法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2560

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
21
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ

ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ

ว่าด้วยการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการวินิจฉัย

การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

พ.ศ. ๒๕๖๐

โดยที่พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.

๒๕๕๘ กำหนดให้คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศวางระเบียบเกี่ยวกับการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐ (๗)

แห่งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘

คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

พ.ศ. ๒๕๖๐”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนี้

“การไต่สวน” หมายความว่า

การดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานไม่ว่าจะโดยเรียกเอกสารจากบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน

หรือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงและมูลกรณีที่มีการยื่นคำร้อง

หรือเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงและพิสูจน์การกระทำว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศหรือไม่

“การพิจารณา” หมายความว่า

การรวบรวมและตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำให้การแก้คำร้อง

และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อพิสูจน์การกระทำว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศหรือไม่

“การวินิจฉัย” หมายความว่า การชี้ขาดตัดสินประเด็นข้อพิพาทตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานที่สนับสนุนคำร้องหรือคำให้การแก้คำร้องของคู่กรณี

“ข้อพิพาท” หมายความว่า

ประเด็นปัญหาที่มีการพิพาทหรือโต้เถียงกันว่าการกระทำนั้นมีลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

“คู่กรณี” หมายความว่า

ผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง

และให้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งเข้ามาเป็นคู่กรณีไม่ว่าด้วยความสมัครใจหรือถูกเรียกเข้ามา

เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรืออาจถูกกระทบจากผลแห่งการกระทำในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศหรือการมีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว

“ผู้ร้อง” หมายความว่า

ผู้ที่เสนอข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศว่าตนได้รับหรือจะได้รับความเสียหายจากการกระทำในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

และให้หมายความรวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายด้วย

“ผู้ถูกร้อง” หมายความว่า

ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

“ประธานกรรมการ

วลพ.” หมายความว่า ประธานกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

“คณะกรรมการ วลพ.” หมายความว่า คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

“กรรมการ วลพ.” หมายความว่า

กรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการ วลพ. แต่งตั้ง

“กรม” หมายความว่า

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

“อธิบดี” หมายความว่า

อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้อธิบดีรักษาการตามระเบียบนี้

และเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดในกรณีที่มีปัญหาหรือข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

การกำกับดูแล

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ประธานกรรมการ วลพ. และกรรมการ วลพ.

ต้องรักษาคุณภาพของการดำรงตำแหน่ง รวมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำรงตนและการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่

ตลอดจนรักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของตำแหน่งหน้าที่โดยเคร่งครัด

และพึงปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบนี้

(๑) มีความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม

และต้องแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนว่าได้ปฏิบัติตนดังกล่าวอย่างเคร่งครัดครบถ้วน

(๒) ยึดถือหลักการสิทธิมนุษยชนสากล หลักกฎหมาย กฎ

ระเบียบที่เกี่ยวข้อง และถูกต้องตามหลักนิติธรรม

(๓)

รับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายให้ครบถ้วนด้วยความเสมอภาคโดยไม่เลือกปฏิบัติ

(๔) ไต่สวน

พิจารณาและวินิจฉัยข้อพิพาทของคู่กรณีด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว

และเป็นธรรมตามระยะเวลาที่กำหนด

(๕) ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนหรือประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ

และไม่กระทำการใดอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม

(๖) มีอัธยาศัยที่ดี

รับผิดชอบต่อหน้าที่ เสียสละ มุ่งมั่นทุ่มเท โปร่งใสและตรวจสอบได้

(๗) ยึดมั่นในจริยธรรมและยืนหยัดกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ไม่แสวงหาประโยชน์ที่มิชอบโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่

(๘)

เคารพและปฏิบัติตามมติหรือความเห็นของเสียงข้างมากโดยเคร่งครัดและไม่กระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของมติหรือความเห็นดังกล่าว

(๙) คำนึงถึงความปลอดภัย ความสะดวก ความเป็นส่วนตัว

และอัตลักษณ์ทางเพศของคู่กรณีหรือประชาชนที่มาให้ข้อมูล

ข้อเท็จจริง หรือมาติดต่อในเรื่องที่เกี่ยวกับการไต่สวน การพิจารณา

และการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ประธานกรรมการ วลพ. และกรรมการ วลพ. ไม่พึงกระทำการใดอันเป็นข้อห้าม ดังต่อไปนี้

(๑) ไม่กระทำการใดอันเป็นการช่วยเหลือคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

จนอาจเสียความเป็นธรรม

(๒)

ไม่เปิดเผยข้อมูลที่ตนล่วงรู้จากการปฏิบัติหน้าที่อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหรือหน่วยงานใด

(๓) ไม่ใช้ข้อเท็จจริงในคำร้อง คำให้การแก้คำร้อง

หรือข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น

หรือใช้ดำเนินการใดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อคู่กรณี บุคคล หรือหน่วยงานใด

(๔)

ไม่กระทำการใดที่เป็นการให้คำมั่นหรือจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทุกฝ่ายยอมรับข้อเสนอใด

ๆ โดยไม่สมัครใจ

(๕) ไม่ยินยอมให้บุคคลในครอบครัวก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือของกรรมการ

วลพ. คนอื่น หรือยินยอมให้ผู้ใดใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนไปแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้

(๖)

ไม่ควรรับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนของผู้ร้องในการไต่สวนหรือการพิจารณาและวินิจฉัย

(๗) ไม่รับทรัพย์สิน ของกำนัล

หรือประโยชน์อื่นใดจากคู่กรณีหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทที่ได้ไต่สวนหรือพิจารณาและวินิจฉัย

(๘) ไม่ทอดทิ้ง

หรือละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ของตน

(๙)

ไม่กระทำการใดที่เป็นการกลั่นแกล้งบุคคลใด หรือใช้อำนาจครอบงำผิดครองธรรมในการปฏิบัติหน้าที่

(๑๐)

ควรละเว้นการคบหาสมาคมกับคู่กรณีหรือบุคคลซึ่งมีส่วนได้เสียในประเด็นข้อพิพาทอันอาจกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลทั่วไป

(๑๑)

ไม่กระทำการใดที่อาจทำให้การไต่สวนหรือการพิจารณาและวินิจฉัยข้อพิพาทเสียความเป็นธรรม

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ในกรณีที่คู่กรณีสมัครใจให้มีการประนีประนอมข้อพิพาท

ให้กระทำในสถานที่ที่เหมาะสม รวมทั้งชี้แจงให้ทุกฝ่ายได้ทราบผลดี ผลเสีย

และบันทึกประเด็นหรือข้อที่ยอมไว้เป็นหลักฐาน

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การบันทึกถ้อยคำของคู่กรณี หรือพยานบุคคลใด

จะต้องบันทึกเฉพาะข้อความในประเด็นข้อพิพาทหรือที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท

ส่วนการบันทึกคำแถลงจะต้องให้ได้ความชัดแจ้งตรงตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

และให้ผู้ให้ถ้อยคำหรือแถลงลงชื่อไว้

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในการประชุมเพื่อพิจารณา วินิจฉัย

หรือปรึกษาหารือกันของประธานกรรมการ วลพ. และกรรมการ วลพ.

พึงแสดงข้อคิดเห็นและเหตุผลได้อย่างกว้างขวางครอบคลุมทุกประเด็นเพื่อให้ได้คำวินิจฉัยชี้ขาดที่ถูกต้องและเที่ยงธรรม

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ เมื่อจะมีคำวินิจฉัยในเรื่องใดประธานกรรมการ

วลพ. และกรรมการ วลพ. จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติทั้งปวง

และไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติหรืออิทธิพลของผู้ใด

คำวินิจฉัยและคำสั่งจะต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทและต้องให้เหตุผลโดยชัดแจ้งสามารถปฏิบัติได้

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ประธานกรรมการ วลพ. และกรรมการ วลพ.

ควรถอนตัวจากการไต่สวนหรือการพิจารณาและวินิจฉัยข้อพิพาทนั้น

เมื่อมีเหตุที่ตนอาจถูกคัดค้าน หรือมีเหตุประการอื่นที่อาจทำให้การไต่สวนหรือการพิจารณาและวินิจฉัยข้อพิพาทนั้นเสียความเป็นธรรม

รวมทั้งไม่กระทำการใดในประการที่อาจทำให้เสียความเป็นธรรม

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ให้ประธานกรรมการ วลพ. และกรรมการ วลพ.

กำกับดูแลอนุกรรมการ พนักงานเจ้าหน้าที่ เลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการ

หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ช่วยเหลือในการไต่สวนหรือการพิจารณาและวินิจฉัย

เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต และป้องกันมิให้กระทำการใดที่อาจทำให้การไต่สวนหรือการพิจารณาและวินิจฉัยข้อพิพาทของคณะกรรมการ

วลพ. เป็นที่เสื่อมเสียหรือเสียความยุติธรรม

การตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ให้ประธานกรรมการ วลพ.

กำกับดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ วลพ.

ให้เป็นไปตามระเบียบนี้อย่างเคร่งครัด

รวมทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมในกรณี ดังต่อไปนี้

(๑)

เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติตามข้อ ๕ หรือข้อ ๖ แห่งระเบียบนี้

(๒)

เมื่อมีผู้ร้องเรียนว่ามีการกระทำหรือละเว้นการกระทำใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

(๓)

เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

(๔) มีเหตุอื่นตามที่ประธานกรรมการ วลพ. เห็นสมควร

เมื่อได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่ามีมูลการกระทำผิดตามวรรคหนึ่ง

ให้ประธานกรรมการ

วลพ. พิจารณาดำเนินการสอบสวนตามที่เห็นสมควร หากไม่มีมูลการกระทำผิดให้ยุติเรื่อง

หากดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่ากรรมการ วลพ. ผู้นั้นกระทำผิด

ให้กรมเสนอรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามีคำสั่งตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือมีการกล่าวอ้างว่าประธานกรรมการ

วลพ. กระทำผิดตามข้อ ๑๓ (๑) (๒) หรือ (๓) ให้กรมรายงานต่อรัฐมนตรี

เพื่อพิจารณาให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือพิจารณาสอบสวนในกรณีดังกล่าวให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรม

และให้นำความในข้อ ๑๓ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือมีการกล่าวอ้างว่าอนุกรรมการซึ่งประธานกรรมการ วลพ. แต่งตั้งและมิใช่กรรมการ วลพ.

ได้กระทำผิดตามข้อ ๑๓ (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) ให้ประธานกรรมการ วลพ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรม

หากมีมูลการกระทำผิดดังกล่าวให้ประธานกรรมการ วลพ.

มีคำสั่งให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่อนุกรรมการทันที

แต่หากไม่มีมูลความผิดให้ยุติเรื่อง

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ ในกรณีมีการคัดค้านประธานกรรมการ วลพ.

กรรมการ วลพ. หรือคณะกรรมการ วลพ. คนใดขอถอนตัวจากการไต่สวนหรือการพิจารณาและวินิจฉัยข้อพิพาท

หรือกรรมการ วลพ.

คนใดมีสำนวนข้อพิพาทค้างการไต่สวนหรือการพิจารณาและวินิจฉัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ซึ่งจะทำให้เกิดความล่าช้าในการไต่สวนหรือการพิจารณาและวินิจฉัยข้อพิพาทนั้น

ให้ประธานกรรมการ วลพ. เรียกคืนสำนวนข้อพิพาทจากกรรมการ วลพ. คนนั้น เพื่อพิจารณามอบหมายให้กรรมการ

วลพ. คนอื่นเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนข้อพิพาทนั้นแทน

การพิจารณามอบหมายให้กรรมการ

วลพ. คนใดเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนข้อพิพาทแทนตามวรรคหนึ่ง

ให้เป็นไปตามมติที่ประชุมของคณะกรรมการ วลพ.

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ให้ประธานกรรมการ วลพ. ตรวจสอบ ทบทวน

และพิจารณาความเห็นของคณะอนุกรรมการก่อนเสนอให้คณะกรรมการ วลพ. พิจารณาและวินิจฉัย

เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนซึ่งหากล่าช้าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อคู่กรณี

หรือในกรณีที่จะต้องกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคำวินิจฉัย ประธานกรรมการ วลพ.

จะไม่ดำเนินการดังกล่าวก็ได้

ในกรณีที่ประธานกรรมการ วลพ. หรือกรรมการ วลพ. คนใด

มีความเห็นแย้งกันในประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องพิจารณาและวินิจฉัย

หรือมีประเด็นที่จะต้องให้คณะอนุกรรมการดำเนินการไต่สวนหรือพิจารณาเพิ่มเติม

ให้ประธานกรรมการ วลพ. เสนอประเด็นความเห็นแย้งและประเด็นข้อพิพาทที่ต้องไต่สวนหรือพิจารณาเพิ่มเติมนั้นต่อที่ประชุมคณะกรรมการ

วลพ. เพื่อพิจารณาชี้ขาด

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ให้ประธานกรรมการ วลพ.

ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

เพื่อตรวจสอบและป้องกันมิให้เกิดการไต่สวนหรือพิจารณาและวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทเรื่องเดียวกันที่อาจเสนอให้พิจารณาและวินิจฉัยในคราวเดียวกัน

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ห้ามมิให้คณะกรรมการ วลพ.

รับประเด็นข้อพิพาทที่ได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดแล้วมาพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดอีก

ในกรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการ วลพ.

ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเดียวกันกับประเด็นข้อพิพาทที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง

หรือหน่วยงานอื่นของรัฐได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ให้ประธานกรรมการ วลพ.

ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว

หากปรากฏว่าคำวินิจฉัยซ้ำกันในประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ

วลพ. มีผลดังต่อไปนี้

(๑) ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ.

สิ้นผลใช้บังคับ ถ้าผลแห่งคำวินิจฉัยนั้นขัดแย้งกับคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาล

(๒)

ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. ยังมีผลใช้บังคับได้ ถ้าผลแห่งคำวินิจฉัยนั้นขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ใช่ศาล

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ในการบังคับตามคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะกรรมการ

วลพ. ให้ประธานกรรมการ วลพ. ควบคุม กำกับ

และติดตามผลการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยหรือคำสั่งอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ให้คณะกรรมการ วลพ.

จัดทำข้อมูลแยกประเภทของจำนวนข้อพิพาทที่ได้ไต่สวนหรือพิจารณาและวินิจฉัย

ผลการปฏิบัติตามคำวินิจฉัย รวมทั้งปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการคุ้มครองและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ

เพื่อรายงานคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

ประกาศ

ณ วันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐

พลเรือเอก

ณรงค์ พิพัฒนาศัย

รองนายกรัฐมนตรี

ประธานกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ

ปุณิกา/อัญชลี/จัดทำ

๒๙ มิถุนายน

๒๕๖๐

นุสรา/ตรวจ

๒๖ กันยายน

๒๕๖๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๓๔/ตอนพิเศษ ๑๗๑ ง/หน้า ๒๑/๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๐

21 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ว่าด้วยการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พ.ศ. 2560 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_5744e9e93aed9052

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com