法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด พ.ศ. 2552

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
34
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี

ว่าด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด

พ.ศ. ๒๕๕๒

โดยที่เป็นการสมควรกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับจํานวน วิธีการสรรหา และการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด เพื่อให้การสอดส่องและเสนอแนะการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรัฐในจังหวัดเป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามมาตรา ๓/๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๕๕/๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึง วางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๕๒”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนีh

“ประธาน” หมายความว่า ประธานกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด

“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด

“อําเภอ” หมายความรวมถึง กิ่งอําเภอ

“นายอําเภอ” หมายความรวมถึง ปลัดอําเภอผู้เป็นหัวหน้าประจํากิ่งอําเภอ

“กลุ่มประชาสังคม” หมายความว่า กลุ่มประชาชนที่รวมตัวจัดตั้งขึ้นหรือ ที่หน่วยงานของรัฐสนับสนุน และให้หมายความรวมถึงองค์กรชุมชนตามกฎหมายว่าด้วย สภาองค์กรชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคมอื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย

“สมาชิกสภาท้องถิ่น”

“สมาชิกสภาเทศบาล” หมายความว่า สมาชิกสภาองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบล ซึ่งมิได้ดํารงตําแหน่งผู้บริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น

“ภาคธุรกิจเอกชน” หมายความว่า สมาคมการค้า หอการค้าจังหวัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัด หมายความรวมถึง สมาชิกสภาองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีรูปแบบการปกครองลักษณะพิเศษ ยกเว้นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร

“สมาคมการค้า” หมายความว่า สมาคมการค้าตามกฎหมายว่าด้วยสมาคมการค้าและสมาคมที่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการประกอบการค้า อุตสาหกรรม ธุรกิจการเงิน หรือการประกอบธุรกิจอื่นใด

“หอการค้าจังหวัด” หมายความว่า หอการค้าจังหวัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหอการค้า

“สภาอุตสาหกรรมจังหวัด” หมายความว่า สภาอุตสาหกรรมจังหวัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า

(๑) ราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น

(๒) รัฐวิสาหกิจ

(๓) องค์การมหาชน

(๔) หน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกํากับของฝ่ายบริหาร

“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า ผู้ซึ่งปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในจังหวัดหนึ่งนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้มีคณะกรรมการ ธรรมาภิบาลจังหวัดคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ธ.จ.” ประกอบด้วยผู้ตรวจราชการสํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งมีเขตอํานาจในจังหวัดเป็นประธาน และผู้แทนภาคประชาสังคม ผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนในจังหวัดนั้นเป็นกรรมการ จํานวนกรรมการใน ก.ธ.จ. แต่ละแห่งให้เป็นไปตามเกณฑ์ในข้อ ๖

ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกกรรมการคนหนึ่ง ทําหน้าที่รองประธาน

ให้ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการสังกัดสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีตามที่ประธานเสนอเป็นเลขานุการหนึ่งคนและผู้ช่วยเลขานุการหนึ่งคน และแต่งตั้งข้าราชการในจังหวัดนั้นตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอเป็นผู้ช่วยเลขานุการหนึ่งคน

ให้เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดสํานักงาน ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่รับผิดชอบการจัดทําวาระการประชุมและงานธุรการอื่นตามที่ประธานมอบหมาย รวมทั้งจัดทําแผนงานการประชุม ก.ธ.จ. เพื่อเสนอให้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรียื่นของบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และให้ผู้ช่วยเลขานุการซึ่งเป็นข้าราชการในจังหวัดมีหน้าที่รับผิดชอบประสานงานกรรมการในจังหวัด เชิญประชุม จัดสถานที่ประชุม และงานธุรการอื่นตามที่ประธานมอบหมาย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ จํานวนกรรมการใน ก.ธ.จ. ให้ถือเกณฑ์จํานวนอําเภอของแต่ละจังหวัด ดังต่อไปนี้

(๑) จังหวัดที่มีไม่เกินสิบอําเภอ ให้มีกรรมการจํานวนไม่เกินสิบสี่คน ประกอบด้วยประธาน และผู้แทนภาคประชาสังคมไม่เกินเจ็ดคน ผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นสามคน และผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนสามคนเป็นกรรมการ

(๒) จังหวัดที่มีตั้งแต่สิบเอ็ดอําเภอแต่ไม่เกินสิบห้าอําเภอ ให้มีกรรมการจํานวนสิบหกคน ประกอบด้วยประธาน และผู้แทนภาคประชาสังคมเก้าคน ผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นสามคน และผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนสามคนเป็นกรรมการ

(๓) จังหวัดที่มีตั้งแต่สิบหกอําเภอแต่ไม่เกินยี่สิบอําเภอ ให้มีกรรมการจํานวนสิบแปดคน ประกอบด้วยประธาน และผู้แทนภาคประชาสังคมเก้าคน ผู้แทนสมาชิก สภาท้องถิ่นสี่คน และผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนสี่คนเป็นกรรมการ

(๔) จังหวัดที่มีตั้งแต่ยี่สิบเอ็ดอําเภอขึ้นไป ให้มีกรรมการจํานวนยี่สิบคน ประกอบด้วยประธาน และผู้แทนภาคประชาสังคมสิบเอ็ดคน ผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นสี่คน และผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนสี่คนเป็นกรรมการ

ในกรณีที่มีการจัดตั้งอําเภอขึ้นใหม่อันอาจทําให้จํานวนกรรมการที่จะพึงมีของจังหวัดเปลี่ยนไป ให้กรรมการที่อยู่ในตําแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนครบวาระ โดย ไม่ต้องดําเนินการสรรหากรรมการเพิ่มเติม

ในกรณีที่มีการจัดตั้งจังหวัดขึ้นใหม่อันอาจทําให้จํานวนกรรมการที่จะพึงมีของจังหวัดเดิมเปลี่ยนไป ให้กรรมการของจังหวัดเดิมที่มาจากอําเภอที่เหลืออยู่คงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนครบวาระโดยไม่ต้องดําเนินการสรรหากรรมการเพิ่มเติม

กรรมการผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นตาม (๑) และ (๒) ประกอบด้วยผู้แทนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนึ่งคน ผู้แทนสมาชิกสภาเทศบาลหนึ่งคน และผู้แทนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลหนึ่งคน

กรรมการผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นตาม (๓) และ (๔) ประกอบด้วยผู้แทนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนึ่งคน ผู้แทนสมาชิกสภาเทศบาลหนึ่งคน และผู้แทนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลสองคน

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้นายอําเภอดําเนินการสรรหากรรมการผู้แทนภาคประชาสังคมของอําเภอ โดยประกาศกําหนดการรับสมัครผู้เข้ารับการสรรหา ปิดไว้ ณ ที่ว่าการอําเภอ ที่ทําการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และที่ทําการผู้ใหญ่บ้าน

ประกาศตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีกําหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(๑) วันรับสมัคร

(๒) สถานที่รับสมัคร

(๓) จํานวนผู้แทนภาคประชาสังคมของอําเภอนั้น

(๔) เอกสารหรือหลักฐานการสมัคร

(๕) วันประชุมเพื่อเลือกกันเองของผู้สมัคร

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ กรรมการผู้แทนภาคประชาสังคมต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นสมาชิกของกลุ่มประชาสังคมที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนา ส่งเสริม หรืออนุรักษ์ ฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมของชุมชนนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับถึงวันสมัครเข้ารับการสรรหา หรือเป็นบุคคลซึ่งเป็นที่ยอมรับจากประชาชนในชุมชนนั้นว่าเป็นผู้มีความรู้และความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนา ส่งเสริม หรืออนุรักษ์ฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม

(๒) มีสัญชาติไทย

(๓) มีอายุไม่ต่ํากว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันสมัครเข้ารับการสรรหา

(๔) มีภูมิลําเนาหรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรในเขตอําเภอมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับถึงวันสมัครเข้ารับการสรรหา

(๕) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(๖) ไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

(๗) ไม่เคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี หรือเป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้ทําโดยประมาทหรือความผิด ลหุโทษ

(๘) ไม่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการ หรือผู้ดํารงตําแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษา พรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

(๙) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาที่หน่วยงานของรัฐในจังหวัดนั้นเป็นคู่สัญญา หรือในกิจการที่กระทําให้แก่หน่วยงานของรัฐในจังหวัดนั้น หรือที่หน่วยงานของรัฐในจังหวัดนั้นจะกระทํา

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ เมื่อครบกําหนดเวลารับสมัครตามข้อ ๗ แล้ว ให้นายอําเภอจัดประชุมผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเพื่อเลือกกันเองให้ได้ผู้แทนภาคประชาสังคมของอําเภอจํานวนหนึ่งคน และแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้นายอําเภอดําเนินการสรรหากรรมการผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นของอําเภอนั้น โดยวิธีการดังต่อไปนี้

(๑) ให้สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเขตอําเภอใดเป็นผู้แทนประเภทสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดของอําเภอนั้น เว้นแต่อําเภอที่มีสมาชิก สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดมากกว่าหนึ่งคน ให้นายอําเภอจัดประชุมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดในเขตอําเภอเพื่อเลือกกันเองให้ได้ผู้แทนประเภทสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนึ่งคน และแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ

(๒) แจ้งให้ประธานสภาท้องถิ่นแต่ละแห่งในเขตอําเภอ ยกเว้นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด จัดประชุมสมาชิกสภาท้องถิ่นเพื่อเลือกกันเองให้ได้ผู้แทนแห่งละหนึ่งคน

(๓) จัดประชุมผู้ที่ได้รับเลือกตาม (๒) เพื่อเลือกกันเองให้ได้ผู้แทนประเภทสมาชิกสภาเทศบาลหนึ่งคน และผู้แทนประเภทสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลหนึ่งคน และแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ กรรมการผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นต้องดํารงตําแหน่งสมาชิก สภาท้องถิ่นในระหว่างปฏิบัติหน้าที่กรรมการ

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การประชุมเพื่อเลือกกันเองตามข้อ ๙ ให้ผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งลงคะแนนเลือกผู้เข้าร่วมประชุมจํานวนสองชื่อ ให้ผู้ได้รับคะแนนมากที่สุดเป็นผู้แทนภาคประชาสังคมของอําเภอนั้น ในกรณีที่มีผู้ที่ได้รับคะแนนมากที่สุดเท่ากันหลายคน ให้นายอําเภอจัดให้ผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันจับสลากเพื่อให้ได้ผู้แทนภาคประชาสังคมของอําเภอนั้นหนึ่งคน

การประชุมเพื่อเลือกกันเองตามข้อ ๑๐ (๑) และ (๓) ให้ผู้เข้าร่วมประชุม ในประเภทสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ประเภทสมาชิกสภาเทศบาล และประเภทสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลแต่ละประเภทลงคะแนนเลือกผู้เข้าร่วมประชุมในประเภทเดียวกันจํานวนสองชื่อ ให้ผู้ได้รับคะแนนมากที่สุดในแต่ละประเภทเป็นผู้แทนประเภทสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้แทนประเภทสมาชิกสภาเทศบาล และผู้แทนประเภทสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลของอําเภอนั้น ในกรณีที่มีผู้ที่ได้รับคะแนนมากที่สุดเท่ากันหลายคน ให้นายอําเภอจัดให้ผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันจับสลากเพื่อให้ได้ผู้แทนประเภทสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้แทนประเภทสมาชิกสภาเทศบาลและผู้แทนสมาชิกประเภทสภาองค์การบริหารส่วนตําบลของอําเภอนั้นประเภทละหนึ่งคน

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดประชุมผู้แทนภาคประชาสังคมตามข้อ ๙ ของทุกอําเภอ เพื่อเลือกกันเองให้ได้กรรมการผู้แทนภาคประชาสังคมตามจํานวนในข้อ ๖ สําหรับจังหวัดที่มีไม่เกินเจ็ดอําเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ต้องจัดประชุมผู้แทนภาคประชาสังคมนั้น และให้ผู้แทนภาคประชาสังคมทั้งหมดเป็นกรรมการ การประชุมเพื่อเลือกกันเอง ให้ผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งลงคะแนนเลือกผู้เข้าร่วมประชุมจํานวนสองชื่อ ให้ผู้ได้คะแนนมากที่สุดเรียงตามลําดับลงมาเป็นกรรมการผู้แทนภาคประชาสังคมของจังหวัดนั้นตามจํานวนในข้อ ๖ ในกรณีที่มีผู้ได้คะแนนเท่ากันอันเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียงลําดับได้ ให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้ผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันจับสลากเพื่อให้ได้กรรมการผู้แทนภาคประชาสังคมของจังหวัดนั้นตามจํานวนในข้อ ๖

ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดประชุมผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นตามข้อ ๑๐ (๑) และ (๓) แต่ละประเภทของทุกอําเภอ เพื่อให้ผู้แทนประเภทสมาชิกสภาองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด ผู้แทนประเภทสมาชิกสภาเทศบาล และผู้แทนประเภทสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบล แต่ละประเภทเลือกกันเองให้ได้กรรมการผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นตามจํานวนในข้อ ๖ การประชุมเพื่อเลือกกันเอง ให้ผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งลงคะแนนเลือกผู้เข้าร่วมประชุมจํานวนสองชื่อ ให้ผู้ได้คะแนนมากที่สุดเรียงตามลําดับลงมาเป็นกรรมการตามจํานวนกรรมการผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นของจังหวัดนั้น ในกรณีที่ประเภทใดมีผู้ได้คะแนนเท่ากันอันเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียงลําดับได้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้ผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันในประเภทนั้นจับสลากเพื่อให้ได้กรรมการผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นของจังหวัดนั้นตามจํานวนในข้อ ๖

เมื่อดําเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองแล้ว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดทําบัญชีรายชื่อผู้ได้คะแนนในลําดับถัดจากผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการ เป็นบัญชีรายชื่อสํารอง ในกรณีที่มีผู้ได้คะแนนเท่ากัน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้ผู้ที่ได้คะแนนเท่ากันจับสลากเพื่อเรียงลําดับจัดทําเป็นบัญชีรายชื่อสํารอง

บัญชีรายชื่อสํารองให้เป็นอันยกเลิกเมื่อมีการสรรหาใหม่ตามวาระ

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดําเนินการสรรหากรรมการผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน โดยแจ้งให้ประธานหอการค้าจังหวัดและประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดที่มีใน เขตจังหวัดจัดประชุมสมาชิกเพื่อเลือกกันเองให้ได้ผู้แทนหอการค้าจังหวัดห้าคน และผู้แทนสภาอุตสาหกรรมจังหวัดห้าคน และแจ้งรายชื่อผู้แทนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดภายใน สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

ในกรณีที่มีสมาคมการค้าในเขตจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศให้สมาคมการค้าทราบ และให้นายกสมาคมการค้าที่ประสงค์จะส่งผู้แทนเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรรมการผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน จัดประชุมสมาชิกเพื่อเลือกกันเองให้ได้ผู้แทนสมาคมการค้าแห่งละสามคน และแจ้งรายชื่อผู้แทนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศ พร้อมทั้งสําเนาเอกสารหรือหลักฐานการจดทะเบียนสมาคมการค้านั้น

การแจ้งรายชื่อผู้แทนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้ประธานหอการค้าจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด หรือนายกสมาคมการค้า แล้วแต่กรณี รับรองคุณสมบัติของผู้แทนที่ได้รับการคัดเลือกว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๑๕

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ กรรมการผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นสมาชิกหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด หรือสมาคมการค้ามาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับถึงวันแจ้งรายชื่อไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด

(๒) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๘ (๒) ถึง (๙)

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดประชุมผู้แทนหอการค้าจังหวัด ผู้แทน สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และผู้แทนสมาคมการค้าตามข้อ ๑๔ ร่วมกัน เพื่อให้ผู้แทน ภาคธุรกิจเอกชนที่เข้าร่วมประชุมทุกคนลงคะแนนเลือกกันเองให้ได้กรรมการผู้แทน ภาคธุรกิจเอกชนตามจํานวนที่กําหนดไว้ในข้อ ๖

กรรมการผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนอย่างน้อยต้องมีผู้แทนหอการค้าจังหวัดหนึ่งคน ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมจังหวัดหนึ่งคน และผู้แทนสมาคมการค้าหนึ่งคน ถ้าจังหวัดใดมีกรรมการผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนได้สี่คน ให้ผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนที่เข้าประชุมลงคะแนนเลือกกันเองเพิ่มขึ้นให้ได้กรรมการตามจํานวนที่จะพึงมีของจังหวัดนั้น

ในกรณีที่จังหวัดใดไม่มีสภาอุตสาหกรรมจังหวัด หรือไม่มีสมาคมการค้า หรือมีสมาคมการค้าแต่ไม่ประสงค์จะส่งผู้แทนเข้ารับการคัดเลือก ให้ผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนที่ เข้าร่วมประชุมลงคะแนนเลือกกันเองให้ได้กรรมการตามจํานวนที่จะพึงมีของจังหวัดนั้น

การลงคะแนนตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และการจัดทําบัญชีรายชื่อสํารอง ให้นําความในข้อ ๑๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ดําเนินการสรรหาตามข้อ ๑๓ และข้อ ๑๖ แล้ว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งรายชื่อไปยังปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเพื่อลงนามรับรองรายชื่อกรรมการเป็นรายจังหวัด

ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดปิดประกาศรายชื่อกรรมการที่ได้รับ การรับรองตามวรรคหนึ่งให้ประชาชนทราบ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอําเภอ ที่ทําการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และที่ทําการผู้ใหญ่บ้าน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ กรรมการผู้แทนภาคประชาสังคม กรรมการผู้แทนสมาชิก สภาท้องถิ่น และกรรมการผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน มีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสามปีนับแต่วันที่ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีลงนามรับรองรายชื่อกรรมการเป็นรายจังหวัด กรรมการซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระอาจได้รับการสรรหาอีกได้ แต่จะดํารงตําแหน่งติดต่อกัน เกินสองวาระไม่ได้

เมื่อครบกําหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังไม่มีการสรรหากรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับการสรรหาใหม่เข้ารับหน้าที่

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ กรรมการผู้แทนภาคประชาสังคม กรรมการผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่น และกรรมการผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนพ้นจากตําแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก โดยยื่นหนังสือลาออกต่อประธาน และให้ถือว่าพ้นจากตําแหน่งนับแต่วันที่ยื่นหนังสือลาออก

(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๘ ข้อ ๑๑ หรือข้อ ๑๕ แล้วแต่กรณี

(๔) ก.ธ.จ. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้พ้นจากตําแหน่งเพราะมีความประพฤติในทางที่จะนํามาซึ่งความเสื่อมเสียต่อ ก.ธ.จ. บกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ในกรณีที่กรรมการตามข้อ ๑๓ หรือข้อ ๑๖ พ้นจากตําแหน่งก่อนครบวาระ ให้บุคคลในบัญชีรายชื่อสํารองตามข้อ ๑๓ หรือข้อ ๑๖ แล้วแต่กรณี เป็นกรรมการแทนตําแหน่งที่ว่างตามลําดับ และให้ผู้เป็นกรรมการแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตําแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในกรณีที่ต้องดําเนินการสรรหากรรมการที่พ้นจากตําแหน่งตามวาระตามข้อ ๑๘ หรือการสรรหากรรมการแทนตําแหน่งที่ว่างตามข้อ ๒๐ ให้ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดําเนินการสรรหากรรมการใหม่ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

ให้นายอําเภอ ประธานหอการค้าจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และสมาคมการค้าดําเนินการสรรหากรรมการผู้แทนภาคประชาสังคม กรรมการผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือกรรมการผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน แล้วแต่กรณี ให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้ว่าราชการจังหวัด หรือวันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศ แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ก.ธ.จ. มีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) สอดส่องการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐในจังหวัดให้ใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

(๒) แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี ดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ ในกรณีที่พบว่า มีการละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ หรือมีกรณีทุจริต

(๓) เสนอแนะแนวทางการปฏิบัติและการส่งเสริมตามหลักคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานของรัฐในจังหวัด

(๔) ติดตามการปฏิบัติตามมติ ก.ธ.จ.

(๕) แต่งตั้งที่ปรึกษาด้านวิชาการ การประชาสัมพันธ์ หรือด้านอื่น จํานวน ไม่เกินสามคน

(๖) เผยแพร่ผลการปฏิบัติหน้าที่ต่อสาธารณะตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ในการดําเนินการตามข้อ ๒๒ (๑) ให้ ก.ธ.จ. สอดส่องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐภายในจังหวัดให้ใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตาม พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(๑) ปฏิบัติภารกิจให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม ตลอดจนไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

(๒) ปฏิบัติภารกิจเพื่ออํานวยความสะดวก ให้บริการ และสนองความต้องการของประชาชน

(๓) ปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

(๔) ปฏิบัติภารกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์ มีประสิทธิภาพ และมีความคุ้มค่า

(๕) ปฏิบัติภารกิจโดยไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจําเป็น ให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นความเดือดร้อนและทุกข์ยากของประชาชน

(๖) ปฏิบัติภารกิจโดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส

(๗) ปฏิบัติภารกิจโดยมีการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงาน สมํ่าเสมอ และเผยแพร่ต่อสาธารณะ

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ เมื่อมีการประกาศรายชื่อกรรมการตามข้อ ๑๗ แล้ว ให้ประธาน จัดให้มีการประชุมครั้งแรกภายในหกสิบวันนับแต่วันประกาศ

ให้มีการประชุม ก.ธ.จ. ตามที่ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีประกาศกําหนด

ในกรณีที่กรรมการเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจํานวนกรรมการทั้งหมดร้องขอให้เปิดประชุม ก.ธ.จ. ให้ประธานเรียกประชุม ก.ธ.จ. ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับคําร้องขอ

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ การประชุมของ ก.ธ.จ. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

ถ้าประธานไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธาน ทําหน้าที่ประธานในที่ประชุม ถ้าประธานและรองประธานไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

การออกเสียงลงคะแนนตามวรรคสาม จะกระทําโดยเปิดเผยหรือโดยวิธีลับ ก็ได้แล้วแต่มติของที่ประชุม

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ให้ ก.ธ.จ. มีอํานาจออกหนังสือแจ้งให้หน่วยงานของรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ปรึกษาตามข้อ ๒๒ (๕) และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม หรือจัดส่งเอกสารหรือข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามความจําเป็น

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ในการประชุม ก.ธ.จ. ถ้ากรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณา เมื่อกรรมการผู้นั้นได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบข้อซักถามแล้วต้องออกจากที่ประชุมและ ไม่มีสิทธิออกเสียงในเรื่องนั้น ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่า ก.ธ.จ. ประกอบด้วยกรรมการทุกคน ที่ไม่ถูกคัดค้าน

ให้ประธานเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่ากรรมการผู้ใดเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องที่พิจารณาหรือไม่

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ กรณีที่ ก.ธ.จ. มีมติว่ามีการละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบหรือข้อบังคับ หรือมีกรณีทุจริต ให้ประธานแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี รายงานผลการดําเนินการให้ประธานทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

หากผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี มิได้ดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ ให้ประธานแจ้งมติ ก.ธ.จ. ตามวรรคหนึ่งให้ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อรายงานต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดดําเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ ค่าใช้จ่ายสําหรับ ก.ธ.จ. ที่ปรึกษาของ ก.ธ.จ. รวมทั้งค่าใช้จ่าย ที่จําเป็นอย่างอื่นให้เบิกจ่ายจากสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีตามที่ได้ตกลงกับกระทรวงการคลัง

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ ให้ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ประสานงาน ให้ข้อมูลข่าวสาร และกําหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการสรรหากรรมการ การรายงาน และการปฏิบัติหน้าที่ของ ก.ธ.จ. ตามระเบียบนี้

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอํานาจวินิจฉัย

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ให้ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีจัดทํารายงานผลการปฏิบัติงานประจําปีของ ก.ธ.จ. ในภาพรวมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือนธันวาคมของทุกปี แล้วเผยแพร่ต่อสาธารณะ

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดทํา ทะเบียนกรรมการส่งให้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีทุกครั้งที่มีการสรรหาหรือเปลี่ยนแปลง

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ให้หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดําเนินงานของ ก.ธ.จ.

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ในวาระเริ่มแรก ให้ดําเนินการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการผู้แทนภาคประชาสังคมกรรมการผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่น และกรรมการผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๒

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายกรัฐมนตรี

อื่นๆ - **ระเบียบคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔**

บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้กรรมการผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๕๒ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระ

กรณีกรรมการผู้แทนสมาชิกท้องถิ่นตามวรรคหนึ่งพ้นจากตําแหน่งก่อนครบวาระและไม่สามารถสรรหากรรมการแทนตําแหน่งที่ว่างได้ตามสัดส่วนที่กําหนดไว้ตามข้อ ๕ แห่งระเบียบนี้ ให้สรรหาจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล หรือสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลที่ยังไม่มีผู้แทนเป็นกรรมการ ให้ได้สัดส่วนใกล้เคียงกับที่กําหนดไว้ตามข้อ ๕ แห่งระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ในกรณีที่ยังไม่มีบัญชีรายชื่อสํารองตามระเบียบนี้ หากกรรมการพ้นจากตําแหน่งก่อนครบวาระ ให้ ก.ธ.จ. ประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีกรรมการที่ได้รับการสรรหาใหม่ และให้ดําเนินการสรรหากรรมการแทนตําแหน่งที่ว่างภายในหกสิบวัน และให้ผู้ได้รับการสรรหาแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตําแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน เว้นแต่ระยะเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึงสองร้อยสี่สิบวัน จะไม่สรรหากรรมการแทนก็ได้

34 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด พ.ศ. 2552 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_48a378a785835d85

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com