ข้อ 30 ให้กรณีดังต่อไปนี้เป็นลักษณะต้องห้ามกลุ่มที่ 2
(1) เป็นบุคคลที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกในความผิดอาญาแผ่นดินเกี่ยวกับการบริหารงานที่มีลักษณะหลอกลวง ฉ้อโกง หรือทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์สิน ไม่ว่าศาลจะมีคําพิพากษาให้รอการลงโทษหรือไม่ และพ้นโทษจําคุกหรือพ้นจากการรอการลงโทษมาแล้วไม่ถึงสามปี
(2) เป็นบุคคลที่ศาลมีคําสั่งถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือกฎหมายอื่นในลักษณะเดียวกัน และยังไม่พ้นสามปีนับแต่วันที่ศาลมีคําสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
(3) เป็นบุคคลที่ไม่สามารถดํารงตําแหน่งเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้มีอํานาจในการจัดการ ที่ปรึกษาของสถาบันการเงิน หรือบุคลากรที่มีหน้าที่ให้คําแนะนําเกี่ยวกับการบริการทางการเงิน จัดการหรือรับเงินทุนของลูกค้า เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเกี่ยวกับการกํากับดูแลสถาบันการเงินไม่ว่าตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายต่างประเทศ และอยู่ระหว่างเวลาที่ยังไม่สามารถกลับมาดํารงตําแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้อีก ทั้งนี้ เฉพาะลักษณะต้องห้ามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งดังต่อไปนี้
(ก) การทุจริตต่อหน้าที่ หรือทุจริต หลอกลวง หรือฉ้อโกงเกี่ยวกับทรัพย์สิน
(ข) การบริหารงานที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามคําสั่งของหน่วยงานกํากับดูแล หรือบริหารงานหรือจัดการงานที่ไม่เหมาะสม
(ค) การกระทําที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย หรือการกระทําที่ไม่เป็นธรรมหรือเป็นการเอาเปรียบ
(4) เป็นบุคคลที่อยู่ระหว่างถูกดําเนินการอันเป็นผลให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนในลักษณะดังต่อไปนี้
(ก) ถูกคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งกําหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง หรือศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งกําหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ หรือถูกสํานักงานสั่งพักหรือเพิกถอนการให้ความเห็นชอบ หรือมีลักษณะที่ทําให้การให้ความเห็นชอบสิ้นสุด หรือถูกดําเนินการอื่นในทํานองเดียวกัน อันเป็นผลให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนหรือกรรมการของศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือสํานักหักบัญชีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้
(ข) การดําเนินการตาม (ก) สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติงานในฐานะบุคลากรในตําแหน่งที่มีผลกระทบถึงความเหมาะสมในการปฏิบัติงานในตําแหน่งที่พิจารณา
(ค) เหตุของการดําเนินการตาม (ก) เป็นเรื่องการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 หรือพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 และประกาศที่ออกโดยอาศัยอํานาจแห่งกฎหมายดังกล่าว ในมูลเหตุเนื่องจากการบริหารงานที่มีลักษณะหลอกลวง ฉ้อโกง ทุจริตเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือขาดความระมัดระวัง ขาดความซื่อสัตย์สุจริต หรือขาดจรรยาบรรณในการปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ