法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการประชุมและเลือกกันเองของผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง เพื่อแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
32
มาตรา อารัมภบท

ประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

ประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

เรื่อง

หลักเกณฑ์และวิธีการประชุมและเลือกกันเองของผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง

เพื่อแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา

๑๔ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการประชุมและเลือกกันเองของผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในประกาศนี้

“ก.ต.” หมายความว่า คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

“ก.บ.ศ.” หมายความว่า คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม

“ศาลแรงงาน” หมายความว่า ศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานภาค

หรือศาลแรงงานจังหวัด

“คณะกรรมการหรือองค์กรที่เกี่ยวกับแรงงาน” หมายความว่า

คณะกรรมการหรือองค์กรที่เกี่ยวกับแรงงานตามประกาศของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

“อธิบดี” หมายความว่า

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมอบหมาย

“ผู้แทน” หมายความว่า

ผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้างซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยกระทรวงแรงงานหรือคณะกรรมการหรือองค์กรที่เกี่ยวกับแรงงาน

และผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากอธิบดีว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา

๑๔/๑ (๕) หรือ (๖) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.

๒๕๒๒ แล้วแต่กรณี

“การประชุม” หมายความว่า

การประชุมเพื่อเลือกกันเองของผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างตามมาตรา ๑๔ (๒)

แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ประธานศาลฎีการักษาการตามประกาศนี้

การเสนอชื่อผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้กระทรวงแรงงาน

หรือคณะกรรมการหรือองค์กรที่เกี่ยวกับแรงงาน เสนอชื่อผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้างที่จะเข้าร่วมประชุมและเลือกกันเองเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างหรือผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างในศาลแรงงาน

ต่ออธิบดีได้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่อธิบดีกำหนด สำหรับการเลือกแต่ละครั้ง ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงการกระจายโอกาสให้แก่ตัวแทนของทุกฝ่าย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

ให้อธิบดีดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างตามมาตรา

๑๔/๑ (๕) (๖) และ (๗) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้วแจ้งผลการตรวจสอบคุณสมบัติดังกล่าวให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อกระทรวงแรงงาน

หรือคณะกรรมการหรือองค์กรที่เกี่ยวกับแรงงานซึ่งเสนอชื่อบุคคลดังกล่าวทราบ

ในกรณีที่อธิบดีแจ้งว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อรายใดขาดคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง

ให้กระทรวงแรงงาน หรือคณะกรรมการหรือองค์กรที่เกี่ยวกับแรงงาน ซึ่งเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลดังกล่าว

มีสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(๑) อุทธรณ์ต่อ ก.ต. ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.ต. ให้เป็นที่สุด

(๒)

เสนอชื่อบุคคลอื่นแทนผู้ได้รับการเสนอชื่อคนเดิมได้อีกครั้งหนึ่งภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง

ในกรณีนี้ให้อธิบดีดำเนินการตามวรรคหนึ่ง และถ้าอธิบดีแจ้งว่าผู้นั้นขาดคุณสมบัติ กระทรวงแรงงาน

หรือคณะกรรมการหรือองค์กรที่เกี่ยวกับแรงงาน

ซึ่งเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลดังกล่าวมีสิทธิอุทธรณ์โดยให้นำความใน (๑)

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

เมื่ออธิบดีรับผู้ได้รับการเสนอชื่อรายใดแล้ว

ให้อธิบดีให้หมายเลขประจำตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อที่จะใช้ในการลงคะแนนในวันประชุมเพื่อเลือกกันเอง

แก่ผู้ได้รับการเสนอชื่อรายนั้นตามลำดับของการรับ

การประชุม

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ เมื่อดำเนินการตามข้อ ๖ เสร็จแล้ว

ให้อธิบดีนัดประชุมผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างที่ได้รับการเสนอชื่อ

ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๔/๑ (๕) หรือ (๖)

แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้วแต่กรณี เพื่อเลือกผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบกันเองโดยไม่ชักช้า

การนัดประชุมให้ทำเป็นหนังสือโดยส่งทางไปรษณีย์

และประกาศรายชื่อกับหมายเลขประจำตัวของผู้แทนที่ใช้ในการลงคะแนน วัน เวลา

และสถานที่ประชุม เว้นแต่เมื่อได้บอกนัดในที่ประชุมคราวก่อนแล้ว

ในการส่งหนังสือนัดประชุมทางไปรษณีย์

ให้ส่งบัญชีรายชื่อและหมายเลขประจำตัวผู้แทนที่ใช้ในการลงคะแนนไปด้วย

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้ผู้แทนที่เข้าประชุมแสดงตนพร้อมหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน

หรือหลักฐานอื่นใดที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชน ตามข้อ ๒๒ ก่อนเข้าประชุม

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การประชุมให้ดำเนินการโดยเปิดเผยและต้องมีผู้แทนมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้แทนทั้งหมดตามบัญชีรายชื่อจึงเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมครั้งใด

หากมีผู้แทนมาไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ต้องเลื่อนการประชุมเพราะเหตุดังกล่าว

และประธานได้มีการนัดประชุมเรื่องนั้นอีกภายในสิบสี่วันนับแต่วันนัดประชุมที่เลื่อนมา

หากการประชุมครั้งหลังนี้มีผู้แทนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนผู้แทนทั้งหมดตามบัญชีรายชื่อให้ถือว่าเป็นองค์ประชุม

แต่ทั้งนี้ ต้องระบุความประสงค์ให้เกิดผลตามประกาศนี้ไว้ในหนังสือนัดประชุมด้วย

หลักเกณฑ์ว่าด้วยองค์ประชุมตามวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้นำมาใช้บังคับเมื่อประธานในการประชุมได้เปิดการประชุมและเริ่มมีการลงคะแนนเพื่อเลือกกันเองแล้ว

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ห้ามมิให้มีการแสดงความคิดเห็นหรืออภิปรายในการประชุม

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ห้ามมิให้มีการหาเสียงหรือชักชวนให้ลงคะแนนให้ผู้หนึ่งผู้ใดในบริเวณที่ประชุม

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ให้อธิบดีทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ประธานในการประชุมมีอำนาจดังนี้

(๑) ดำเนินการประชุม ควบคุมการประชุม และรักษาความเรียบร้อยในการประชุม ทั้งนี้ ให้มีอำนาจออกข้อบังคับการประชุมใด

ๆ ตามสมควรเพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

(๒) ปรึกษาที่ประชุมในปัญหาใด ๆ

(๓) สั่งให้ผู้แทนที่กระทำการฝ่าฝืนข้อ ๑๑ หรือข้อ ๑๒

ซึ่งประธานได้เตือนหรือห้ามปรามแล้วก็ยังฝ่าฝืนอยู่

ออกจากที่ประชุมโดยมีกำหนดเวลาหรือไม่มีกำหนดเวลาก็ได้ หากผู้นั้นขัดขืน ประธานมีอำนาจสั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้นำตัวออกไปจากสถานที่ประชุม

(๔) สั่งพักการประชุม เลื่อนการประชุมหรือเลิกการประชุมได้ตามที่เห็นสมควร

(๕) วินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านการดำเนินการประชุมตามข้อ ๑๔

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในขณะประชุม

หากผู้แทนที่เข้าประชุมเห็นว่าการดำเนินการประชุมเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ก่อนเวลาเปิดการลงคะแนนให้ผู้แทนนั้นมีสิทธิคัดค้านต่อประธานในการประชุมได้โดยวิธีชูมือ

ประธานในการประชุมต้องให้โอกาสผู้แทนนั้นชี้แจง

แล้วให้ประธานในการประชุมวินิจฉัยว่าการดำเนินการประชุมเป็นไปโดยถูกต้องหรือชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คำวินิจฉัยของประธานในการประชุมให้เป็นที่สุด

วิธีการเลือก

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ให้อธิบดีเตรียมการประชุม ดังต่อไปนี้

(๑) จัดทำบัญชีรายชื่อ

หมายเลขประจำตัวของผู้แทนที่จะใช้ในการลงคะแนนและบัญชีรายชื่อผู้ทำหน้าที่ลงคะแนน

(๒) จัดหาอุปกรณ์สำหรับใช้ลงคะแนนดังนี้

(ก) บัตรลงคะแนน

(ข) หีบบัตรลงคะแนน

(ค) คูหาสำหรับลงคะแนน

(ง) เครื่องเขียน

(จ) กระดานดำ กระดาษ หรืออุปกรณ์อย่างอื่นที่คล้ายคลึงกันเพื่อใช้ในการนับคะแนน

บัตรลงคะแนนให้เป็นไปตามแบบท้ายประกาศนี้

และบัตรทุกบัตรต้องมีลายมือชื่อของอธิบดีลงนามกำกับเป็นหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ การเลือกกันเองของผู้แทน

ให้ใช้วิธีทำเครื่องหมายกากบาทด้วยปากกาลงในช่องทำเครื่องหมายในบัตรลงคะแนนให้ตรงกับหมายเลขประจำตัวของผู้แทนที่ใช้ในการลงคะแนนซึ่งตนต้องการเลือก

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ให้อธิบดีแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจนับคะแนนขึ้นคณะหนึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าสี่คน

คณะกรรมการตรวจนับคะแนนตามวรรคหนึ่งให้ประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคนและกรรมการไม่น้อยกว่าสามคน

โดยประธานกรรมการและกรรมการไม่น้อยกว่าหนึ่งคนให้แต่งตั้งจากข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ส่วนกรรมการที่เหลือให้แต่งตั้งจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ให้อธิบดีแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยและสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจนับคะแนน

ในวันประชุม

ถ้าถึงเวลาลงคะแนนแล้ว มีกรรมการตรวจนับคะแนนมาปฏิบัติหน้าที่ไม่ถึงสี่คน ให้คณะกรรมการตรวจนับคะแนนที่มีอยู่ในขณะนั้นแต่งตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นกรรมการตรวจนับคะแนนจนครบสี่คน

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ คณะกรรมการตรวจนับคะแนนมีอำนาจหน้าที่

ดังต่อไปนี้

(๑)

จัดระเบียบและควบคุมดูแลให้ความสะดวกแก่ผู้แทนเพื่อให้การลงคะแนนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

รวมทั้งต้องมิให้ผู้ใดเข้าไปในบริเวณสถานที่และคูหาสำหรับลงคะแนน

เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการลงคะแนนหรือผู้ที่จะเข้าไปใช้สิทธิลงคะแนนในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนน

(๒) ตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้แทน อ่านชื่อ และหมายเหตุลงในบัญชีรายชื่อผู้แทน

(๓) จัดระเบียบในการเข้าไปลงคะแนนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

บริสุทธิ์และยุติธรรม

(๔) พิจารณาตัดสิทธิลงคะแนนของผู้แทนที่ไม่ปฏิบัติตามข้อ ๒๔ หรือฝ่าฝืนข้อ

๒๕

ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง

คณะกรรมการตรวจนับคะแนนจะมอบหมายให้กรรมการตรวจนับคะแนนคนใดคนหนึ่งทำการแทนก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการตรวจนับคะแนนให้ถือเสียงข้างมาก

กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน

ถ้ามีคะแนนเท่ากันให้ประธานกรรมการในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นได้อีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ให้อธิบดีแต่งตั้งเจ้าหน้าที่นับคะแนนอย่างน้อยหนึ่งคนจากข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

เพื่อทำหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) จ่ายบัตรลงคะแนนให้ผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมคนละ ๑ ใบ

ตามจำนวนผู้แทนที่มาประชุมและให้ผู้แทนลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

ในกรณีที่บัตรลงคะแนนใดรับไปแล้วเกิดชำรุดเสียหายให้นำบัตรดังกล่าวมาแลกบัตรใหม่

(๒) อำนวยความสะดวกให้ผู้แทนในการไปลงคะแนนเสียงให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

(๓) นับและรวมคะแนน

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ เมื่อถึงเวลาเปิดการลงคะแนน ให้ประธานกรรมการเปิดหีบบัตรลงคะแนนต่อหน้าผู้แทนซึ่งอยู่

สถานที่ลงคะแนนเพื่อแสดงว่าไม่มีบัตรลงคะแนนหรือสิ่งใดในหีบบัตรลงคะแนนและให้คณะกรรมการตรวจนับคะแนนบันทึกการเปิดและปิดหีบบัตรลงคะแนนโดยให้คณะกรรมการตรวจนับคะแนนลงลายมือชื่อในบันทึกนั้น

และให้ผู้แทนไม่น้อยกว่าสองคนซึ่งอยู่ ณ

สถานที่ลงคะแนนในขณะนั้นลงลายมือชื่อเป็นพยานในบันทึกนั้นด้วย

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนนเพื่อเลือกกันเอง

ให้ผู้แทนไปแสดงตนต่อกรรมการตรวจนับคะแนน โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน

หรือบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ที่มีรูปถ่ายสามารถแสดงตนได้

และมีหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตร

แล้วให้กรรมการตรวจนับคะแนนตรวจสอบชื่อในบัญชีรายชื่อผู้แทนและจดแจ้งหมายเหตุในบัญชีรายชื่อผู้แทนว่าผู้นั้นมาใช้สิทธิลงคะแนนแล้ว

และให้เจ้าหน้าที่นับคะแนนจ่ายบัตรลงคะแนนให้ผู้นั้นหนึ่งชุด

บัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุแล้วให้ใช้แสดงตนตามวรรคหนึ่งได้

ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ที่มาแสดงตนเพื่อลงคะแนนนั้นไม่ใช่เป็นผู้แทน

ให้คณะกรรมการตรวจนับคะแนนเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้นั้นมีสิทธิลงคะแนนหรือไม่

คำชี้ขาดของคณะกรรมการตรวจนับคะแนนให้เป็นที่สุด คณะกรรมการตรวจนับคะแนนต้องบันทึกคำวินิจฉัยและลงลายมือชื่อในบันทึกนั้นด้วย

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ในกรณีที่ผู้แทนใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพื่อลงคะแนน

ให้กรรมการตรวจนับคะแนนจดหมายเลขของบัตรประจำตัวประชาชนและสถานที่ออกบัตรลงในบัญชีผู้แทนไว้เป็นหลักฐาน

ในกรณีที่ผู้แทนใช้บัตรหรือหลักฐานอื่นเพื่อลงคะแนน

ให้กรรมการตรวจนับคะแนนปฏิบัติเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง

และให้ผู้แทนผู้นั้นลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้แทนเป็นหลักฐานเพิ่มขึ้นด้วย

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ผู้แทนคนหนึ่งจะลงคะแนนเลือกผู้แทนด้วยกันเองได้ไม่เกินร้อยละสิบของจำนวนผู้พิพากษาสมทบที่

ก.บ.ศ. กำหนดในเขตศาลแรงงานแต่ละแห่ง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินหกหมายเลข

ในการคำนวณหาอัตราส่วนตามวรรคหนึ่ง

หากมีเศษ ให้มีสิทธิเลือกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหมายเลข

เมื่อผู้แทนได้รับบัตรลงคะแนนแล้ว

ให้ไปยังคูหาลงคะแนนที่ว่างคราวละหนึ่งคนเพื่อลงคะแนน และเมื่อได้ลงคะแนนแล้วให้พับบัตรลงคะแนนแล้วนำบัตรลงคะแนนนั้นใส่ลงในหีบบัตรลงคะแนนด้วยตนเองต่อหน้ากรรมการตรวจนับคะแนน

แล้วออกไปจากสถานที่และคูหาสำหรับลงคะแนน ทั้งนี้

ต้องลงคะแนนให้เสร็จภายในเวลาอันสมควร

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ผู้แทนจะนำเอกสาร รวมทั้งวัตถุใด ๆ

ซึ่งระบุรายชื่อหรือหมายเลขประจำตัวของผู้แทนที่ใช้ในการลงคะแนนเข้าไป ณ

สถานที่และคูหาสำหรับลงคะแนน หรือใช้เครื่องมือสื่อสารใดในขณะลงคะแนนไม่ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

การตรวจและรวมคะแนน

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ เมื่อไม่มีผู้แทนคนใดซึ่งอยู่ในที่ประชุมมาลงคะแนนแล้ว

ให้การประชุมเพื่อลงคะแนนเลือกกันเองยุติลง

ให้ประธานในการประชุมสั่งปิดการประชุมและสั่งให้ดำเนินการตรวจและรวมคะแนนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในประกาศนี้

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ให้เจ้าหน้าที่นับคะแนน นับคะแนน ณ

สถานที่ลงคะแนนนั้นรวดเดียวโดยเปิดเผยจนเสร็จ ห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนน

ให้คณะกรรมการตรวจนับคะแนนประกาศผลของการนับคะแนน

สถานที่ลงคะแนนนั้นและให้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือกซึ่งได้รับคะแนนเลือกมากที่สุดเรียงตามลำดับจนครบจำนวนไม่เกินสองเท่าของจำนวนผู้พิพากษาสมทบที่

ก.บ.ศ. กำหนดไว้ แล้วมอบให้อธิบดีโดยเร็ว

ในกรณีที่มีผู้ได้รับคะแนนเท่ากันในลำดับสุดท้ายทำให้มีจำนวนผู้ได้รับเลือกเกินกว่าจำนวนผู้พิพากษาสมทบตามวรรคสอง

ให้คณะกรรมการตรวจนับคะแนนดำเนินการจับสลากระหว่างผู้ที่ได้รับคะแนนเท่ากันในลำดับสุดท้ายนั้นโดยเปิดเผย

เพื่อให้ได้จำนวนผู้พิพากษาสมทบตามวรรคสอง

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ เมื่อการนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว

ให้คณะกรรมการตรวจนับคะแนนเก็บบัตรลงคะแนนที่ใช้นับคะแนนแล้วใส่ซองปิดผนึกโดยลงลายมือชื่อคณะกรรมการตรวจนับคะแนนกำกับไว้บนซอง

และแยกเก็บบัตรเสียไว้ต่างหาก แล้วมอบให้อธิบดีพร้อมกับบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือก

เมื่อประกาศผลการนับคะแนนแล้ว

อธิบดีจะทำลายบัตรลงคะแนนและเอกสารอื่นได้เมื่อพ้นระยะเวลาคัดค้านการลงคะแนนตามข้อ

๓๑ แล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ บัตรลงคะแนนต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นบัตรเสีย

(๑) บัตรปลอม หรือบัตรที่ไม่มีลายมือชื่อของอธิบดีกำกับเป็นหลักฐาน

(๒) บัตรที่ทำเครื่องหมายนอกช่องทำเครื่องหมาย

(๓) บัตรที่มีเครื่องหมายหรือข้อความอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาท

(๔) บัตรที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนให้กับผู้แทนคนใด

(๕) บัตรที่มิใช่บัตรซึ่งเจ้าหน้าที่นับคะแนนมอบให้

(๖) บัตรที่มิได้ทำเครื่องหมายลงคะแนน

(๗) บัตรที่ทำเครื่องหมายเกินจำนวนผู้พิพากษาสมทบที่ตนมีสิทธิลงคะแนนตามข้อ

๒๔

บัตรดังกล่าวให้คณะกรรมการตรวจนับคะแนนสลักหลังว่า

“เสีย” พร้อมทั้งระบุเหตุผลของการเป็นบัตรเสีย

และลงลายมือชื่อกำกับไว้ไม่น้อยกว่าสามคน

ภายใต้บังคับข้อ

๓๐ ในการนับคะแนน หากปรากฏว่ามีบัตรเสียให้แยกบัตรเสียออกไว้เป็นส่วนหนึ่ง และห้ามมิให้นับบัตรเสียเป็นคะแนนเลือกตั้งไม่ว่ากรณีใด

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ ในกรณีบัตรเสียที่มีลักษณะตามข้อ ๒๙ (๒)

(๓) หรือ (๔) ให้ถือว่าเป็นบัตรเสียเฉพาะเครื่องหมายที่ทำนอกช่องทำเครื่องหมาย

เครื่องหมายหรือข้อความอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาทหรือเครื่องหมายที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนให้ผู้แทนคนใด

การคัดค้านผลการนับคะแนน

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ภายใต้บังคับข้อ ๑๔

เมื่อคณะกรรมการตรวจนับคะแนนประกาศผลการนับคะแนนแล้ว

ถ้าผู้แทนที่เข้าประชุมเห็นว่า การลงคะแนนเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ให้มีสิทธิยื่นคำคัดค้านต่ออธิบดีภายในกำหนดเจ็ดวัน นับแต่วันประกาศผลการนับคะแนน

เมื่ออธิบดีได้รับคำคัดค้านแล้ว

ให้อธิบดีพิจารณาวินิจฉัยหรือมีคำสั่งภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำคัดค้านแล้วแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ

ผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ไปยัง ก.ต. ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้นั้นได้รับคำวินิจฉัยหรือคำสั่งดังกล่าว

คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ก.ต.ให้เป็นที่สุด

ในกรณีที่คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของอธิบดีตามวรรคสองเป็นเหตุให้ผู้ได้รับการเลือกกลายเป็นผู้ไม่ได้รับการเลือก

ให้อธิบดีแจ้งให้ผู้นั้นทราบด้วย และให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ไปยัง ก.ต. โดยให้นำความในวรรคสองมาใช้บังคับ

การเลือกเพิ่ม

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ ในกรณีที่อธิบดีได้รับแจ้งจากเลขานุการ

ก.ต.

ให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้างเพิ่มเติมในศาลแรงงานใด

ให้อธิบดีดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้พิพากษาสมทบสำหรับศาลแรงงานนั้นเพิ่มเติมให้ครบจำนวนที่กำหนดหรือครบจำนวนที่ได้รับแจ้ง

และให้นำความในหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ และหมวด ๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ประกาศ ณ วันที่ ๒๕

กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

วิรัช ลิ้มวิชัย

ประธานศาลฎีกา

ประธานกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

[เอกสารแนบท้าย]

๑.

บัตรลงคะแนนเลือกตั้งผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงาน

(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)

ภิรมย์พร/ผู้จัดทำ

กวินทราดา/ผู้ตรวจ

๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๕/ตอนที่ ๙๕ ก/หน้า ๔๕/๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๑

32 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการประชุมและเลือกกันเองของผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง เพื่อแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_4ba51f43e336eed9

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com