ข้อ ๔๒
เพื่อความรวดเร็วในการสืบพยาน
เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคู่ความฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายร้องขอ
ศาลอาจกำหนดให้พยานบุคคลใดที่ต้องมาเบิกความส่งบันทึกถ้อยคำพยานตามประเด็นที่ศาลกำหนด
โดยให้ส่งต้นฉบับบันทึกถ้อยคำพยานต่อศาลและสำเนาแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวันก่อนวันสืบพยานบุคคลนั้น
บันทึกถ้อยคำพยานของพยานบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้มีรายการดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อศาลและเลขคดี
(๒) วันเดือนปี และสถานที่ที่ทำบันทึกถ้อยคำพยาน
(๓) ชื่อและชื่อสกุลของคู่ความ
(๔) ชื่อ ชื่อสกุล อายุ
ที่อยู่และอาชีพของผู้ให้ถ้อยคำและความเกี่ยวพันกับคู่ความของผู้ให้ถ้อยคำ
(๕) รายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงของผู้ให้ถ้อยคำ
(๖) ลายมือชื่อผู้ให้ถ้อยคำและคู่ความฝ่ายเสนอบันทึกถ้อยคำ
ในวันนัดสืบพยานบุคคลนั้น
ให้พยานผู้ให้ถ้อยคำเบิกความตอบข้อซักถามของศาล และของคู่ความตามที่ศาลอนุญาต
ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่มาศาล หรือมาศาลแต่ไม่ยอมตอบข้อซักถามของศาล
หรือของคู่ความตามที่ศาลอนุญาต ให้ศาลปฏิเสธที่จะรับฟังบันทึกถ้อยคำพยานผู้นั้นเป็นพยานหลักฐานในคดี
เว้นแต่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบและศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ศาลจะรับฟังบันทึกถ้อยคำพยานดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นก็ได้
บันทึกถ้อยคำพยานที่ทำไว้ล่วงหน้าตามวรรคหนึ่ง
เมื่อพยานเบิกความรับรองแล้วให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำเบิกความของพยาน
และถือว่าได้อ่านคำเบิกความดังกล่าวให้พยานฟังแล้ว
เมื่อมีการยื่นบันทึกถ้อยคำพยานต่อศาลแล้วคู่ความไม่อาจขอถอนบันทึกถ้อยคำพยานนั้นและให้ถือว่าบันทึกถ้อยคำพยานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีแล้ว