法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (Update ณ วันที่ 09/03/2520)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
26
มาตรา อารัมภบท

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

มาตรา ๑

มาตรา ๑

ศาลยุติธรรมทั้งหลายตามพระธรรมนูญนี้ให้สังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบในงานธุรการของศาลทั้งหลายที่อยู่ในสังกัดให้ดำเนินไปโดยเรียบร้อย

แต่การดำเนินการพิจารณาคดีรวมตลอดถึงการที่จะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาบังคับคดีให้เสร็จเด็ดขาดไปนั้นให้อยู่ในดุลพินิจของศาลโดยเฉพาะ

*ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลทั้งหลาย

เพื่อให้กิจการของศาลดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกันทั้งนี้โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

อนึ่งเพื่อระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ

ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้องให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจแนะนำหรือตักเตือนผู้พิพากษาศาลทั้งหลายในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีการนั้น

ๆ และในการอื่น ๆ

*[มาตรา ๑ วรรคสาม

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒]

มาตรา ๒

มาตรา ๒

ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญนี้ แบ่งออกเป็นสามชั้น คือ

(๑) ศาลชั้นต้น

(๒) ศาลอุทธรณ์

(๓) ศาลฎีกา (ศาลสูงสุด)

มาตรา ๓

มาตรา ๓* ศาลชั้นต้น

(๑) สำหรับกรุงเทพมหานคร ได้แก่

(ก)

ศาลแขวง

(ข)

ศาลจังหวัดมีนบุรี

(ค)

ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี

(ง)

ศาลแพ่งและศาลอาญา

(๒) สำหรับจังหวัดอื่น ๆ นอกจากกรุงเทพมหานคร ได้แก่

(ก)

ศาลแขวง

(ข)

ศาลจังหวัด

*[มาตรา ๓ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่

๖) พ.ศ. ๒๔๒๐]

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์

และศาลชั้นต้น ศาลใดศาลหนึ่งนั้นอาจแบ่งออกเป็นแผนก

และแผนกหนึ่งจะให้มีอำนาจเฉพาะในคดีประเภทใดก็ได้ โดยออกเป็นกฎกระทรวง

มาตรา ๕

มาตรา ๕ เมื่อเห็นเป็นการสมควร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจสั่งให้ผู้พิพากษานายหนึ่งไปนั่งร่วมกับผู้พิพากษาในศาลแขวง

มีกำหนดระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในคำสั่ง ในกรณีเช่นนี้

ให้ศาลแขวงมีอำนาจเสมือนศาลจังหวัดชั่วคราวเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในเขต

ศาลนั้น

ถ้าท้องที่ใดยังไม่มีศาลแขวง เมื่อเห็นเป็นการสมควรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจสั่งให้ผู้พิพากษานายหนึ่งหรือหลายนายของศาลจังหวัดไปนั่งเป็นศาล

ณ ที่ว่าการอำเภอแห่งท้องที่นั้น เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่นั้นชั่วคราว

ซึ่งมิฉะนั้นคดีย่อมตกอยู่ในอำนาจของศาลแขวงหรือศาลจังหวัด

มาตรา ๖

มาตรา ๖

การจัดตั้งหรือยุบเลิกศาลยุติธรรมนั้นให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี

ว่าการกระทรวงยุติธรรมที่จะรายงานต่อรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงจำนวน

สภาพ สถานที่ตั้งและเขตอำนาจศาลตามที่จำเป็น เพื่อให้ความยุติธรรมเป็นไปโดยเรียบร้อยตลอดราชอาณาจักร

มาตรา ๗

มาตรา ๗

ให้มีผู้พิพากษาประจำศาลทุกศาลตามจำนวนซึ่งรัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงยุติธรรมจะกำหนดไว้ตามความจำเป็นแห่งราชการ

มาตรา ๘

มาตรา ๘*

ให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งนาย และให้มีอธิบดี

ผู้พิพากษาประจำศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง ศาลอาญา

ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี ศาล

ละหนึ่งนาย กับให้มีรองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์

รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรีและรองอธิบดี

ผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี

ศาลละสองนายหรือกว่านั้นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

เห็นสมควร

เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรีหรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรีว่างลง

หรือผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้

ให้รองประธานศาลฎีกาหรือรองอธิบดีผู้พิพากษาแล้วแต่กรณี เป็นผู้ทำการแทนชั่วคราว

ถ้ามีผู้ดำรงตำแหน่งนั้นอยู่ปฏิบัติหน้าที่มากกว่าหนึ่งนาย ก็ให้เป็นไปตามลำดับอาวุโส

ในกรณีที่ไม่อาจมีผู้ทำการแทนชั่วคราวได้ตามความในวรรคสองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งของศาลนั้นหรือศาลใดศาลหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราวก็ได้

*[มาตรา ๘ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่

๖) พ.ศ. ๒๕๒๐]

มาตรา ๙

มาตรา ๙*

ในศาลชั้นต้นทุกศาลนอกจากศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลแพ่งธนบุรี และศาลอาญาธนบุรี

ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ศาลละหนึ่งนาย

ถ้าศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้น ศาลใดศาลหนึ่ง แบ่งออกเป็นสองแผนก

หรือกว่านั้นขึ้นไป ให้มีผู้พิพากษาหัวหน้าแผนก แผนกละหนึ่งนาย

เมื่อใดตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกว่างลงหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล

หรือหัวหน้าแผนกไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ให้ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลนั้นหรือในแผนกนั้นเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราว

*[มาตรา ๙

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๖)

พ.ศ. ๒๕๒๐]

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐* ประธานศาลฎีกา

อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้า

ศาล หรือผู้ทำการแทน

ต้องรับผิดชอบในงานของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่น

ให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยรวดเร็ว

(๒) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลของตนในข้อขัดข้อง เนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา

(๓) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับ

การจัดวางระเบียบ และดำเนินการงานส่วนธุรการของศาล

(๔) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งไปตามระเบียบ และให้มีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑)

นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้นหรือเมื่อได้ตรวจ

สำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้

(๒)

สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ว่าด้วยวิธีพิจารณาความ

*[มาตรา ๑๐

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒]

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ ทวิ*

ให้รองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์

รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี

หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี มีอำนาจตามที่กำหนดไว้ใน (๑) และ (๒)

ของมาตรา ๑๐ (๔) และให้มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยประธานศาลฎีกา

อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ อธิบดี

ผู้พิพากษาศาลแพ่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งธนบุรี หรืออธิบดี

ผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี แล้วแต่กรณี ตามที่ประธานศาลฎีกา

หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาล

นั้น ๆ จะได้มอบหมาย

*[มาตรา ๑๐ ทวิ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๐]

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑*

*[มาตรา ๑๑

ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๒]

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒*

ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกเป็นผู้รับผิดชอบให้งานในแผนกดำเนินไปโดยเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ได้จัดตั้งแผนกนั้นขึ้นหรือตามคำสั่งของประธานศาลฎีกา

อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น

*[มาตรา ๑๒

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒]

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓*

ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ส่วนจำนวนและสำนักงานจะอยู่ ณ ที่ใด

และมีเขตอำนาจเพียงไร ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค

เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลง หรือเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนอธิบดีผู้พิพากษาภาคชั่วคราวก็ได้

ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาดังที่ระบุไว้ในมาตรา

๑๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และให้มีอำนาจ

(๑) สั่งให้ผู้พิพากษาหรือจ่าศาลรายงานเกี่ยวด้วยคดี หรือรายงานกิจการอื่นของศาลซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตน

(๒) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลทุกศาลซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจของตน

หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้

(๓) ในกรณีจำเป็นจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตนไปช่วยทำหน้าที่ชั่วคราวในอีกศาลหนึ่งก็ได้

แล้วรายงานไปยังกระทรวงยุติธรรมทันที

*[มาตรา ๑๓

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓)

พ.ศ. ๒๔๙๗]

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ทวิ*

บรรดาอำนาจและหน้าที่ของข้าหลวงยุติธรรมเกี่ยวแก่คดีความที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้

และบรรดาอำนาจและหน้าที่ของข้าหลวงยุติธรรมตามบทกฎหมายอื่นนั้น

ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีผู้พิพากษาภาค

*[มาตรา ๑๓ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญ

ศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗]

เขตอำนาจของศาล

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔* ศาลชั้นต้นมีเขตดังนี้

(๑) ศาลแขวง มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงได้กำหนดไว้

(๒) ศาลจังหวัด มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดได้กำหนดไว้

แต่บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้นถ้ายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด

ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลจังหวัดนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้

(๓) ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรี มีเขตตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้ง

ศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรีได้กำหนดไว้

(๔) ศาลแพ่งและศาลอาญา มีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร นอกจาก

ท้องที่ที่อยู่ในเขตของศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญาธนบุรี

และศาลจังหวัดมีนบุรี แต่บรรดาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตของศาลแพ่งและศาลอาญานั้น

จะยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งหรือศาลอาญาก็ได้

ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลนั้น ๆ ที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้

เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ

*[มาตรา ๑๔

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๖)

พ.ศ. ๒๕๒๐]

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕*

ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและมีอำนาจทำการไต่สวนหรือออกคำสั่งใด ๆ

ซึ่งผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ (๑) ถึง (๕)

แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและเมื่อได้พิจารณาพยานหลักฐานแห่งคดีไปแล้ว

เห็นว่าโทษของจำเลยควรจำคุกเกินกว่าหกเดือนหรือปรับเกินกว่าสองพันบาท

หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้ว

ก็ให้ศาลแขวงทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอาญาหรือศาลอาญาธนบุรี

หรือศาลจังหวัดพิพากษา แล้วแต่กรณี

*[มาตรา ๑๕

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๖)

พ.ศ. ๒๕๒๐]

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖

ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗*

ศาลแพ่งและศาลแพ่งธนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง

ทั้งปวง

ศาลอาญาและศาลอาญาธนบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวง

*[มาตรา ๑๗

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๖)

พ.ศ. ๒๕๒๐]

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘*

ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา

เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ

*[มาตรา ๑๘

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒]

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙

ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์

คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการอุทธรณ์

นอกจากนี้ให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจ

(๑) พิพากษายืนตาม แก้ไข หรือกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษา

ลงโทษประหารชีวิต

หรือจำคุกตลอดชีวิตในเมื่อคดีนั้นได้ส่งขึ้นมายังศาลอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(๒) วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องที่ยื่นตามกฎหมายคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้น

(๓) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐*

ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์

ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการฎีกานอกจากนี้ให้ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

คดีใดซึ่งศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาแล้ว คู่ความหามีสิทธิที่จะทูลเกล้า ฯ

ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไปอีกไม่

*[มาตรา ๒๐

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒]

องค์คณะผู้พิพากษา

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑

ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งมีอำนาจ

(๑) ออกหมายเรียก ออกหมายอาญา ออกหมายสั่ง ให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น

(๒) ออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒*

ในศาลชั้นต้นผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดังต่อไปนี้

(๑) ทำการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้อง หรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีแพ่ง

(๒) ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(๓) ทำการไต่สวนและมีคำสั่งในการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความอาญา

(๔) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสองพันบาท

(๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับแต่ทั้งนี้จะลงโทษจำคุกเกินกว่าหกเดือน

หรือปรับเกินกว่าสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับนั้นอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้

(๖) พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาท หรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าสองพันบาท

แต่ไม่เกินห้าพันบาทหรือคดีอาญา ซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่าสามปี

แต่ไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับเกินกว่าหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในคดีที่ผู้พิพากษานายเดียวมีแต่เพียงอำนาจพิจารณาไม่มีอำนาจพิพากษานั้น

เมื่อจะพิพากษาคดีจะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยนายหนึ่งตรวจสำนวน

และลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย”

*[มาตรา ๒๒

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๔)

พ.ศ. ๒๔๙๙]

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓*

ศาลชั้นต้นนอกจากศาลแขวงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนาย

จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง

เมื่อผู้พิพากษาไม่สามารถจะนั่งพิจารณาความให้ครบองค์คณะได้ ให้ผู้พิพากษาที่จะนั่งพิจารณาคดีนั้นมีอำนาจเชิญบุคคลที่มีลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้นั่งเป็นสำรองผู้พิพากษาเพื่อให้ครบองค์คณะ

(๑) เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิสมัครสอบเข้าเป็นข้าราชการพลเรือน

ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนแต่ต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๕ ปี

ขึ้นไป

(๒) เป็นข้าราชการประจำการหรือนอกประจำการตั้งแต่ชั้นประจำแผนกขึ้นไป

หรือผู้ที่เป็นเนติบัณฑิตไทย หรือได้รับปริญญาตรีหรือประกาศนียบัตรหรือปริญญาในทางกฎหมายในต่างประเทศ

เมื่อได้เชิญผู้ใดมาเป็นสำรองผู้พิพากษาให้ช่วยพิจารณาคดีดังกล่าวมาข้างบนนั้นแล้ว

ให้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทันที

ถ้าได้มีการร้องคัดค้านผู้ที่เชิญมาเป็นสำรองผู้พิพากษา ให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีเชิญบุคคลอื่นมาเป็นสำรองผู้พิพากษาแทนต่อไป

การใดที่ศาลได้จัดทำไปก่อนมีการคัดค้าน เป็นอันสมบูรณ์

*[มาตรา ๒๓

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช

๒๔๘๒]

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔

ศาลอุทธรณ์ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนายและศาลฎีกาอย่างน้อยสามนาย

จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีได้

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

พุทธศักราช ๒๔๘๒

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕

บรรดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาเกี่ยวแก่คดีความที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้

และบรรดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาตามบทกฎหมายอื่นนั้น

ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของประธานศาลฎีกา

[รก.๒๔๘๒/-/๑๐๙๗/๑๒ ตุลาคม ๒๔๘๒]

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่

๓) พ.ศ. ๒๔๙๗

หมายเหตุ :-

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อเปลี่ยนเรียกชื่อตำแหน่ง

“ข้าหลวงยุติธรรม” เป็น “อธิบดีผู้พิพากษาภาค” ตามร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ

พ.ศ. ๒๔๙๗

[รก.๒๔๙๗/๖๘/๑๕๙๓/๒๖ ตุลาคม ๒๔๙๗]

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่

๔) พ.ศ. ๒๔๙๙

มาตรา ๓

มาตรา ๓

พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้ว

ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

และให้ใช้กฎหมายที่ใช้อยู่ก่อนวันที่กล่าวแล้วบังคับแก่คดีนั้น ๆ

จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

หมายเหตุ :-

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ด้วยปรากฏว่าคดีไม่มีทุนทรัพย์มีความสำคัญยิ่งขึ้น

จึงควรให้มาฟ้องยังศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดอันมีผู้พิพากษาสองนายเป็นองค์คณะแทนศาลแขวง

และสมควรเพิ่มจำนวนทุนทรัพย์คดีแพ่งและค่าปรับคดีอาญาที่

ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นนายเดียวและศาลแขวงมีอำนาจดำเนินคดีให้เหมาะสม

และเพื่อให้คดีได้เสร็จลุล่วงไปโดยเร็วยิ่งขึ้น

[รก.๒๔๙๙/๗๘/๑๐๕๘/๒ ตุลาคม ๒๔๙๙]

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่

๕) พ.ศ. ๒๕๑๒

หมายเหตุ :-

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยปริมาณงานทั้งด้านการพิจารณาพิพากษาคดีและธุรการของศาลฎีกา

ศาลอุทธรณ์ศาลแพ่งและศาลอาญาได้เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ

แต่ผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลงานของแต่ละศาลมีเพียงตำแหน่งเดียว

ไม่มีผู้ช่วยปฏิบัติราชการ ทำให้ราชการของศาลดำเนินไปไม่สะดวกรวดเร็วเท่าที่ควร

สมควรกำหนดให้มีตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา และรองอธิบดีผู้พิพากษาขึ้นในศาลอุทธรณ์

ศาลแพ่งและศาลอาญา เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่

อันจะเป็นผลให้ราชการของศาลได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยความรวดเร็ว

จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

[รก.๒๕๑๒/๘๔/๘๑๒/๓๐ กันยายน ๒๕๑๒]

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่

๖) พ.ศ. ๒๕๒๐

หมายเหตุ :-

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครมีจำนวนมากขึ้น

และมีคดีความมาสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลแพ่งและศาลอาญาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากแต่ห้องพิจารณาของศาลแพ่งและศาลอาญามีอยู่จำกัด

ไม่เพียงพอกับจำนวนคดีที่มาสู่ศาล ประกอบกับการคมนาคมในกรุงเทพมหานครไม่สู้จะคล่องตัว

ทำให้ประชาชนผู้มีอรรถคดีและผู้เกี่ยวข้องไม่ได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางไปติดต่อ

กับศาล สมควรจัดตั้งศาลแพ่งธนบุรีและศาลอาญาธนบุรีเพิ่มขึ้น

เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นในเขตจังหวัดธนบุรีเดิม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น

[รก.๒๕๒๐/๑๗/๔พ/๙ มีนาคม ๒๕๒๐]

สุนันทา/แก้ไข

๓๐/๑๑/๔๔

26 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (Update ณ วันที่ 09/03/2520) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_4f484933a503adf0

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com