法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ข้อบังคับกระทรวงการคลัง ว่าด้วยจรรยาของผู้บริหารกระทรวงการคลัง เพื่อป้องกันการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. 2553

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
15
มาตรา อารัมภบท

ข้อบังคับกระทรวงการคลัง

ข้อบังคับกระทรวงการคลัง

ว่าด้วยจรรยาของผู้บริหารกระทรวงการคลัง

เพื่อป้องกันการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม

พ.ศ. ๒๕๕๓[๑]

โดยที่มาตรา

๗๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดให้ส่วนราชการกำหนดข้อบังคับว่าด้วยจรรยาข้าราชการเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะงานในส่วนราชการนั้นตามหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ

และกระทรวงการคลังเล็งเห็นความจำเป็นในการวางข้อบังคับสำหรับผู้บริหารกระทรวงการคลังเพื่อป้องกันการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม

เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการของข้าราชการระดับผู้บริหารกระทรวงการคลังเป็นไปด้วยความโปร่งใสมีความซื่อสัตย์สุจริต

เที่ยงธรรม

ปราศจากข้อครหาของประชาชนและเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

จึงวางข้อบังคับกระทรวงการคลังว่าด้วยจรรยาของผู้บริหารกระทรวงการคลังเพื่อป้องกันการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับกระทรวงการคลัง

ว่าด้วยจรรยาของผู้บริหารกระทรวงการคลังเพื่อป้องกันการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม

พ.ศ. ๒๕๕๓”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศใช้

บททั่วไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้

“ผู้บริหารกระทรวงการคลัง” หมายความว่า

(๑)

ข้าราชการพลเรือนในสังกัดกระทรวงการคลังตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้นขึ้นไปและตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

หรือตำแหน่งเทียบเท่าตามที่สำนักงาน ก.พ. จะกำหนด

(๒)

ข้าราชการพลเรือนในสังกัดกระทรวงการคลังที่ปฏิบัติหน้าที่โดยตำแหน่งหรือได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการหรือผู้แทนกระทรวงการคลังในหน่วยงานของรัฐ

รัฐวิสาหกิจ และนิติบุคคล

(๓)

ข้าราชการพลเรือนนอกเหนือจาก (๑) หรือ (๒)

ที่กระทรวงการคลังเห็นว่ามีหรืออาจมีการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม

ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับนี้

“บุคคลที่เกี่ยวข้อง” หมายความว่า

(๑)

คู่สมรส

(๒)

บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

(๓)

ผู้อื่นซึ่งทำหน้าที่แทนหรือร่วมกันทำธุรกรรมกับผู้บริหารกระทรวงการคลัง

หรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)

ในการถือครองหลักทรัพย์และหรือการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ตามที่กำหนดในข้อบังคับนี้

“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการในหน่วยงานของรัฐ

รัฐวิสาหกิจ นิติบุคคล โดยให้หมายความรวมถึงประธานกรรมการและรองประธานกรรมการด้วย

“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ส่วนราชการ

ราชการส่วนภูมิภาค

และราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

และให้หมายความรวมถึงคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ

หรือมติคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐด้วย

“รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่า

รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

“นิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทมหาชนจำกัด

บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญ นิติบุคคลห้างหุ้นส่วนจำกัด

แต่ไม่รวมถึงบริษัทมหาชนจำกัดและบริษัทจำกัดที่เป็นรัฐวิสาหกิจ

ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

“หลักทรัพย์” หมายความว่า

หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

“การได้มาซึ่งหลักทรัพย์” หมายความว่า การซื้อ รับ

แลกเปลี่ยน หรือรับโอน ซึ่งหลักทรัพย์ทั้งภายในและภายนอกตลาดหลักทรัพย์

รวมถึงการถือครองหลักทรัพย์ที่กระทำโดยตนเอง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้

ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะกระทำในหรือต่างประเทศ

“การจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์” หมายความว่า การขาย ให้

แลกเปลี่ยน หรือโอน

ซึ่งหลักทรัพย์ทั้งภายในและภายนอกตลาดหลักทรัพย์ที่กระทำโดยตนเองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้

ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะกระทำในหรือต่างประเทศ

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้

และให้มีอำนาจหน้าที่กำหนดแนวทางวินิจฉัย ตีความข้อกำหนด

รวมถึงกำหนดแบบการรายงานการถือครองหลักทรัพย์และการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์

และแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อบังคับนี้

ข้อห้ามการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม

ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของผู้บริหารกระทรวงการคลัง

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

ผู้บริหารกระทรวงการคลังต้องไม่กระทำการใด ๆ อันก่อให้เกิดการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมตามที่กำหนดในข้อบังคับนี้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ผู้บริหารกระทรวงการคลังต้องไม่เป็นกรรมการ

ที่ปรึกษา ผู้บริหาร ตัวแทน พนักงานหรือลูกจ้าง รวมทั้งการรับจ้าง

หรือรับทำการงานใด ๆ

ในรัฐวิสาหกิจหรือนิติบุคคลที่อาจขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

หรือประกอบธุรกิจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังที่ตนสังกัดหรือมีหน้าที่ในฐานะผู้มีอำนาจกำกับดูแล

ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี

หรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของผู้บริหารกระทรวงการคลัง

ยกเว้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามที่กระทรวงการคลังมอบหมาย

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ผู้บริหารกระทรวงการคลังต้องไม่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังที่ตนสังกัดหรือมีหน้าที่ในฐานะผู้มีอำนาจกำกับ

ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี

ซึ่งจะก่อให้เกิดการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม

เว้นแต่การเป็นคู่สัญญาในการให้บริการของหน่วยงานตามธุรกรรมปกติโดยไม่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการได้มาซึ่งสัญญาดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ห้ามผู้บริหารกระทรวงการคลังและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้มาซึ่งหลักทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจหรือนิติบุคคลโดยได้รับสิทธิพิเศษอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารกระทรวงการคลังผู้นั้น

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในกรณีผู้บริหารกระทรวงการคลังได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังไปเป็นกรรมการหรือผู้แทนกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจหรือนิติบุคคล

หากรัฐวิสาหกิจหรือนิติบุคคลนั้นให้สิทธิการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ในฐานะเป็นกรรมการหรือผู้แทนของกระทรวงการคลัง

ให้ผู้บริหารกระทรวงการคลังผู้นั้นแจ้งรายละเอียดและเงื่อนไขของหลักทรัพย์ดังกล่าวต่อกระทรวงการคลังภายใน

๑๕ วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งจากรัฐวิสาหกิจหรือนิติบุคคล

หากกระทรวงการคลังเห็นว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายการถือครองหลักทรัพย์หรือนโยบายการลงทุนของรัฐบาลหรือกระทรวงการคลัง

ให้ผู้บริหารกระทรวงการคลังโอนสิทธิการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ดังกล่าวแก่กระทรวงการคลังเพื่อดำเนินการต่อไป

หากกระทรวงการคลังเห็นว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับนโยบายการถือครองหลักทรัพย์หรือการลงทุนของรัฐบาลหรือกระทรวงการคลัง

ผู้บริหารกระทรวงการคลังสามารถใช้สิทธิการได้มาซึ่งหลักทรัพย์นั้นได้

โดยให้รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ดังกล่าวตามที่กำหนดในหมวด ๓

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ผู้บริหารกระทรวงการคลังต้องไม่ใช้ข้อมูลที่ล่วงรู้จากการปฏิบัติหน้าที่ราชการและเป็นข้อมูลที่ยังไม่เปิดเผยทั่วไปหรือต่อสาธารณะไปแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น

การเปิดเผยข้อมูลและการรายงาน

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ในกรณีที่ผู้บริหารกระทรวงการคลังเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนและการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องอาจมีการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมตามที่กำหนดในข้อบังคับนี้

ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาทราบในกรณีดังกล่าว

เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาความเหมาะสมในการมอบหมายงาน

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ให้ผู้บริหารกระทรวงการคลังรายงานการถือครองหลักทรัพย์และรายงานการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ของตนและบุคคลที่เกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดดังนี้

(๑)

กรณีรายงานการถือครองหลักทรัพย์ครั้งแรก ให้รายงานภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ข้อบังคับนี้มีผลใช้บังคับ

หรือวันที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่ง

หรือวันที่มีการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ครั้งแรกซึ่งเกิดขึ้นหลังจากวันที่เข้าดำรงตำแหน่ง

แล้วแต่กรณี

(๒)

กรณีรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์อันเนื่องมาจากการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์

ให้รายงานทุกรายการที่มีการเปลี่ยนแปลงภายในวันทำการสุดท้ายของเดือนถัดจากเดือนที่มีการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์นั้น

(๓)

กรณีรายงานการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล

ให้รายงานทุกรายการภายในวันทำการสุดท้ายของเดือนถัดจากเดือนที่มีการทำสัญญาการจัดการกองทุนส่วนบุคคล

หรือเปลี่ยนแปลงบริษัทจัดการหรือวงเงิน หรือนโยบายการลงทุน

หรือเมื่อเลิกสัญญาดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ การจัดส่งรายงานตามข้อ ๑๒

ให้ผู้บริหารกระทรวงการคลังจัดส่งรายงานโดยใส่ซองปิดผนึกยื่นต่อผู้บังคับบัญชาดังนี้

(๑)

ปลัดกระทรวงการคลังให้รายงานการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

(๒)

ผู้บริหารกระทรวงการคลังนอกเหนือจาก (๑) ให้รายงานต่อปลัดกระทรวงการคลัง

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ให้กลุ่มตรวจสอบภายใน

กระทรวงการคลังเป็นผู้เก็บรักษาและเปิดผนึกซอง เพื่อวิเคราะห์รายงานตามข้อ ๑๒ ทุก

ๆ ๓ เดือนนับจากวันที่ได้รับรายงานจากผู้บริหารกระทรวงการคลัง

ในกรณีที่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์

หรือการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ที่อาจมีการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมของผู้บริหารกระทรวงการคลังและบุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดในข้อบังคับนี้

ให้รายงานผลการวิเคราะห์ดังกล่าวเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือปลัดกระทรวงการคลัง

แล้วแต่กรณี ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลง

หรือได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ที่อาจมีการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมของผู้บริหารกระทรวงการคลังและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง

มิให้เจ้าหน้าที่กลุ่มตรวจสอบภายในที่เกี่ยวข้องและบุคคลที่รับทราบการรายงาน

เปิดเผยหรือใช้ข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริหารกระทรวงการคลังและบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้บริหารกระทรวงการคลัง

เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อบังคับนี้หรือมีอำนาจที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

การบังคับใช้

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ผู้บริหารกระทรวงการคลังผู้ใดไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับนี้

หากเข้าลักษณะการกระทำผิดวินัย ให้ได้รับโทษทางวินัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

แต่หากไม่เข้าลักษณะการกระทำผิดวินัยให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้

(๑)

ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือ หรือสั่งให้ได้รับการพัฒนาตามที่เห็นสมควร

(๒)

นำไปประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนขั้นเงินเดือน

(๓)

นำไปประกอบการพิจารณาแต่งตั้งการเป็นกรรมการในหน่วยงานของรัฐ

รัฐวิสาหกิจหรือนิติบุคคล

ประกาศ ณ วันที่ ๙

กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓

สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์

ปลัดกระทรวงการคลัง

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๗/ตอนพิเศษ ๒๖ ง/หน้า ๒๙/๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

15 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ข้อบังคับกระทรวงการคลัง ว่าด้วยจรรยาของผู้บริหารกระทรวงการคลัง เพื่อป้องกันการขัดหรือแย้งระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. 2553 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_569adf679b5bd0d1

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com