法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

subsidiary

กฎกระทรวง (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
15
มาตรา อารัมภบท

กฎกระทรวง

(พ.ศ. ๒๕๓๗)

ออกตามความในพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา

พ.ศ. ๒๕๓๕[๑]

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๒๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา

พ.ศ. ๒๕๓๕ นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

การส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศไทยไปเบิกความ

เป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ เมื่อผู้ประสานงานกลางได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศให้ส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศไทยไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ

(๑) ถ้าผู้ประสานงานกลางหรือนายกรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี พิจารณาเป็นที่ยุติแล้วเห็นว่าการดำเนินการตามคำร้องขอนั้นเป็นการจำเป็น

และคำร้องขอนั้นอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะให้ความช่วยเหลือได้

กับทั้งได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดและมีเอกสารหลักฐานถูกต้องและครบถ้วนตามระเบียบว่าด้วยการนั้น

ตลอดจนไม่มีเหตุที่จะเลื่อนหรือระงับการดำเนินการตามคำร้องขอนั้นแล้ว

ให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งผลการพิจารณา พร้อมทั้งส่งคำร้องขอและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้บุคคลดังต่อไปนี้

เพื่อให้ดำเนินการสอบถามความสมัครใจของบุคคลซึ่งถูกคุมขังนั้น

(ก) ในกรณีที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังอยู่ภายใต้การคุมขังของกรมราชทัณฑ์ให้ส่งให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อดำเนินการ

(ข) ในกรณีที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังอยู่ภายใต้การคุมขังของส่วนราชการอื่นให้ส่งให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นเพื่อดำเนินการ

แล้วแจ้งผลการดำเนินการให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ทราบ

ทั้งนี้ โดยให้ทำตามแบบ ผก. ๑ ท้ายกฎกระทรวงนี้

ในการส่งคำร้องขอและเอกสารหลักฐานตาม (๑) ให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและชัดเจน

รวมทั้งให้แจ้งถึงสิทธิและหน้าที่ที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังนั้นพึงมีตามกฎหมายตามสนธิสัญญา

หรือตามที่ประเทศผู้ร้องขอได้ให้คำรับรองไว้กับประเทศไทยด้วย

(๒) ถ้าผู้ประสานงานกลางหรือนายกรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี

พิจารณาเป็นที่ยุติแล้วเห็นว่าการดำเนินการตามคำร้องขอนั้นไม่เป็นการจำเป็น

หรือคำร้องขอนั้นไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะให้ความช่วยเหลือได้

หรืออาจให้ความช่วยเหลือได้ภายใต้เงื่อนไขที่จำเป็นบางประการ หรือมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

หรือมีเอกสารหลักฐานไม่ถูกต้องครบถ้วน หรือมีเหตุที่จะเลื่อนหรือระงับการดำเนินการตามคำร้องขอนั้นให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือพร้อมด้วยเหตุผล

หรือแจ้งเงื่อนไขที่จำเป็น หรือแจ้งเหตุขัดข้องให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒

ในกรณีที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังได้แสดงความสมัครใจที่จะไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ

หากต่อมาประสงค์จะถอนความสมัครใจ บุคคลนั้นอาจแสดงเจตนาถอนความสมัครใจเป็นหนังสือต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์

หรือหัวหน้าส่วนราชการอื่นซึ่งคุมขังบุคคลดังกล่าว แล้วแต่กรณี ก่อนการเดินทางออกจากประเทศไทย เพื่อไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ

ในกรณีที่บุคคลนั้นได้แสดงเจตนาถอนความสมัครใจต่อหัวหน้าส่วนราชการอื่น

ให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นแจ้งให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ทราบทันที

ในการถอนความสมัครใจตามวรรคหนึ่ง หากมีค่าใช้จ่ายใด ๆ

เกี่ยวกับการดำเนินการส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังเพื่อไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอเกิดขึ้น

ก่อนที่บุคคลดังกล่าวจะถอนความสมัครใจ

และประเทศไทยหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายส่วนนั้นให้บุคคลนั้นเป็นผู้รับผิดชอบในบรรดาค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในส่วนนั้น

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓

ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งผลการสอบถามความสมัครใจตามข้อ ๑ (๑) พร้อมทั้งส่งคำร้องขอ

แบบสอบถามความสมัครใจ และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ผู้ประสานงานกลางทราบโดยเร็ว

ในกรณีที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังดังกล่าวสมัครใจไปเบิกความ

แต่ภายหลังได้ถอนความสมัครใจตามข้อ ๒ วรรคหนึ่ง ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งให้ผู้ประสานงานกลางทราบทันที

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

เมื่อผู้ประสานงานกลางได้รับแจ้งตามข้อ ๓ แล้ว ให้ผู้ประสานงานกลางดำเนินการ

ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังไม่สมัครใจหรือถอนความสมัครใจที่จะไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ

ให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งเหตุผลให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ

(๒) ในกรณีที่บุคคลซึ่งถูกคุมขังสมัครใจไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ

ให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งการรับดำเนินการตามคำร้องขอให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ และแจ้งอธิบดีกรมราชทัณฑ์พร้อมทั้งส่งคำร้องขอ

แบบสอบถามความสมัครใจและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์

เพื่อดำเนินการส่งบุคคลนั้นไปยังประเทศผู้ร้องขอต่อไป

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

เมื่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้รับแจ้งจากผู้ประสานงานกลางให้ส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ

ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่บุคคลนั้นอยู่ภายใต้การคุมขังของกรมราชทัณฑ์

ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ดำเนินการส่งตัวบุคคลนั้นไปยังประเทศผู้ร้องขอ

(๒) ในกรณีที่บุคคลนั้นอยู่ภายใต้การคุมขังของส่วนราชการอื่น

ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นเพื่อส่งตัวบุคคลดังกล่าวให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ดำเนินการต่อไป

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

ในระหว่างที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ หรือหัวหน้าส่วนราชการอื่นซึ่งคุมขังบุคคลที่สมัครใจจะไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ

แล้วแต่กรณี กำลังดำเนินการตามข้อ ๕ อยู่ แต่บุคคลดังกล่าวได้แสดงเจตนาถอนความสมัครใจตามข้อ

๒ วรรคหนึ่ง ก่อนที่จะเดินทางออกจากประเทศไทย ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งให้ผู้ประสานงานกลางทราบทันที

และให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งเหตุผลให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

เมื่อผู้ประสานงานกลางได้รับแจ้งจากประเทศผู้ร้องขอว่าจะส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศไทยที่ได้ส่งไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอตามข้อ

๕ กลับมายังประเทศไทย ให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อดำเนินการรับตัวบุคคลดังกล่าวกลับประเทศไทยต่อไป

ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ซึ่งอยู่ภายใต้การคุมขังของส่วนราชการอื่นตามข้อ

๕ (๒)

เมื่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้รับตัวบุคคลดังกล่าวกลับประเทศไทยแล้วให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ส่งตัวบุคคลดังกล่าวให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นต่อไป

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ในการส่งตัวหรือรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังตามข้อ

๕ หรือข้อ ๗ ให้ผู้ประสานงานกลางประสานงานกับประเทศผู้ร้องขอ อธิบดีกรมราชทัณฑ์

หรือหัวหน้าส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องในเรื่องกำหนดการเดินทาง สถานที่

เอกสารการเดินทางของบุคคลซึ่งถูกคุมขัง ระยะเวลา พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือข้อเท็จจริงอื่นที่จำเป็นในการส่งตัวหรือรับตัวบุคคลนั้นตามข้อ

๕ หรือข้อ ๗

เมื่อได้ดำเนินการส่งตัวหรือรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังตามข้อ

๕ หรือข้อ ๗ แล้ว ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แจ้งให้ผู้ประสานงานกลางทราบโดยเร็ว

การรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศผู้ร้องขอมาเบิกความ

เป็นพยานในประเทศไทย

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

เมื่อได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศขอส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศผู้ร้องขอมาเบิกความเป็นพยานในประเทศไทย

(๑) ถ้าผู้ประสานงานกลางหรือนายกรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี

พิจารณาเป็นที่ยุติแล้วเห็นว่าคำร้องขอดังกล่าวเป็นการจำเป็นและอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะให้ความช่วยเหลือได้กับทั้งได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด

และมีเอกสารหลักฐานถูกต้องและครบถ้วนตามระเบียบว่าด้วยการนั้นแล้ว

ให้ผู้ประสานงานกลางดำเนินการ ดังต่อไปนี้

(ก) แจ้งการรับดำเนินการตามคำร้องขอให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ

(ข)

แจ้งอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อดำเนินการรับตัวบุคคลดังกล่าว และ

(ค) แจ้งอัยการพิเศษฝ่ายคดีเพื่อให้แจ้งพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบดำเนินการสืบพยานต่อไป

(๒) ถ้าผู้ประสานงานกลางหรือนายกรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี

พิจารณาเป็นที่ยุติแล้วเห็นว่าคำร้องขอนั้นไม่เป็นการจำเป็น

หรือคำร้องขอนั้นไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะให้ความช่วยเหลือได้ หรืออาจให้ความช่วยเหลือได้ภายใต้เงื่อนไขที่จำเป็นบางประการ

หรือมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด หรือมีเอกสารหลักฐานไม่ถูกต้องครบถ้วนให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือพร้อมด้วยเหตุผล

หรือแจ้งเงื่อนไขที่จำเป็น หรือแจ้งเหตุขัดข้องให้ประเทศผู้ร้องขอทราบ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ในการรับตัวบุคคลตามข้อ

๙ มาเบิกความเป็นพยานในประเทศไทย ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์มีอำนาจส่งตัวบุคคลนั้นไปคุมขังไว้ที่เรือนจำหรือสถานคุมขังของกรมราชทัณฑ์

แต่ถ้าผู้นั้นเป็นเด็กหรือเยาวชนให้ส่งตัวไปควบคุมไว้ ณ สถานพินิจ

ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว

ในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการตามวรรคหนึ่งหรือมีสนธิสัญญากำหนดเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ

หรือประเทศผู้ร้องขอได้ขอทำความตกลงให้กำหนดเป็นอย่างอื่น ผู้ประสานงานกลางจะแจ้งให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ทราบเพื่อส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังดังกล่าวไปยังสถานที่อื่นที่เหมาะสมกว่าก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

เมื่อบุคคลซึ่งถูกคุมขังเบิกความเป็นพยานเสร็จแล้ว ให้พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบแจ้งอัยการพิเศษฝ่ายคดี

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และผู้ประสานงานกลางทราบโดยเร็วเพื่อดำเนินการส่งตัวบุคคลนั้นกลับไปยังประเทศผู้ร้องขอต่อไป

ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องส่งตัวบุคคลนั้นกลับประเทศผู้ร้องขอก่อนที่จะเบิกความเป็นพยานแล้วเสร็จ

ให้ผู้ประสานงานกลางแจ้งอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อดำเนินการส่งตัวบุคคลนั้นกลับไปยังประเทศผู้ร้องขอทันที

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ให้นำความในข้อ ๘

มาใช้บังคับกับการรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศผู้ร้องขอมาเบิกความเป็นพยานในประเทศไทยและการส่งตัวบุคคลดังกล่าวกลับไปยังประเทศผู้ร้องขอโดยอนุโลม

เบ็ดเตล็ด

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓

ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์หรือหัวหน้าส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องมีอำนาจวางระเบียบปฏิบัติในการดำเนินการส่งตัวหรือรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังและเรื่องอื่น

ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อปฏิบัติการตามกฎกระทรวงนี้

เมื่อได้มีการวางระเบียบตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้แจ้งให้ผู้ประสานงานกลางทราบ

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔

ให้ส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวหรือรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังตามมาตรา

๒๖ ให้ความช่วยเหลือแก่อธิบดีกรมราชทัณฑ์หรือหัวหน้าส่วนราชการที่ต้องดำเนินการส่งตัวหรือรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังให้เป็นไปโดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕

ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติการตามกฎกระทรวงนี้ ให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์หรือหัวหน้าส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องแจ้งให้ผู้ประสานงานกลางทราบเพื่อพิจารณาแก้ไข

แล้วให้ผู้ประสานงานกลางรายงานผลการดำเนินการให้นายกรัฐมนตรีทราบ

ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

ชวน หลีกภัย

นายกรัฐมนตรี

[เอกสารแนบท้าย]

๑.

ผก. ๑ แบบสอบถามความสมัครใจของบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศไทย เพื่อไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ

(ดูข้อมูลภาพกฎหมาย)

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ

โดยที่มาตรา ๒๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา

พ.ศ. ๒๕๓๕ บัญญัติให้ออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขในการส่งตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในระเทศไทยไปเบิกความเป็นพยานในประเทศผู้ร้องขอ

และรับตัวบุคคลซึ่งถูกคุมขังในประเทศผู้ร้องขอมาเบิกความเป็นพยานในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

ปิติวรรณ/ปรับปรุง

๑๔ สิงหาคม

๒๕๖๓

ภิรมย์พร/ตรวจ

๒๘ สิงหาคม

๒๕๖๓

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๑๑/ตอนที่ ๗ ก/หน้า ๑๕/๑๐ มีนาคม ๒๕๓๗

15 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

กฎกระทรวง (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_5c1c4514afd0911f

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com