกใบเสร็จการรับเงินคืน และ/หรือใบรับใบสําคัญให้ผู้ยืมไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ ๒๑ สัญญาการยืมเงิน ซึ่งยังไม่ได้ชําระคืนเงินยืมให้เสร็จสิ้นจะต้องเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย ไม่ให้สูญหาย และเมื่อผู้ยืมส่งใช้เงินยืมเรียบร้อยแล้ว ให้ทําเครื่องหมาย “จ่ายคืนเงินเรียบร้อยแล้ว ในสัญญาการยืมเงินฉบับนั้นทันที
ข้อ ๒๒ การเบิกเงินค่าใช้จ่ายในการดําเนินงาน ซึ่งได้แก่ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ ค่าตอบแทน หรือค่าใช้จ่ายอื่น ให้แก่ กรรมการ อนุกรรมการ ข้าราชการ ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือ ผู้ปฏิบัติงาน ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบของศาลรัฐธรรมนูญหรือระเบียบของทางราชการแล้วแต่กรณี โดยอนุโลม
ข้อ ๒๓ ให้สํานักงานจ่ายเงินเดือนและหรือเงินประจําตําแหน่งแล้วแต่กรณี ของประธานศาล รัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ข้าราชการ ลูกจ้าง และค่าจ้างหรือค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงาน ผ่านบัญชีธนาคารที่เปิดเป็นรายบุคคล ทั้งนี้ ธนาคารที่ขอเปิดดังกล่าวจะต้องเป็นธนาคารที่สะดวกต่อสํานักงาน
ก่อนกําหนดการจ่ายเงินเดือนอย่างน้อยสามวัน ให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงาน ด้านการเงิน จัดทําบัญชีเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง และหรือค่าตอบแทนที่เหลือสุทธิหลังจากหักภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย และเงินที่ได้รับอนุมัติให้หัก แล้วนําเข้าฝากธนาคารในบัญชีของประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ข้าราชการ ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานแต่ละราย เพื่อให้สามารถ เบิกเงินจากธนาคารได้ตามกําหนดเวลา
ข้อ ๒๔ ให้เลขาธิการรับผิดชอบดําเนินการให้มีการจัดทําบัญชีการเงินตามหลักบัญชีสากล และจัดทํารายงานการรับจ่ายเงินเป็นรายเดือน เสนอต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 15 ของเดือน ถัดไป
เมื่อสิ้นปีงบประมาณรายจ่ายประจําปี ให้เลขาธิการจัดทํางบรายได้รายจ่ายและงบแสดงฐานะ การเงินภายในหกสิบวัน เพื่อให้มีการตรวจสอบโดยสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน
ข้อ ๒๕ ให้เลขาธิการรายงานผลการดําเนินงานและการใช้จ่ายเงินเปรียบเทียบกับแผนที่ได้เสนอไว้ ต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกหกเดือน
ข้อ ๒๖ ในกรณีที่ไม่อาจปฏิบัติตามระเบียบในข้อหนึ่งข้อใดได้ ให้รายงานเลขาธิการหรือ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายทราบเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
ข้อ ๒๗ วิธีปฏิบัติอื่นใดที่มิได้กําหนดไว้ในระเบียบนี้ ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการเงิน ของทางราชการโดยอนุโลม
ข้อ ๒๘ ให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2542
เชาวน์ สายเชื้อ
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเงิน พ.ศ. 2542 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_446a82de493359fb
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).
Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名
本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com