法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 57) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และ การออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
10
มาตรา อารัมภบท

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 57)

เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และ การออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 85 วรรคสี่ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2534 อธิบดีกรมสรรพากรกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ผู้ประกอบการซึ่งจะเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม มีสิทธิยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันเริ่มประกอบกิจการได้ในเมื่อ

(1) ผู้ประกอบการดังกล่าวมีแผนงานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้เตรียมการเพื่อประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและ

(2) มีการดําเนินการเพื่อเตรียมประกอบกิจการ อันเป็นเหตุให้ต้องมีการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การก่อสร้างโรงงาน การก่อสร้างอาคารสํานักงาน หรือการติดตั้งเครื่องจักร

ให้ผู้ประกอบการตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ภายในกําหนดหกเดือนก่อนวันเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ เว้นแต่จะมีสัญญา หรือหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า จะดําเนินการก่อสร้างโรงงานหรืออาคารสํานักงานหรือติดตั้งเครื่องจักร หรือมีการกระทําในลักษณะทํานองเดียวกัน ให้มีสิทธิยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ภายในเวลาที่เหมาะสมและจําเป็นต่อการก่อสร้างโรงงานหรืออาคารสํานักงานหรือติดตั้งเครื่องจักร

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่มีสิทธิที่จะยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อ 1 ให้ยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประเภทที่กําหนดในมาตรา 81/3 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร และได้แจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81/3 แห่งประมวลรัษฎากร ให้ยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้แจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ให้ผู้ประกอบการยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกําหนด

(1) กรณีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ให้ยื่นณ สํานักงานสรรพากรพื้นที่ หรือสํานักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่ที่สถานประกอบตั้งอยู่

(2) กรณีสถานประกอบการตั้งอยู่นอกเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สํานักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่"

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 139) ใช้บังคับ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป)

“(3) กรณีผู้ประกอบการที่อยู่ในความรับผิดชอบของสํานักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ ให้ยื่น ณ สํานักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 165) ใช้บังคับ 16 สิงหาคม 2549 เป็นต้นไป)

กรณีผู้ประกอบการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่กําหนดตามวรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี ซึ่งสถานประกอบการที่เป็นสํานักงานใหญ่ตั้งอยู่ หากไม่มีสถานประกอบการที่เป็นสํานักงานใหญ่ ให้ผู้ประกอบการเลือกสถานประกอบการแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นสํานักงานใหญ่

กรณีผู้ประกอบการใช้สถานที่อยู่อาศัยของตนเองหรือบุคคลอื่นเป็นที่ตั้งของสถานประกอบการ ให้ยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่กําหนดตามวรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี ซึ่งสถานที่อยู่อาศัยดังกล่าวตั้งอยู่ หากมีสถานที่อยู่อาศัยหลายแห่งและแต่ละแห่งใช้เป็นสถานประกอบการ ให้ผู้ประกอบการเลือกสถานประกอบการแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นสํานักงานใหญ่”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 74) ใช้บังคับ 1 มกราคม 2539 เป็นต้นไป)

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ผู้ประกอบการยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จํานวน 3 ฉบับ โดยแสดงรายการให้ถูกต้องครบถ้วน พร้อมกับแนบเอกสารดังต่อไปนี้

(1) กรณีผู้ประกอบการเป็นบุคคลธรรมดา สําหรับผู้ประกอบการซึ่งเป็นคนต่างด้าวให้แนบภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ภาพถ่ายหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือภาพถ่ายใบสําคัญประจําตัวคนต่างด้าว

(2) กรณีผู้ประกอบการเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ได้แก่ คู่สมรสสามีและภริยาห้างหุ้นส่วนสามัญ กองทุน มูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคล หน่วยงานหรือกิจการของเอกชนที่กระทําโดยบุคคลธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันมิใช่นิติบุคคล ให้แนบภาพถ่ายใบทะเบียนสมรส หรือภาพถ่ายหนังสือการจัดตั้งคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลแล้วแต่กรณี และกรณีผู้ร่วมจัดตั้งคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเป็นคนต่างด้าว ให้แนบภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ภาพถ่ายหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือภาพถ่ายใบสําคัญประจําตัวคนต่างด้าว

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 215) ใช้บังคับ 14 กันยายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป)

(3) กรณีผู้ประกอบการเป็นนิติบุคคล ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 องค์การของรัฐบาลตามมาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากร สหกรณ์และองค์กรอื่นที่กฎหมายกําหนดให้เป็นนิติบุคคล ให้แนบเอกสารดังนี้

(ก) กรณีผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และได้ขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระโดยมีตัวแทนอยู่ในราชอาณาจักร และตัวแทนได้ยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรดังกล่าว ให้แนบหนังสือตั้งตัวแทนเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งมีการรับรองโดยสถานทูตหรือสถานกงสุลหรือบุคคลอื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรเห็นชอบ

(ข) กรณีกิจการร่วมค้า ให้แนบภาพถ่ายเอกสารการดําเนินกิจการร่วมค้า

(ค) กรณีนิติบุคคลตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว ให้แนบภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และภาพถ่ายสัญญาหรือโครงการที่แสดงถึงคู่สัญญา มูลค่าของสัญญา ระยะเวลาของสัญญาหรือโครงการที่เริ่มต้นและสิ้นสุด

(ง) กรณีองค์การของรัฐบาล สหกรณ์ และองค์กรอื่นที่กฎหมายกําหนดให้เป็นนิติบุคคล ให้แนบภาพถ่ายหลักฐานที่แสดงฐานะนิติบุคคล

(4) การยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการตาม (1) ถึง (3) กรณีมีการมอบอํานาจให้บุคคลอื่นยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแทน ให้แนบหนังสือมอบอํานาจ ภาพถ่ายบัตรประจําตัวประชาชนหรือภาพถ่ายหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือภาพถ่ายใบสําคัญประจําตัวคนต่างด้าว ของผู้มอบอํานาจ คือ ผู้ประกอบการตาม (1) และภาพถ่ายบัตรประจําตัวประชาชนของผู้มีอํานาจกระทําการแทน ตาม (2) (3) และภาพถ่ายบัตรประจําตัวประชาชนของผู้รับมอบอํานาจ

(5) กรณีผู้ประกอบการตาม (1) ถึง (3) ใช้สถานที่อยู่อาศัยของตนเองหรือบุคคลอื่นเป็นสถานประกอบการ หรือใช้สถานประกอบการของบุคคลอื่นเป็นสถานประกอบการ ให้แนบเอกสารและดําเนินการดังต่อไปนี้

“(ก) กรณีใช้สถานที่อยู่อาศัยของตนเองหรือบุคคลอื่นเป็นสถานประกอบการ หรือใช้สถานประกอบการของบุคคลอื่นเป็นสถานประกอบการให้ติดป้ายแสดงชื่อผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา คู่สมรสสามีและภริยาคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไว้ในที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบการดังกล่าว

กรณีสถานที่อยู่อาศัยหรือสถานประกอบการตามวรรคหนึ่ง ตั้งอยู่ในอาคารชุด ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ให้แนบภาพถ่ายหนังสือรับรองของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดที่ระบุว่าสถานที่ ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ประกอบการค้าของอาคารชุด ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 215) ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป)

(ข) กรณีเป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ให้แนบภาพถ่ายสัญญาเช่า โดยสัญญาเช่าดังกล่าวต้องระบุชื่อ ที่อยู่ ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ด้วย และถ้าเป็นกรณีเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้ใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นโดยไม่มีค่าตอบแทน ให้แนบภาพถ่ายหนังสือยินยอมให้ใช้เป็นที่ตั้งสถานประกอบการ

(ค) ให้แนบแผนที่แสดงที่ตั้งของสถานประกอบการโดยสังเขปพร้อมภาพถ่ายสถานประกอบการ

การยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับแนบเอกสารตามวรรคหนึ่ง ผู้ประกอบการต้องแสดงเอกสารตัวจริงต่อเจ้าพนักงานสรรพากรด้วย”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 165) ใช้บังคับ 16 สิงหาคม 2549 เป็นต้นไป)

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ให้เจ้าพนักงานสรรพากรตรวจสอบคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มว่าผู้ประกอบการที่ยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้แสดงรายการพร้อมทั้งแนบเอกสารตาม ข้อ 5 ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ถ้าปรากฏว่ามีรายการและเอกสารแนบถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าพนักงานสรรพากรรับคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนดําเนินการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ

กรณีผู้ประกอบการแสดงรายการในคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่ได้แนบเอกสารตามข้อ 5 หรือแนบเอกสารแต่ไม่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ให้เจ้าพนักงานสรรพากรรับคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

แม้ว่าผู้ประกอบการที่ยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้แสดงรายการพร้อมทั้งแนบเอกสารหลักฐานประกอบคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องครบถ้วนและเจ้าพนักงานสรรพากรได้รับคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้าเป็นกรณีเข้าลักษณะดังต่อไปนี้ ไม่ให้เจ้าพนักงานสรรพากรออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ ผู้ประกอบการ

(1) ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ประกอบการแสดงเอกสารหลักฐานตามข้อ 5 เป็นเท็จ หรือไม่ตรงกับเอกสารของทางราชการ

(2) ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ประกอบการหรือผู้มีอํานาจกระทําการแทนผู้ประกอบการเป็นตัวแทนเชิดของเจ้าของกิจการที่แท้จริง เช่น จากการไต่สวนพบว่าผู้ยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นลูกจ้างพนักงาน แต่ยื่นคําขอจดทะเบียนในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการผู้จัดการ

(3) ปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่มีสถานประกอบการจริงตามเอกสารที่ยื่นพร้อมกับคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

(4) ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ประกอบการใช้สํานักงานกฎหมายหรือสํานักงานบัญชีของบุคคลอื่นเป็นสถานประกอบการ เว้นแต่กรณีเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร

(5) ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ประกอบการมิได้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือมิใช่ผู้ประกอบการซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการที่แท้จริง

(6) ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ประกอบการดังกล่าว เคยเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน แต่ภายหลังถูกอธิบดีกรมสรรพากรสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไปครั้งหนึ่งแล้ว โดยมูลเหตุจากกรณีตาม (1) ถึง (5)

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ให้เจ้าพนักงานสรรพากรดําเนินการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ

(1) กรณีผู้ประกอบการตามข้อ 1 และข้อ 3 ให้เจ้าพนักงานสรรพากรออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.20

(2) กรณีผู้ประกอบการตามข้อ 2 ซึ่งได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/16 แห่งประมวลรัษฎากร ให้เจ้าพนักงานสรรพากรออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.21 แต่ถ้าผู้ประกอบการอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ให้เจ้าพนักงานสรรพากรออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.20

กรณีผู้ประกอบการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายสถานประกอบการ

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้ผู้ประกอบการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ดังนี้

(1) วันที่ให้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน คือ วันเดือนปีที่เจ้าพนักงานสรรพากรรับคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อ 6 วรรคหนึ่ง เว้นแต่กรณีที่เจ้าพนักงานสรรพากรไม่ออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการเพราะเข้าลักษณะตามข้อ 6 วรรคสาม ถือว่าผู้ประกอบการดังกล่าวมิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ตั้งแต่วันเดือนปีที่เจ้าพนักงานสรรพากรรับคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ความในวรรคหนึ่ง อธิบดีกรมสรรพากรจะสั่งเป็นอย่างอื่นก็ได้

(2) วันเริ่มประกอบการ คือ วันเดือนปีที่ผู้ประกอบการเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

(3) วันที่ออกใบทะเบียน คือ วันเดือนปีที่ผู้มีอํานาจอนุมัติลงนามในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

กรณีผู้ประกอบการมีสถานประกอบการหลายแห่งอยู่แล้วในขณะขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ยื่นคําขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยระบุเฉพาะสถานประกอบการที่เป็นสํานักงานใหญ่ มิได้ระบุสถานประกอบการแห่งอื่น ๆ ไว้ในคําขอจดทะเบียนด้วย ให้ถือว่าสถานประกอบการแห่งอื่น ๆ นั้นเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนวันเดือนปีเดียวกันกับสํานักงานใหญ่

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ผู้มีอํานาจออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ บุคคลดังต่อไปนี้

(1) สรรพากรพื้นที่หรือผู้ที่สรรพากรพื้นที่มอบหมายสําหรับผู้ประกอบการที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตท้องที่รับผิดชอบของสํานักงานสรรพากรพื้นที่นั้น

(2) ผู้อํานวยการสํานักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ที่ผู้อํานวยการสํานักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่มอบหมาย สําหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในความรับผิดชอบของสํานักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 203) ใช้บังคับ 16 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไป)

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติ ให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอํานาจวินิจฉัย และคําวินิจฉัยของอธิบดีกรมสรรพากร ให้ถือเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดตามประกาศนี้ด้วย”

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 74) ใช้บังคับ 1 มกราคม 2539 เป็นต้นไป)

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2537

ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล

อธิบดีกรมสรรพากร

10 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 57) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และ การออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_5f5c11864537c5d4

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com