法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
24
มาตรา อารัมภบท

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

เรื่อง

หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุน

ของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๘ (๖) และมาตรา ๔๗

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงมีมติในการประชุมครั้งที่

๔/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๙ กำหนดหลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศฉบับนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

เรื่อง หลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเป็นผู้รักษาการ

และมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด มีคำสั่ง หรือยกเว้นการปฏิบัติตามประกาศนี้ได้

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ วัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

(บสท.) กับสถาบันผู้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้ บสท.

และผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติในการรับรู้ การคำนวณ

และรับผิดชอบร่วมกันในผลกำไรหรือผลขาดทุน รวมทั้งการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้

การจัดสรรค่าใช้จ่ายทั้งปวงและดอกเบี้ยตราสารหนี้อันเนื่องมาจากการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ

บสท.

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในประกาศฉบับนี้

“สถาบันผู้โอน” หมายถึง

ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์

และบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตลอดจนสถาบันประเภทอื่นที่เป็นผู้โอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่

บสท.

“สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ” หมายถึง

สินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามความหมายในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

ที่ บสท. รับโอนมาจากสถาบันผู้โอน ตามสัญญาโอนสินทรัพย์

“เงินต้นตามสิทธิ” หมายถึง

เงินต้นคงค้างตามสิทธิที่เรียกร้องได้ตามกฎหมาย ณ วันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

“เงินต้นตามสิทธิสุทธิ” หมายถึง

เงินต้นตามสิทธิ หักด้วยเงินที่เรียกเก็บได้ก่อนมีข้อยุติในการบริหาร (ถ้ามี)

“เงินที่เรียกเก็บได้” หมายถึง

จำนวนเงินที่ บสท. ได้รับจากการชำระหนี้เงินต้น ดอกเบี้ย การที่ลูกหนี้โอนสิทธิการรับเงินเพื่อชำระหนี้

การจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันหรือทรัพย์สินที่มิใช่หลักประกัน

การจำหน่ายหุ้นที่ได้จากการแปลงหนี้เป็นทุน

การได้รับเงินตามตราสารหนี้ที่ลูกหนี้ได้ชำระหนี้แทนเงินสด ทั้งนี้ ให้หมายรวมถึง

ผลตอบแทนจากทรัพย์สินต่างๆ ข้างต้นด้วย เช่น ค่าเช่า

เงินปันผล เป็นต้น นอกจากนี้ ให้รวมถึง

เงินที่ได้รับจากการชำระบัญชีของกิจการลูกหนี้หรือบุคคลอื่นที่แผนปรับโครงสร้างหนี้

แผนปรับโครงสร้างกิจการ หรือแผนฟื้นฟูกิจการ

กำหนดการบังคับจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันหรือการจำหน่ายทรัพย์สินที่รับโอน

ตามมาตรา ๗๖ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

การขายทอดตลาดทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน โดยกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

หรือการจำหน่ายทรัพย์สินที่ บสท. ซื้อได้จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

การดำเนินการตามมาตรา ๕๘ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

และ/หรือการยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามกระบวนการของกฎหมายอื่นๆ

การบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนและ/หรือทรัพย์สินต่างๆ

และ/หรือการโอนสิทธิเรียกร้องให้บุคคลอื่น และรายรับอื่นๆ

ที่ได้จากการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมทั้งดอกผลของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น

เว้นแต่ผลตอบแทนที่ได้จากการนำเงินที่เรียกเก็บได้ไปลงทุน

“เงินที่เรียกเก็บได้ก่อนมีข้อยุติในการบริหาร”

หมายถึง เงินที่เรียกเก็บได้ก่อนทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

หรือก่อนศาลมีคำสั่งอนุมัติแผนปรับโครงสร้างกิจการ หรือก่อนศาลมีคำสั่งเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ

หรือก่อนมีข้อยุติในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นอย่างอื่น

“ค่าใช้จ่ายทั้งปวง” หมายถึง

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอันเกิดจากการบริหารงานของ บสท. ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลาง

ค่าใช้จ่ายเฉพาะลูกหนี้ หรือค่าจ้างตามสัญญาจ้าง

“ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง” หมายถึง

ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการบริหารงานของ บสท.

ที่ไม่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอน เช่น

เงินเดือนพนักงาน ค่าตอบแทนกรรมการและอนุกรรมการต่างๆ ค่าจ้างตัวแทนเรียกเก็บเงิน

ค่าจ้างผู้ดูแลผลประโยชน์ ค่าเช่าอาคาร ค่าอุปกรณ์สำนักงาน ค่าสาธารณูปโภค

และค่าจ้างที่ปรึกษาในด้านต่างๆ เป็นต้น

“ค่าใช้จ่ายเฉพาะลูกหนี้” หมายถึง

ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการบริหารงานของ บสท.

ที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของลูกหนี้แต่ละราย เช่น

ค่าโอนทรัพย์สิน ค่าประเมินราคาทรัพย์ ค่าการดำเนินคดี

ค่าเบี้ยประกันภัยหลักประกัน

ค่าบริหารจัดการทรัพย์สินหลักประกันและ/หรือทรัพย์สินรอการขาย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอน เป็นต้น

“ค่าจ้างตามสัญญาจ้าง” หมายถึง

ค่าจ้างตามข้อตกลงหรือสัญญาจ้างต่างๆ ที่ บสท. จ้างบุคคลอื่นเพื่อดำเนินการใด ๆ

เกี่ยวกับการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เช่น

สัญญาว่าจ้างบริหารสินทรัพย์เฉพาะกิจ เป็นต้น

“ดอกเบี้ยตราสารหนี้” หมายถึง

ดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ บสท.

ออกให้สถาบันผู้โอนเพื่อชำระราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยเริ่มคำนวณตามวันที่ระบุการเริ่มคิดดอกเบี้ยไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน

จนถึงวันก่อนวันที่ บสท. ชำระคืนตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่สถาบันผู้โอน

“ดอกเบี้ยตามสิทธิ” หมายถึง

ดอกเบี้ยคงค้างตามสิทธิที่เรียกร้องได้ตามกฎหมาย ณ วันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

“ต้นทุนการรับโอน” หมายถึง

ราคาที่ บสท. ชำระให้สถาบันผู้โอน

โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินสำหรับการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

“ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน”

หมายถึง ทรัพย์สินทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง

ที่เจ้าหนี้ผู้เป็นสถาบันผู้โอนและลูกหนี้ตกลงกันให้เป็นประกันการชำระหนี้ของตนตามสัญญาให้สินเชื่อซึ่งผู้รับหลักประกันมีบุริมสิทธิ

“ทรัพย์สินที่มิใช่หลักประกัน”

หมายถึง ทรัพย์สินอื่นๆ ที่มิใช่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

ที่ลูกหนี้ให้ไว้เป็นประกันเพิ่มกับ บสท.

ตามที่กำหนดในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แผนปรับโครงสร้างกิจการ หรือแผนฟื้นฟูกิจการ

ซึ่งลูกหนี้ได้โอนให้แก่ บสท. เพื่อชำระหนี้

“มูลค่าทางบัญชี” หมายถึง

มูลค่าของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนตามบัญชี โดยเป็นเงินต้นตามสิทธิ

รวมกับดอกเบี้ยค้างชำระเป็นระยะเวลาไม่เกิน ๓ เดือน ก่อนวันโอน ในอัตราดอกเบี้ย MLR

เฉลี่ยของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย

จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด

(มหาชน) ที่ประกาศ ณ วันโอน

“ลูกหนี้” หมายถึง

ลูกหนี้ชั้นต้น ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง ผู้จำนำ

หรือบุคคลอื่นที่ต้องรับผิดร่วมกับลูกหนี้ตามข้อตกลงระหว่างลูกหนี้กับสถาบันผู้โอน

ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้ปิดบัญชีและลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้

หมวดที่

การคำนวณผลกำไรขาดทุนและการแบ่งปันผลกำไรหรือผลขาดทุน

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้มีการคำนวณผลกำไรขาดทุนเมื่อสิ้นปีที่ ๕

และสิ้นปีที่ ๑๐ นับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ซึ่งถือเป็นวันเปิดทำการของ บสท.

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ในการคำนวณผลกำไรขาดทุน

ให้คำนวณแยกตามรายสถาบันผู้โอน โดยคำนวณจากเงินที่เรียกเก็บได้สุทธิ

รวมกับผลตอบแทนที่ได้จากการนำเงินที่เรียกเก็บได้ไปลงทุนตามที่กำหนดในข้อ ๒๒ หักด้วยค่าใช้จ่ายทั้งปวงและดอกเบี้ยตราสารหนี้ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อสิ้นปีที่

๕ และสิ้นปีที่ ๑๐

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ กรณี บสท.

รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ไม่มีต้นทุนการรับโอน

ไม่ต้องนำลูกหนี้รายนั้นมาคำนวณผลกำไรขาดทุน

โดยสถาบันผู้โอนของลูกหนี้รายนั้นจะเป็นผู้รับผิดชอบผลที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายนั้นทั้งหมด

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การคำนวณเงินที่เรียกเก็บได้สุทธิ

สามารถคำนวณโดยแยกลูกหนี้ออกเป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่

๘.๑ ลูกหนี้ปิดบัญชี หมายถึง

ลูกหนี้รายที่ได้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ บสท. เสร็จสิ้นครบถ้วน

(ไม่รวมถึง เงินที่เรียกเก็บจากลูกหนี้เพื่อจ่ายคืนเงินที่ บสท. ได้ทดรองจ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายเฉพาะลูกหนี้)

ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แผนปรับโครงสร้างกิจการ หรือแผนฟื้นฟูกิจการ และ/หรือ

บสท.

ได้รับเงินจากการจำหน่ายทรัพย์สินที่รับโอนเพื่อชำระหนี้หรือหุ้นที่ได้จากการแปลงหนี้เป็นทุน

และ/หรือจากการได้รับเงินตามตราสารหนี้ที่ลูกหนี้ชำระหนี้แทนเงินสดครบถ้วนแล้ว

หรือลูกหนี้ที่ บสท.

ได้รับเงินจากการบังคับจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่รับโอน

ตามมาตรา ๗๖ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

และ/หรือจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน โดยกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ บสท.

ซื้อได้จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

รวมถึงในกรณีการดำเนินการตามมาตรา ๕๘ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

พ.ศ. ๒๕๔๔ และ บสท. ได้รับเงินจากการจำหน่ายทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดในคดีล้มละลายครบถ้วนแล้วหรือเมื่อศาลได้สั่งให้ลูกหนี้ตกเป็นบุคคลล้มละลายและลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินที่จะบังคับขายทอดตลาดหรือการดำเนินการตามกฎหมายอื่นๆ

ที่มีการบังคับจากทรัพย์สินจน บสท. ได้รับเป็นเงินครบถ้วนแล้ว หรือ บสท.

ดำเนินการจำหน่ายหนี้สูญสำหรับลูกหนี้รายนั้นๆ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่

บสท. จะกำหนดต่อไป หรือ บสท. ได้รับเงินจากการโอนสิทธิเรียกร้องให้บุคคลอื่น

โดยคำนวณเงินที่เรียกเก็บได้สุทธิสำหรับลูกหนี้ปิดบัญชี

จากเงินที่เรียกเก็บได้หักด้วยต้นทุนการรับโอน

๘.๒ ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ หมายถึง ลูกหนี้ที่มิใช่ลูกหนี้ปิดบัญชี

ได้แก่ ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

แผนปรับโครงสร้างกิจการ หรือแผนฟื้นฟูกิจการ หรือลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

ตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๕๘ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

ทั้งนี้ ให้หมายรวมถึง ลูกหนี้ที่ยังไม่มีข้อยุติในการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างกิจการ หรือฟื้นฟูกิจการ

โดยคำนวณเงินที่เรียกเก็บได้สุทธิสำหรับลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้

จากเงินที่เรียกเก็บได้ทั้งหมด หักด้วยต้นทุนการรับโอน

ซึ่งต้นทุนการรับโอนที่จะนำมาหัก ให้คำนวณตามสัดส่วนของเงินที่เรียกเก็บได้ต่อภาระหนี้ของลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้แต่ละประเภท

ดังนี้

(ก) กรณีมีการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างกิจการ หรือฟื้นฟูกิจการ ให้คำนวณตามสัดส่วนของเงินที่เรียกเก็บได้ต่อภาระหนี้ที่ต้องชำระตามแผนการและเงื่อนไขในการปรับโครงสร้างหนี้

แผนปรับโครงสร้างกิจการ หรือแผนฟื้นฟูกิจการ

(ข) กรณีมีการดำเนินการตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๕๘

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

หรือกรณีที่ลูกหนี้ที่ยังไม่มีข้อยุติในการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ

หรือฟื้นฟูกิจการ ให้คำนวณตามสัดส่วนของเงินที่เรียกเก็บได้ต่อผลรวมของเงินต้นตามสิทธิและดอกเบี้ยตามสิทธิ

(ค) กรณีมีการปรับโครงสร้างหนี้บางส่วนและดำเนินการ

ตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๕๘ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

บางส่วน ให้คำนวณแยกตามส่วนของการปรับโครงสร้างหนี้ และส่วนของการดำเนินการ

ตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๕๘ ตามวิธีในข้อ ๘.๒ (ก) และ (ข) ตามลำดับ

โดยในส่วนของการดำเนินการ ตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๕๘ ภาระหนี้ของลูกหนี้ที่นำมาคำนวณจะใช้เงินต้นตามสิทธิและดอกเบี้ยตามสิทธิคงเหลือ

หลังหักภาระหนี้ที่ต้องชำระตามแผนการและเงื่อนไขในการปรับโครงสร้างหนี้

แผนปรับโครงสร้างกิจการ หรือแผนฟื้นฟูกิจการในข้อ ๘.๒ (ก) แล้ว

และต้นทุนการรับโอนจะแบ่งตามสัดส่วนของเงินที่เรียกเก็บได้ต่อภาระหนี้ในส่วนของการปรับโครงสร้างหนี้และการดำเนินการ

ตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๕๘

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ เมื่อได้ผลรวมของกำไรหรือขาดทุนแล้ว ให้

บสท. และสถาบันผู้โอนรับรู้ผลกำไรหรือผลขาดทุนนั้น

และดำเนินการแบ่งปันผลกำไรหรือผลขาดทุนระหว่าง บสท. และสถาบันผู้โอนด้วยหลักเกณฑ์

ดังนี้

๙.๑ กรณีที่มีผลกำไร ให้จัดสรรผลกำไร ดังนี้

ผลกำไรไม่เกินร้อยละยี่สิบของต้นทุนการรับโอน ให้แบ่งกันคนละครึ่ง ระหว่าง บสท.

และสถาบันผู้โอน

ผลกำไรที่เหลือทั้งหมด ให้สถาบันผู้โอน แต่เมื่อรวมกับผลกำไรส่วนที่ ๑

ของสถาบันผู้โอนแล้ว ต้องไม่เกินผลต่างระหว่างมูลค่าทางบัญชีและต้นทุนการรับโอน

ผลกำไรส่วนที่เหลือจากส่วนที่ ๒ ให้ บสท. รับไปทั้งหมด

๙.๒ กรณีที่มีผลขาดทุน ให้จัดสรรผลขาดทุน

ดังนี้

ผลขาดทุนไม่เกินร้อยละยี่สิบของต้นทุนการรับโอน ให้สถาบันผู้โอนรับไปทั้งหมด

ผลขาดทุนที่เหลือจากส่วนที่ ๑ แต่ไม่เกินร้อยละยี่สิบของต้นทุน การรับโอน

ให้แบ่งกันคนละครึ่งระหว่าง บสท. และสถาบันผู้โอน

ผลขาดทุนที่เหลือจากส่วนที่ ๒ ให้ บสท. รับไปทั้งหมด

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ บสท.

จะคำนวณผลกำไรขาดทุนเพื่อดำเนินการแบ่งปันผลกำไรหรือผลขาดทุนของแต่ละสถาบันผู้โอน

ภายใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันครบกำหนดการคำนวณผลกำไรขาดทุน ตามที่กำหนดในข้อ ๕

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ เมื่อทราบผลการแบ่งปันกำไรหรือขาดทุนแล้ว

บสท.

จะแจ้งผลพร้อมรายละเอียดการคำนวณรายตัวลูกหนี้เป็นลายลักษณ์อักษรไปยังสถาบันผู้โอนแต่ละราย

ภายใน ๓๐ วัน นับจากวันที่คำนวณผลกำไรขาดทุนตามข้อ ๑๐ แล้วเสร็จ

สำหรับผลการแบ่งปันกำไรขาดทุนเมื่อสิ้นปีที่ ๕

จะเป็นการคำนวณประมาณการผลกำไรขาดทุนเพื่อให้สถาบันผู้โอนแต่ละรายรับรู้ผลกำไรขาดทุนของแต่ละสถาบันผู้โอนในสิ้นปีที่

๑๐ และเมื่อสิ้นปีที่ ๑๐ ให้ดำเนินการ ดังนี้

๑๑.๑ กรณีที่มีผลกำไร บสท.

จะชำระผลกำไรให้แก่สถาบันผู้โอนภายใน ๓๐ วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งผล

๑๑.๒ กรณีที่มีผลขาดทุน ซึ่งสถาบันผู้โอนจะต้องรับผลขาดทุนนั้น

สถาบันผู้โอนต้องชำระเงินเพื่อชดเชยผลขาดทุนให้ บสท. ภายใน ๓๐ วัน

นับจากวันที่ได้รับแจ้งผล เว้นแต่สถาบันผู้โอนจะร้องขอให้ บสท.

หักกลบลบหนี้กับจำนวนเงินที่ บสท. จะต้องชำระตามตราสารหนี้

หรือขอออกหุ้นสามัญให้แก่ บสท. ในกรณีที่เป็นสถาบันการเงิน ตามที่กำหนดในมาตรา ๓

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ โดย บสท.

มีสิทธิในการพิจารณาคำร้องขอนั้นตามควรแก่กรณี

ทั้งนี้

เมื่อได้รับการแจ้งผลกำไรหรือผลขาดทุนพร้อมรายละเอียดการคำนวณรายตัวลูกหนี้แล้วสถาบันผู้โอนที่มีข้อคัดค้านต้องแจ้งให้

บสท. ทราบ ภายใน ๓๐ วันทำการ นับจากวันที่รับแจ้งผลการคำนวณตามข้อ ๑๑

พร้อมแนบเอกสารหลักฐานชี้แจงเหตุแห่งการคัดค้านดังกล่าว

เพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงผลกำไรหรือขาดทุนดังกล่าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯ

ที่กำหนดโดยไม่ชักช้า

หมวดที่

การจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ การจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ในหมวดที่ ๒

นี้ เป็นการจัดสรรเพื่อการคำนวณและการแบ่งปันผลกำไรหรือผลขาดทุนตามหมวดที่ ๑

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ เงินที่เรียกเก็บได้ก่อนมีข้อยุติในการบริหาร

จะจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนรายที่ลูกหนี้นำเงินมาชำระให้แก่สถาบันผู้โอนนั้น

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ บสท.

จะดำเนินการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ให้แก่สถาบันผู้โอน ดังนี้

๑๔.๑ กรณีมีการปรับโครงสร้างหนี้

ปรับโครงสร้างกิจการ หรือฟื้นฟูกิจการ ให้จัดสรรเมื่อลูกหนี้ได้ชำระหนี้ด้วยเงินสด

และ/หรือเมื่อ บสท. ได้รับเงินจากการจำหน่ายทรัพย์สินที่รับโอนเพื่อชำระหนี้หรือหุ้นที่ได้จากการแปลงหนี้เป็นทุน

และ/หรือได้รับเงินจากการได้รับเงินตามตราสารหนี้ที่ลูกหนี้ได้ชำระหนี้แทนเงินสด

และ/หรือได้รับเงินจากการโอนสิทธิเรียกร้องให้บุคคลอื่น

๑๔.๒ กรณีมีการดำเนินการตามมาตรา ๗๔ และมาตรา ๕๘

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้จัดสรรเมื่อ บสท.

ได้รับเงินจากการบังคับจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันหรือจากการจำหน่ายทรัพย์สินที่รับโอน

ตามมาตรา ๗๖ รวมถึง การรับเงินจากการดำเนินการตามมาตรา ๕๘

๑๔.๓ กรณีทั่วไป ให้จัดสรรเมื่อ บสท.

ได้รับเงินจากการยื่นขอรับชำระหนี้ตามกระบวนกฎหมายอื่นๆ

หรือการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

โดยกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ การจำหน่ายทรัพย์สินที่ บสท.

ซื้อได้จากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

ส่วนที่

หลักการในการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้

กรณีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีเจ้าหนี้รายเดียว

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนโดยมีสถาบันผู้โอนเป็นเจ้าหนี้รายเดียว

เงินที่เรียกเก็บได้จะจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนนั้น

ส่วนที่

หลักการในการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้

กรณีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีเจ้าหนี้ตั้งแต่สองรายขึ้นไป

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ กรณีที่มีการระบุการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ทั้งหมดหรือบางส่วน

ให้แต่ละสถาบันผู้โอนไว้ในมติอนุมัติการปรับโครงสร้างหนี้ การปรับโครงสร้างกิจการ

การฟื้นฟูกิจการ หรือข้อตกลงอื่นใดระหว่างสถาบันผู้โอนที่เกี่ยวข้อง

ให้ดำเนินการจัดสรรตามที่กำหนดนั้น

หากมีการโอนสินธิเรียกร้องให้บุคคลอื่น

ซึ่งเป็นหนี้ที่มีการระบุการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ทั้งหมดหรือบางส่วน

ให้แต่ละสถาบันผู้โอนไว้ในมติอนุมัติการปรับโครงสร้างหนี้ การปรับโครงสร้างกิจการ

การฟื้นฟูกิจการ หรือข้อตกลงอื่นใดระหว่างสถาบันผู้โอนที่เกี่ยวข้อง

ให้ดำเนินการจัดสรรตามสัดส่วนเดิมที่ระบุไว้นั้น

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ กรณีที่ไม่มีการระบุจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้

ให้แต่ละสถาบันผู้โอนไว้ตามที่กำหนดในข้อ ๑๖

ให้ดำเนินการจัดสรรตามลำดับของประเภทของเงินที่เรียกเก็บได้ ดังต่อไปนี้

ประเภทของเงินที่เรียกเก็บได้

การจัดสรร

๑๗.๑

เงินได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

ซึ่ง บสท. รับโอนเพื่อชำระหนี้ และผลตอบแทนจากทรัพย์สินดังกล่าว เช่น ค่าเช่า

เงินปันผล เป็นต้น

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิในทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันนั้น

ตามมูลค่าที่จำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้จริง กรณีมีสถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิในทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันมากกว่าหนึ่งราย

ให้จัดสรรตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

เว้นแต่กรณีที่สัญญาสินเชื่อเดิมเป็นการให้กู้ร่วม (Syndicated Loan) ให้จัดสรรตามสัดส่วนที่กำหนดในสัญญาดังกล่าว

กรณีที่มีการจำหน่ายทรัพย์สินหลายแปลง/ชิ้นรวมกันจะจัดสรรมูลค่าที่จำหน่ายทรัพย์สินนั้นตามสัดส่วนของราคาประเมินรายแปลง/ชิ้น

ดังนี้

๑.

ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น

ให้จัดสรรตามสัดส่วนของข้อมูลราคาประเมินตามลำดับ ดังนี้

๑.๑

ราคาประเมินจากรายงานการประเมินราคารายแปลงฉบับล่าสุด

๑.๒

ราคาประเมินจากรายงานการประเมินราคาที่ใช้ในการกำหนดราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันผู้โอนนั้น

๑.๓

ราคาประเมินราชการรายแปลง โดยกรมที่ดิน ณ วันที่จำหน่าย

หรือวันที่ใกล้เคียงกับวันที่จำหน่ายทรัพย์สินนั้น

๒.

ทรัพย์สินประเภทสังหาริมทรัพย์ เช่น เครื่องจักร เป็นต้น

ให้จัดสรรตามสัดส่วนของข้อมูลราคา ตามลำดับดังนี้

๒.๑

ราคาประเมินจากรายงานการประเมินราคาฉบับล่าสุด

๒.๒

ราคาประเมินจากรายงานการประเมินราคาที่ใช้ในการกำหนดราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันผู้โอนนั้น

๑๗.๒

เงินได้ที่ลูกหนี้โอนสิทธิการรับเงินให้แก่สถาบันผู้โอน

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนตามที่ระบุในสัญญาโอนสิทธิการรับเงินนั้น

กรณีมีสถาบันผู้โอนที่มีสิทธิในเงินนั้นมากกว่าหนึ่งราย

ให้จัดสรรตามสัดส่วนของข้อตกลงเดิมโดยหากไม่มีการระบุ

ก็ให้จัดสรรตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

๑๗.๓

เงินได้จากการจำหน่ายหุ้นที่ได้จากการแปลงหนี้เป็นทุน

และผลตอบแทนจากทรัพย์สินดังกล่าว

จัดสรรจำนวนหุ้นตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิและเมื่อจำหน่ายหุ้นได้

ให้จัดสรรเงินที่ได้จากการจำหน่ายให้แก่สถาบันผู้โอน

ตามสัดส่วนของจำนวนหุ้นที่ได้รับการจัดสรร

๑๗.๔

เงินได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินที่มิใช่หลักประกัน

ซึ่ง บสท. รับโอนเพื่อชำระหนี้ และผลตอบแทนจากทรัพย์สินดังกล่าว เช่น ค่าเช่า

เงินปันผล เป็นต้น

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอน

ตามมูลค่าที่จำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้จริง

โดยจัดสรรตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

เว้นแต่ทรัพย์สินที่ลูกหนี้ได้มอบไว้เป็นประกันการชำระหนี้

แต่มิได้มีการจำนำหรือจำนองที่มีบุริมสิทธิตามกฎหมาย เช่น

ทรัพย์สินประเภทที่ดินที่อยู่ภายใต้การจัดสรร ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน

เป็นต้น ให้จัดสรรตามข้อ ๑๗.๑

กรณีที่มีการจำหน่ายทรัพย์สินหลายแปลง/ชิ้นรวมกันจะจัดสรรมูลค่าที่จำหน่ายทรัพย์สินนั้นตามสัดส่วนของราคาประเมินรายแปลง/ชิ้น

ดังนี้

๑. ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ เช่น

ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น ให้จัดสรรตามสัดส่วนของข้อมูลราคาประเมินตามลำดับ

ดังนี้

๑.๑ ราคาประเมินจากรายงานการประเมินราคารายแปลงฉบับล่าสุด

๑.๒ ราคาประเมินจากรายงานการประเมินราคาที่ใช้ในการกำหนดราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันผู้โอนนั้น

๑.๓ ราคาประเมินราชการรายแปลง โดยกรมที่ดิน ณ

วันที่จำหน่าย หรือวันที่ใกล้เคียงกับวันที่จำหน่ายทรัพย์สินนั้น

๒. ทรัพย์สินประเภทสังหาริมทรัพย์ เช่น

เครื่องจักร เป็นต้น ให้จัดสรรตามสัดส่วนของข้อมูลราคา ตามลำดับดังนี้

๒.๑

ราคาประเมินจากรายงานการประเมินราคาฉบับล่าสุด

๒.๒

ราคาประเมินจากรายงานการประเมินราคาที่ใช้ในการกำหนดราคารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันผู้โอนนั้น

๑๗.๕

เงินได้จากการรับชำระเป็นเงินสด ได้แก่ เงินได้จากการชำระเงินต้น

ดอกเบี้ยต่างๆ และ/หรือเบี้ยปรับ

เงินได้จากการได้รับเงินตามตราสารหนี้ที่ลูกหนี้ชำระแทนเงินสด

เงินที่ได้รับจากการชำระบัญชีของกิจการลูกหนี้ หรือบุคคลอื่นที่แผนปรับโครงสร้างหนี้

แผนปรับโครงสร้างกิจการหรือแผนฟื้นฟูกิจการ กำหนดเงินที่ได้รับจากการดำเนินการ

ตามมาตรา ๕๘ แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔

หรือการยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามกระบวนการของกฎหมายอื่นๆ

เงินที่ได้รับจากการจำหน่ายลูกหนี้ที่มีข้อยุติในการบริหาร เป็นต้น

(ก) กรณีมีการชำระเป็นเงินสดเพียงอย่างเดียว

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอน ดังนี้

(๑) กรณีที่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพไม่มีต้นทุนการรับโอน

จัดสรรเงินสดตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

(๒) กรณีที่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีต้นทุนการรับโอน

กรณีที่เงินสดมีจำนวนมากกว่ายอดรวมของต้นทุนการรับโอน

ให้จัดสรรเงินสดให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันเป็นทรัพย์สินหลัก (Core

Asset) ทุกราย เต็มตามจำนวนยอดรวมของต้นทุนการรับโอนก่อน

หากไม่สามารถระบุทรัพย์สินหลักได้ ให้จัดสรรให้แก่สถาบัน ผู้โอนทุกรายที่มีหลักประกันเต็มตามจำนวนยอดรวมของต้นทุนการรับโอน

ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์เฉพาะในการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ตามข้อนี้

(ไม่เกี่ยวกับการให้ราคาสำหรับการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามคำนิยาม “ต้นทุนการรับโอน”

ตามข้อ ๔) ต้นทุนการรับโอนดังกล่าว ให้รวมถึง ราคาทรัพย์หลักประกันประเภทเครื่องจักรที่ทรัพย์สินหลัก

(Core Asset) ที่มีการทำสัญญาจำนำ

แต่ไม่มีผลเป็นการจำนำตามกฎหมายด้วย

โดยให้ใช้ราคาประเมินทรัพย์สินเครื่องจักรดังกล่าวฉบับที่ใช้ในการปรับโครงสร้างหนี้

การปรับโครงสร้างกิจการ หรือการฟื้นฟูกิจการ

หากมีเงินสดคงเหลือให้จัดสรรแก่สถาบันผู้โอนที่เกี่ยวข้องทุกราย

ตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

กรณีที่เงินสดมีจำนวนน้อยกว่ายอดรวมของต้นทุนการรับโอน

ให้จัดสรรแก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันเป็นทรัพย์สินหลัก

ตามสัดส่วนของต้นทุนการรับโอนก่อนแล้วจึงจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันอื่นตามสัดส่วนของต้นทุนการรับโอน

ทั้งนี้ ต้นทุนการรับโอนดังกล่าว ให้รวมถึง

ราคาทรัพย์หลักประกันประเภทเครื่องจักรที่กล่าวถึงตาม (๒) วรรคแรกด้วย

(ข) กรณีมีการชำระเป็นเงินสด

และเงินที่เรียกเก็บได้ประเภทอื่น

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนตามลำดับของประเภทเงินที่เรียกเก็บได้ดังกล่าวข้างต้น

แล้วจึงจัดสรรเงินสดให้แก่สถาบันผู้โอน ดังนี้

(๑) กรณีที่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพไม่มีต้นทุนการรับโอน

จัดสรรเงินสดตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิคงเหลือหลังจากหักด้วยจำนวนเงินที่ได้รับจัดสรรจากเงินที่เรียกเก็บได้ประเภทอื่นทั้งหมด

(๒) กรณีที่สินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีต้นทุนการรับโอน

กรณีที่เงินสดมีจำนวนมากกว่ายอดรวมของต้นทุนการรับโอน

ให้จัดสรรเงินสดให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันเป็นทรัพย์สินหลัก (Core

Asset) ทุกราย เต็มตามจำนวนยอดรวมของต้นทุนการรับโอนคงเหลือหลังจากหักด้วยจำนวนเงินที่ได้รับจัดสรรจากเงินที่เรียกเก็บได้ประเภทอื่นทั้งหมดก่อน

หากไม่สามารถระบุทรัพย์สินหลักได้

ให้จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนทุกรายที่มีหลักประกันเต็มตามจำนวนยอดรวมของต้นทุนการรับโอนคงเหลือหลังจากหักด้วยจำนวนเงินที่ได้รับจัดสรรจากเงินที่เรียกเก็บได้ประเภทอื่นทั้งหมด

ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์เฉพาะในการจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ตามข้อนี้

(ไม่เกี่ยวกับการให้ราคาสำหรับการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามคำนิยาม “ต้นทุนการรับโอน”

ตามข้อ ๔) ต้นทุนการรับโอนดังกล่าว ให้รวมถึง ราคาทรัพย์หลักประกันประเภทเครื่องจักรที่ทรัพย์สินหลัก

(Core Asset) ที่มีการทำสัญญาจำนำ

แต่ไม่มีผลเป็นการจำนำตามกฎหมายด้วย

โดยให้ใช้ราคาประเมินทรัพย์สินเครื่องจักรดังกล่าวฉบับที่ใช้ในการปรับโครงสร้างหนี้

การปรับโครงสร้างกิจการ หรือการฟื้นฟูกิจการ

หากมีเงินสดคงเหลือให้จัดสรรแก่สถาบันผู้โอนที่เกี่ยวข้องทุกราย

ตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

กรณีที่เงินสดมีจำนวนน้อยกว่ายอดรวมของต้นทุน

การรับโอนคงเหลือหลังจากหักด้วยจำนวนเงินที่ได้รับจัดสรรจากเงินที่เรียกเก็บได้ประเภทอื่นทั้งหมด

ให้จัดสรรแก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันเป็นทรัพย์สินหลักตามสัดส่วนของต้นทุนการรับโอนคงเหลือดังกล่าวก่อนแล้วจึงจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีทรัพย์หลักประกันอื่นตามสัดส่วนของต้นทุนการรับโอนคงเหลือ

ทั้งนี้ ต้นทุนการรับโอนดังกล่าว ให้รวมถึง

ราคาทรัพย์หลักประกันประเภทเครื่องจักรที่กล่าวถึงตาม (๒) วรรคแรกด้วย

๑๗.๖

การชำระหนี้โดยผู้ค้ำประกัน

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้ำประกันนั้นตามสัดส่วนของวงเงินค้ำประกันหรือเงินต้นตามสิทธิสุทธิแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า

หากไม่มีการกำหนดวงเงินค้ำประกันเป็นจำนวนเงิน จะจัดสรรตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

กรณีที่มีการค้ำประกันเป็นเงินตราต่างประเทศ

ให้แปลงค่าเป็นเงินบาท

โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยระหว่างธนาคารตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในอัตราขาย

ณ วันรับโอน

๑๗.๗

การจำหน่ายทรัพย์ที่ได้จากการบังคับหลักประกัน

ตามมาตรา ๗๔ และ/หรือ ๕๘ วรรคท้าย แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.

๒๕๔๔

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนตามข้อ ๑๗.๑ ถึงข้อ

๑๗.๖ แล้วแต่กรณี

๑๗.๘

การจำหน่ายทรัพย์ที่ บสท. รับโอน ตามมาตรา ๗๖

แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ หรือ บสท.

ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนตามข้อ ๑๗.๑

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ หากเงินที่เรียกเก็บได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน

ซึ่ง บสท. รับโอนเพื่อชำระหนี้ตามข้อ ๑๗.๑

และ/หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้ได้มอบไว้เป็นประกันการชำระหนี้

แต่มิได้มีการจำนำหรือจำนองที่มีบุริมสิทธิตามกฎหมาย เช่น

ทรัพย์สินประเภทที่ดินที่อยู่ภายใต้การจัดสรรตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน

เป็นต้น ตามข้อ ๑๗.๔

มีจำนวนน้อยกว่าเงินต้นตามสิทธิสุทธิของสถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิในทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันนั้น

ให้จัดสรรเงินดังกล่าวให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิในทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเท่านั้น

แม้ว่าจะมีการกำหนดไว้เป็นอื่นใดในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ แผนปรับโครงสร้างกิจการ

หรือแผนฟื้นฟูกิจการก็ตาม

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ กรณีที่มีการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันและ/หรือทรัพย์สินที่มิใช่หลักประกัน

ซึ่ง บสท. รับโอนเพื่อชำระหนี้ตามข้อ ๑๗.๑ และ/หรือข้อ ๑๗.๔

และทรัพย์สินดังกล่าวมีการจดทะเบียนจำนองต่างลำดับกัน

ให้จัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ให้แต่ละสถาบันผู้โอนเต็มตามจำนวนผลรวมของเงินต้นตามสิทธิบวกดอกเบี้ยตามสิทธิ

ทั้งนี้ ผลรวมจะต้องไม่มากกว่าผลรวมของวงเงินจำนองของแต่ละสถาบันผู้โอนในแต่ละลำดับ

กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี เป็นเวลาไม่เกิน ๕ ปี

และผลรวมของวงเงินจำนองในทุกลำดับของแต่ละสถาบันผู้โอนต้องไม่มากกว่าเงินต้นตามสิทธิของสถาบันผู้โอนนั้น

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ การจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ตามข้อ ๑๗

นั้น จำนวนเงินที่เรียกเก็บได้ที่สถาบันผู้โอนแต่ละรายจะได้รับการจัดสรรในครั้งแรก

ต้องไม่เกินผลรวมของมูลค่าทางบัญชี

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ หากมีเงินที่เรียกเก็บได้คงเหลือ

หลังจากจัดสรรเงินที่เรียกเก็บได้ให้แก่สถาบันผู้โอนเต็มตามจำนวนที่กำหนดไว้ในข้อ

๒๐ แล้ว ให้จัดสรรเงินคงเหลือดังกล่าวให้แก่สถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิในเงินนั้น

หากไม่สามารถระบุสถาบันผู้โอนที่มีบุริมสิทธิได้

จะจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนแต่ละรายตามสัดส่วนของเงินต้นตามสิทธิสุทธิ

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ผลตอบแทนที่ได้จากการนำเงินที่เรียกเก็บได้ไปลงทุน

จะจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอน โดยคำนวณทุกสิ้นเดือนที่มีผลตอบแทนเกิดขึ้น

ตามสัดส่วนของเงินรับชำระของแต่ละสถาบันผู้โอนที่มีรายการรับชำระ ณ สิ้นเดือนนั้น

และเมื่อสิ้นปีที่ ๕ และสิ้นปีที่ ๑๐ นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๔

ซึ่งถือเป็นวันเปิดทำการของ บสท. จะนำไปคำนวณผลกำไรขาดทุนของแต่ละสถาบันผู้โอน

ตามที่กำหนดในข้อ ๖

หมวดที่

การจัดสรรค่าใช้จ่ายทั้งปวงและดอกเบี้ยตราสารหนี้

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ค่าใช้จ่ายทั้งปวงและดอกเบี้ยตราสารหนี้

จะจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอน ตามแนวทางการจัดสรร ดังต่อไปนี้

รายละเอียด

การจัดสรร

๒๓.๑

ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง

(ก) ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เกิดขึ้นก่อนการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพครั้งแรก

(ก่อนวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๔)

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนในปีที่ ๕

ก่อนการคำนวณผลกำไร ขาดทุน โดยวิธีถ่วงน้ำหนัก ๕๐:๕๐

ตามจำนวนรายและมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนทั้งหมด

แล้วจึงจัดสรรให้แต่ละรายลูกหนี้ตามสัดส่วนของมูลค่าทางบัญชี

(ข)

ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เกิดขึ้นหลังการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

(ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๔ เป็นต้นไป)

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนทุกสิ้นเดือน

โดยวิธีถ่วงน้ำหนัก ๕๐:๕๐

ตามจำนวนรายและมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนทั้งหมด

หักด้วยลูกหนี้ปิดบัญชี

โดยจะนำลูกหนี้ปิดบัญชีมาคำนวณถึงเดือนถัดจากเดือนที่ลูกหนี้ปิดบัญชี

แล้วจึงจัดสรรให้แต่ละรายลูกหนี้ตามสัดส่วนของมูลค่าทางบัญชีจนถึงเดือนถัดจากเดือนที่ลูกหนี้ปิดบัญชี

(ค)

ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เกิดจากทรัพย์สินถาวร

จัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนในปีที่ ๕ และปีที่ ๑๐

ก่อนการคำนวณผลกำไรขาดทุน โดยวิธีถ่วงน้ำหนัก ๕๐:๕๐

ตามจำนวนรายและมูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนทั้งหมด

แล้วจึงจัดสรรให้แต่ละรายลูกหนี้ตามสัดส่วนของมูลค่าทางบัญชี

๒๓.๒

ค่าใช้จ่ายเฉพาะลูกหนี้

กรณีที่สามารถระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายของสถาบันผู้โอนใด

ให้จัดสรรค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงให้แก่สถาบันผู้โอนนั้น หากไม่สามารถระบุได้

ให้จัดสรรค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงให้แก่ลูกหนี้ตามสัดส่วนของมูลค่าทางบัญชี

แล้วจึงจัดสรรให้แก่สถาบันผู้โอนแต่ละรายที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้นั้นๆ ตามสัดส่วนของมูลค่าทางบัญชี

๒๓.๓

ค่าจ้างตามสัญญาจ้าง

จัดสรรให้แก่ลูกหนี้ที่อยู่ในสัญญาจ้าง

ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาจ้าง

๒๓.๔

ดอกเบี้ยตราสารหนี้

จัดสรรให้แต่ละสถาบันผู้โอน

โดยคำนวณตั้งแต่วันที่รับโอน ถึงวันก่อนวันที่ไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงิน

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ กรณีที่มีรายได้อื่นๆ

ซึ่งไม่สามารถระบุลูกหนี้หรือสถาบันผู้โอนที่เกี่ยวข้องกับเงินนั้นได้ เช่น

เงินมัดจำการประมูลทรัพย์สินรอการขายที่ถูกริบจะด้วยเหตุใดก็ตาม เป็นต้น

ให้นำไปหักค่าใช้จ่ายส่วนกลางของเดือนที่เกิดรายได้อื่นๆ นั้น

ก่อนจะทำการจัดสรรตามข้อ ๒๓.๑ (ข) ต่อไป

ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๘ เมษายน

๒๕๔๙[๑]

ประกาศ

ณ วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙

โอฬาร

ไชยประวัติ

ประธานกรรมการ

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

ฐิติพงษ์/ผู้จัดทำ

๒๓

มิถุนายน ๒๕๔๙

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๓/ตอนที่ ๕๘ ง/หน้า ๑๙๐/๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๙

24 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการรับรู้และคำนวณผลกำไรหรือผลขาดทุนของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_48cc90216a17066e

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com