法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2482

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
15
มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

แก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

พุทธศักราช ๒๔๘๒

ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร

ลงวันที่ ๔

สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐)

อาทิตย์ทิพอาภา

พล.อ.

เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน

ตราไว้ ณ วันที่ ๗

ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒

เป็นปีที่ ๖

ในรัชกาลปัจจุบัน

โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรแก้ไขพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ

ยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑

พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒”

มาตรา ๒

มาตรา ๒*

ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เป็นต้นไป

และให้ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องภายหลังวันใช้พระราชบัญญัตินี้

*[รก.๒๔๘๒/-/๑๐๙๗/๑๒ ตุลาคม ๒๔๘๒]

มาตรา ๓

มาตรา ๓

ให้เพิ่มความต่อไปนี้เข้าเป็นวรรคสาม ของมาตรา ๑ แห่ง

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

“ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลทั้งหลาย

เพื่อให้กิจการของศาลดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกัน ทั้งนี้โดยอนุมัติรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงยุติธรรม

อนึ่งเพื่อระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดย กฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง

ให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจแนะนำหรือตักเตือนผู้พิพากษาศาลทั้งหลายในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีการนั้น

ๆ และในการอื่น ๆ”

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘

แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และ

ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๘

ให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งนาย และให้มีอธิบดี ผู้พิพากษาประจำศาลอุทธรณ์

ศาลแพ่ง และศาลอาญา ศาลละหนึ่งนาย

เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกาหรืออธิบดีผู้พิพากษาในศาลใดว่างลงหรือเมื่อประธานศาลฎีกาหรืออธิบดีผู้พิพากษาไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราวก็ได้”

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙

แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และ

ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๙

ในศาลชั้นต้นทุกศาลนอกจากศาลแพ่งและศาลอาญา ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำหนดให้ผู้พิพากษาของศาลนั้นนายหนึ่งทำการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล

ถ้าศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้นศาลใดศาลหนึ่งแบ่งออกเป็นสองแผนกหรือกว่านั้นขึ้นไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งของแผนกใดทำการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าในแผนกนั้นก็ได้

เมื่อใดตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกว่างลง หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่

ให้ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลนั้นหรือในแผนกนั้น เป็นผู้ทำการแทนชั่วคราว”

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐

แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๑๐ ประธานศาลฎีกา

อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้ทำการแทน

ต้องรับผิดชอบในงานของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมาย

หรือโดยประการอื่น ให้เป็นไปโดยถูกต้อง

เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยรวดเร็ว

(๒) ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลของตนในข้อขัดข้อง เนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา

(๓) ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับ

การจัดวางระเบียบ และดำเนินการงานส่วนธุระการของศาล

(๔) ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งไปตามระเบียบ และให้มีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑)

นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้นหรือเมื่อได้ตรวจ

สำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้

(๒)

สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ว่าด้วยวิธีพิจารณาความ”

มาตรา ๗

มาตรา ๗ ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑

แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมนั้นเสีย

มาตรา ๘

มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒

แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๑๒

ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกเป็นผู้รับผิดชอบให้งานในแผนกดำเนินไปโดยเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ได้จัดตั้งแผนกนั้นขึ้นหรือตามคำสั่งของประธานศาลฎีกา

อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น”

มาตรา ๙

มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓

แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๑๓

ให้ตั้งข้าหลวงยุติธรรมขึ้น ส่วนจำนวนและตำแหน่งประจำจะอยู่ ณ ที่ใด

และมีเขตอำนาจเพียงไรนั้นให้เป็นไปตามที่จะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาตั้งข้าหลวงยุติธรรม

ผู้ที่เป็นข้าหลวงยุติธรรมให้เลือกตั้งจากผู้พิพากษา

เมื่อตำแหน่งข้าหลวงยุติธรรมว่างลง หรือเมื่อข้าหลวงยุติธรรมไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนข้าหลวงยุติธรรมชั่วคราวก็ได้

ให้ข้าหลวงยุติธรรมมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษา

ดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

และให้มีอำนาจ

(๑) สั่งให้ผู้พิพากษาและจ่าศาลรายงานเกี่ยวด้วยคดีใด ๆ หรือรายงานกิจการอื่น

ๆ ของศาลซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตน

(๒) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลทุกศาลซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจของตน

หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษา

หรือทำความเห็นแย้งได้

(๓) ในกรณีจำเป็นสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตอำนาจ

ของตนไปช่วยทำหน้าที่ชั่วคราวในอีกศาลหนึ่ง

แล้วรายงานไปยังกระทรวงยุติธรรมทันที”

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา

๑๕ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และ

ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๑๕

ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและมีอำนาจทำการ

ไต่สวนหรือออกคำสั่งใด ๆ

ซึ่งผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจดังที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๑ และ มาตรา ๒๒ อนุมาตรา ๑ ถึงอนุมาตรา ๔

แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม แต่เมื่อได้พิจารณาพยานหลักฐานแห่งคดีไปแล้วปรากฏว่าโทษของจำเลยควรจำคุกเกินกว่าหกเดือน

หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเกินกว่านี้ก็ให้ศาลแขวงทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอาญาหรือศาลจังหวัดพิพากษาแล้วแต่กรณี”

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา

๑๘ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และ

ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๑๘

ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับ

ฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา

เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ว่าด้วยวิธีพิจารณาความ”

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา

๒๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๒๐

ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์

คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์

ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการฎีกา

นอกจากนี้ ให้ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

คดีใดซึ่งศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาแล้ว คู่ความหามีสิทธิที่จะทูลเกล้า ฯ

ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไปอีกไม่”

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา

๒๒ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๒๒ ในศาลชั้นต้นผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจเกี่ยวแก่คดี

ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดังต่อไปนี้

(๑) ทำการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีแพ่ง

(๒) ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(๓) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงิน

ที่ฟ้องไม่เกินห้าร้อยบาท

หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์นอกจากคดีที่เกี่ยวด้วยสิทธิตามสภาพบุคคล

และสิทธิในครอบครัว

(๔) พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนด

ไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท

หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ทั้งนี้ จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินห้าร้อยบาท

หรือทั้งจำทั้งปรับเกินกว่านี้หาได้ไม่

(๕) พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาท หรือจำนวนเงินที่ฟ้อง

เกินกว่าห้าร้อยบาทขึ้นไปแต่ไม่เกินสองพันบาท

หรือคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่าสามปีขึ้นไปแต่ไม่เกินเจ็ดปีหรือปรับเกินกว่าสองพันบาท

หรือทั้งจำปรับ

ในคดีที่ผู้พิพากษานายเดียวมีแต่เพียงอำนาจพิจารณาไม่มีอำนาจพิพากษา

ตามอนุมาตรา ๔ และอนุมาตรา ๕ นั้นเมื่อจะพิพากษาคดีจะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อย

นายหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย”

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา

๒๓ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๒๓

ศาลชั้นต้นนอกจากศาลแขวงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนาย

จึงเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง

เมื่อผู้พิพากษาไม่สามารถจะนั่งพิจารณาความให้ครบองค์คณะได้ ให้ผู้พิพากษาที่จะนั่งพิจารณาคดีนั้นมีอำนาจเชิญบุคคลที่มีลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้นั่งเป็นสำรองผู้พิพากษาเพื่อให้ครบองค์คณะ

(๑)

เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิสมัครสอบเข้าเป็นข้าราชการพลเรือน

ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน แต่ต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๕ ปี ขึ้นไป

(๒) เป็นข้าราชการประจำการหรือนอกประจำการตั้งแต่ชั้นประจำแผนกขึ้นไป หรือผู้ที่เป็นเนติบัณฑิตไทย

หรือได้รับปริญญาตรีหรือประกาศนียบัตร หรือปริญญาในทางกฎหมายในต่างประเทศ

เมื่อได้เชิญผู้ใดมาเป็นสำรองผู้พิพากษาให้ช่วยพิจารณาคดีดังกล่าวมาข้างบนนั้นแล้ว

ให้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทันที

ถ้าได้มีการร้องคัดค้านผู้ที่เชิญมาเป็นสำรองผู้พิพากษา

ให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีเชิญบุคคลอื่นมาเป็นสำรองผู้พิพากษาแทนต่อไป

การใดที่ศาลได้จัดทำไปก่อนมีการคัดค้าน เป็นอันสมบูรณ์”

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕

บรรดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาเกี่ยวแก่คดีความที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้

และบรรดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาตามบทกฎหมายอื่นนั้น ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของประธานศาลฎีกา

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พิบูลสงคราม

นายกรัฐมนตรี

สุนันทา/แก้ไข

๓๐/๑๑/๔๔

A+B (C)

15 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2482 (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_6048e4be2b297132

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com