法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

subsidiary

กฎ ก.ร. ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2520) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. 2518 ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
29
มาตรา อารัมภบท

ตราครุฑ

ตราครุฑ

กฎ ก.ร.

ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๒๐)

ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ

ฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๑๘

ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา[๑]

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๓ (๓)

และมาตรา ๕๓ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๑๘ ก.ร.

ออกกฎ ก.ร. ไว้ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ กฎ ก.ร.

นี้ให้ใช้บังคับแก่สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาและส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นในสังกัดรัฐสภา

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสอบสวนพิจารณา

ระยะเวลาสอบสวน พิจารณาและสั่งลงโทษ การสั่งสอบสวน การมอบหมายให้สอบสวน การตั้งกรรมการสอบสวน

ตลอดจนการส่งประเด็นไปสอบสวนพยานบุคคล ซึ่งอยู่ต่างท้องที่การรวบรวมพยานหลักฐานและกิจการอื่น

ๆ เพื่อให้ได้ความจริงและยุติธรรมแก่ข้อราชการรัฐสภาสามัญ

ผู้ถูกกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามกฎ ก.ร.

ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๒๐) ออกตามความในมาตรา ๕๓ วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๑๘ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ

ก.ร.นี้

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ การตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ให้ตั้งจากข้าราชการที่เห็นสมควร โดยตั้งประธานกรรมการ

และกรรมการมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่าสามคน และจะให้มีเลขานุการด้วยก็ได้

ประธานกรรมการต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า

หรือดำรงตำแหน่งระดับไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ คำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ให้ทำเป็นหนังสือตามแบบคำสั่งของทางราชการระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา

และเรื่องที่ถูกกล่าวหา ตลอดจนชื่อและตำแหน่งของผู้ได้รับตั้งเป็นคณะกรรมการสอบสวน

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ เมื่อได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว

ให้ผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินการแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบพร้อมทั้งสำเนาคำสั่งให้ด้วยโดยพลัน

แต่ถ้าไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบได้ ให้ปิดสำเนาคำสั่งไว้ ณ

ที่ทำการของผู้ถูกกล่าวหา และแจ้งโดยหนังสือส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปให้

ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการด้วย

เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว

ให้ผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินการส่งเรื่องกล่าวหาทั้งหมด

พร้อมทั้งสำเนาคำสั่งตั้งคณะกรรมการการสอบสวน

และหลักฐานการแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปให้ประธานกรรมการ

เพื่อแจ้งให้กรรมการทราบและทำการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ประธานกรรมการทราบคำสั่งวันใดให้บันทึกไว้ในสำนวนด้วย

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ผู้ถูกกล่าวหาอาจคัดค้านกรรมการ

หรือเลขานุการในคณะกรรมการการสอบสวนที่มีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ได้

(๑) เป็นผู้ที่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ในเรื่องที่สอบสวน

(๒) เป็นผู้มีประโยชน์ได้เสียในเรื่องที่สอบสวน

(๓) เป็นผู้มีเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหา

(๔) เป็นญาติโดยเกี่ยวข้องเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดัน

หรือพี่น้องร่วมบิดาหรือมารดากับคู่กรณี

การคัดค้าน

ให้คัดค้านต่อผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยทำเป็นหนังสือ

แสดงเหตุที่คัดค้านนั้นยื่นต่อประธานกรรมการภายในเจ็ดวัน นับแต่วันทราบคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

เมื่อได้รับหนังสือคัดค้านแล้ว

ให้ประธานกรรมการส่งหนังสือคัดค้านนั้นไปยังผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาสั่งการโดยด่วน

ถ้าผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาเห็นว่าการคัดค้านนั้นมีเหตุอันควรฟังได้ก็ให้สั่งเปลี่ยนกรรมการ

หรือเลขานุการที่ถูกคัดค้าน แต่ถ้าเห็นว่าการคัดค้านนั้นไม่มีเหตุอันควรรับฟัง

หรือเห็นว่าแม้จะให้ผู้ถูกคัดค้านนั้นร่วมเป็นคณะกรรมการสอบสวน

ก็ไม่ทำให้เสียความเป็นธรรมจะสั่งยกคำคัดค้านนั้นเสียก็ได้

แล้วแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่คัดค้านทราบ และส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบสวนรวมสำนวนไว้

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาคัดค้านกรรมการ

หรือเลขานุการในคณะกรรมการสอบสวน และผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนยังมิได้สั่งการตามวรรคสาม

ห้ามมิให้ผู้ที่ถูกคัดค้านนั้นร่วมในการสอบสวน

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ กรรมการ

หรือเลขานุการคนใดในคณะกรรมการสอบสวนมีเหตุอันอาจถูกคัดค้าน ตามข้อ ๖ วรรคหนึ่ง

ให้ผู้นั้นรายงานต่อผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน กรณีเช่นนี้ให้นำข้อ ๖ วรรคสอง

วรรคสาม และวรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ เมื่อได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ถ้าผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า มีเหตุอันควร

หรือจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนตัวกรรมการ หรือเลขานุการคนใดในคณะกรรมการสอบสวน

หรือเปลี่ยนทั้งคณะ หรือตั้งเพิ่มขึ้นหรือลดให้น้อยลง ก็ให้ดำเนินการได้ ทั้งนี้

ให้นำข้อ ๓ ข้อ ๔ และข้อ ๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง

ไม่กระทบกระเทือนการสอบสวนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ คณะกรรมการสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน

เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหา

เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนให้ใช้ต้นฉบับที่แท้จริง

แต่ถ้ามีความจำเป็นไม่อาจนำต้นฉบับมาได้จะใช้สำเนาที่กรรมการหรือเลขานุการในคณะกรรมการสอบสวนหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบรับรองว่าเป็นสำเนาที่ถูกต้องก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ประธานกรรมการได้รับทราบคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ถ้ามีความจำเป็นซึ่งจะสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวไม่ได้ ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนขยายเวลาสอบสวนได้อีกสองครั้ง

แต่ละครั้งเป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวัน

โดยให้คณะกรรมการสอบสวนบันทึกแสดงเหตุความจำเป็นที่ต้องขยายเวลาทุกครั้งไว้ในสำนวนด้วย

ในกรณีที่ได้ขยายเวลาการสอบสวนสองครั้ง

ตามวรรคหนึ่งแล้ว ยังสอบสวนไม่แล้วเสร็จ

ให้คณะกรรมการสอบสวนเร่งทำการสอบสวนต่อไปให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

แต่ทั้งนี้ให้รายงานเหตุที่ทำให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จต่อผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในสามวันนับแต่วันครบกำหนดเวลาที่ได้ขยายครั้งสุดท้าย

และต่อไปทุกสิบห้าวัน และให้ผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนติดตามเร่งรัดการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็วด้วย

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ในการสอบสวนปากคำบุคคล

ต้องมีกรรมการนั่งสอบสวนอย่างน้อยสองคน จึงจะเป็นองค์คณะทำการสอบสวนได้

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ในการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนห้ามมิให้บุคคลอื่นมาร่วมทำการสอบสวน

ในการสอบสวน

ห้ามมิให้บุคคลอื่นนอกจากผู้กำลังถูกสอบสวนปากคำอยู่เจ้าฟังการสอบสวน

เว้นแต่บุคคลที่คณะกรรมการสอบสวนเรียกมาเพื่อประโยชน์ในการสอบสวน

การสอบสวนปากบุคคล

ให้บันทึกถ้อยคำเป็นหนังสือแสดงชื่อ ที่อยู่ อายุ อาชีพ สัญชาติ

และศาสนาของผู้ให้ถ้อยคำและชื่อของกรรมการผู้นั่งสอบสวนทุกคนไว้ด้วย

เมื่อได้สอบสวนบันทึกถ้อยคำเสร็จแล้ว ให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟัง หรือจะให้ผู้ให้ถ้อยคำอ่านเองก็ได้

เมื่อรับว่าถูกต้องแล้ว ก็ให้ผู้ให้ถ้อยคำและกรรมการผู้นั่งสอบสวนทุกคนลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานท้ายบันทึกถ้อยคำนั้น

กรรมการผู้ใดมิได้ร่วมนั่งสอบสวนด้วย ห้ามมิให้ลงลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำนั้น

ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายแผ่น ให้ผู้ให้ถ้อยคำกับกรรมการผู้นั่งสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคนลงลายมือชื่อไว้ทุกแผ่นด้วย

ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยอมลงลายมือชื่อ ก็ให้บันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้น

ในการบันทึกถ้อยคำ ห้ามมิให้ขูดลบ

หรือบันทึกข้อความทับ ถ้าจะต้องแก้ไขข้อความที่ได้บันทึกไว้แล้ว ให้ใช้วิธีขีดฆ่าหรือตกเติมและให้ผู้ให้ถ้อยคำกับกรรมการผู้นั่งสอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคนลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกแห่งที่ขีดฆ่า

หรือตกเติม

ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถลงลายมือชื่อได้

ให้นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้รับเรื่องที่กล่าวหาทั้งหมดตามข้อ๕

แล้วให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้ง และอธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ

รวมทั้งแจ้งให้ทราบด้วยว่า ในการสอบสวนนี้ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาและให้ถ้อยคำหรือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ตลอดจนอ้างพยานหลักฐาน หรือนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วยแล้วให้ถามผู้ถูกกล่าวหาเพียงว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่อย่างไร

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา

คณะกรรมการสอบสวนจะไม่ทำการสอบสวนต่อไปก็ได้ หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวนนั้นโดยละเอียด

จะทำการสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้

ในกรณีที่ได้ถามผู้ถูกกล่าวหาตามวรรคหนึ่งแล้ว

ผู้ถูกกล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้คณะกรรมการสอบสวนเริ่มทำการสอบสวน

โดยรวบรวมพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาทั้งหมดเสียก่อน แล้วสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ

โดยจะระบุ หรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้ และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะให้ถ้อยคำ

หรือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตลอดจนนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ภายในเวลาอันสมควร

การนำสืบแก้ข้อกล่าวหา

ผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมาเอง หรือจะอ้างพยานหลักฐาน

โดยขอให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ดำเนินการตามข้อนี้แล้ว

ให้คณะกรรมการสอบสวนบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในการชี้แจงข้อกล่าวหา

ผู้ถูกกล่าวหาจะให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนหรือทำคำชี้แจงเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้ถูกกล่าวหายื่นต่อคณะกรรมการสอบสวนก็ได้

ก่อนการสอบสวนเสร็จ

ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งได้ให้ถ้อยคำ หรือยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไว้แล้ว

จะขอให้ถ้อยคำเพิ่มเติม หรือยื่นคำชี้แจงเพิ่มเติม

หรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการสอบสวนอีกก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาให้ถ้อยคำ

หรือไม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในเวลาที่คณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามสมควรแล้ว

และโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร คณะกรรมการสอบสวนจะดำเนินการสอบสวนไป

โดยไม่สอบสวนตัวผู้ถูกกล่าวหาก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวน

ในกรณีเช่นนี้ถ้าภายหลังผู้ถูกกล่าวหามาขอให้ถ้อยคำ หรือยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาก่อนสอบสวนเสร็จ

ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหา

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ถ้าผู้ถูกกล่าวหายื่นคำชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวนต่อคณะกรรมการสอบสวน

หรือต่อผู้มีอำนาจพิจารณาในเวลาใด ๆ ก่อนมีคำสั่งลงโทษหรือไม่ลงโทษ

ให้คณะกรรมการสอบสวนหรือผู้มีอำนาจพิจารณานั้นรับคำชี้แจงสำนวนไว้พิจารณาด้วย

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ในกรณีที่พยานไม่มา หรือไม่ยอมให้ถ้อยคำ

หรือคณะกรรมการสอบสวนเรียกพยานไม่ได้ภายในเวลาอันสมควรคณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวนพยานนั้นก็ได้

แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีเหตุผลสมควรที่พยานไม่สามารถมาได้ตามกำหนด

หรือได้ตัวพยานมาให้ถ้อยคำก่อนการสอบสวนพยานสิ้นสุดลง ก็ให้ผ่อนผันได้ตามควรแก่กรณี

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ในกรณีที่คณะกรรมการการสอบสวนเห็นว่า

การสอบสวนพยานหลักฐานใดจะทำให้การสอบสวนล่าช้าโดยไม่จำเป็น

หรือมิใช่เป็นพยานหลักฐานในประเด็นสำคัญ

คณะกรรมการสอบสวนจะงดการสอบสวนพยานหลักฐานนั้นเสียก็ได้แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการสอบสวน

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ในกรณีที่จะต้องสอบสวนพยานซึ่งอยู่ต่างท้องที่คณะกรรมการสอบสวนจะส่งประเด็นไปสอบสวนโดยมอบหมายให้หัวหน้าหน่วยราชการ

หรือหัวหน้าส่วนราชการในท้องที่นั้นทำการสอบสวนพยานนั้นก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ในกรณีที่การสอบสวนปรากฏกรณีมีมูลว่า

ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ให้ประธานกรรมการรายงานไปยังผู้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยไม่ชักช้าถ้าผู้สั่งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า

ควรให้คณะกรรมการสอบสวนที่ได้ตั้งไว้แล้วทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องอื่นที่เพิ่มขึ้นนั้นด้วย

ก็ให้ทำเป็นคำสั่งเพิ่มเติมขึ้น และให้นำข้อ ๔ ข้อ ๕ และข้อ ๑๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในกรณีเช่นนี้ให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนรวมเป็นสำนวนเดียวกันได้

แต่ถ้าผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า ควรตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นใหม่

เพื่อทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องที่ปรากฏเพิ่มขึ้นนั้น

ก็ให้เป็นไปตามที่ผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจะสั่ง

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในกรณีที่การสอบสวนปรากฏกรณีมีมูลพาดพิงไปถึงข้าราชการรัฐสภาสามัญผู้อื่นที่มิได้ระบุตัวเป็นผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ว่ามีส่วนร่วมกระทำผิดในเรื่องที่สอบสวนนั้นด้วย ให้ประธานกรรมการรายงานไปยังผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

เพื่อดำเนินการตามควรแก่กรณีโดยไม่ชักช้า

ในกรณีตามวรรคหนึ่ง

ถ้าผู้มีอำนาจตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า ควรให้คณะกรรมการสอบสวนที่ได้มีการตั้งไว้แล้ว

ทำการสอบสวนผู้ที่มีส่วนร่วมกระทำผิดนั้นด้วย ก็ให้ดำเนินการตามข้อ ๔ และข้อ ๕

โดยอนุโลม ในกรณีเช่นนี้ให้ใช้พยานหลักฐานที่ได้ทำการสอบสวนมาแล้วประกอบการพิจารณาของผู้มีส่วนร่วมกระทำผิดนั้นได้เท่าที่คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าไม่ทำให้เสียความเป็นธรรม

และให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนรวมเป็นสำนวนเดียวกันได้

ในกรณีที่ผู้มีอำนาจตั้งคณะกรรมการสอบสวนได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะใหม่เพื่อทำการสอบสวนผู้ที่มีส่วนร่วมกระทำผิด

ให้ใช้พยานหลักฐานที่คณะกรรมการสอบสวนเดิมได้ทำการสอบสวนมาแล้วประกอบการพิจารณาได้เท่าที่คณะกรรมการสอบสวนที่ตั้งขึ้นใหม่เห็นว่าไม่ทำให้เสียความเป็นธรรม

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ในกรณีที่คำพิพากษาถึงที่สุดชี้ขาดเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาคนใดว่า

กระทำผิดในเรื่องที่สอบสวน ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษาของศาลได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้ว

เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามข้อ ๑๓ วรรคสาม

คณะกรรมการสอบสวนจะถือเอาคำพิพากษานั้นเป็นพยานหลักฐานโดยไม่สอบสวนพยานหลักฐานอย่างอื่นที่สนับสนุนข้อกล่าวหาก็ได้

และถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่ติดใจจะนำสืบแก้ข้อกล่าวหา คณะกรรมการสอบสวนจะฟังข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำพิพากษานั้นโดยไม่ทำการสอบสวนพยานก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานต่าง

ๆ เสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนประชุมปรึกษาเพื่อทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

โดยสรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ พร้อมทั้งแสดงความเห็นว่า

ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยอย่างไรหรือไม่ โดยอาศัยพยานหลักฐานและเหตุผลอย่างไรถ้ากระทำผิดเป็นความผิดตามกฎ

ก.ร.ฉบับใด ข้อใด และควรได้รับโทษสถานใด หากกรรมการสอบสวนคนใดมีความเห็นแย้ง ให้ทำให้ทำความเห็นแย้งติดไว้กับงานการสอบสวนด้วยรายงานการสอบสวนเป็นส่วนหนึ่งของสำนักการสอบสวน

และให้คณะกรรมการสอบสวนทำสารบาญสำนวนการสอบสวนติดสำนวนไว้ด้วย

ในการประชุมปรึกษาของคณะกรรมการสอบสวน

ต้องมีกรรมการประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด

และไม่น้อยกว่าสามคน จึงจะเป็นองค์คณะทำการประชุมปรึกษา

ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนให้ถือเสียงข้างมาก

ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้ทำรายงานการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง

และเสนอสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว จึงจะถือว่าได้สอบสวนเสร็จ

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ในระหว่างการสอบสวน

แม้จะมีการย้าย โอนหรือแต่งตั้งผู้ถูกกล่าวหาไปดำรงตำแหน่งนอกบังคับบัญชาของผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ให้คณะกรรมการการสอบสวนทำการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ

แล้วทำรายงานการสอบสวนและเสนอสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาส่งไปให้ผู้บังคับบัญชาใหม่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นผู้มีอำนาจตามมาตรา

๕๓ พิจารณาดำเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนได้เสนอสำนวนสอบสวนแล้ว

ให้ผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือผู้บังคับบัญชาตามข้อ ๒๔ แล้วแต่กรณี

พิจารณาสั่งการให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำนวนการสอบสวนนั้น ถ้ายังพิจารณาสั่งการไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

ให้ขยายเวลาได้หนึ่งครั้งเป็นเวลาไม่เกินสิบห้าวัน

และให้เร่งพิจารณาสั่งการให้เสร็จภายในเวลาดังกล่าว

ถ้าขยายเวลาแล้วยังพิจารณาสั่งการไม่เสร็จ ให้รายงานเหตุที่ทำให้พิจารณาสั่งการไม่เสร็จนั้นต่อผู้บังคับบัญชาตามาตรา

๒๘ ของผู้ถูกกล่าวหาระดับเหนือขึ้นไปภายในสามวัน นับแต่วันครบกำหนดเวลาที่ได้ขยายนั้น

และให้ผู้บังคับบัญชาที่ได้รับรายงานนั้น ติดตามเร่งรัดการพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ ในกรณีที่ผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือผู้มีอำนาจตามมาตรา

๕๓ หรือ มาตรา ๕๘ วรรคสาม แก้วแต่กรณีเห็นสมควรให้สอบสวนเพิ่มเติมประการใด

ก็ให้กำหนดประเด็นพร้อมทั้งส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปให้ประธานกรรมการเพื่อดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น

เมื่อประธานกรรมการได้รับเรื่องที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว

ให้บันทึกวันรับเรื่องนั้นไว้ในสำนวน

ในกรณีที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมนั้น

ให้คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมให้เสร็จภายในสิบห้าวัน

นับแต่วันที่ประธานกรรมการได้รับเรื่องที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติม

และให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการตามกฎ ก.ร. นี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ ในกรณีที่ปรากฏว่าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือการสอบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามกฎ

ก.ร. นี้ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญอันจะทำให้เสียความเป็นธรรม

ไม่ทำให้สำนวนการสอบสวนทั้งหมดเสียไป ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๕๓ หรือมาตรา ๕๘ วรรคสาม

แล้วแต่กรณี จะสั่งให้แก้ไขหรือดำเนินการเสียใหม่ เฉพาะตอนที่ไม่ถูกต้องนั้นก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจตามมาตรา

๒๘ หรือมาตรา ๕๘ สอบสวนเองหรือมอบหมายให้ข้าราชการที่เห็นสมควรสอบสวนแทน

ให้สั่งสอบสวนและดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการในกฎ ก.ร.

นี้โดยอนุโลม ทั้งนี้โดยยกเว้นข้อ ๓ ข้อ ๖ ข้อ ๗ และข้อ ๑๑

การมอบหมายให้สอบสวนตามวรรคหนึ่ง

ต้องมอบหมายให้ข้าราชการรัฐสภาสามัญซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า

หรือดำรงตำแหน่งระดับไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ การนับเวลาตามกฎ

ก.ร. นี้ สำหรับเวลาเริ่มต้นให้นับวันถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มนับเวลา

แต่ถ้าเป็นกรณีขยายเวลาให้นับวันต่อจากวันสุดท้ายแห่งเวลาเดิมเป็นวันเริ่มเวลาที่ขยายออกไป

ส่วนเวลาสุดสิ้นนั้น ถ้าวันสุดท้ายแห่งเวลาตรงกับวันหยุดราชการ ให้นับวันเริ่มเปิดราชการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งเวลา

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐

พลอากาศเอก หะริน หงสกุล

ประธานสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

ประธาน ก.ร.

ประภาศรี/ผู้จัดทำ

พฤศจิกายน ๒๕๕๑

[๑]

ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๙๔/ตอนที่ ๑๑/หน้า ๔๒/๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐

29 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

กฎ ก.ร. ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2520) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. 2518 ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_50d5b69111303c44

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com