法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการบริหารจัดการงานคดี พ.ศ. 2555

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
32
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญ

ว่าด้วยการบริหารจัดการงานคดี

พ.ศ. 2555

อาศัยอํานาจตามความในข้อกําหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทําคําวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ข้อ 5 ประธานศาลรัฐธรรมนูญโดยความเห็นชอบของศาล จึงออกระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการบริหารจัดการงานคดี พ.ศ. 2555”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในระเบียบนี้

"ศาล" หมายความว่า ศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี

"ตุลาการประจําคดี" หมายความว่า ตุลาการซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าของสํานวนเป็นรายคดี

"ข้อกําหนด" หมายความว่า ข้อกําหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทําคําวินิจฉัย พ.ศ. 2550

"สํานักงาน" หมายความว่า สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ

"เลขาธิการ" หมายความว่า เลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ

"รองเลขาธิการ" หมายความว่า รองเลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ

"ผู้เชี่ยวชาญ" หมายความว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีและวิชาการที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสํานวนคดี

"สํานักคดีที่ได้รับมอบหมาย" หมายความว่า สํานักคดีที่ได้รับมอบหมายให้รับคําร้องและการจ่ายสํานวนคดี

"หน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวน" หมายความว่า สํานักคดี หรือกลุ่มงานคดีที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสํานวนคดี

"เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวน" หมายความว่า เจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสํานวนคดี

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอํานาจออกประกาศโดยความเห็นชอบของศาลเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ศาลเปิดทําการตั้งแต่เวลา 08.30 นาฬิกา ถึง 16.30 นาฬิกา ยกเว้นวันหยุดราชการ

การเปิดทําการนอกเวลาราชการหรือในวันหยุดราชการของศาลหรือสํานักงาน ให้เป็นไปตามประกาศของศาลหรือเลขาธิการ แล้วแต่กรณี

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ การนับระยะเวลาที่มีวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุด ให้นับวันถัดไปเป็นวันเริ่มต้น และถ้าวันสิ้นสุดตรงกับวันหยุดราชการหรือวันหยุดทําการของศาล ให้นับวันทําการถัดไปเป็นวันสิ้นสุดของระยะเวลา

การยื่นคําร้องหรือเอกสารอื่นใดต่อศาลให้ยื่นภายในกําหนดเวลาทําการตามข้อ 5 การยื่นภายหลังกําหนดเวลาดังกล่าว ให้สํานักคดีที่ได้รับมอบหมายลงรับในวันทําการถัดไป

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวน และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนร่วมกันทําหน้าที่สนับสนุนและช่วยเหลือศาลในการดําเนินกระบวนพิจารณาคดี หรือตามที่ศาลมอบหมาย

กรณีผู้เชี่ยวชาญไม่เห็นพ้องด้วยกับความเห็นของหน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวนหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวน ให้เสนอความเห็นต่อศาลเพื่อพิจารณาอีกทางหนึ่ง

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ การยื่นคําร้องหรือเอกสารอื่นใดต่อศาลต้องมายื่นด้วยตนเอง หรือมอบฉันทะให้บุคคลอื่นมายื่นแทนก็ได้ พร้อมสําเนาบัตรประจําตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้ของผู้มอบและผู้รับมอบฉันทะ เว้นแต่การยื่นคําร้องตามข้อกําหนด ข้อ 17 (13) และ (14) อาจยื่นคําร้องโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ทั้งนี้ ให้ถือวันที่ไปรษณีย์ลงทะเบียนรับเป็นวันที่ยื่นคําร้องต่อศาล

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ เอกสารหรือพยานหลักฐานยื่นต่อศาลเป็นภาษาต่างประเทศ ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนเสนอตุลาการประจําคดีเพื่อสั่งคู่กรณีหรือบุคคลที่ยื่น จัดทําคําแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะแต่ส่วนที่สําคัญพร้อมทั้งคํารับรองคําแปลว่าถูกต้องยื่นต่อศาลเพื่อแนบไว้กับเอกสารหรือพยานหลักฐานนั้น

ในกรณีที่คู่กรณีหรือบุคคลที่มาศาลไม่เข้าใจภาษาไทย หรือเป็นใบ้หรือหูหนวกและอ่านหนังสือไม่ได้ ให้คู่กรณีฝ่ายที่เกี่ยวข้องจัดหาล่าม

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ภายใต้บังคับข้อกําหนด ข้อ 31 การส่งคําร้อง ประกาศ หรือเอกสารอื่นใด ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนดําเนินการส่งหรือส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ

ในกรณีที่มีความจําเป็นเร่งด่วนและเพื่อความเหมาะสมตามสภาพแห่งเนื้อหาของเรื่องที่ทําการติดต่อ ศาลอาจสั่งให้ดําเนินการตามวรรคหนึ่งโดยทางโทรสาร ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นใดก็ได้

ในการส่งเอกสารตามวรรคหนึ่งและวรรคสองต้องมีหลักฐานการส่งจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนหรือหน่วยงานผู้จัดให้บริการไปรษณีย์หรือโทรคมนาคมที่เป็นสื่อในการส่งเอกสารนั้น ในกรณีนี้ ให้ถือว่าผู้รับได้รับเอกสารตามวันเวลาที่ปรากฏในหลักฐานดังกล่าว เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้รับหรือได้รับหลังจากนั้น

หลักเกณฑ์และวิธีการดําเนินการตามข้อนี้ ให้เป็นไปตามประกาศของศาล

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้สํานักคดีที่ได้รับมอบหมายจัดให้มีระบบควบคุมทะเบียนงานคดี

หลักเกณฑ์และวิธีการ ระบบควบคุมทะเบียนงานคดี ให้เป็นไปตามที่สํานักงานกําหนด

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ภายใต้บังคับข้อกําหนด ข้อ 18 การรับคําร้องหรือเอกสารอื่นใด ให้สํานักคดีที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้รับคําร้องและตรวจสอบความถูกต้องของคําร้องหรือเอกสารอื่นใดและออกใบรับไว้เป็นหลักฐาน

หากตรวจสอบแล้วเห็นว่าคําร้องหรือเอกสารอื่นใดไม่ถูกต้องให้บันทึกความเห็นไว้ และส่งความเห็นดังกล่าวให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวนดําเนินการต่อไป

ในกรณีคําร้องที่ขอให้ศาลวินิจฉัยอาจแยกเป็นเรื่องพิจารณาได้หลายเรื่อง ให้สํานักคดีที่ได้รับมอบหมายแยกเป็นรายเรื่อง และลงทะเบียนในสารบบคดีตามจํานวนเรื่องที่แยกไว้

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ให้สํานักคดีที่ได้รับมอบหมายแยกคําร้องตามความเร่งด่วนออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

(1) ด่วนที่สุด เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญกําหนดให้ศาลต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนด ได้แก่ คดีที่อยู่ในอํานาจศาลรัฐธรรมนูญตามข้อกําหนด ข้อ 17 (5) และ (9)

(2) ด่วน เป็นกรณีที่ความเร่งด่วนต้องพิจารณาก่อนเรื่องปกติ ได้แก่ คดีที่อยู่ในอํานาจศาลรัฐธรรมนูญตามข้อกําหนด ข้อ 17 (1) (2) (3) (4) (6) (7) (8) (10) (11) (12) และ (16)

(3) ปกติ เป็นคําร้องที่มิใช่กรณีตาม (1) และ (2)

เมื่อแยกประเภทคําร้องแล้ว ให้สํานักคดีที่ได้รับมอบหมายประทับตราประเภทคดีดังกล่าวไว้ที่ปกหน้าสํานวน

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ให้สํานักคดีที่ได้รับมอบหมายเสนอคําร้องต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคําร้อง เว้นแต่กรณีตามข้อกําหนด ข้อ 17 (5) และ (9) ให้ดําเนินการเสนอคําร้องให้ศาลโดยพลัน

การเสนอคําร้องตามวรรคหนึ่ง ให้สํานักคดีที่ได้รับมอบหมายเสนอคําร้องให้เลขาธิการหรือรองเลขาธิการที่ได้รับมอบหมายด้วย

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ให้เลขาธิการหรือรองเลขาธิการที่ได้รับมอบหมาย ทําหน้าที่จ่ายสํานวนคดีให้ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวน

ให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวนจ่ายสํานวนคดีให้แก่เจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่งในกลุ่มงานคดีเป็นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวน

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ เมื่อได้รับสํานวนคดี ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารในสํานวนคดี พร้อมทั้งประทับตราคําว่า "สํานวนคดีหลัก" ไว้มุมขวาบนของต้นฉบับคําร้องและจัดทําสารบัญเอกสารสํานวนคดี จัดเก็บพยานหลักฐาน ตลอดจนสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาคดีรวมไว้ในสํานวนคดีหลัก

ในระหว่างการพิจารณาคดี หากศาลมีคําสั่งให้รับเอกสารใดรวมไว้ในสํานวนคดีหลัก ให้ดําเนินการตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ในการจัดทําความเห็น บันทึกสรุปสํานวน และการดําเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ปฏิบัติงานในลักษณะเป็นกลุ่มโดยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนต้องพิจารณาสํานวนคดีนั้นร่วมกับผู้อํานวยการสํานักคดี ผู้อํานวยการกลุ่มงานคดี และเจ้าหน้าที่อื่นภายในกลุ่มงานคดี

คําร้องตามข้อ 13 (3) กรณีมีเหตุอันควรเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน หรือมีเหตุจําเป็นอย่างอื่น ให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวนเสนอความเห็นต่อตุลาการประจําคดีหรือศาลเพื่อพิจารณาเป็นเรื่องด่วนหรือด่วนที่สุดก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ ในกรณีที่ศาลมีคําสั่งให้รวมพิจารณาคดีหรือคดีที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อน เลขาธิการหรือรองเลขาธิการที่ได้รับมอบหมาย อาจมอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวนและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวน ร่วมกันพิจารณาเสนอความเห็นต่อศาล

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ภายใต้บังคับข้อ 17 ก่อนจัดให้มีการประชุมตุลาการประจําคดีหรือศาล ให้จัดทําบันทึกสรุปสํานวนพร้อมความเห็นเกี่ยวกับอํานาจศาลในการรับคําร้องหรือความเห็นที่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีเสนอต่อตุลาการประจําคดีหรือศาลเพื่อประกอบการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ การจัดทําบันทึกความเห็นและรายงานการพิจารณาคดีของตุลาการประจําคดีหรือศาล แล้วแต่กรณี ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนเป็นผู้ยกร่างนําเสนอต่อตุลาการประจําคดีหรือศาล

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ ในการจัดทําวาระการประชุมของศาล ให้เลขาธิการหรือรองเลขาธิการที่ได้รับมอบหมายจัดทําร่างระเบียบวาระเสนอต่อที่ประชุมศาลก่อนการประชุมในครั้งถัดไป เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น

เรื่องที่อยู่ในระเบียบวาระการประชุมแต่ละครั้ง ให้เลขาธิการหรือรองเลขาธิการที่ได้รับมอบหมายพิจารณาตามความเร่งด่วนของคําร้องตามข้อ 13 เป็นหลัก หรือกรณีสํานวนคดีใดที่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพียงพอที่ศาลจะวินิจฉัยได้แล้ว หรือในกรณีที่ต้องขอให้ศาลมีคําสั่งในระหว่างการพิจารณาคดี หรือมีเหตุที่ศาลอาจพิจารณาสั่งจําหน่ายคําร้อง

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ในระหว่างการพิจารณาของตุลาการประจําคดีหรือศาล หากมีคําสั่งใด ๆ ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวนและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนดําเนินการให้เป็นไปตามคําสั่งนั้น ๆ แล้วรายงานความคืบหน้าการดําเนินงานต่อตุลาการประจําคดีหรือศาลเพื่อทราบ

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ ในวันที่มีการไต่สวนหรือการออกนั่งพิจารณาคดีของศาล ให้สํานักงานมอบหมายผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวน เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวน ดําเนินการตามข้อกําหนดและคู่มือการปฏิบัติงานคดีของสํานักงาน

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ ในการไต่สวนให้ประทับตราหมายพยานหลักฐานของศาล ผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง ดังนี้

(1) พยานเอกสารที่ศาลเรียก คือ "หมาย ศ" และวัตถุพยานที่ศาลเรียก คือ "หมาย วศ"

(2) พยานเอกสารของผู้ร้อง คือ "หมาย ร" และวัตถุพยานของผู้ร้อง คือ "หมาย วร"

(3) พยานเอกสารของผู้ถูกร้อง คือ "หมาย ถ" และวัตถุพยานของผู้ถูกร้อง คือ "หมาย วถ"

ส่วนพยานหลักฐานประเภทอื่นให้เป็นไปตามที่ศาลกําหนด

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ในกระบวนพิจารณาที่ศาลดําเนินการบันทึกคําให้การของคู่กรณีหรือคําเบิกความของพยานบุคคลด้วยเครื่องบันทึกเสียง ให้สํานักคดีที่ได้รับมอบหมายถอดคําให้การหรือคําเบิกความโดยให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวนและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวน เป็นผู้รับรองความถูกต้องแห่งเอกสารนั้น

การจัดเก็บคําให้การหรือคําเบิกความตามวรรคหนึ่งให้รวมไว้ในสํานวนคดีหลัก

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ เมื่อศาลมีมติในคําสั่งหรือคําวินิจฉัยแล้วให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวนและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนช่วยยกร่างคําสั่งหรือคําวินิจฉัยเสนอศาลเพื่อพิจารณา

ก่อนส่งคําวินิจฉัยศาลและความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนไปประกาศราชกิจจานุเบกษา ให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวนตรวจสอบความถูกต้อง ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สํานักงานกําหนด

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ การส่งคําวินิจฉัยศาลและความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา ต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลลงมติ เว้นแต่มีเหตุจําเป็นอย่างอื่น ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนบันทึกเหตุและแจ้งผู้บังคับบัญชาทราบ

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ในกรณีที่ศาลมีคําสั่งให้คู่กรณีหรือผู้เกี่ยวข้องตรวจเอกสารหรือพยานหลักฐานในสํานวนคดีหลัก ให้ผู้อํานวยการกลุ่มงานคดีหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนเป็นผู้ควบคุมดูแลและดําเนินการให้เป็นไปตามคําสั่งศาล ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของเอกสารและพยานหลักฐานนั้น

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ การขอสําเนาหรือขอสําเนาที่มีคํารับรองความถูกต้องของเอกสารในสํานวนคดีหลักที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล เมื่อศาลอนุญาต ให้ผู้อํานวยการกลุ่มงานคดีหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนเป็นผู้รับรอง

ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามระเบียบศาลว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ ในการจัดเก็บสํานวนคดีหลักให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนดําเนินการจัดเก็บสํานวนคดีหลักและทําสําเนาอีกสองชุด

เมื่อคําวินิจฉัยประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้สํานักงานจัดส่งสํานวนหลักไปยังหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ส่วนสําเนาให้จัดเก็บไว้ในห้องสํานวนคดีและหอสมุดของศาลแห่งละหนึ่งชุด

กรณีการจัดเก็บสํานวนคดีหลักที่ศาลมีคําสั่ง ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนจัดเก็บไว้ในห้องสํานวนคดี และทําสําเนาอีกหนึ่งชุดเก็บไว้ที่หอสมุดของศาล

บันทึกสรุปสํานวนและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานผู้รับผิดชอบสํานวน และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนทั้งหมด ให้แยกเก็บไว้ท้ายสําเนาสํานวนคดีหลัก

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ เมื่อดําเนินการตามข้อ 27 แล้ว ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสํานวนประสานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อทําลายสํานวนคดีและเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสํานวนคดีดังกล่าว

หลักเกณฑ์และวิธีการ การทําลายสํานวนคดี ให้เป็นไปตามที่สํานักงานกําหนด

บทเฉพาะกาล - บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ บรรดาคดีซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลก่อนวันที่ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับให้ใช้ความในระเบียบศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับ เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรกําหนดเป็นอย่างอื่น

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์

ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

32 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการบริหารจัดการงานคดี พ.ศ. 2555 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_5bb01a0391d8f4a9

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com