พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
มาตรา ๑
ศาลยุติธรรมทั้งหลายตามพระธรรมนูญนี้ให้สังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบในงานธุรการของศาลทั้งหลายที่อยู่ในสังกัดให้ดำเนินไปโดยเรียบร้อย
แต่การดำเนินการพิจารณาคดีรวมตลอดถึงการที่จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาบังคับคดีให้เสร็จเด็ดขาดไปนั้นให้อยู่ในดุลพินิจของศาลโดยเฉพาะ
*ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลทั้งหลาย
เพื่อให้กิจการของศาลดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกันทั้งนี้โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
อนึ่งเพื่อระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ
ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้องให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจแนะนำหรือตักเตือนผู้พิพากษาศาลทั้งหลายในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีการนั้น
ๆ และในการอื่น ๆ
*[มาตรา ๑ วรรคสาม
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒]
มาตรา ๒
ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญนี้ แบ่งออกเป็นสามชั้น คือ
(๑) ศาลชั้นต้น
(๒) ศาลอุทธรณ์
(๓) ศาลฎีกา (ศาลสูงสุด)
มาตรา ๓* ศาลชั้นต้น
(๑) สำหรับกรุงเทพมหานคร ได้แก่
(ก)
ศาลแขวง
(ข)
ศาลจังหวัดมีนบุรี
(ค)
ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี
(ง)
ศาลแพ่งและศาลอาญา
(๒) สำหรับจังหวัดอื่น ๆ นอกจากกรุงเทพมหานคร ได้แก่
(ก)
ศาลแขวง
(ข)
ศาลจังหวัด
*[มาตรา ๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่
๖) พ.ศ. ๒๔๒๐]
มาตรา ๔ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์
และศาลชั้นต้น ศาลใดศาลหนึ่งนั้นอาจแบ่งออกเป็นแผนก
และแผนกหนึ่งจะให้มีอำนาจเฉพาะในคดีประเภทใดก็ได้ โดยออกเป็นกฎกระทรวง
มาตรา ๕ เมื่อเห็นเป็นการสมควร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจสั่งให้ผู้พิพากษานายหนึ่งไปนั่งร่วมกับผู้พิพากษาในศาลแขวง
มีกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในคำสั่ง ในกรณีเช่นนี้
ให้ศาลแขวงมีอำนาจเสมือนศาลจังหวัดชั่วคราวเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในเขต
ศาลนั้น
ถ้าท้องที่ใดยังไม่มีศาลแขวง เมื่อเห็นเป็นการสมควรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจสั่งให้ผู้พิพากษานายหนึ่งหรือหลายนายของศาลจังหวัดไปนั่งเป็นศาล
ณ ที่ว่าการอำเภอแห่งท้องที่นั้น เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่นั้นชั่วคราว
ซึ่งมิฉะนั้นคดีย่อมตกอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือศาลจังหวัด
มาตรา ๖
การจัดตั้งหรือยุบเลิกศาลยุติธรรมนั้นให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงยุติธรรมที่จะรายงานต่อรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงจำนวน
สภาพ สถานที่ตั้งและเขตอำนาจศาลตามที่จำเป็น เพื่อให้ความยุติธรรมเป็นไปโดยเรียบร้อยตลอดราชอาณาจักร
มาตรา ๗
ให้มีผู้พิพากษาประจำศาลทุกศาลตามจำนวนซึ่งรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงยุติธรรมจะกำหนดไว้ตามความจำเป็นแห่งราชการ
มาตรา ๘*
ให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งนาย และให้มีอธิบดี
ผู้พิพากษาประจำศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง ศาลอาญา
ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี ศาล
ละหนึ่งนาย กับให้มีรองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรีและรองอธิบดี
ผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี
ศาลละสองนายหรือกว่านั้นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
เห็นสมควร
เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง
อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรีหรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรีว่างลง
หรือผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้รองประธานศาลฎีกาหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาแล้วแต่กรณี เป็นผู้ทำการแทนชั่วคราว
ถ้ามีผู้ดำรงตำแหน่งนั้นอยู่ปฏิบัติหน้าที่มากกว่าหนึ่งนาย ก็ให้เป็นไปตามลำดับอาวุโส
ในกรณีที่ไม่อาจมีผู้ทำการแทนชั่วคราวได้ตามความในวรรคสองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งของศาลนั้นหรือศาลใดศาลหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราวก็ได้
*[มาตรา ๘ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่
๖) พ.ศ. ๒๕๒๐]
มาตรา ๙*
ในศาลชั้นต้นทุกศาลนอกจากศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลแพ่งธนบุรี และศาลอาญาธนบุรี
ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ศาลละหนึ่งนาย
ถ้าศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้น ศาลใดศาลหนึ่ง แบ่งออกเป็นสองแผนก
หรือกว่านั้นขึ้นไป ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าแผนก แผนกละหนึ่งนาย
เมื่อใดตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกว่างลงหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
หรือหัวหน้าแผนกไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ให้ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลนั้นหรือในแผนกนั้นเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราว
*[มาตรา ๙
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๖)
พ.ศ. ๒๕๒๐]
มาตรา ๑๐* ประธานศาลฎีกา
อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้า
ศาล หรือผู้ทำการแทน
ต้องรับผิดชอบในงานของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) ระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่น
ให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยรวดเร็ว
(๒) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลของตนในข้อขัดข้อง เนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา
(๓) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับ
การจัดวางระเบียบ และดำเนินการงานส่วนธุรการของศาล
(๔) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งไปตามระเบียบ และให้มีอำนาจดังต่อไปนี้
(๑)
นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้นหรือเมื่อได้ตรวจ
สำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้
(๒)
สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ว่าด้วยวิธีพิจารณาความ
*[มาตรา ๑๐
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒]
มาตรา ๑๐ ทวิ*
ให้รองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี
หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี มีอำนาจตามที่กำหนดไว้ใน (๑) และ (๒)
ของมาตรา ๑๐ (๔) และให้มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยประธานศาลฎีกา
อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ อธิบดี
ผู้พิพากษาศาลแพ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี หรืออธิบดี
ผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี แล้วแต่กรณี ตามที่ประธานศาลฎีกา
หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาล
นั้น ๆ จะได้มอบหมาย
*[มาตรา ๑๐ ทวิ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๐]
มาตรา ๑๑*
*[มาตรา ๑๑
ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๒]
มาตรา ๑๒*
ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกเป็นผู้รับผิดชอบให้งานในแผนกดำเนินไปโดยเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ได้จัดตั้งแผนกนั้นขึ้นหรือตามคำสั่งของประธานศาลฎีกา
อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น
*[มาตรา ๑๒
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒]
มาตรา ๑๓*
ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ส่วนจำนวนและสำนักงานจะอยู่ ณ ที่ใด
และมีเขตอำนาจเพียงไร ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค
เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลง หรือเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนอธิบดีผู้พิพากษาภาคชั่วคราวก็ได้
ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาดังที่ระบุไว้ในมาตรา
๑๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และให้มีอำนาจ
(๑) สั่งให้ผู้พิพากษาหรือจ่าศาลรายงานเกี่ยวด้วยคดี หรือรายงานกิจการอื่นของศาลซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตน
(๒) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลทุกศาลซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจของตน
หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้
(๓) ในกรณีจำเป็นจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตนไปช่วยทำหน้าที่ชั่วคราวในอีกศาลหนึ่งก็ได้
แล้วรายงานไปยังกระทรวงยุติธรรมทันที
*[มาตรา ๑๓
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓)
พ.ศ. ๒๔๙๗]
มาตรา ๑๓ ทวิ*
บรรดาอำนาจและหน้าที่ของข้าหลวงยุติธรรมเกี่ยวแก่คดีความที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้
และบรรดาอำนาจและหน้าที่ของข้าหลวงยุติธรรมตามบทกฎหมายอื่นนั้น
ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีผู้พิพากษาภาค
*[มาตรา ๑๓ ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ
ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗]
เขตอำนาจของศาล
มาตรา ๑๔* ศาลชั้นต้นมีเขตดังนี้
(๑) ศาลแขวง มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงได้กำหนดไว้
(๒) ศาลจังหวัด มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดได้กำหนดไว้
แต่บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้นถ้ายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด
ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลจังหวัดนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้
(๓) ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้ง
ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรีได้กำหนดไว้
(๔) ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร นอกจาก
ท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญาธนบุรี
และศาลจังหวัดมีนบุรี แต่บรรดาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งและศาลอาญานั้น
จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญาก็ได้
ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้
เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
*[มาตรา ๑๔
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๖)
พ.ศ. ๒๕๒๐]
มาตรา ๑๕*
ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและมีอำนาจทำการไต่สวนหรือออกคำสั่งใด ๆ
ซึ่งผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ (๑) ถึง (๕)
แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและเมื่อได้พิจารณาพยานหลักฐานแห่งคดีไปแล้ว
เห็นว่าโทษของจำเลยควรจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือปรับเกินกว่าสองพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้ว
ก็ให้ศาลแขวงทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอาญาหรือศาลอาญาธนบุรี
หรือศาลจังหวัดพิพากษา แล้วแต่กรณี
*[มาตรา ๑๕
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๖)
พ.ศ. ๒๕๒๐]
มาตรา ๑๖
ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง
มาตรา ๑๗*
ศาลแพ่งและศาลแพ่งธนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง
ทั้งปวง
ศาลอาญาและศาลอาญาธนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวง
*[มาตรา ๑๗
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๖)
พ.ศ. ๒๕๒๐]
มาตรา ๑๘*
ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา
เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ
*[มาตรา ๑๘
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒]
มาตรา ๑๙
ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์
คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์
นอกจากนี้ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจ
(๑) พิพากษายืนตาม แก้ไข หรือกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษา
ลงโทษประหารชีวิต
หรือจำคุกตลอดชีวิตในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(๒) วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องที่ยื่นตามกฎหมายคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น
(๓) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น
มาตรา ๒๐*
ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์
ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการฎีกานอกจากนี้ให้ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น
คดีใดซึ่งศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาแล้ว คู่ความหามีสิทธิที่จะทูลเกล้า ฯ
ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไปอีกไม่
*[มาตรา ๒๐
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒]
องค์คณะผู้พิพากษา
มาตรา ๒๑
ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งมีอำนาจ
(๑) ออกหมายเรียก ออกหมายอาญา ออกหมายสั่ง ให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น
(๒) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี
มาตรา ๒๒*
ในศาลชั้นต้นผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดังต่อไปนี้
(๑) ทำการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้อง หรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีแพ่ง
(๒) ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา
(๓) ทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา
(๔) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสองพันบาท
(๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับแต่ทั้งนี้จะลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือน
หรือปรับเกินกว่าสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้
(๖) พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาท หรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าสองพันบาท
แต่ไม่เกินห้าพันบาทหรือคดีอาญา ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่าสามปี
แต่ไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับเกินกว่าหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในคดีที่ผู้พิพากษานายเดียวมีแต่เพียงอำนาจพิจารณาไม่มีอำนาจพิพากษานั้น
เมื่อจะพิพากษาคดีจะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยนายหนึ่งตรวจสำนวน
และลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย
*[มาตรา ๒๒
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๔)
พ.ศ. ๒๔๙๙]
มาตรา ๒๓*
ศาลชั้นต้นนอกจากศาลแขวงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนาย
จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง
เมื่อผู้พิพากษาไม่สามารถจะนั่งพิจารณาความให้ครบองค์คณะได้ ให้ผู้พิพากษาที่จะนั่งพิจารณาคดีนั้นมีอำนาจเชิญบุคคลที่มีลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้นั่งเป็นสำรองผู้พิพากษาเพื่อให้ครบองค์คณะ
(๑) เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิสมัครสอบเข้าเป็นข้าราชการพลเรือน
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนแต่ต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๕ ปี
ขึ้นไป
(๒) เป็นข้าราชการประจำการหรือนอกประจำการตั้งแต่ชั้นประจำแผนกขึ้นไป
หรือผู้ที่เป็นเนติบัณฑิตไทย หรือได้รับปริญญาตรีหรือประกาศนียบัตรหรือปริญญาในทางกฎหมายในต่างประเทศ
เมื่อได้เชิญผู้ใดมาเป็นสำรองผู้พิพากษาให้ช่วยพิจารณาคดีดังกล่าวมาข้างบนนั้นแล้ว
ให้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทันที
ถ้าได้มีการร้องคัดค้านผู้ที่เชิญมาเป็นสำรองผู้พิพากษา ให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีเชิญบุคคลอื่นมาเป็นสำรองผู้พิพากษาแทนต่อไป
การใดที่ศาลได้จัดทำไปก่อนมีการคัดค้าน เป็นอันสมบูรณ์
*[มาตรา ๒๓
แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช
๒๔๘๒]
มาตรา ๒๔
ศาลอุทธรณ์ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนายและศาลฎีกาอย่างน้อยสามนาย
จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีได้
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พุทธศักราช ๒๔๘๒
มาตรา ๑๕
บรรดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาเกี่ยวแก่คดีความที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้
และบรรดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาตามบทกฎหมายอื่นนั้น
ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของประธานศาลฎีกา
[รก.๒๔๘๒/-/๑๐๙๗/๑๒ ตุลาคม ๒๔๘๒]
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่
๓) พ.ศ. ๒๔๙๗
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อเปลี่ยนเรียกชื่อตำแหน่ง
ข้าหลวงยุติธรรม เป็น อธิบดีผู้พิพากษาภาค ตามร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
พ.ศ. ๒๔๙๗
[รก.๒๔๙๗/๖๘/๑๕๙๓/๒๖ ตุลาคม ๒๔๙๗]
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่
๔) พ.ศ. ๒๔๙๙
มาตรา ๓
พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้ว
ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
และให้ใช้กฎหมายที่ใช้อยู่ก่อนวันที่กล่าวแล้วบังคับแก่คดีนั้น ๆ
จนกว่าคดีจะถึงที่สุด
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ด้วยปรากฏว่าคดีไม่มีทุนทรัพย์มีความสำคัญยิ่งขึ้น
จึงควรให้มาฟ้องยังศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดอันมีผู้พิพากษาสองนายเป็นองค์คณะแทนศาลแขวง
และสมควรเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์คดีแพ่งและค่าปรับคดีอาญาที่
ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นนายเดียวและศาลแขวงมีอำนาจดำเนินคดีให้เหมาะสม
และเพื่อให้คดีได้เสร็จลุล่วงไปโดยเร็วยิ่งขึ้น
[รก.๒๔๙๙/๗๘/๑๐๕๘/๒ ตุลาคม ๒๔๙๙]
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่
๕) พ.ศ. ๒๕๑๒
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยปริมาณงานทั้งด้านการพิจารณาพิพากษาคดีและธุรการของศาลฎีกา
ศาลอุทธรณ์ศาลแพ่งและศาลอาญาได้เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ
แต่ผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลงานของแต่ละศาลมีเพียงตำแหน่งเดียว
ไม่มีผู้ช่วยปฏิบัติราชการ ทำให้ราชการของศาลดำเนินไปไม่สะดวกรวดเร็วเท่าที่ควร
สมควรกำหนดให้มีตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา และรองอธิบดีผู้พิพากษาขึ้นในศาลอุทธรณ์
ศาลแพ่งและศาลอาญา เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่
อันจะเป็นผลให้ราชการของศาลได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยความรวดเร็ว
จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
[รก.๒๕๑๒/๘๔/๘๑๒/๓๐ กันยายน ๒๕๑๒]
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่
๖) พ.ศ. ๒๕๒๐
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครมีจำนวนมากขึ้น
และมีคดีความมาสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งและศาลอาญาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากแต่ห้องพิจารณาของศาลแพ่งและศาลอาญามีอยู่จำกัด
ไม่เพียงพอกับจำนวนคดีที่มาสู่ศาล ประกอบกับการคมนาคมในกรุงเทพมหานครไม่สู้จะคล่องตัว
ทำให้ประชาชนผู้มีอรรถคดีและผู้เกี่ยวข้องไม่ได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางไปติดต่อ
กับศาล สมควรจัดตั้งศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรีเพิ่มขึ้น
เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นในเขตจังหวัดธนบุรีเดิม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
[รก.๒๕๒๐/๑๗/๔พ/๙ มีนาคม ๒๕๒๐]
สุนันทา/แก้ไข
๓๐/๑๑/๔๔
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (Update ณ วันที่ 09/03/2520) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_4f484933a503adf0
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).
Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名
本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com