法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ว่าด้วยกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน พ.ศ. 2539

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
43
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

ระเบียบกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

ว่าด้วยกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน

พ.ศ. 2539

โดยที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้จัดตั้งกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน ตามโครงการจัดตั้ง

กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานในลักษณะของเงินทุนหมุนเวียนให้ผู้ใช้แรงงานหรือลูกจ้างกู้ผ่านสหกรณ์

ออมทรัพย์ในสถานประกอบการ และเป็นการส่งเสริมให้ลูกจ้างออมทรัพย์และบรรเทาปัญหา

ความเดือดร้อนทางการเงิน ดังนั้น เพื่อให้การบริหารงานกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานเป็นไปด้วยความ

เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมโดยความเห็นชอบของ

กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ 1

ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ว่าด้วย

กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน พ.ศ. 2539"

มาตรา ข้อ 2

ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป

ข้อความทั่วไป

มาตรา ข้อ 3

ข้อ 3 ในระเบียบนี้

"กองทุน" หมายความว่า กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน

"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน

"สำนักงาน" หมายความว่า สำนักงานกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน

"สหกรณ์ออมทรัพย์" หมายความว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการและ

ให้หมายความรวมถึงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนของลูกจ้างหรือของนายจ้างร่วมกับลูกจ้างตามกฎหมาย

ว่าด้วยสหกรณ์

"ผู้ใช้แรงงาน" หมายความว่า ลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานหรือ

กฎหมายว่าด้วยการแรงงานสัมพันธ์

"อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

มาตรา ข้อ 4

ข้อ 4 ให้ปลัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมรักษาการ ให้เป็นไปตาม

ระเบียบนี้ และให้มีอำนาจวางระเบียบตลอดจนออกคำสั่งที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ได้ตามที่

เห็นสมควร

กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน

มาตรา ข้อ 5

ข้อ 5 กองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการพัฒนารายได้แก่ผู้ใช้

แรงงาน และเพื่อการออมทรัพย์และปลดเปลื้องหนี้สินของผู้ใช้แรงงานโดยผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์

มาตรา ข้อ 6

ข้อ 6 กองทุน ประกอบด้วย

(1) เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี

(2) เงินที่ได้รับชำระคืนจากสหกรณ์ออมทรัพย์

(3) เงินที่มีผู้บริจาคให้

(4) ดอกผลของเงินกองทุน

(5) เงินรายได้อื่น ๆ นอกเหนือจาก (1) - (4)

มาตรา ข้อ 7

ข้อ 7 เงินกองทุน ให้จ่ายเพื่อกิจการดังต่อไปนี้

(1) จ่ายให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์กู้เพื่อวัตถุประสงค์ตามข้อ 5

(2) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี

(3) ค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องกับ

การจัดกิจการของกองทุน

มาตรา ข้อ 8

ข้อ 8 ให้จัดตั้งสำนักงานกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานขึ้นในกองสวัสดิการแรงงาน

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมมีอำนาจหน้าที่

ดังต่อไปนี้

(1) ปฏิบัติงานธุรการของคณะกรรมการ

(2) รับคำขอกู้เงินกองทุน

(3) ประเมินราคาหลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน

(4) ตรวจสอบสัญญาและหลักฐานการค้ำประกัน

(5) วิเคราะห์และประเมินคำขอกู้

(6) จ่ายเงินกู้ตามที่ผู้มีอำนาจอนุมัติ

(7) ติดตามผลการให้กู้

(8) ควบคุมแผนงาน งบประมาณ การเงินและบัญชี

(9) ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่ระเบียบนี้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน

หรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

คณะกรรมการ

มาตรา ข้อ 9

ข้อ 9 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้ใช้

แรงงาน" ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสิบห้าคน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงแรงงานและ

สวัสดิการสังคม เป็นประธาน รองปลัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็นรองประธาน

ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม ผู้แทน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ผู้แทนฝ่ายนายจ้างฝ่ายละ 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการกองสวัสดิการ

แรงงาน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้ความ

เชี่ยวชาญด้านการเงิน การธนาคาร การบัญชี การคลัง หรือการสหกรณ์

มาตรา ข้อ 10

ข้อ 10 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) กำหนดนโยบาย กำกับและดูแลการบริหารงานกองทุน

(2) อนุมัติเงินกู้

(3) รายงานผลการดำเนินงานให้รัฐมนตรีทราบเป็นประจำทุกหกเดือน

(4) ออกระเบียบและข้อบังคับการบริหารงานกองทุน

(5) อนุมัติค่าใช้จ่ายเพื่อการบริหารงานสำนักงานตามความจำเป็น

(6) วินิจฉัย ชี้ขาดปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียบนี้

(7) ปฏิบัติการอื่นตามที่ระเบียบนี้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

หรือตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย

มาตรา ข้อ 11

ข้อ 11 คณะกรรมการจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติอย่างใด

อย่างหนึ่งตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้

การประชุมของคณะอนุกรรมการให้นำข้อ 13 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ 12

ข้อ 12 กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี

กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะแต่งตั้งติดต่อกันเกิน

สองวาระไม่ได้

นอกจากพ้นตำแหน่งตามวาระกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(1) ตาย

(2) ลาออก

(3) รัฐมนตรีให้ออกตามข้อเสนอของคณะกรรมการซึ่งมีมติอย่างน้อยสองในสาม

ของกรรมการทั้งคณะ

(4) เป็นบุคคลล้มละลาย

(5) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(6) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่โทษสำหรับความผิด

ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้รัฐมนตรี

แต่งตั้งบุคคลในประเภทเดียวกันตามข้อ 9 เป็นกรรมการแทน และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่ง

เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน

ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งดำรงตำแหน่งครบตามวาระแล้ว แต่ยังมิได้

มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

พลางก่อนจนกว่ากรรมการที่ได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่แทน

มาตรา ข้อ 13

ข้อ 13 การประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง

ของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

ในการประชุมของคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือ

ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการทำหน้าที่ประธานกรรมการ ถ้าประธานกรรมการ

หรือรองประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการซึ่งมา

ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

มติในที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งเสียงในการ

ลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียง

ชี้ขาด

ในการประชุมของคณะกรรมการ ถ้ากรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียเป็นการส่วนตัว

ในเรื่องที่พิจารณา ผู้นั้นไม่มีสิทธิเข้าประชุม

หลักเกณฑ์การให้กู้และการชำระหนี้

มาตรา ข้อ 14

ข้อ 14 สหกรณ์ออมทรัพย์ที่จะขอกู้เงินกองทุนจะต้องมีระยะเวลาดำเนินการ

มาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และหรือมีคุณสมบัติอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ 15

ข้อ 15 สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ประสงค์จะขอกู้จากกองทุน ให้ดำเนินการดังนี้

(1) สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีที่ตั้งในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำขอกู้ตามแบบ

ที่กำหนดต่อสำนักงาน

(2) สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีที่ตั้งในส่วนภูมิภาค ให้ยื่นคำขอกู้ตามแบบที่กำหนด

ต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดที่สหกรณ์นั้นตั้งอยู่

มาตรา ข้อ 16

ข้อ 16 การขอกู้ตามข้อ 15 ให้ยื่นคำขอกู้พร้อมเอกสาร ดังนี้

(1) สำเนาใบสำคัญรับจดทะเบียนสหกรณ์

(2) สำเนาหนังสือวงเงินกู้ยืมประจำปีซึ่งนายทะเบียนสหกรณ์เห็นชอบ

(3) สำเนารายงานการประชุมของคณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีมติอนุมัติ

ให้กู้ตามระเบียบวาระการประชุม

(4) โครงการที่ขอกู้

(5) สำเนางบดุลและงบกำไรขาดทุนประจำปีหนึ่งปีที่ล่วงมาแล้ว

(6) สำเนางบทดลอง หรือรายงานการเงินเดือนสุดท้ายก่อนยื่นคำขอกู้

(7) สำเนาระเบียบว่าด้วยการให้เงินกู้แก่สมาชิก

มาตรา ข้อ 17

ข้อ 17 การพิจารณาอนุมัติเงินกู้ ให้พิจารณาโดยอาศัยหลักเกณฑ์ ดังนี้

(1) วัตถุประสงค์และความเป็นไปได้ของโครงการที่ขอกู้

(2) ความสามารถในการบริหารจัดการของสหกรณ์ออมทรัพย์ผู้ขอกู้

(3) ความสามารถในการชำระคืนของสหกรณ์ออมทรัพย์ผู้ขอกู้

(4) หลักประกันในการกู้

(5) ทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ออมทรัพย์ผู้ขอกู้

(6) หนี้สินของสหกรณ์ออมทรัพย์ผู้ขอกู้

มาตรา ข้อ 18

ข้อ 18 ในการพิจารณาให้กู้ ให้มีหลักประกันอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างดังนี้

(1) คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งคณะค้ำประกัน

(2) ทรัพย์สินค้ำประกัน

(3) พันธบัตรรัฐบาลไทยหรือเงินฝากในธนาคารของสหกรณ์ออมทรัพย์ผู้กู้ไม่น้อยกว่า

ร้อยละยี่สิบของวงเงินกู้ โดยนำพันธบัตรหรือบัญชีเงินฝากมาจำนำไว้กับสำนักงาน

(4) บุคคลค้ำประกันซึ่งมีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ 18

ข้อ 18 คณะกรรมการเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติเงินกู้ และอาจมอบหมายให้

คณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกู้กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน อนุมัติเงินกู้ได้ภายในวงเงินที่

คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ 20

ข้อ 20 ก่อนการจ่ายเงินกู้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ ให้สำนักงานจัดการให้สหกรณ์

ออมทรัพย์ทำสัญญากู้ตามแบบที่คณะกรรมการกำหนดเป็นหลักฐานทุกราย

ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายลงนามในสัญญาในฐานะผู้ให้กู้ และให้ผู้แทน

สหกรณ์ออมทรัพย์ผู้กู้ ซึ่งได้รับมอบอำนาจเป็นผู้ลงนามในฐานะผู้กู้

มาตรา ข้อ 21

ข้อ 21 เงินกู้ที่ให้สหกรณ์ออมทรัพย์กู้ ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราที่คณะกรรมการ

กำหนด

การคิดดอกเบี้ยให้เริ่มนับตั้งแต่วันถัดจากวันที่สหกรณ์ออมทรัพย์รับเงินกู้จนถึง

วันที่สำนักงานได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น และให้คิดดอกเบี้ยทบต้นในกรณีที่มีดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่

หนึ่งปีขึ้นไป

ให้สหกรณ์ออมทรัพย์ผู้กู้คิดดอกเบี้ยกับสมาชิกที่กู้ในอัตราไม่เกินอัตราที่

คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ 22

ข้อ 22 การชำระคืนเงินกู้ให้มีระยะเวลาสูงสุดไม่เกินสามปี โดยชำระเป็นรายเดือน

มาตรา ข้อ 23

ข้อ 23 สหกรณ์ออมทรัพย์ใดไม่ใช้เงินกู้คืนเมื่อถึงกำหนดใช้คืนตามสัญญาจะต้อง

เสียค่าปรับในอัตราร้อยละห้าต่อปีสำหรับต้นเงินที่ค้างชำระ นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ถึงกำหนด

ชำระจนถึงวันที่สหกรณ์ออมทรัพย์ชำระเสร็จสิ้น

มาตรา ข้อ 24

ข้อ 24 การคิดดอกเบี้ยตามข้อ 21 และค่าปรับตามข้อ 23 ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย

หรือความจำเป็นเกิดขึ้น ถ้าเห็นเป็นการสมควรคณะกรรมการอาจพิจารณาให้ระงับการคิดดอกเบี้ย

และหรือค่าปรับในระยะเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้หรือผ่อนผันเลื่อนกำหนดเวลาส่งใช้คืน ทั้งนี้ ยกเว้น

ดอกเบี้ยและค่าปรับซึ่งเกิดจากกรณีที่สหกรณ์นำเงินที่ได้จากการกู้ไปใช้ผิดความมุ่งหมายตามที่ระบุ

ในสัญญาและสำนักงานได้เรียกเงินกู้คืน

มาตรา ข้อ 25

ข้อ 25 เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการใช้คืนตามสัญญา หากสหกรณ์ออมทรัพย์ผู้กู้

ไม่ชำระหนี้สินให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันสิ้นสุดสัญญา ให้สำนักงานบอกกล่าว

เป็นหนังสือแก่สหกรณ์ออมทรัพย์ผู้กู้ ให้ชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับภายในสามสิบวัน

นับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าว เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้วหากไม่ชำระหนี้ ให้สำนักงานดำเนินการ

ตามที่กฎหมายเพื่อบังคับชำระหนี้ต่อไป

การเงินและการบัญชี

มาตรา ข้อ 26

ข้อ 26 ให้สำนักงานเปิดบัญชีเงินฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง เรียกว่า "บัญชี

กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน"

ในกรณีที่มีการโอนเงินไปตั้งจ่ายทางสำนักงานคลังจังหวัด ให้เปิดบัญชีกองทุน

เพื่อผู้ใช้แรงงานไว้ที่สำนักงานคลังจังหวัดเพื่อสำหรับเบิกจ่ายต่อไป

มาตรา ข้อ 27

ข้อ 27 เงินที่ได้รับตามข้อ 6 (2) (3) (4) (5) ให้นำส่งเข้าบัญชีกองทุนภายในวันที่

รับเงิน หรืออย่างช้าภายในสามวันทำการถัดไป

มาตรา ข้อ 28

ข้อ 28 ให้สำนักงานจัดทำประมาณการรายรับ รายจ่ายประจำปีของกองทุนเสนอ

คณะกรรมการ และกระทรวงการคลังพิจารณาอนุมัติ

มาตรา ข้อ 29

ข้อ 29 การจ่ายเงินกองทุน ให้จ่ายเฉพาะรายจ่ายในลักษณะหมวดรายจ่าย

ดังต่อไปนี้

(1) ค่าจ้างชั่วคราว

(2) ค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ

(3) ค่าสาธารณูปโภค

(4) ค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง

(5) รายจ่ายอื่นตามที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ

มาตรา ข้อ 30

ข้อ 30 การใช้จ่ายตามข้อ 29 ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายเป็นผู้สั่งจ่ายตาม

รายการและภายในวงเงินประมาณการรายจ่ายประจำปีที่กระทรวงการคลังอนุมัติ

มาตรา ข้อ 31

ข้อ 31 เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงาน ให้มีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์

ที่เป็นรัฐวิสาหกิจไว้ใช้จ่ายในกิจการได้ภายในวงเงินและเงื่อนไขที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวง

การคลัง

มาตรา ข้อ 32

ข้อ 32 เพื่อจัดระบบควบคุมเงินของกองทุน ให้กองทุนจัดให้มีบัญชีดังต่อไปนี้

(1) บัญชีที่ 1 เพื่อรับเงินทั้งปวงของกองทุน

(2) บัญชีที่ 2 เพื่อจ่ายเงินกู้ยืมแก่สหกรณ์ออมทรัพย์

(3) บัญชีที่ 3 เพื่อจ่ายเงินที่ใช้ในการดำเนินงานของกองทุน

มาตรา ข้อ 33

ข้อ 33 การบัญชีให้ทำตามระบบบัญชีคู่ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวง

การคลัง

มาตรา ข้อ 34

ข้อ 34 ให้สำนักงานจัดทำรายงานการรับ - จ่ายเงินกองทุนประจำเดือน เสนอ

อธิบดีเพื่อทราบ

มาตรา ข้อ 35

ข้อ 35 การปิดบัญชีให้กระทำปีละครั้งตามปีงบประมาณ และจัดทำงบการเงิน

พร้อมรายละเอียดประกอบ ส่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบและรับรองภายใน

หนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ เมื่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบและรับรอง

แล้ว ให้ส่งงบการเงินดังกล่าวให้กรมบัญชีกลางและคณะกรรมการเพื่อทราบต่อไป

มาตรา ข้อ 36

ข้อ 36 ผลประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมดในปีหนึ่ง ๆ ให้กันไว้ร้อยละยี่สิบตั้งเป็นเงิน

สำรองหนี้สูญทุกปีจนกว่าจะมีจำนวนสูงเพียงพอตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร จึงให้ระงับ

การสะสมเงินสำรองหนี้สูญได้ ส่วนที่เหลือให้จัดสรรไว้ไม่เกินร้อยละยี่สิบเพื่อใช้จ่ายในการ

บริหารงาน นอกนั้นให้สมทบเข้ากองทุน

การตัดจ่ายเงินสำรองหนี้สูญ ให้กองทุนขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง

เป็นกรณี ๆ ไป

มาตรา ข้อ 37

ข้อ 37 ให้หน่วยตรวจสอบภายใน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตรวจสอบ

เกี่ยวกับการดำเนินงานการเงินและบัญชีกองทุน การพัสดุ แล้วรายงานผลการตรวจสอบให้อธิบดี

ทราบอย่างน้อยปีละครั้ง

เบ็ดเตล็ด

มาตรา ข้อ 38

ข้อ 38 ให้สำนักงานติดตามประเมินผลว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ได้นำเงินกู้ไปใช้

ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับเงินกู้ และให้รายงานผล

การติดตามประเมินผลให้คณะกรรมการทราบ พร้อมทั้งสำเนาแจ้งสำนักงบประมาณและ

กรมบัญชีกลาง

มาตรา ข้อ 39

ข้อ 39 กองทุนจะยุบเลิกด้วยสาเหตุดังนี้

(1) กองทุนประสบผลล้มเหลวอันเป็นผลเสียต่อทางราชการ

(2) หมดความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการในรูปแบบของเงินทุนหมุนเวียน

มาตรา ข้อ 40

ข้อ 40 เมื่อยุบเลิกกองทุนแล้ว ให้คณะกรรมการรายงานกระทรวงแรงงานและ

สวัสดิการสังคมให้ทำการปิดบัญชีและดำเนินการชำระบัญชี และรายงานให้สำนักงบประมาณและ

กระทรวงการคลังทราบ

มาตรา ข้อ 41

ข้อ 41 ให้มีคณะกรรมการชำระบัญชี ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงแรงงานและ

สวัสดิการสังคม เป็นประธาน ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงาน

ตรวจเงินแผ่นดิน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นกรรมการ และผู้อำนวยการ

กองสวัสดิการแรงงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ

มาตรา ข้อ 42

ข้อ 42 ในกรณีที่ไม่อาจปฏิบัติตามข้อกำหนดใดในระเบียบนี้ ให้ขอทำความตกลง

กับกระทรวงการคลังและหรือสำนักงบประมาณ

มาตรา ข้อ 43

ข้อ 43 วิธีปฏิบัติอื่นใดนอกเหนือจากที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ ให้ปฏิบัติตาม

ระเบียบของทางราชการโดยอนุโลม

ประกาศ ณ วันที่ 16 กรกฏาคม พ.ศ. 2539

ประสงค์ บูรณ์พงศ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

[รก.2542/18ง/19 - 04:03:2542]

43 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ว่าด้วยกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน พ.ศ. 2539 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_519ebc02122e602a

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com