ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 16 /2555
เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์
โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB)
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ โดยอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ Basel III: A global regulatory framework for more resilient banks and banking systems (Revised version: June 2011) ของ Basel Committee on Banking Supervision เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนที่มีคุณภาพดีและเพียงพอรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต และเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินโดยรวม ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตให้สามารถสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตของธนาคารพาณิชย์ได้ดีขึ้น
ในประกาศฉบับนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในเรื่ององค์ประกอบเงินกองทุนที่มีการปรับปรุงใหม่โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักการเดิมของวิธี RB และนอกจากนี้ จากวิกฤตทางการเงินที่ผ่านมาได้ปรากฎว่าคุณภาพด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ประกอบธุรกิจทางการเงินมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของระบบมากกว่าลูกหนี้ประเภทอื่น ดังนั้น จึงได้ปรับปรุงสูตรการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตบางประการให้สะท้อนลักษณะความเสี่ยงที่แท้จริงของลูกหนี้ประเภทนี้ด้วย
สําหรับรายการอื่น ๆ ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามแนวทางเดิมที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กําหนดไว้
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) และให้ธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศนี้
อื่นๆ - 3. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร
อื่นๆ - 4. ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
1. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 91/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 และ
2. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 21/2552 เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2552
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้
"Unexpected loss (UL)" หมายความว่า ค่าความเสียหายที่เกินกว่าระดับที่คาดไว้
"Expected loss (EL)" หมายความว่า ค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
"Probability of default (PD)" หมายความว่า ค่าความน่าจะเป็นที่ลูกหนี้จะผิดนัดชําระหนี้
"Loss given default (LGD)" หมายความว่า ร้อยละของความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชําระหนี้ต่อยอดหนี้
"Exposure at default (EAD)" หมายความว่า ยอดหนี้หรือประมาณการยอดหนี้เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชําระหนี้
"Effective maturity (M)" หมายความว่า ระยะเวลาครบกําหนดคงเหลือของหนี้ที่ใช้ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
"ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation)" หมายความว่า ค่าความสัมพันธ์ระหว่างมูลค่าสินทรัพย์ซึ่งสะท้อนค่า PD ของลูกหนี้แต่ละรายกับปัจจัยความเสี่ยงจากระบบ (Systematic risk factor)
"ลูกหนี้" หมายความว่า เงินให้สินเชื่อ เงินลงทุนในตราสารหนี้ เงินฝาก และรายการนอกงบดุล รวมถึงข้อผูกพันและสิทธิเรียกร้องให้ชําระหนี้ตามกฎหมายอื่น ๆ ของธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ กรณีที่เป็นเงินให้สินเชื่อ เงินลงทุนในตราสารหนี้ และเงินฝาก ให้รวมดอกเบี้ยค้างรับที่บันทึกบัญชีด้วย
"Specific provision " หมายความว่า เงินสํารองที่ได้กันไว้สําหรับสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลทั้งหมด โดยธนาคารพาณิชย์ต้องสามารถระบุได้ว่าเป็นเงินสํารองที่ได้กันไว้สําหรับสินทรัพย์หรือรายการนอกงบดุลใด ทั้งนี้ รวมถึงส่วนที่ลดลงจากการปรับมูลค่าตามราคาตลาดของตราสารหนี้และตราสารทุนที่ถือไว้เพื่อค้าและเผื่อขาย และมูลค่าการด้อยค่าด้วย แต่ไม่รวมเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติที่ธนาคารพาณิชย์นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 แล้ว
"General provision" หมายความว่า เงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติทั้งหมด แต่ไม่รวมถึงเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์จัดชั้นปกติส่วนที่นับเป็น Specific provision แล้ว
"Dilution risk" หมายความว่า ความเสี่ยงที่ยอดหนี้ที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อมาอาจมีมูลค่าลดลงได้ เนื่องจากผู้ขายลูกหนี้มีข้อตกลงกับลูกหนี้ เช่น การที่ผู้ขายลูกหนี้ให้ส่วนลดแก่ลูกหนี้ หากลูกหนี้จ่ายชําระหนี้ภายในเวลาที่กําหนด หรือการให้ลูกหนี้คืนสินค้าที่ซื้อไปได้ภายในระยะเวลาที่กําหนดเนื่องจากสินค้ามีคุณภาพไม่ดี หรือผู้ขายลูกหนี้มีภาระหนี้ต่อลูกหนี้ เป็นต้น
5.2 หลักการ
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กําหนดแนวทางการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Standardised Approach (วิธี SA) และ Internal Ratings-Based Approach (วิธี IRB) เพื่อเป็นทางเลือกสําหรับธนาคารพาณิชย์ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตให้เหมาะสมกับความซับซ้อนของระบบการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตของตนเอง
วิธี IRB เป็นวิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่กําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ใช้เครื่องมือภายในของธนาคารพาณิชย์ ในการประมาณค่าความเสียหายจากความเสี่ยงด้านเครดิตซึ่งค่าความเสียหายดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ประเภท ตามแนวทางการดําเนินการเพื่อรองรับความเสียหายดังนี้
(1) ค่าความเสียหายที่เกินกว่าระดับที่คาดไว้ (Unexpected loss: UL) เป็นส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ควรมีเงินกองทุนรองรับ ซึ่งปริมาณเงินกองทุนขั้นต่ําที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องดํารงเพื่อรองรับ UL จะประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่คํานวณได้ตามที่กําหนดในประกาศฉบับนี้
(2) ค่าความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected loss: EL) เป็นส่วนที่ธนาคารพาณิชย์ควรมีเงินสํารองที่กันไว้รองรับ โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องนําค่า EL ที่คํานวณได้ตามประกาศฉบับนี้ไปเปรียบเทียบกับเงินสํารองที่กันไว้แล้ว (Total eligible provisions) ซึ่งหากมีส่วนต่างเกิดขึ้น ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดในประกาศฉบับนี้
วิธีการประมาณค่าความเสี่ยงข้างต้นนั้นมีหลายวิธี ซึ่งวิธีหลักของการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี IRB คือ การคํานวณโดยใช้สูตร PD/LGD (Risk weight function) ที่มีค่าองค์ประกอบความเสี่ยง (Risk component 4 ตัวแปร ได้แก่ Probability of default (PD) Loss given default (LGD) Exposure at default (EAD) และ Effective maturity (M)
ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี IRB ธนาคารพาณิชย์มีทางเลือกในการใช้สูตร PD/LGD (Risk weight function) ดังนี้
(1) Foundation Internal Ratings-Based Approach (วิธี FIRB) คือวิธีที่ธนาคารพาณิชย์ต้องประมาณค่า PD เอง แต่ค่าองค์ประกอบความเสี่ยงอื่นให้ใช้ค่าตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
(2) Advanced Internal Ratings-Based Approach (วิธี AIRB) คือ วิธีที่ธนาคารพาณิชย์ต้องประมาณค่าองค์ประกอบความเสี่ยงทั้ง 4 ตัวแปรเอง
โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องนําปริมาณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่คํานวณตามหลักเกณฑ์ในประกาศฉบับนี้ไปรวมกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ตามที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์เพื่อหาอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดต่อไป
5.3 หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี IRB
ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี IRB ให้ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี IRB ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ดังนี้
5.3.1 ประเภทสินทรัพย์ (Asset class)
ประเภทสินทรัพย์' (Asset class) ภายใต้วิธี IRB แบ่งออกเป็น 7 ประเภทหลักและในแต่ละประเภทอาจแบ่งเป็นประเภทย่อย (Sub-asset class) ดังนี้
(1) ลูกหนี้ภาครัฐบาล
(2) ลูกหนี้สถาบันการเงิน
(3) ลูกหนี้ธุรกิจเอกชน แบ่งเป็น 2 ประเภทย่อย คือ
(3.1) ลูกหนี้ธุรกิจเอกชนทั่วไป
(3.2) สินเชื่อกลุ่มพิเศษ
(4) ลูกหนี้รายย่อย แบ่งเป็น 3 ประเภทย่อย คือ
(4.1) สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
(4.2) วงเงินสินเชื่อหมุนเวียนเพื่อรายย่อย
(4.3) สินเชื่อรายย่อยอื่น
(5) ฐานะที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน
(6) ลูกหนี้ที่รับซื้อมา แบ่งเป็น 2 ประเภทย่อย คือ
(6.1) ลูกหนี้ธุรกิจเอกชนที่รับซื้อมา
(6.2) ลูกหนี้รายย่อยที่รับซื้อมา
(7) สินทรัพย์อื่น
5.3.2 วิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี IRB
วิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของสินทรัพย์ 7 ประเภท ตามข้อ 5.3.1 แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม โดยมีรายละเอียดวิธีการคํานวณและการประมาณค่าองค์ประกอบความเสี่ยงตามเอกสารแนบ 1 ถึง 5 ซึ่งสามารถสรุปวิธีการคํานวณสําหรับสินทรัพย์แต่ละกลุ่มและรายละเอียดประกอบการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต ดังนี้
สรุปวิธีการคํานวณ
กลุ่มที่ 1 ลูกหนี้ภาครัฐบาล สถาบันการเงิน และธุรกิจเอกชน
สําหรับลูกหนี้ภาครัฐบาล สถาบันการเงิน และธุรกิจเอกชน ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยแบ่งเป็น 2 กรณี (รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 1) ดังนี้
(1) ลูกหนี้ภาครัฐบาล สถาบันการเงิน ธุรกิจเอกชนทั่วไป และสินเชื่อกลุ่มพิเศษที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําด้านการประมาณค่าองค์ประกอบความเสี่ยง ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้สูตร PD/LGD สําหรับลูกหนี้ธุรกิจเอกชน (Corporate risk weight function) โดยมีทางเลือกระหว่างวิธี FIRB และวิธี AIRB
(2) สินเชื่อกลุ่มพิเศษที่ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําด้านการประมาณค่าองค์ประกอบความเสี่ยง ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้วิธี Supervisory slotting criteria ที่กําหนดให้นําค่า EAD มาคูณด้วยน้ําหนักความเสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด ซึ่งได้จากการเทียบเคียง Internal rating ของสินเชื่อกลุ่มพิเศษของธนาคารพาณิชย์กับ Rating 5 อันดับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
กลุ่มที่ 2 ลูกหนี้รายย่อย
สําหรับลูกหนี้รายย่อย ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้สูตร PD/LGD สําหรับลูกหนี้รายย่อย (Retail risk weight function) โดยต้องใช้วิธี AIRB เท่านั้น (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 2)
กลุ่มที่ 3 ฐานะที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน
สําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน ธนาคารพาณิชย์สามารถเลือกใช้วิธีการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตที่สอดคล้องกับการบริหารความเสี่ยงของตนสําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนแต่ละพอร์ต (รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 3)
(1) วิธี Market-based ประกอบด้วย 2 วิธีย่อย ดังนี้
(1.1) วิธี Simple risk weight ให้ธนาคารพาณิชย์นําค่า EAD มาคูณด้วยน้ําหนักความเสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
(1.2) วิธีแบบจําลองภายใน (Internal models method) ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตจากแบบจําลอง Value-at-risk (VaR)
(2) วิธี PD/LGD ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้สูตร PD/LGD สําหรับลูกหนี้ธุรกิจเอกชน (Corporate risk weight function)
กลุ่มที่ 4 ลูกหนี้ที่รับซื้อมา
สําหรับลูกหนี้ที่รับซื้อมา ธนาคารพาณิชย์ต้องคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตเพื่อรองรับความเสี่ยง 2 ประเภท (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 4) ได้แก่
(1) ความเสี่ยงจากการที่ยอดหนี้ที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อมาอาจมีมูลค่าลดลงได้เนื่องจากผู้ขายลูกหนี้มีข้อตกลงที่จะลดยอดหนี้ให้กับลูกหนี้ภายใต้เงื่อนไขที่กําหนดไว้ล่วงหน้า (Dilution risk) ซึ่งกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์ใช้สูตร PD/LGD สําหรับลูกหนี้ธุรกิจเอกชน (Corporate risk weight function) ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับ Dilution risk ทั้งกรณีที่ลูกหนี้ที่รับซื้อมาเป็นลูกหนี้ธุรกิจเอกชนและลูกหนี้รายย่อย
(2) ความเสี่ยงจากการที่ลูกหนี้ที่รับซื้อมาไม่สามารถชําระหนี้ได้ตามกําหนด (Default risk) โดยการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับ Default risk แบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่
(2.1) กรณีลูกหนี้ที่รับซื้อมาเป็นลูกหนี้ธุรกิจเอกชน
ให้ธนาคารพาณิชย์เลือกใช้วิธี Bottom-up หรือวิธี Top-down ได้ตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด และให้ธนาคารพาณิชย์ใช้สูตร PD/LGD สําหรับลูกหนี้ธุรกิจเอกชน (Corporate risk weight function)
(2.2) กรณีลูกหนี้ที่รับซื้อมาเป็นลูกหนี้รายย่อย
ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้สูตร PD/LGD สําหรับลูกหนี้รายย่อย(Retail risk weight function) ตามประเภทของลูกหนี้รายย่อยที่รับซื้อมา
กลุ่มที่ 5 สินทรัพย์อื่น
สําหรับสินทรัพย์อื่น ให้ธนาคารพาณิชย์นํายอดคงค้างของสินทรัพย์อื่นที่หักด้วย Specific provision มาคูณด้วยน้ําหนักความเสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 5)
รายละเอียดประกอบการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของสินทรัพย์ กลุ่มที่ 1 ถึง 5
ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของสินทรัพย์ในกลุ่มที่ 1 ถึง 5 ข้างต้น สําหรับฐานะที่เกิดจากธุรกรรมอนุพันธ์ ฐานะที่เกี่ยวข้องกับการชําระราคาและการส่งมอบที่ยังไม่เสร็จสิ้น ฐานะที่ใช้สูตร PD/LGD ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต หรือฐานะที่เป็นเงินตราต่างประเทศ แล้วแต่กรณี ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยใช้วิธีการ ดังต่อไปนี้
ฐานะที่เกิดจากธุรกรรมอนุพันธ์ (Derivatives)
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ทุกฐานะที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคารและบัญชีเพื่อการค้าตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ โดยธนาคารพาณิชย์ที่ทําธุรกรรมอนุพันธ์ในบัญชีเพื่อการค้าต้องดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดสําหรับธุรกรรมดังกล่าวด้วยตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดและการดํารงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ ยกเว้นฐานะของอนุพันธ์ด้านเครดิต ที่อยู่ในบัญชีเพื่อการธนาคารทั้งกรณีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ขายข้อตกลงรับประกันความเสี่ยงด้านเครดิตและผู้ซื้อข้อตกลงรับประกันความเสี่ยงด้านเครดิต ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
(1) กรณีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ขายข้อตกลงรับประกันความเสี่ยงด้านเครดิต(Protection seller) ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับอนุพันธ์ด้านเครดิตตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดยวิธี SA เรื่อง หลักเกณฑ์การกําหนดน้ําหนักความเสี่ยงและค่าแปลงสภาพสําหรับอนุพันธ์ด้านเครดิต (Credit derivatives ในบัญชีเพื่อการธนาคาร
(2) กรณีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ซื้อข้อตกลงรับประกันความเสี่ยงด้านเครดิต (Protection Buyer) ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต ตามที่กําหนดในการประมาณค่าองค์ประกอบความเสี่ยง LGD กรณีมีการค้ําประกันและอนุพันธ์ด้านเครดิตตามประเภทของสินทรัพย์ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงตามรายละเอียดที่ระบุในเอกสารแนบของประกาศฉบับนี้
ฐานะที่เกี่ยวข้องกับการชําระราคาและการส่งมอบที่ยังไม่เสร็จสิ้น (Unsettled transaction)
ให้ธนาคารพาณิชย์คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับการผิดนัดชําระราคาและการส่งมอบและธุรกรรม Non-delivery versus payment (Non-DvP) สําหรับธนาคารพาณิชย์
ฐานะที่ใช้สูตร PD/LGD ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต
กรณีที่ธนาคารพาณิชย์ใช้สูตร PD/LGD ในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต ยกเว้นสูตร PD/LGD กรณีลูกหนี้ผิดนัดชําระหนี้ ให้ธนาคารพาณิชย์คูณค่า Scaling factor 1.06 ในการคํานวณร้อยละของเงินกองทุน ตามรายละเอียดที่กําหนดไว้ในเอกสารแนบ 1 และเอกสารแนบ 2
ฐานะที่เป็นเงินตราต่างประเทศ
กรณีที่ธนาคารพาณิชย์มีสินทรัพย์และรายการนอกงบดุลที่เป็นเงินตราต่างประเทศทุกประเภท ให้ธนาคารพาณิชย์แปลงเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันในวันที่รายงานตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กําหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยข้อกําหนดเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีของสถาบันการเงิน
5.4 หลักเกณฑ์การพิจารณาความเพียงพอของเงินสํารองที่กันไว้แล้ว (Total eligible provisions) ต่อความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected loss)
นอกจากคํานวณหาค่า UL เพื่อคํานวณหามูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตแล้วธนาคารพาณิชย์ต้องคํานวณหาผลรวมของค่า EL ของลูกหนี้ทุกประเภทที่คํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดยวิธี IRB ตามวิธีการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด เพื่อนําค่าดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับเงินสํารองที่กันไว้แล้ว (Total eligible provisions) ซึ่งหากมีความแตกต่างระหว่างค่า EL ที่คํานวณได้กับเงินสํารองที่กันไว้แล้ว ให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด (รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 6)
5.5 เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําสําหรับวิธี IRB (Minimum requirements for IRB approach)
ธนาคารพาณิชย์ที่ใช้วิธี IRB ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ํา(รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ 7) ในเรื่องต่อไปนี้
(1) การออกแบบและพัฒนาระบบ Internal rating
(2) วิธีปฏิบัติสําหรับระบบการให้ Internal rating
(3) ธรรมาภิบาลและการควบคุม
(4) การใช้ระบบ Internal rating
(5) การกําหนดค่าความเสี่ยง
(6) การทดสอบความถูกต้องของค่าประมาณการ
(7) มาตรฐานขั้นต่ําสําหรับการใช้ค่า LGD และค่า EAD ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด
(8) เกณฑ์ปฏิบัติสําหรับการให้เช่าแบบลีสซิ่ง
(9) การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับฐานะที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน
(10) การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
5.6 การยื่นขออนุญาตและกรอบการใช้วิธี IRB (Adoption of the IRB approach)
ธนาคารพาณิชย์ที่เลือกใช้วิธี RB ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยและต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ําสําหรับวิธี IRB (รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 7) นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามกรอบการใช้วิธี IRB ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด (รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 8)
อื่นๆ - 6. บทเฉพาะกาล
ตามบทเฉพาะกาลของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศ และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยองค์ประกอบของเงินกองทุนสําหรับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ ซึ่งกําหนดให้ธนาคารพาณิชย์หักรายการสินทรัพย์ไม่มีตัวตน และเงินลงทุนในบริษัทที่ทําธุรกิจทางการเงินและธุรกิจสนับสนุน (ยกเว้นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน Full Consolidation ที่ต้องจัดทํางบการเงินรวมของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และบริษัทที่ทําธุรกิจสนับสนุนระบบสถาบันการเงินหรือธุรกิจที่ปรับโครงสร้างหนี้) ออกจากเงินกองทุนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 จนถึง 1 มกราคม 2561 ในอัตราร้อยละ 20 ร้อยละ 40 ร้อยละ 60 ร้อยละ 80 และร้อยละ 100 ต่อปีนั้น ให้ธนาคารพาณิชย์นํารายการดังกล่าวในส่วนที่ยังไม่ได้หักออกจากเงินกองทุนไปคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในประกาศนี้หรือประกาศอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี (รายละเอียดปรากฎตามเอกสารแนบ 9)
อื่นๆ - 7. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2555
(นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย