ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส.16/2558
เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์
อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ
ธุรกรรมอนุพันธ์เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบธนาคารพาณิชย์ของต่างประเทศในวิกฤตทางการเงินโลกที่ผ่านมา โดยปัจจัยส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่องในการบริหารความเสี่ยงของธุรกรรมอนุพันธ์ เช่น การวัดความเสี่ยงและการประเมินมูลค่าที่ไม่สามารถสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของธุรกรรมที่มีโครงสร้างซับซ้อนได้ การขาดธรรมาภิบาลที่ดีในการดูแลความเสี่ยง นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงประกาศว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลธุรกรรมอนุพันธ์สําหรับธนาคารพาณิชย์โดยขยายขอบเขตให้ธนาคารพาณิชย์สามารถทําธุรกรรมอนุพันธ์ได้มากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ให้มีความรัดกุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในคราวเดียวกัน เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีธรรมาภิบาลที่ดี
โดยประกาศฉบับนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เพิ่มเติมหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น และได้รวบรวมข้อกําหนดเกี่ยวกับการพิจารณาฐานะและความเพียงพอของเงินกองทุน ซึ่งเดิมได้กําหนดไว้ในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรมอนุพันธ์แต่ละฉบับมาไว้ในประกาศฉบับนี้ เพื่อให้ชัดเจนง่ายแก่การอ้างอิง และมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 36 และมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงสําหรับการทําธุรกรรมอนุพันธ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การกํากับดูแลธุรกรรมอนุพันธ์สําหรับธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้
อื่นๆ - 3. ยกเลิก/แก้ไข
ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 14/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2551
อื่นๆ - 4. ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร ยกเว้นธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย
อื่นๆ - 5. เนื้อหา
5.1 คําจํากัดความ
ในประกาศฉบับนี้
"ธนาคารพาณิชย์" หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ยกเว้นธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย
"คณะกรรมการธนาคาร " หมายความว่า คณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศหรือคณะผู้บริหารที่มีอํานาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในกรณีของสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
"ธุรกรรมอนุพันธ์" หมายความว่า ธุรกรรมอนุพันธ์ด้านตลาดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรมอนุพันธ์ด้านตลาด (Market derivatives) ธุรกรรมอนุพันธ์ด้านเครดิตตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรมอนุพันธ์ด้านเครดิต (Credit derivatives) และธุรกรรมเงินกู้ยืมที่มีอนุพันธ์แฝงตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทําธุรกรรมเงินกู้ยืมที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured products)
5.2 หลักการ
ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดหลักเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงสําหรับการทําธุรกรรมอนุพันธ์โดยให้คณะกรรมการธนาคารและผู้บริหารระดับสูงมีหน้าที่ในการดูแลให้ธนาคารพาณิชย์มีการบริหารความเสี่ยงสําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ให้มีประสิทธิภาพ เหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะ ปริมาณ และความซับซ้อนของการทําธุรกรรมของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงดูแลให้มีการปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้โดยเคร่งครัด
5.3 บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการธนาคารและผู้บริหารระดับสูง
คณะกรรมการธนาคารและผู้บริหารระดับสูงมีบทบาทและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) คณะกรรมการธนาคารจะต้องเข้าใจโครงสร้าง ลักษณะของธุรกรรมอนุพันธ์ความเสี่ยงต่าง ๆ รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทําธุรกรรมดังกล่าวทั้งหมดในลักษณะที่ครบวงจร โดยคณะกรรมการธนาคารจะต้องพิจารณาอนุมัติการทําธุรกรรมอนุพันธ์อย่างระมัดระวังให้สอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ รวมทั้งเหมาะสมกับลักษณะความเสี่ยง (Risk profile) ฐานะการเงิน เงินกองทุนและสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์
(2) คณะกรรมการธนาคารจะต้องเป็นผู้อนุมัตินโยบายและกลยุทธ์ในการทําธุรกรรมอนุพันธ์ นโยบายและกลยุทธ์ในการบริหารความเสี่ยง นโยบายการควบคุมภายในและการตรวจสอบอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงอนุมัติระเบียบผลิตภัณฑ์ (Product program) สําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ประเภทใหม่ก่อนที่ธนาคารพาณิชย์จะเริ่มทําธุรกรรมนั้น 1 ทั้งนี้ ในการเปลี่ยนแปลงนโยบายและกลยุทธ์ข้างต้น รวมทั้ง Product program คณะกรรมการธนาคารจะต้องให้ความเห็นชอบก่อนทุกครั้ง
(3) คณะกรรมการธนาคารจะต้องดูแลให้ธนาคารพณิชย์มีระบบงานเพื่อให้คณะกรรมการธนาคารและผู้บริหารระดับสูงสามารถติดตาม ควบคุมดูแลการทําธุรกรรมและการบริหารความเสี่ยงได้อย่างสม่ําเสมอ และทันต่อเวลา
(4) คณะกรรมการธนาคารต้องนําผลการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมอนุพันธ์ที่ได้รับจากการตรวจสอบประจําปีของธนาคารแห่งประเทศไทยมาประกอบการพิจารณาอนุญาตขอบเขตและลักษณะของธุรกรรมอนุพันธ์ รวมถึงต้องนําผลการประเมินความเสี่ยงดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาความมีประสิทธิภาพของการบริหารความเสี่ยงเพื่อรองรับการทําธุรกรรมอนุพันธ์ด้วย ทั้งนี้ จะต้องไม่มีข้อสังเกตในเรื่องธรรมาภิบาลและการปฏิบัติตามคําสั่งการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการทําธุรกรรมอนุพันธ์อย่างมีนัยสําคัญด้วย
(5) คณะกรรมการธนาคารจะต้องเป็นผู้อนุมัติวิธีการในการพิจารณาฐานะและความเพียงพอของเงินกองทุนก่อนเข้าทําธุรกรรมอนุพันธ์ โดยธนาคารพาณิชย์ที่มีความประสงค์จะทําธุรกรรมอนุพันธ์ต้องมีฐานะเงินกองทุนเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมอนุพันธ์นั้นทั้งในภาวะปกติและภาวะที่ตลาดผันผวนสูง และผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องจะต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวก่อนเข้าทําธุรกรรมอนุพันธ์ด้วย
(6) คณะกรรมการธนาคารและผู้บริหารระดับสูงจะต้องส่งเสริมและให้ความสําคัญต่อการดูแลลูกค้าสําหรับการทําธุรกรรมนุพันธ์ โดยจะต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ําในการดูแลลูกค้าสําหรับการทําธุรกรรมอนุพันธ์อย่างเคร่งครัด
(7) คณะกรรมการธนาคารจะต้องกําหนดให้มีคณะกรรมการย่อย (เช่น คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งต้องมีความเป็นอิสระจากกัน) รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงเพื่อทําหน้าที่ดูแลการทําธุรกรรมอนุพันธ์ ซึ่งคณะกรรมการย่อยและผู้บริหารระดับสูงจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในธุรกรรมดังกล่าวและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี และจะต้องควบคุมดูแลการทําธุรกรรมดังกล่าวให้เป็นไปตามนโยบายและกลยุทธ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการธนาคารแล้วอย่างใกล้ชิด และให้ความสําคัญในการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทําธุรกรรมดังกล่าว รวมทั้งดูแลให้มีการปฏิบัติตามวิธีการในการพิจารณาฐานะและความเพียงพอของเงินกองทุนก่อนเข้าทําธุรกรรมด้วย ทั้งนี้ ในการมอบอํานาจให้แก่คณะกรรมการย่อย หรือผู้บริหารระดับสูง เพื่อบริหารหรือดําเนินการใด ๆ ให้ยังถือว่าเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการธนาคารเช่นเดิม
5.4 นโยบายและกลยุทธ์ในการทําธุรกรรมอนุพันธ์และการจัดทํา Product program
5.4.1 นโยบายและกลยุทธ์ในการทําธุรกรรมอนุพันธ์
ธนาคารพาณิชย์ต้องกําหนดนโยบายและกลยุทธ์ในการทําธุรกรรมอนุพันธ์ให้ครอบคลุมขอบเขต ลักษณะ และปริมาณหรือเพดานสูงสุดของธุรกรรมอนุพันธ์ ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคาร โดยอาจแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เช่น ประเภทธุรกรรมประเภทตัวแปรหรือสินทรัพย์อ้างอิงที่ได้รับอนุญาต สกุลเงิน ระยะเวลา ประเภทของคู่สัญญา จํานวนเงินขั้นสูงหรือขั้นต่ํา โดยจะต้องพิจารณาฐานะการเงิน เงินกองทุนและส.ภาพคล่อง รวมทั้งความพร้อมของระบบและบุคลากร ในการรองรับการทําธุรกรรมอนุพันธ์และการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย
5.4.2 การจัดทําระเบียบผลิตภัณฑ์ (Product program)
ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดทํา Product program สําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ทุกประเภทก่อนทําธุรกรรม โดย Product program ที่กล่าวจะต้องลงนามให้ความเห็นโดยหัวหน้าฝ่ายงานหรือสายงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารก่อนเริ่มทําธุรกรรมอนุพันธ์นั้น ๆ ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องกําหนดตามเอกสารแนบท้ายประกาศฉบับนี้ ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ต้องจัดเก็บ Product program ไว้ที่สถานที่ทําการเพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบ หรือจัดส่งให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อมีการร้องขอ
5.5 นโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง
ธนาคารพาณิชย์จะต้องกําหนดนโยบายและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงซึ่งครอบคลุม เรื่องต่อไปนี้
5.5.1 การจัดโครงสร้างองค์กร
การจัดโครงสร้างองค์กรที่ส่งเสริมให้เกิดการบริหารความเสี่ยง (ระบุ วัด ติดตาม รายงาน และควบคุมหรือลดความเสี่ยง) อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหน่วยงานในการบริหารความเสี่ยงที่เป็นอิสระจากหน่วยงานที่ก่อให้เกิดความสี่ยง ทั้งในด้านการจัดโครงสร้างองค์กรและในทางปฏิบัติ
5.5.2 กระบวนการบริหารความเสี่ยง
(1) การระบุประเภทความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมอนุพันธ์ให้ครบถ้วนทุกประเภท และกําหนดประเภทของความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์อาจมี โดยพิจารณาความพร้อมในการบริหารและรองรับความเสี่ยงดังกล่าว การกําหนดนโยบายให้มีการปิดความเสี่ยงที่ไม่มีระบบบริหารความเสี่ยงรองรับหรือที่ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถบริหารความเสี่ยงนั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในการพิจารณาความเสี่ยงในการทําธุรกรรมอนุพันธ์ ธนาคารพาณิชย์จะต้องพิจารณาข้อมูลและวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกิดจากประเภท โครงสร้างธุรกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างที่ไม่เป็นมาตรฐานหรือมีการ Leverage ความเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ตัวแปร สินทรัพย์อ้างอิงแต่ละตัวหรือกลุ่มของสินทรัพย์อ้างอิง คู่สัญญา การประเมินค่าสหสัมพันธ์ต่าง ๆ (Correlation) รวมทั้งค่าสหสัมพันธ์ของสินทรัพย์หรือตัวแปรที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงกับคู่สัญญาซึ่งอาจมีผลให้การป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงคงเหลือที่เกิดจากความไม่สอดคล้องกันของการป้องกันความเสี่ยง (ถ้ามี) และการเข้าถึงเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงด้วย สําหรับการทําธุรกรรมที่อ้างอิงตัวแปรที่เกิดจากผลการดําเนินการใด ๆ เช่น การทําธุรกรรมเงินกู้ยืมที่มีอนุพันธ์แฝงโดยอ้างอิงตัวแปรที่เป็นผลการดําเนินงานของกองทุนรวม ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีขั้นตอนและวิธีการในการวิเคราะห์และประเมินกลยุทธ์และการตัดสินใจลงทุนที่เหมาะสม
(2) การกําหนดให้มีระบบงานในการรองรับการบริหารความเสี่ยงทุกประเภทที่ธนาคารพาณิชย์มีอย่างครบถ้วน โดยระบบดังกล่าวต้องมีประสิทธิภาพ เหมาะสม สอดคล้องกับมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กําหนดตามข้อ 5.6 สามารถสะท้อนและรองรับการบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมอนุพันธ์ตามความซับซ้อนของธุรกรรมได้อย่างถูกต้อง แม่นยํารวมทั้งมีการสื่อสารและติดตามดูแลให้มีการนําไปใช้ในการบริหารความเสี่ยงในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ในกรณีที่ระบบงานของธนาคารพาณิชย์ใช้แบบจําลองในการวัดความเสี่ยง ธนาคารพาณิชย์จะต้องมั่นใจว่าคณะกรรมการธนาคารรวมถึงผู้บริหารระดับสูงเข้าใจข้อจํากัดต่าง ๆ ของการใช้แบบจําลอง ว่าผลที่ได้จากแบบจําลองนั้นอาจคลาดเคลื่อนหรือมีข้อจํากัดในการนําไปใช้ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในการนําผลดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาในด้านต่าง ๆ ต่อไป
(3) การกําหนดหลักเกณฑ์วิธีการที่ใช้ในการประเมินมูลค่ายุติธรรม (Mark-to- market) ที่เหมาะสม ชัดเจน และสะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริง และมีการประเมินมูลค่ายุติธรรมของยอดคงค้าง ณ ทุกสิ้นวันทําการ ตามหลักเกณฑ์ดังนี้
(3.1) ในการประเมินมูลค่ายุติธรรม ธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน (เมื่อมีการประกาศใช้) และมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 13 เรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ทั้งนี้ ในระหว่างที่มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน ยังไม่มีผลบังคับใช้ในประเทศไทยให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตาม International Accounting Standard No. 39 FinancialInstrument: Recognition and Measurement (IAS 39)
(3.2) ในกรณีธนาคารพาณิชย์ประเมินมูลค่ายุติธรรมโดยใช้เทคนิคการประเมินมูลค่า เทคนิคดังกล่าวจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระให้การรับรองด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญอิสระดังกล่าวอาจเป็นบุคคลหรือหน่วยงานภายในหรือภายนอกธนาคารพาณิชย์ก็ได้ แต่จะต้องเป็นอิสระจากทั้งหน่วยงานที่ทําหน้าที่พัฒนาและหน่วยงานที่เป็นผู้ใช้เทคนิคหรือแบบจําลองดังกล่าวอย่างไรก็ดี ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบวิธีการที่ใช้ในการประเมินมูลค่ายุติธรรมที่กล่าวของธนาคารพาณิชย์ใดแล้วพบว่าธนาคารพาณิชย์ยังถือปฏิบัติไม่รัดกุมหรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาสั่งการให้ดําเนินการเพิ่มเติมตามความเหมาะสม(3.3) สําหรับธุรกรรมอนุพันธ์ที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงของฐานะในบัญชีเพื่อการธนาคาร (Banking book) และธุรกรรมอนุพันธ์ที่ธนาคารพาณิชย์ได้บริหารความเสี่ยงแบบ Back- to -back' ซึ่งไม่มีความเสี่ยงด้านตลาดเหลืออยู่นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนผันให้ธนาคารพาณิชย์ประเมินมูลค่ายุติธรรมของธุรกรรมอนุพันธ์ข้างต้นนั้นในทุกวันสิ้นเดือนแทน
(3.4) ธนาคารพาณิชย์จะต้องไม่ทําธุรกรรมอนุพันธ์ที่ยังไม่สามารถประเมินมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือตามวิธีการที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีไทยหรือมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
(4) การกําหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk appetite) รวมถึงเพดานความเสี่ยง (Risk limit/ ต่าง ๆ เพื่อควบคุมหรือลดความเสี่ยงให้เหมาะสม สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ลักษณะความเสี่ยง ฐานะการเงิน เงินกองทุนและสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์เอง รวมทั้งสอดคล้องกับระบบบริหารความเสี่ยงที่ธนาคารพณิชย์ใช้ เช่น Stop loss limit, Delta limit, Gamma limit, Vega limit, Correlation risk limit ตลอดจนเพดานที่เกี่ยวข้องกับการกระจุกตัวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การกระจุกตัวในสินทรัพย์อ้างอิงประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือผู้ออกสินทรัพย์อ้างอิงรายใดรายหนึ่ง อุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง หรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งด้วยโดยธนาคารพาณิชย์จะต้องมีหน่วยงานที่เป็นอิสระจากหน่วยงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ที่มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะสามารถทําหน้าที่ประเมิน ติดตาม ควบคุม ตรวจสอบดูแลการบริหารความเสี่ยงโดยรวมของธนาคารพาณิชย์นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(5) การกําหนดให้มีการทบทวนและปรับปรุงนโยบาย กลยุทธ์ ระบบงานในการบริหารความเสี่ยง และเพดานความเสี่ยง (Risk limit) ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk appetite) ฐานะความเสี่ยง และภาวะตลาดและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
(6) การกําหนดให้มีการขอความเห็นชอบจากผู้บริหารในระดับที่เหมาะสมหรือจากคณะกรรมการธนาคารในกรณีที่จําเป็น หากธนาคารพาณิชย์ได้มีการดําเนินการที่แตกต่างไปจากนโยบายหรือกลยุทธ์ที่ได้รับอนุมัติโดยคณะกรรมการธนาคาร
(7) การรายงนต่อคณะกรรมการธนาคารผ่านทางคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ําเสมอ สําหรับกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ หน่วยงานบริหารความเสี่ยงดังกล่าวอาจตั้งอยู่ในสํานักงานภูมิภาคได้ โดยจะต้องมีการรายงานต่อหน่วยงานในประเทศที่ได้รับมอบหมายจากสํานักงานใหญ่ฯ อย่างสม่ําเสมอด้วย เพื่อให้คณะกรรมการธนาคารมีข้อมูลที่เพียงพอในการติดตามและควบคุมดูแลการทําธุรกรรมอนุพันธ์และการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ําเสมอ
5.6 ระบบงานที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยง
ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีระบบงานที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม สอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยง และความชับซ้อนของธุรกรรมอนุพันธ์ของธนาคารพาณิชย์ โดยระบบที่กล่าวจะต้อง
(1) สามารถสะท้อนและรองรับความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมอนุพันธ์ได้อย่างชัดเจน ถูกต้องและแม่นยํา ทั้งความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรด้านตลาด (เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาตราสารทุน ราคาตราสารหนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์) ความเสี่ยงจากการทําธุรกรรม Options เช่น Delta, Vega, Gamma, Theta, Rho และ Higher Order Greeks ความเสี่ยงจาก Digital risk ความเสี่ยงจากการที่สัญญามี Barriers (เช่น Knock in หรือ Knock out) ความเสี่ยงในการกระจุกตัวของราคาใช้สิทธิและวันครบกําหนด ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านเครดิตทั้งที่เกิดจากสินทรัพย์อ้างอิงและที่เกิดจากคู่สัญญาทั้ง Pre-settlement risk และ Settlement risk รวมทั้งมีระบบข้อมูลเพื่อใช้ในการวิเคราะห์และคาดการณ์ทิศทางและแนวโน้มของตัวแปรที่ใช้อ้างอิง รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และสามารถคํานวณความอ่อนไหวของอัตราผลตอบแทนต่อตัวแปรและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ
(2) มีการนําไปใช้ในการบริหารและควบคุมความเสี่ยงในทางปฏิบัติ โดยมีการเลือกใช้วิธีบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์มี เช่น Delta / Vega / Gamma hedging และ Dynamic/Static replication portfolio ซึ่งธนาคารพาณิชย์ต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการวิเคราะห์ ทบทวน และปรับสัดส่วน (Re-balance) ฐานะในตัวแปรแต่ละประเภท(Asset allocation) ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ทิศทางของภาวะตลาดเงินตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลอดจนมีการควบคุมระดับความเสี่ยงให้อยู่ภายในเพดานความเสี่ยงตามนโยบายที่กําหนดโดยคณะกรรมการธนาคาร
(3) สามารถบริหารการลงทุนในลักษณะ Portfolio model ที่สามารถวิเคราะห์จัดสรรอัตราส่วนการลงทุนในตัวแปรแต่ละประเภท (Asset allocation) ซึ่งครอบคลุมค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแต่ละประเภทด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทําธุรกรรมอนุพันธ์ โดยแบบจําลองจะต้องสามารถวัดและคาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนในตัวแปรแต่ละประเภท และผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในลักษณะ Portfolio ได้อย่างน้อยทุกวัน
(4) มีการจัดทําแผนรองรับในกรณีที่เกิดภาวะวิกฤติ (Contingency arrangements) เพื่อจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงข้อปฏิบัติในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ ดังกล่าวด้วย
(5) มีการจัดทํา Stress test เช่น Stress test ของแบบจําลอง Value at Risk ในลักษณะ Forward-looking basis ที่สอดคล้องกับฐานะความเสี่ยงและความสําคัญเชิงระบบของธนาคารพาณิชย์ โดยให้ครอบคลุมแหล่งสําคัญที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงและเหตุการณ์ในทางลบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (Plausible adverse scenarios) รวมถึงการนําผลที่ได้ไปปรับใช้ในการตัดสินใจต่าง ๆ การบริหารความเสี่ยงและการประเมินฐานะเงินกองทุนและสภาพคล่อง และการจัดทําแผนรองรับ ทั้งนี้ ควรมีการทบทวนผลจากการทํา Stress test อย่างเพียงพอและรายงานต่อคณะกรรมการธนาคารและคณะกรรมการบริหารความสี่ยงอย่างสม่ําเสมอ
(6) มีการทดสอบประสิทธิภาพ ความถูกต้องและแม่นยําของระบบบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นอิสระ ตามระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น มีการทดสอบ Back test อย่างสม่ําเสมอ
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะผ่อนผันให้ธนาคารพาณิชย์ที่ยังไม่สามารถทําตามข้อกําหนดข้อ (1) - (6) ข้างต้นได้อย่างครบถ้วนเฉพาะกรณีที่ธนาคารพาณิชย์บริหารความเสี่ยงธุรกรรมอนุพันธ์แบบ Back to -back เท่านั้น แต่ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีแนวทางที่เหมาะสมและชัดเจนในการบริหารความเสี่ยงของคู่สัญญา
5.7 ขั้นตอนการปฏิบัติในการทําธุรกรรมอนุพันธ์
คณะกรรมการย่อยหรือผู้บริหารระดับสูงต้องกําหนดรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติในการทําธุรกรรมอนุพันธ์ที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร ตั้งแต่เริ่มขออนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารไปจนถึงการติดตามบริหารความเสี่ยงธุรกรรมอนุพันธ์นั้น ๆ จนสิ้นสุดสัญญา โดยมีรายละเอียด ดังนี้
5.7.1 ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติในการขออนุมัติทําธุรกรรมอนุพันธ์จากคณะกรรมการธนาคาร
ก่อนที่จะเริ่มทําธุรกรรมอนุพันธ์ประเภทใหม่ ธนาคารพาณิชย์จะต้องกําหนดให้มีรายละเอียดขั้นตอนและวิธีปฏิบัติในการขออนุมัติทําธุรกรรมอนุพันธ์จากคณะกรรมการธนาคาร
5.7.2 การพิจารณาฐานะและความเพียงพอของเงินกองทุน
ในการพิจารณาว่าฐานะของเงินกองทุนมีเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงด้านตลาดหรือความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญาที่เกิดจากการทําธุรกรรมอนุพันธ์ทั้งในภาวะปกติและภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูงตามวิธีการที่อนุมัติโดยคณะกรรมการธนาคาร โดยอย่างน้อยต้องกําหนดให้มีการประเมินมูลค่าของธุรกรรมที่อาจเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความผันผวนของตัวแปรหรือดัชนีทางการเงินโดยหากมีความเสียหายเกิดขึ้นจะต้องนําไปพิจารณาให้สะท้อนในเงินกองทุนตามกฎหมาย ดังนี้
(1) ก่อนที่ธนาคารพาณิชย์จะทําธุรกรรมอนุพันธ์ ธนาคารพาณิชย์จะต้องประเมินมูลค่ายุติธรรม ณ สิ้นวันก่อนของธุรกรรม ดังต่อไปนี้
(1.1) ธุรกรรมทั้งหมดในบัญชีเพื่อการค้า
(1.2) ธุรกรรมในบัญชีเพื่อการธนาคาร ดังนี้
(1.2.1) อนุพันธ์แฝง หรือธุรกรรมเงินกู้ยืมที่มีอนุพันธ์แฝงทั้งจํานวนในกรณีที่ไม่สามารถประเมินมูลค่ายุติธรรมส่วนที่เป็นอนุพันธ์แฝงได้อย่างน่าเชื่อถือ
(1.2.2) ธุรกรรม Funded credit derivatives' ทุกประเภทยกเว้นธุรกรรม Funded credit derivatives ที่ธนาคารพาณิชย์ทําเพื่อป้องกันความเสี่ยงของฐานะในบัญชีเพื่อการธนาคาร
(1.2.3) ธุรกรรม Synthetic collateralized debt obligations
(1.2.4) ธุรกรรมที่ใช้ในการป้องกันความเสี่ยง (Hedging instruments) สําหรับธุรกรรมข้างต้น (ถ้ามี)
โดยหากมีผลขาดทุนสุทธิให้นําผลขาดทุนสุทธิดังกล่าวมาทดลองหักออกจากเงินกองทุน ณ สิ้นงวดการบัญชีล่าสุดของธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินกองทุนที่คํานวณได้จะต้องไม่ต่ํากว่าอัตราตามที่กฎหมายกําหนดและมีเพียงพอที่จะรองรับการทําธุรกรรมอนุพันธ์ที่ต้องการจะทําเพิ่ม มิฉะนั้น ธนาคารพาณิชย์จะทําธุรกรรมอนุพันธ์ที่ต้องการจะทําเพิ่มไม่ได้ เว้นแต่เป็นการทําธุรกรรมอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงของธุรกรรมที่มีอยู่เดิม
(2) ธนาคารพาณิชย์ต้องกําหนดให้มีการประเมินมูลค่ายุติธรรมอย่างต่อเนื่องเป็นประจําทุกวันสิ้นเดือนสําหรับธุรกรรมตามข้อ 5.7.2 (1.1) และ 5.7.2 (1.2) ข้างต้น หากปรากฎว่ามีผลขาดทุนสุทธิ์ให้นําผลขาดทุนสุทธิดังกล่าวมาทดลองหักออกจากเงินกองทุน ณ สิ้นงวดการบัญชีล่าสุดของธนาคารพาณิชย์ และถ้ามีผลทําให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่ํากว่าที่กฎหมายกําหนด ธนาคารพาณิชย์จะต้องดําเนินการตามขั้นตอนการปฏิบัติที่ได้กําหนดไว้ ซึ่งจะต้องกําหนดไว้อย่างละเอียดชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยรวมถึงการกําหนดเกี่ยวกับการรายงานบุคคลที่เกี่ยวข้องตามระดับความรุนแรงและระยะเวลาในการดําเนินการในแต่ละขั้นตอนด้วย สําหรับปัญหาที่รุนแรงจะต้องรายงานต่อคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาสั่งการและเร่งดําเนินการแก้ไข รวมทั้งจะต้องแจ้งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบถึงแนวทางการแก้ปัญหาด้วย
5.7.3 ขั้นตอนในการทําธุรกรรมอนุพันธ์
ในการทําธุรกรรมอนุพันธ์ธนาคารพาณิชย์จะต้องกําหนดขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทําธุรกรรม เช่น การวิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกรรม การจัดทําการวิเคราะห์ความเหมาะสมของคู่สัญญาในการเข้าทําธุรกรรม การตรวจสอบภาระสอดคล้อง (Underlying) ของลูกค้า การตรวจสอบความเสี่ยงของคู่สัญญาก่อนและหลังการเข้าทําธุรกรรม การตรวจสอบระดับความเสี่ยงปัจจุบันของธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับการทําธุรกรรม การตรวจสอบเพดานคงเหลือก่อนทําธุรกรรม การอนุมัติการทําธุรกรรมโดยบุคคลที่มีอํานาจตามลําดับขั้น การให้ข้อมูลลูกค้าการบันทึกธุรกรรมลงในระบบงาน การตรวจสอบความถูกต้องของการทําธุรกรรม การยืนยันธุรกรรมและการจัดทําเอกสารหลักฐานและลงนามโดยผู้มีอํานาจดําเนินการ
5.7.4 ขั้นตอนในการบริหารความเสี่ยง
ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีแนวทางในการรองรับการประเมินมูลค่ายุติธรรมและความเสี่ยงต่าง ๆ สภาพคล่องของภาวะตลาดในการบริหารความเสี่ยงของธุรกรรมนั้น ๆ รวมทั้งความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์อาจไม่สามารถออกจากฐานะที่ธนาคารพาณิชย์ถืออยู่ได้อย่างรวดเร็วจนทําให้ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากได้ และการควบคุมระดับความเสี่ยงให้อยู่ภายใต้เพดานที่กําหนด การรายงานต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการธนาคารทั้งกรณีปกติที่ทําอย่างสม่ําเสมอ และกรณีเกินเพดานความเสี่ยงที่กําหนดไว้ ขั้นตอนการปฏิบัติกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่าง ๆ ไปในทิศทางที่เป็นผลลบกับธนาคารพาณิชย์ โดยอาจพิจารณาในลักษณะผลกระทบต่อ Portfolio โดยรวมก็ได้
5.8 นโยบายการควบคุมภายในและตรวจสอบ
ธนาคารพาณิชย์ต้องกําหนดนโยบายการควบคุมภายในและตรวจสอบ ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องต่อไปนี้
5.8.1 การจัดโครงสร้างองค์กร
การจัดโครงสร้างองค์กรที่ส่งเสริมให้เกิดการควบคุมภายในและตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ มีการแบ่งแยกหน้าที่และการจัดโครงสร้างองค์กร สายบังคับบัญชาที่เหมาะสมและชัดเจนโดยมีหน่วยงานที่เป็นอิสระจากหน่วยงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงและหน่วยงานในการบริหารความเสี่ยง
5.8.2 กระบวนการควบคุมภายในและตรวจสอบ
(1) การกําหนดให้คณะกรรมการย่อยหรือผู้บริหารระดับสูงกําหนดรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติในการทําธุรกรรมอนุพันธ์ตามข้อ 5.7 และจัดทําระเบียบและวิธีปฏิบัติในการควบคุมภายในและตรวจสอบอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้เกิดความรัดกุมในการปฏิบัติงานและช่วยในการติดตามดูแลการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับนโยบายและกลยุทธ์ที่ได้รับความเห็นชอบ
(2) การตรวจสอบการปฏิบัติตามขั้นตอนการปฏิบัติโดยหน่วยงานอิสระตามระเบียบวิธีการ และความถี่ที่กําหนด
(3) การรายงานการติดตามการปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในและผลการตรวจสอบทั้งในกรณีปกติอย่างสม่ําเสมอ และกรณีที่พบการปฏิบัติที่ไม่รัดกุม ซึ่งต้องรายงานเพื่อพิจารณากําหนดแนวทางแก้ไขปรับปรุง และป้องกันปัญหาในอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยจัดทํารายงานการตรวจสอบเสนอต่อคณะกรรมการธนาคารและคณะกรรมการตรวจสอบ หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากสํานักงานใหญ่ในกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ โดยหน่วยงานดังกล่าวอาจตั้งอยู่ในสํานักงานภูมิภาคก็ได้
5.9 ความพร้อมด้านบุคลากร
ธนาคารพาณิชย์ต้องมีบุคลากรที่เพียงพอที่จะรองรับการประกอบธุรกรรมอนุพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจรในแต่ละส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงหน่วยงานบริหารความเสี่ยง หน่วยงานด้านปฏิบัติการ และหน่วยงานควบคุมภายในและตรวจสอบนอกจากนี้ บุคลากรดังกล่าวจะต้องมีความรู้ความเข้าใจความสามารถและประสบการณ์เพียงพอ
อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2558
(นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย