法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน พ.ศ. 2556

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
53
มาตรา อารัมภบท

ข้อกำหนดศาลแรงงาน

ข้อกำหนดศาลแรงงาน

ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๕๖

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๙

แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางออกข้อกำหนดสำหรับใช้บังคับในศาลแรงงานทุกศาล

เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานเป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว

และเที่ยงธรรม โดยได้รับอนุมัติจากประธานศาลฎีกา ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑

ข้อกำหนดนี้เรียกว่า “ข้อกำหนดศาลแรงงาน

ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๖”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ข้อกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ให้ยกเลิก

(๑) ข้อกำหนดศาลแรงงาน ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน

ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓

(๒) ข้อกำหนดศาลแรงงาน ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้แทนโจทก์ในการดำเนินคดี

ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓

(๓) ข้อกำหนดศาลแรงงาน ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน

(ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๔

(๔) ข้อกำหนดศาลแรงงาน ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน

(ฉบับที่ ๓) ลงวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓

บททั่วไป

การตีความ

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔

เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีแรงงานเป็นไปโดยประหยัด สะดวก รวดเร็ว

และเที่ยงธรรม หากมีกรณีต้องตีความหรือปรับใช้ตัวบทกฎหมาย อำนาจศาล

สัญญาหรือข้อตกลงใด ให้ตีความหรือปรับใช้โดยคำนึงถึงหลักการคุ้มครองแรงงาน

สวัสดิภาพ แรงงาน แรงงานสัมพันธ์ การสร้างความเป็นธรรมในสังคมด้านแรงงาน

ตลอดจนการส่งเสริมการผลิต การค้าและอุตสาหกรรมของประเทศเป็นประการสำคัญด้วย

การติดต่อสื่อสาร

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕

การติดต่อระหว่างศาลแรงงานหรือกับศาลอื่น

หรือระหว่างศาลแรงงานกับคู่ความหรือผู้เกี่ยวข้องในคดี

ศาลแรงงานอาจกระทำโดยทางโทรสาร จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นแทนการติดต่อโดยทางไปรษณีย์หรือทางเจ้าพนักงานศาลก็ได้

โดยคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนและความเหมาะสมแก่ลักษณะเนื้อหาของเรื่องที่ทำการติดต่อ

รวมทั้งจำนวนและลักษณะของเอกสารหรือวัตถุอื่นที่เกี่ยวข้อง

การแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้อง

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖

เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลแรงงานอาจสั่งให้คู่ความที่ดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้อง

ดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องได้ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควรกำหนด

เว้นแต่ข้อที่ไม่ถูกต้องนั้นจะเกิดจากความจงใจหรือละเลยเพิกเฉยของคู่ความฝ่ายนั้นและทำให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ

การดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่คู่ความตกลงกัน

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗

คู่ความอาจขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่คู่ความตกลงกัน

ถ้าศาลเห็นสมควร ศาลจะอนุญาตตามคำขอนั้นก็ได้

เว้นแต่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่คู่ความร้องขอเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

การดำเนินกระบวนพิจารณา

การยื่นฟ้อง

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘

โจทก์หรือผู้ร้องอาจยื่นคำฟ้องหรือคำร้องเป็นหนังสือหรือแถลงข้อหาด้วยวาจาต่อศาลก็ได้

ในกรณียื่นเป็นหนังสือให้ใช้แบบพิมพ์ของศาลยุติธรรมหรือจะใช้แบบพิมพ์ รง.๑ หรือ รง.๒

ท้ายข้อกำหนดนี้ก็ได้

ในกรณีที่โจทก์หรือผู้ร้องแจ้งความประสงค์ว่าจะแถลงข้อหาด้วยวาจา

ให้ผู้พิพากษาแห่งศาลแรงงานที่มีเขตอำนาจออกนั่งฟังคำแถลงด้วยวาจา

และสอบถามเพิ่มเติมตามที่จำเป็น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

แล้วบันทึกรายการแห่งข้อหาไว้ในแบบพิมพ์ รง.๑ หรือ รง.๒

การดำเนินการตามวรรคสอง เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว

ผู้พิพากษาอาจจัดให้โจทก์หรือผู้ร้องทำคำฟ้องหรือคำร้องเป็นหนังสือ

โดยให้นิติกรศาลแรงงานเป็นผู้แนะนำหรือร่างคำฟ้องหรือคำร้องให้ก็ได้

ในกรณีคำฟ้องหรือคำร้องอ้างถึงเอกสารใดที่โจทก์หรือผู้ร้องจะอ้างเป็นพยานหลักฐานในประเด็นแห่งคดีโดยเอกสารนั้นอยู่ในความครอบครองของผู้อ้าง

ให้ผู้อ้างแนบสำเนาเอกสารดังกล่าวมาด้วย เว้นแต่ผู้อ้างไม่สามารถกระทำได้

สำเนาเอกสารตามวรรคสี่

ให้หมายความรวมถึงวัตถุที่ใช้บันทึกข้อมูลหรือสื่อความหมายโดยวิธีอื่นนอกจากการเขียนและพิมพ์ด้วย

การยื่นฟ้องคดีที่ศาลจังหวัด

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙

คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงานภาค

ถ้าโจทก์หรือผู้ร้องประสงค์จะยื่นคำฟ้องหรือคำร้องต่อศาลจังหวัดที่ตั้งอยู่ในเขตของศาลแรงงานภาค

เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือผู้พิพากษาแห่งศาลจังหวัดนั้นอาจจัดให้นิติกรหรือเจ้าพนักงานศาลแห่งศาลจังหวัดนั้นเป็นผู้แนะนำหรือร่างคำฟ้องหรือคำร้องให้ก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐

เมื่อโจทก์หรือผู้ร้องยื่นคำฟ้องหรือคำร้องต่อศาลจังหวัด

ให้ผู้พิพากษาแห่งศาลจังหวัดรีบส่งคำฟ้องหรือคำร้องที่โจทก์หรือผู้ร้องนำมายื่นหรือรายการแห่งคำฟ้องหรือคำร้องที่บันทึกไว้ไปยังศาลแรงงานภาคที่คดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจโดยเร็ว

หากศาลแรงงานภาคสั่งรับไว้พิจารณา

ก็ให้แจ้งคำสั่งพร้อมวันนัดพิจารณาไปยังศาลจังหวัดโดยเร็ว

การส่งคำฟ้องหรือคำร้องตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลจังหวัดส่งตามวิธีการในข้อ

๕ แล้วจึงส่งต้นฉบับคำฟ้องหรือคำร้องไปยังศาลแรงงานภาคต่อไป

การฟ้องคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑

คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์

คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

คณะกรรมการอุทธรณ์หรือคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๔) หรือคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน

คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คณะกรรมการความปลอดภัย

อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือคดีอุทธรณ์

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน

เพื่อความสะดวกและรวดเร็วให้โจทก์ฟ้องคณะกรรมการโดยตรงโดยไม่ต้องฟ้องกรรมการเป็นรายบุคคลก็ได้

ในกรณีนี้คณะกรรมการจะมอบอำนาจให้กรรมการหรือบุคคลใดต่อสู้คดีแทนก็ได้

การฟ้องคดีของผู้เยาว์

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒

ในกรณีที่ผู้เยาว์ยื่นคำฟ้องเป็นหนังสือหรือมาแถลงข้อหาด้วยวาจาต่อหน้าศาลโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม

ผู้เยาว์อาจยื่นคำร้องโดยอ้างเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๖

วรรคสี่ แนบมาพร้อมกับคำฟ้องเพื่อขออนุญาตยื่นฟ้องคดีแรงงานด้วยตนเองก็ได้

การกำหนดวันเวลาในการพิจารณา

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ เมื่อศาลสั่งรับคำฟ้องหรือคำร้องแล้ว

ให้ผู้พิพากษากำหนดวันเวลาในการพิจารณาคดีนั้นโดยเร็ว

แล้วแจ้งให้โจทก์หรือผู้ร้องทราบและสั่งให้มาศาลโดยใช้แบบพิมพ์ รง.๓ ท้ายข้อกำหนดนี้

กับให้ออกหมายเรียกจำเลยหรือแจ้งผู้คัดค้านให้มาศาลโดยใช้แบบพิมพ์ รง.๔ ท้ายข้อกำหนดนี้

ตามกำหนดวันเวลาดังกล่าว

ในกรณีที่โจทก์หรือผู้ร้องมาศาล

ศาลจะสั่งให้โจทก์หรือผู้ร้องลงชื่อรับทราบกำหนดนัดแทนการส่งคำสั่งเรียกก็ได้

การกำหนดวันตามวรรคหนึ่ง

ไม่ควรให้เกินสิบห้าวันนับแต่วันสั่งรับคดีไว้พิจารณา

เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจกำหนดให้เร็วกว่านั้นได้

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ เมื่อศาลสั่งรับคำฟ้องหรือคำร้องและกำหนดวันเวลาในการพิจารณาแล้ว

ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค

หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแรงงานจังหวัด แล้วแต่กรณี

กำหนดตัวผู้พิพากษาและผู้พิพากษาสมทบโดยเร็ว

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕

ให้ผู้อำนวยการศาลเป็นผู้ออกหนังสือเชิญผู้พิพากษาสมทบมานั่งพิจารณาคดี

ในกรณีรีบด่วนจะติดต่อเชิญทางโทรศัพท์หรือโดยวิธีอื่นตามวิธีการในข้อ ๕ ก็ได้

หากผู้พิพากษาสมทบคนใดที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางหรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค

หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแรงงานจังหวัด แล้วแต่กรณี กำหนดตัวให้มานั่งพิจารณาคดี

มีความจำเป็นจะมาศาลไม่ได้

ให้ผู้อำนวยการติดต่อเชิญผู้พิพากษาสมทบซึ่งได้กำหนดสำรองไว้สำหรับคดีนั้น ถ้าไม่มีการกำหนดผู้พิพากษาสมทบสำรองไว้

ก็ให้รีบรายงานอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค

หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแรงงานจังหวัด แล้วแต่กรณี

เพื่อกำหนดตัวผู้พิพากษาสมทบคนอื่นแทน

การยื่นคำให้การ

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖

เมื่อจำเลยหรือผู้คัดค้านได้รับหมายเรียกให้มาศาล

จำเลยหรือผู้คัดค้านจะยื่นคำให้การหรือคำคัดค้านเป็นหนังสือก่อนวันเวลาที่ศาลนัดให้มาศาลตามข้อ

๑๓ วรรคหนึ่ง ก็ได้

ในกรณีที่จำเลยหรือผู้คัดค้านประสงค์จะยื่นคำให้การหรือคำคัดค้านเป็นหนังสือ

ให้ใช้แบบพิมพ์คำให้การของศาลยุติธรรม

เมื่อถึงวันที่ศาลนัดให้มาศาลตามข้อ ๑๓ วรรคหนึ่ง

ถ้าจำเลยหรือผู้คัดค้านยังไม่ได้ยื่นคำให้การหรือคำคัดค้านเป็นหนังสือ

ให้ศาลสอบถามจำเลยหรือผู้คัดค้านว่าประสงค์จะยื่นคำให้การหรือคำคัดค้านหรือไม่

ถ้าจำเลยหรือผู้คัดค้านแจ้งความประสงค์ว่าจะให้การหรือคัดค้านด้วยวาจา

ให้ศาลบันทึกคำให้การหรือคำคัดค้านด้วยวาจานั้นให้ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาหรือบันทึกในแบบพิมพ์คำให้การของศาลยุติธรรมก็ได้

หรือถ้าจำเลยหรือผู้คัดค้านประสงค์จะยื่นคำให้การหรือคำคัดค้านเป็นหนังสือ

ก็ให้ยื่นโดยเร็ว

แต่ถ้าจำเลยหรือผู้คัดค้านไม่ยอมให้การหรือไม่ประสงค์จะยื่นคำคัดค้าน

ให้ศาลบันทึกไว้ให้ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณา

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗

ในกรณีที่จำเลยหรือผู้คัดค้านให้การต่อสู้ว่าไม่เข้าใจคำฟ้องหรือคำร้องในส่วนใด

ศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์หรือผู้ร้องแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำร้องโดยอธิบายรายละเอียดในส่วนนั้นให้ชัดเจน

และจำเลยหรือผู้คัดค้านมีสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การหรือคำคัดค้านในส่วนคำฟ้องหรือคำร้องที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นได้

ในกรณีคำให้การหรือคำคัดค้านขัดกันหรือไม่ชัดแจ้ง

ศาลอาจสอบถามจำเลยหรือผู้คัดค้านว่าจะให้การต่อสู้ไปในทางใด

และบันทึกในรายงานกระบวนพิจารณาหรืออาจมีคำสั่งให้จำเลยหรือผู้คัดค้านทำคำให้การหรือคำคัดค้านมาใหม่ก็ได้

ความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง

ให้ใช้บังคับแก่ฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้งโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘

ในกรณีคำให้การหรือคำคัดค้านอ้างถึงเอกสารใดที่จำเลยหรือผู้คัดค้านประสงค์จะอ้างเป็นพยานหลักฐานในประเด็นแห่งคดี

โดยเอกสารนั้นอยู่ในความครอบครองของผู้อ้าง

ให้ผู้อ้างแนบสำเนาเอกสารดังกล่าวมาด้วย เว้นแต่ผู้อ้างไม่สามารถกระทำได้

สำเนาเอกสารตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงวัตถุที่ใช้บันทึกข้อมูลหรือสื่อความหมายโดยวิธีอื่นนอกจากการเขียนและพิมพ์ด้วย

การแต่งตั้งผู้แทนในการดำเนินคดี

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙

ในกรณีที่โจทก์หลายคนประสงค์จะฟ้องคดีหรือกำลังดำเนินคดีในศาลแรงงาน

เมื่อศาลเห็นสมควรหรือมีความจำเป็นเนื่องจากโจทก์คนใดคนหนึ่งหรือผู้ที่เกี่ยวข้องร้องขอ

ศาลอาจกำหนดให้โจทก์เหล่านั้นแต่งตั้งโจทก์ด้วยกันคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีก็ได้

จำนวนผู้แทนในการดำเนินคดี

ให้ศาลฟังความเห็นของโจทก์เท่าที่มาศาลในวันนั้น และกำหนดจำนวนตามที่ศาลเห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐

วิธีการแต่งตั้งผู้แทนในการดำเนินคดี ให้ดำเนินการดังนี้

(๑)

ในกรณีที่มีการยื่นคำฟ้องหรือมาแถลงข้อหาด้วยวาจาและมีบันทึกแสดงการแต่งตั้งให้โจทก์คนใดคนหนึ่งหรือหลายคนดำเนินคดีแทน

โดยมีรายชื่อและลายมือชื่อโจทก์ทั้งหมดแนบหรือแสดงต่อศาล โดยใช้แบบพิมพ์ รง.๕

ท้ายข้อกำหนดนี้หรือเอกสารอื่นใด หากศาลเชื่อว่าเป็นบันทึกแสดงการแต่งตั้งที่แท้จริงให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งตามบันทึกดังกล่าวเป็นผู้แทนในการดำเนินคดี

หรือ

(๒) ในกรณีที่มิได้ดำเนินการตาม (๑)

ให้โจทก์ที่มาศาลตกลงเลือกระหว่างกันเอง หากไม่อาจตกลงกันได้

ศาลอาจกำหนดให้โจทก์ที่มาศาลในวันนั้นเลือกโดยการลงคะแนนเสียงหรือโดยวิธีอื่นตามที่ศาลเห็นสมควร

โดยให้โจทก์ที่ได้รับเลือกเป็นผู้แทนในการดำเนินคดี

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑

เมื่อได้แต่งตั้งผู้แทนในการดำเนินคดีแล้ว หากต่อมาจำนวนโจทก์เพิ่มขึ้น

ศาลอาจกำหนดให้โจทก์ที่เพิ่มขึ้นนั้นแต่งตั้งให้ผู้แทนในการดำเนินคดีที่ได้แต่งตั้งไว้เดิมเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีสำหรับโจทก์ที่เพิ่มขึ้นก็ได้

การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของจำนวนโจทก์ไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้เปลี่ยนแปลงจำนวนผู้แทนในการดำเนินคดีที่ได้แต่งตั้งไว้

เว้นแต่จะมีพฤติการณ์พิเศษ

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒

ผู้แทนในการดำเนินคดีมีอำนาจดำเนินการแทนโจทก์ทุกคนตั้งแต่เริ่มคดีหรือตั้งแต่ได้รับแต่งตั้ง

แล้วแต่กรณี และให้ถือว่าการกระทำของผู้แทนในการดำเนินคดีดังกล่าวผูกพันโจทก์ทุกคน

อำนาจของผู้แทนในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่ง

ให้รวมถึงการแต่งตั้งทนายความ การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง

การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์

หรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ หรือการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีด้วย

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓

โจทก์คนหนึ่งคนใดจะถอนผู้แทนในการดำเนินคดีที่ตนแต่งตั้งไว้ก็ได้

โดยแถลงต่อศาลและแจ้งให้ผู้แทนในการดำเนินคดีทราบ

ผู้แทนในการดำเนินคดีจะถอนตัวจากการเป็นตัวแทนในการดำเนินคดีของโจทก์คนใดก็ได้

เมื่อแจ้งเป็นหนังสือให้โจทก์นั้นทราบและได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔

ในกรณีที่ผู้แทนในการดำเนินคดีบางคนตายหรือถอนตัวโดยได้รับอนุญาตจากศาล

หากยังมีผู้แทนในการดำเนินคดีอื่นและสามารถดำเนินคดีแทนโจทก์ได้

ศาลจะไม่จัดให้มีการแต่งตั้งผู้แทนในการดำเนินคดีแทนผู้นั้นก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕

ในคดีที่มีจำเลยหลายคน

ศาลอาจกำหนดให้จำเลยเหล่านั้นแต่งตั้งจำเลยด้วยกันคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้แทนในการดำเนินคดีก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำข้อ ๑๙ ถึงข้อ ๒๔

มาใช้บังคับโดยอนุโลม

การพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดหรือศาลยุติธรรมอื่น

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖

ในกรณีที่ศาลแรงงานจะต้องออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา ณ

สถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นหรือสถานที่อื่นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๘ และสถานที่ที่จะออกไปนั่งพิจารณานั้นเป็นศาลแขวง

หรือศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด

ให้ศาลแรงงานรีบแจ้งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้นทราบและจะขอความร่วมมือให้ศาลนั้นส่งคำสั่งหรือหมายเรียกถึงคู่ความแทนศาลแรงงานด้วยก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗

ในกรณีที่โจทก์หรือผู้ร้องยื่นคำฟ้องหรือคำร้องต่อศาลจังหวัดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๔ หากศาลแรงงานภาคออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา ณ

ศาลจังหวัดแห่งท้องที่นั้น

ให้ศาลแรงงานภาคแจ้งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้นทราบกับขอความร่วมมือให้ศาลนั้นส่งคำสั่งถึงโจทก์หรือผู้ร้องและหมายเรียกถึงจำเลยหรือผู้คัดค้านแทนศาลแรงงานภาคด้วยก็ได้

กรณีที่ศาลแรงงานภาคเห็นว่าการออกไปนั่งพิจารณาพิพากษา ณ

ศาลจังหวัดตามวรรคหนึ่งไม่เป็นการสะดวก ศาลแรงงานภาคอาจสั่งให้มีการนั่งพิจารณา ณ

ศาลแขวง

หรือศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดซึ่งตั้งอยู่ในเขตศาลจังหวัดที่โจทก์หรือผู้ร้องยื่นคำฟ้องหรือคำร้องก็ได้

ในกรณีนี้ให้ศาลแรงงานภาครีบแจ้งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้นทราบกับขอความร่วมมือให้ศาลนั้นส่งคำสั่งถึงโจทก์หรือผู้ร้องและหมายเรียกถึงจำเลยหรือผู้คัดค้านแทนศาลแรงงานภาคให้ด้วยก็ได้

การไกล่เกลี่ย

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘

ในระหว่างการพิจารณาเพื่อประโยชน์ในการประนีประนอมยอมความ

ศาลแรงงานอาจสั่งให้คู่ความไปพบผู้ประนีประนอม

หรือบุคคลอื่นตามที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค

หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแรงงานจังหวัดมอบหมายก็ได้

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙

ในกรณีที่คู่ความตกลงกันได้ ให้นิติกรศาลแรงงานช่วยเหลือคู่ความในการจัดทำคำร้องขอถอนฟ้องหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ

แล้วรีบนำเสนอศาลเพื่อพิจารณา

ในกรณีที่คู่ความตกลงกันไม่ได้

ให้รายงานให้ศาลทราบเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

การยื่นบัญชีระบุพยาน

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐

คู่ความฝ่ายใดประสงค์จะยื่นบัญชีระบุพยาน ให้ยื่นบัญชีระบุพยานซึ่งแสดงเอกสารหรือสภาพเอกสารที่อ้างอิง

รายชื่อที่อยู่บุคคล วัตถุ

หรือสถานที่ซึ่งคู่ความนั้นระบุอ้างเป็นพยานมาพร้อมกับคำฟ้อง คำร้อง หรือคำให้การ

แล้วแต่กรณี

เมื่อถึงวันที่ศาลนัดให้มาศาลตามข้อ ๑๓ วรรคหนึ่ง

ถ้าคู่ความฝ่ายใดยังไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานก็ให้ยื่นบัญชีระบุพยานในวันนั้น

หรือภายในกำหนดเจ็ดวันก็ได้

คู่ความฝ่ายใดประสงค์จะยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมต้องแสดงเหตุอันสมควรว่าตนไม่สามารถทราบว่าจะต้องนำพยานหลักฐานบางอย่างมาสืบเพื่อประโยชน์ของตน

หรือไม่ทราบว่าพยานหลักฐานบางอย่างได้มีอยู่หรือมีสาเหตุอันสมควรอื่นใด คู่ความฝ่ายนั้นอาจยื่นคำแถลงขออนุญาตอ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้นพร้อมกับบัญชีระบุพยาน

และสำเนาบัญชีระบุพยานต่อศาลได้ก่อนพิพากษาคดี

ถ้าศาลเห็นว่าเพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญในประเด็นแห่งคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรมจำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้นก็ให้ศาลอนุญาตตามคำแถลง

การส่งเอกสารภาษาต่างประเทศ

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑

ถ้าเอกสารที่ส่งต่อศาลได้ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ

และคู่ความตกลงกันว่าไม่ต้องทำคำแปลทั้งฉบับหรือแต่บางส่วน

และศาลเห็นว่ามิใช่พยานหลักฐานในประเด็นหลักแห่งคดี

ศาลจะอนุญาตให้ส่งเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานโดยไม่ต้องทำคำแปลก็ได้

การตรวจพยานหลักฐานและจดประเด็นข้อพิพาท

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒

เมื่อศาลแรงงานได้พยายามไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว

แต่คู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้

ถ้าคู่ความได้นำพยานหลักฐานทั้งหมดหรือบางส่วนมาศาลและพร้อมที่จะสืบพยานได้ในวันนัดพิจารณาก็ให้ศาลดำเนินการสืบพยานไปทันที

เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้คัดค้านเสียก่อนเริ่มต้นสืบพยาน

ในกรณีที่ไม่อาจสืบพยานได้ในวันนั้น ก็ให้ศาลกำหนดวันนัดสืบพยานต่อไป

ในกรณีที่ไม่อาจสืบพยานตามวรรคหนึ่งได้ และศาลเห็นว่าเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสะดวกและรวดเร็ว

เมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ หรือศาลเห็นสมควร

ศาลอาจกำหนดให้มีการตรวจพยานหลักฐานก่อนสืบพยานก็ได้

ในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน

ให้คู่ความนำพยานหลักฐานทั้งหมดยื่นต่อศาลเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสตรวจพยานหลักฐานดังกล่าว

เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นอันเนื่องจากสภาพและความจำเป็นแห่งพยานหลักฐานนั้น

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓

ในการพิจารณาคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.

๒๕๒๒ มาตรา ๘ (๔) หรือคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ซึ่งหน่วยงานหรือคณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่าได้มีคำวินิจฉัย

คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดโดยไม่มีอำนาจ นอกเหนืออำนาจหน้าที่ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น

ไม่สุจริต มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

สร้างภาระแก่ผู้เกี่ยวข้องโดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควร ใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ

หรือไม่ชอบในกรณีอื่นใด

ศาลแรงงานอาจเรียกสำนวนการสอบสวนข้อเท็จจริงและพิจารณาวินิจฉัยสั่งของหน่วยงานหรือคณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่มาเพื่อประกอบการพิจารณาก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐานก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔

ในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน หากยังมีประเด็นที่ไม่อาจตกลงกันได้

ให้ศาลจดประเด็นข้อพิพาทโดยให้ศาลสอบถามคู่ความเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่คู่ความยกขึ้นเป็นข้ออ้าง

ข้อเถียง และพยานหลักฐานที่ได้เสนอไว้ในบัญชีระบุพยาน คู่ความต้องตอบคำถามดังกล่าวของศาล

ถ้าคู่ความไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใดหรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดโดยไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้ง

ให้ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงนั้น

แต่ถ้าศาลเห็นว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่อยู่ในวิสัยที่จะตอบหรือแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งในขณะนั้น

ศาลอาจสั่งให้คู่ความฝ่ายนั้นตอบหรือแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ได้

ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความรับกันหรือถือว่ารับกันก็เป็นอันยุติไปตามนั้น

ส่วนข้อเท็จจริงใดที่คู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นอ้าง

แต่คู่ความฝ่ายอื่นไม่ยอมรับและเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับประเด็นข้อพิพาทตามคำคู่ความ

ให้ศาลจดเป็นประเด็นข้อพิพาทและกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดนำพยานหลักฐานมาสืบในประเด็นข้อใดก่อนหรือหลังก็ได้

ให้ศาลสอบถามคู่ความแต่ละฝ่ายถึงความสำคัญและความจำเป็นของพยานหลักฐานที่ประสงค์จะสืบว่าเกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีหรือไม่

เพียงใด หากพยานหลักฐานใดฟุ่มเฟือยเกินสมควร หรือประวิงให้ชักช้า

หรือไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ให้ศาลงดสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น

หากพยานหลักฐานใดเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี

หรือศาลเห็นว่ามีความจำเป็นต้องนำสืบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงแก่การพิจารณา

ก็ให้ศาลสั่งให้คู่ความแต่ละฝ่ายนำพยานหลักฐานเหล่านั้นมาสืบภายในกำหนดนัดตามที่เห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕

เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการตรวจพยานหลักฐาน

ศาลอาจนัดพร้อมคู่ความก่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐาน

โดยให้คู่ความนำพยานหลักฐานที่อยู่ในความครอบครองและสามารถนำมาศาลได้ไปพบนิติกรศาลแรงงาน

และให้นิติกรศาลแรงงานดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑)

ตรวจรับพยานหลักฐานที่คู่ความนำมายื่นหรือที่อยู่ในความครอบครองนำส่งตามคำสั่งศาล

และจัดเตรียมพยานหลักฐานดังกล่าวตามลำดับก่อนหลังที่คู่ความประสงค์จะสืบพยาน

(๒) สรุปข้อเท็จจริงที่ได้จากคำฟ้องหรือคำร้อง คำให้การหรือคำคัดค้านและเอกสารอื่น

ๆ ของคู่ความ รวมทั้งพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่ปรากฏในสำนวนคดี

(๓) สรุปประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย

ซึ่งประกอบด้วยประเด็นเกี่ยวกับอำนาจศาล

ประเด็นเกี่ยวกับเงื่อนไขในการฟ้องคดีแรงงาน ประเด็นที่เป็นเนื้อหาของคดี

และความเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย

การสืบพยาน

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖

การพิจารณาคดีในศาลแรงงาน ให้ศาลมีอำนาจแสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานบุคคล

พยานเอกสาร พยานวัตถุ

หรือพยานหลักฐานอื่นใดนอกเหนือจากพยานหลักฐานที่คู่ความอ้างอิงได้ตามที่ศาลเห็นสมควร

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗

ในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอ้าง

หรือพยานที่ศาลเรียกมาเอง ให้ศาลเป็นผู้ซักถาม

คู่ความหรือทนายความจะซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาล

การถามพยานของคู่ความ

ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรจะอนุญาตให้คู่ความใช้คำถามนำก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘

ในการที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ศาลอาจมอบหมายให้นิติกรศาลแรงงานไปตรวจสอบสถานที่

บุคคลหรือสิ่งอื่นใดเพื่อประกอบการพิจารณาได้ โดยนิติกรต้องบันทึกการตรวจสอบ

การให้ถ้อยคำของบุคคลหรือพยานในการตรวจสอบเสนอต่อศาลด้วย

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลแจ้งวัน เวลา

และสถานที่ที่จะไปตรวจสอบให้คู่ความทราบล่วงหน้าเพื่อเปิดโอกาสให้คู่ความมีสิทธิคัดค้านหรือโต้แย้งพยานหลักฐานดังกล่าว

โดยคู่ความจะไปร่วมตรวจสอบด้วยหรือไม่ก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙

ในการสืบพยานของศาล

หากศาลเห็นว่าคดีใดมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้

ศาลจะมีคำสั่งให้งดการสืบพยานเสียก็ได้

มาตรา ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐

ก่อนที่ศาลแรงงานอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง

เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร

ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่ด้วย โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ

มาตรา ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑

ในการสืบพยานศาลจะออกคำสั่งให้มีการบันทึกเสียง ภาพ หรือเสียงและภาพ

ตลอดเวลาหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของการสืบพยานเพื่อเป็นหลักฐานประกอบสำนวนคดีก็ได้

การบันทึกถ้อยคำพยานบุคคล

มาตรา ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒

เพื่อความรวดเร็วในการสืบพยาน

เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายร้องขอ

ศาลอาจกำหนดให้พยานบุคคลใดที่ต้องมาเบิกความส่งบันทึกถ้อยคำพยานตามประเด็นที่ศาลกำหนด

โดยให้ส่งต้นฉบับบันทึกถ้อยคำพยานต่อศาลและสำเนาแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวันก่อนวันสืบพยานบุคคลนั้น

บันทึกถ้อยคำพยานของพยานบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้มีรายการดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อศาลและเลขคดี

(๒) วันเดือนปี และสถานที่ที่ทำบันทึกถ้อยคำพยาน

(๓) ชื่อและชื่อสกุลของคู่ความ

(๔) ชื่อ ชื่อสกุล อายุ

ที่อยู่และอาชีพของผู้ให้ถ้อยคำและความเกี่ยวพันกับคู่ความของผู้ให้ถ้อยคำ

(๕) รายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงของผู้ให้ถ้อยคำ

(๖) ลายมือชื่อผู้ให้ถ้อยคำและคู่ความฝ่ายเสนอบันทึกถ้อยคำ

ในวันนัดสืบพยานบุคคลนั้น

ให้พยานผู้ให้ถ้อยคำเบิกความตอบข้อซักถามของศาล และของคู่ความตามที่ศาลอนุญาต

ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่มาศาล หรือมาศาลแต่ไม่ยอมตอบข้อซักถามของศาล

หรือของคู่ความตามที่ศาลอนุญาต ให้ศาลปฏิเสธที่จะรับฟังบันทึกถ้อยคำพยานผู้นั้นเป็นพยานหลักฐานในคดี

เว้นแต่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบและศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลจะรับฟังบันทึกถ้อยคำพยานดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นก็ได้

บันทึกถ้อยคำพยานที่ทำไว้ล่วงหน้าตามวรรคหนึ่ง

เมื่อพยานเบิกความรับรองแล้วให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความของพยาน

และถือว่าได้อ่านคำเบิกความดังกล่าวให้พยานฟังแล้ว

เมื่อมีการยื่นบันทึกถ้อยคำพยานต่อศาลแล้วคู่ความไม่อาจขอถอนบันทึกถ้อยคำพยานนั้นและให้ถือว่าบันทึกถ้อยคำพยานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีแล้ว

มาตรา ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓

ในกรณีที่ศาลเห็นสมควร หรือในกรณีที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานนั้นร้องขอ

และศาลอนุญาต

ศาลอาจกำหนดให้พยานบุคคลใดเสนอบันทึกถ้อยคำพยานหรือความเห็นต่อศาลตามประเด็นที่ศาลกำหนดแทนการมาเบิกความเป็นพยานต่อหน้าศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันทราบคำสั่งศาลก็ได้

แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิผู้ให้ถ้อยคำที่จะมาศาลเพื่อให้การเพิ่มเติม

ให้ศาลส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำพยานตามวรรคหนึ่งให้คู่ความทราบ

และหากคู่ความติดใจคัดค้านข้อเท็จจริงในบันทึกถ้อยคำพยานหรือความเห็น

ก็ให้ทำคำคัดค้านเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาบันทึกถ้อยคำพยานดังกล่าว

ศาลอาจนัดให้พยานผู้ให้ถ้อยคำมาศาลเพื่อตอบข้อซักถามเพิ่มเติมของคู่ความ

ในกรณีเช่นนี้ถ้าผู้ให้ถ้อยคำไม่มาศาล

หรือมาศาลแต่ไม่ยอมตอบข้อซักถามของศาลหรือของคู่ความตามที่ศาลอนุญาตเพิ่มเติม

ให้ศาลปฏิเสธที่จะรับฟังบันทึกถ้อยคำพยานของผู้นั้นเป็นพยานหลักฐานในคดี

เว้นแต่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบและศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลจะรับฟังบันทึกถ้อยคำพยานดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นนั้นก็ได้

บันทึกถ้อยคำพยานตามวรรคหนึ่ง ให้มีรายการเช่นเดียวกับข้อ ๔๒ วรรคสอง

การบันทึกถ้อยคำพยานแทนการสืบพยานบุคคลของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ

มาตรา ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔

เมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีคำขอและศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลอาจอนุญาตให้เสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ให้ถ้อยคำซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศต่อศาลแทนการนำผู้ให้ถ้อยคำมาเบิกความเป็นพยานต่อหน้าศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้

แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิผู้ให้ถ้อยคำที่จะมาศาลเพื่อให้การเพิ่มเติม

สำหรับลายมือชื่อของผู้ให้ถ้อยคำ

ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๗ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม

บันทึกถ้อยคำพยานตามวรรคหนึ่ง ให้มีรายการเช่นเดียวกับข้อ ๔๒ วรรคสอง

การบันทึกความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญ

มาตรา ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕

ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาให้ความเห็นอาจทำความเห็นเป็นหนังสือส่งต่อศาลโดยไม่มาเบิกความประกอบหนังสือนั้นก็ได้

เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ให้ศาลส่งสำเนาความเห็นเป็นหนังสือแก่คู่ความทุกฝ่าย

หากเป็นกรณีที่ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญจะต้องมาเบิกความประกอบหนังสือนั้น

ให้ศาลส่งสำเนาความเห็นเป็นหนังสือนั้นแก่คู่ความทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนวันเบิกความ

กรณีที่ศาลขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญมาให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาพิพากษาของศาล

ให้ทำเป็นหนังสือเชิญ

กรณีที่คู่ความขอให้เรียกผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญฝ่ายตนมาให้ความเห็นโต้แย้งหรือเพิ่มเติมความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มา

ให้ศาลออกหมายเรียก

การสืบพยานบุคคลโดยระบบการประชุมทางจอภาพ

มาตรา ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖

เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีคำขอและศาลเห็นสมควร

เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลจะอนุญาตให้ทำการสืบพยานบุคคลที่อยู่นอกศาลหรืออยู่ในต่างประเทศ

โดยระบบการประชุมทางจอภาพก็ได้

การสืบพยานหรือการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ตามวรรคหนึ่ง

ให้ถือว่ากระทำในห้องพิจารณาของศาลแรงงาน

ให้คู่ความฝ่ายที่อ้างพยาน

เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการสืบพยานบุคคลโดยระบบการประชุมทางจอภาพ

และไม่ให้ถือว่าค่าใช้จ่ายนั้นเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินคดี

มาตรา ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗

การสืบพยานบุคคลที่อยู่นอกศาลหรืออยู่ในต่างประเทศตามข้อ ๔๖

ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา

ว่าด้วยแนวทางการสืบพยานหลักฐานและการสืบพยานบุคคลที่อยู่นอกศาลโดยระบบการประชุมทางจอภาพ

พ.ศ. ๒๕๕๖ หมวด ๓ การสืบพยานบุคคลที่อยู่นอกศาลโดยระบบการประชุมทางจอภาพ

การจ่ายค่าป่วยการ

ค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักของพยาน ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญ

มาตรา ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘

ให้ศาลแรงงานกำหนดค่าป่วยการของพยานที่ศาลเรียกมาตามรายได้และฐานะของพยาน

แต่ไม่ให้เกินวันละห้าร้อยบาท

กับค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าที่พักของพยานที่เสียไปด้วยตามสมควร

ให้ศาลแรงงานกำหนดค่าป่วยการของผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลขอให้มาให้ความเห็นโดยคำนึงถึงสภาพแห่งคดี

ความยากง่ายของงานที่ต้องทำและระยะเวลาที่ต้องเสียไปในการทำรายงาน

ตลอดจนถึงฐานะทั่วไปของผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญ

แต่ไม่เกินวันละสองพันบาทกับค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าที่พักของผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญที่เสียไปด้วยตามสมควร

การจ่ายเงินต้องมีหลักฐานตามระเบียบของทางราชการไว้เพื่อตรวจสอบ

มาตรา ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙

ให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีจดแจ้งจำนวนค่าป่วยการ

ค่าพาหนะเดินทางและค่าเช่าที่พักของพยาน หรือผู้ทรงคุณวุฒิ

หรือผู้เชี่ยวชาญลงในแบบพิมพ์ รง.๖ ท้ายข้อกำหนดนี้

แล้วมอบให้บุคคลดังกล่าวนำไปขอรับเงินตามจำนวนที่ระบุจากผู้อำนวยการศาลหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของศาล

แบบพิมพ์

53 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน พ.ศ. 2556 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_5c62c6767dc76ae8

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com