法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 11/2560 เรื่อง การกำกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
12
มาตรา อารัมภบท

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ที่ ๑๑/๒๕๖๐

เรื่อง

การกำกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ

ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายที่สำคัญในการบริหารประเทศโดยให้การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ต้องอาศัยเวลาดำเนินการในระยะยาว

แต่ต้องเร่งดำเนินการให้ทันต่อการพัฒนาและความต้องการของประชาชนเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาด้านอื่น

ๆ ตามมาอย่างต่อเนื่องโดยเร็ว เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและการขนส่งที่มีมูลค่าสูงและต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัย

แต่ทั้งนี้การดำเนินการทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้

และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล รวมถึงหลักการและแนวทางของข้อตกลงคุณธรรม

จึงจำเป็นต้องกำหนดให้มีกระบวนการกำกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามหลักการและแนวทางดังกล่าว

อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่เข้าร่วมในการดำเนินกิจการของรัฐ

ส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมและเกิดความไว้วางใจแก่ประชาชน

ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดินและส่งผลต่อภาพลักษณ์อันดีของประเทศ

โดยเฉพาะในระหว่างรอการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงจะมีผลใช้บังคับ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๔

ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช

๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่ง

ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ในคำสั่งนี้

“การจัดซื้อจัดจ้าง” หมายความว่า

การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งพัสดุและการพัสดุของหน่วยงานของรัฐที่มีวงเงินตั้งแต่ห้าพันล้านบาทขึ้นไป

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้อยู่ภายใต้คำสั่งนี้

“พัสดุ” หมายความว่า

พัสดุตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕

“การพัสดุ” หมายความว่า

การพัสดุตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง

“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ราชการส่วนกลาง

ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

องค์การมหาชน และสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ให้มีคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง

ประกอบด้วย

(๑)

ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

เป็นประธานกรรมการ

(๒)

ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และอัยการสูงสุด เป็นกรรมการ

(๓)

ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

จำนวนไม่เกินสามคน เป็นกรรมการ ทั้งนี้

เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างของแต่ละโครงการ

นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรวิชาการหรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับโครงการนั้น

ๆ เพิ่มขึ้นอีกได้จำนวนไม่เกินสามคน เป็นกรรมการ

(๔)

อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นกรรมการและเลขานุการ

ให้อธิบดีกรมบัญชีกลางแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐจำนวนไม่เกินสองคน

เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

การประชุมของคณะกรรมการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ประธานกรรมการตามข้อ ๒ (๑)

และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ ๒ (๓) ให้พิจารณาแต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้

ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม การเงิน การคลัง

การบริหารจัดการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการกำกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ

และต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง

การดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง

ให้เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ประธานกรรมการและกรรมการตามข้อ ๒

ต้องไม่เป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียทั้งทางตรงและทางอ้อมในโครงการที่จะมีการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งตนมีหน้าที่และอำนาจในการกำกับดูแลตามคำสั่งนี้ ทั้งนี้ หากมีกรณีดังกล่าวให้เลขานุการหรือคณะกรรมการรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ

เพื่อวินิจฉัยสั่งการตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ

ดังต่อไปนี้

(๑)

กำกับ เร่งรัด ติดตาม และตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างจนสิ้นสุดสัญญา

ทั้งนี้

ในกรณีที่การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ

หรือไม่มีความซับซ้อน หรืออยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการอาจตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างเพียงบางส่วนหรือบางขั้นตอนก็ได้

(๒)

สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่มีการจัดซื้อจัดจ้างกระทำการหรือไม่กระทำการใด

ๆ หรือดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีการใด

เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสและเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาล

(๓)

รับและพิจารณาข้อร้องเรียนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

รวมทั้งจากผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย

ดังต่อไปนี้

ก.

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕

ข.

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๙

ค.

ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ ข้อบัญญัติ หรือข้อกำหนดใด ๆ เกี่ยวกับพัสดุ หรือการจัดซื้อจัดจ้างอื่นของหน่วยงานของรัฐที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

ว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๙

ง.

พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒

(๔)

เร่งรัด ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ

(๕)

เรียกให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลอื่นใดที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำ

หรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา

(๖)

แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น

(๗)

ดำเนินการอื่นใดที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการกำกับ เร่งรัด ติดตาม

และตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ

(๘)

รายงานผลการดำเนินการตามคำสั่งนี้ต่อนายกรัฐมนตรี

(๙)

ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

ในกรณีที่พิจารณาข้อร้องเรียนตาม

(๓) แล้วรับฟังได้ว่า

หน่วยงานของรัฐมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง

หรือมีการกระทำที่ส่อว่าเกิดการทุจริต

ให้คณะกรรมการมีอำนาจแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ

หรือคณะกรรมการจะแจ้งหรือแนะนำให้หน่วยงานของรัฐที่มีการจัดซื้อจัดจ้างปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง

ทั้งนี้ ในกรณีที่เห็นว่ามีเหตุจำเป็นจะเสนอแนะให้พิจารณาระงับการดำเนินการบางขั้นตอนไว้ก่อน

หรือให้ดำเนินการต่อโดยเริ่มจากขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใดตามที่เห็นสมควรก็ได้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการดำเนินโครงการของรัฐที่ใช้งบประมาณในการดำเนินการที่มีวงเงินสูง

หรือโครงการของรัฐที่อยู่ในความสนใจของประชาชน

นายกรัฐมนตรีอาจมอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการโครงการดังกล่าวที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของคำสั่งนี้ได้

ทั้งนี้

ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลตามที่คณะกรรมการร้องขอ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้กรมบัญชีกลางรับผิดชอบงานธุรการและสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการ

คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานที่แต่งตั้งขึ้นตามคำสั่งนี้

การเบิกจ่ายเบี้ยประชุม

ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการอื่น

ๆ ที่จำเป็น ให้เบิกจ่ายได้ตามระเบียบของทางราชการ โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณของกรมบัญชีกลาง

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้โครงการดังต่อไปนี้

และโครงการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนดซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ

อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการตามคำสั่งนี้

(๑)

โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก

ช่วงฉะเชิงเทรา - คลองสิบเก้า - แก่งคอย

(๒)

โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ - ขอนแก่น

(๓)

โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา - ชุมทางถนนจิระ

(๔)

โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงลพบุรี - ปากน้ำโพ

(๕)

โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม - หัวหิน

(๖)

โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงหัวหิน - ประจวบคีรีขันธ์

(๗)

โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงประจวบคีรีขันธ์ - ชุมพร

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ในวาระเริ่มแรก

ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ

๒ โดยมิให้นำความในข้อ ๓ วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ แล้วแจ้งคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งนี้

ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจวินิจฉัยและคำวินิจฉัยให้เป็นที่สุด

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ในกรณีเห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒[๑] คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ ๒๓

กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

พิมพ์มาดา/ปริยานุช/จัดทำ

๒๗ กุมภาพันธ์

๒๕๖๐

ปริญสินีย์/ตรวจ

๕ เมษายน ๒๕๖๐

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๓๔/ตอนพิเศษ ๕๗ ง/หน้า ๒๐/๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

12 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 11/2560 เรื่อง การกำกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_5aac212dc0697a89

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com