法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502 (Update ณ วันที่ 15/12/2505)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
25
มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

พ.ศ.

๒๕๐๒

ภูมิพลอดุลยเดช

ป.ร.

ให้ไว้

ณ วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๒

เป็นปีที่

๑๔ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมส่วนเอกชนในราชอาณาจักร

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา

ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

พ.ศ. ๒๕๐๒”

มาตรา ๒

มาตรา ๒[๑]

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้

“บรรษัท” หมายความว่า

บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“คณะกรรมการ” หมายความว่า

คณะกรรมการบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“ภารธุระอุตสาหกรรม” หมายความว่า

การประกอบอุตสาหกรรมและให้หมายความรวมตลอดถึง การทำหัตถกรรม

การดำเนินกรรมวิธีและการซ่อมซึ่งสิ่งของ การทำเหมืองแร่

การผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานอย่างอื่น การขนส่ง การอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

การก่อสร้าง การปรับปรุงพื้นที่และเกษตรกรรมพาณิชย์

“หลักทรัพย์” หมายความว่า

หุ้น สต๊อก หุ้นกู้ พันธบัตร และตั๋วเงินคลัง

“ผู้ถือหุ้น” หมายความว่า

ผู้ถือหุ้นของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

“ประกันซื้อ” หมายความว่า

ซื้อหรือตกลงจะซื้อหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนจากผู้ออก

เพื่อการจำหน่ายต่อไป

“รัฐมนตรี” หมายความว่า

รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๔

มาตรา ๔

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

หมวด

การจัดตั้ง

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ให้จัดตั้งบรรษัทขึ้นตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้

เรียกว่า “บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย”

และให้บรรษัทเป็นนิติบุคคล

ให้บรรษัทมีสำนักงานแห่งใหญ่ในจังหวัดพระนคร

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ความรับผิดของผู้ถือหุ้นแต่ละคน

ให้จำกัดเพียงเท่าจำนวนเงินที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ

มาตรา ๗

มาตรา ๗ ให้กำหนดทุนเรือนหุ้นของบรรษัทเป็นจำนวนหุ้นสามัญสองหมื่นหุ้น

มีมูลค่าหุ้นละหนึ่งพันบาท รวมเป็นทุนยี่สิบล้านบาท

ทุนที่กล่าวนั้นอาจเพิ่มขึ้นได้ด้วยการออกหุ้นสามัญใหม่โดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น

แต่การลดทุนจะกระทำมิได้

มาตรา ๘

มาตรา ๘ ให้บรรษัทเสนอต่อประชาชนและหรือบุคคลใด ๆ

ตามแต่บรรษัทจะกำหนด ให้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่ระบุในมาตรา ๗ ตามเวลา วิธีการ

และจำนวนที่บรรษัทกำหนด และให้บรรษัทจัดออกหุ้นเหล่านั้นได้

มาตรา ๙

มาตรา ๙ เมื่อมีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่ระบุในมาตรา

๗ เป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าห้าพันหุ้น และได้ชำระเงินเต็มค่าแล้ว ให้คณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา

๑๔ นัดผู้ถือหุ้นมาประชุมกันเป็นการประชุมใหญ่โดยไม่ชักช้า

เพื่อปรึกษากิจการที่กำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ และกิจการอื่นตามที่จำเป็น

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ ภายหลังที่บรรษัทได้มีผู้ถือหุ้น

และได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเลือกตั้งกรรมการตามความในพระราชบัญญัตินี้แล้ว

ให้นำบทบัญญัติที่ว่าด้วยบริษัทจำกัดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่บรรษัทโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัตินี้

ให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทปฏิบัติแก่บรรษัทเช่นเดียวกับบริษัทจำกัด

หมวด

วัตถุประสงค์

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ วัตถุประสงค์ของบรรษัทมีดังต่อไปนี้

(ก) ช่วยเหลือการจัดตั้ง การขยาย

และการปรับปรุงให้ทันสมัย ซึ่งภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชน และ

(ข) สนับสนุนให้มีทุนส่วนเอกชน

ทั้งในและนอกราชอาณาจักรเข้าร่วมในภารธุระที่กล่าวนั้น

ภารธุระอุตสาหกรรมที่มีส่วนได้เสียอันเป็นของรัฐบาลหรือของสาธารณะอยู่ด้วยนั้น

ถ้าในสารสำคัญมีลักษณะเป็นภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชน

ก็ไม่จำต้องกันออกนอกข่ายแห่งความอุปการะของบรรษัทในการเงิน ทั้ง ๆ

ที่มีส่วนได้เสียอันเป็นของรัฐบาลหรือของสาธารณะอยู่ด้วย

แต่ถ้าบริษัทจำกัดใดมีรัฐบาลหรือองค์การของรัฐบาลถือหุ้นอยู่ด้วยไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

เป็นจำนวนสูงกว่าร้อยละสิบของทุนเรือนหุ้นทั้งสิ้น

ก็ไม่ให้ถือว่าบริษัทนั้นมีลักษณะเป็นภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชนในสารสำคัญ

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒

ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังที่ระบุในมาตรา ๑๑ นั้น

ภายหลังที่ได้มีการประชุมใหญ่ตามมาตรา ๙ แล้ว บรรษัทมีอำนาจกระทำการใด ๆ

ที่กล่าวต่อไปนี้ได้โดยตนเองหรือโดยฐานะเป็นตัวแทนบุคคลอื่น

(๑) ให้อุปการะในการเงิน

ด้วยวิธีให้กู้ยืมเงินระยะยาวหรือระยะปานกลางโดยมีหรือไม่มีหลักประกัน

หรือด้วยวิธีซื้อหรือเข้าชื่อซื้อหุ้นหรือหลักทรัพย์อย่างอื่น ๆ

หรือด้วยวิธีจัดให้ได้มาซึ่งส่วนได้เสียอย่างอื่นใด

(๒) ประกันซื้อหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นใด

(๓)

ประกันการชำระเงินที่กู้ยืมจากแหล่งกู้ยืมส่วนเอกชนอื่น

(๔)

จัดให้มีเงินกลับมาลงทุนใหม่ด้วยวิธีขายทรัพย์สินที่บรรษัทได้มาจากการลงทุน

(๕) กู้ยืมเงินในหรือนอกราชอาณาจักรเพื่อธุรกิจของบรรษัท

และให้หลักประกันเงินที่กู้ยืม ในกรณีกู้ยืมเงินโดยออกหุ้นกู้ มิให้นำความในมาตรา

๑๒๓๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ

(๖)

ใช้เงินคงเหลืออยู่เปล่าของบรรษัทซื้อหลักทรัพย์ที่เหมาะสมในหรือ

นอกราชอาณาจักร

(๗) จัดให้ได้มา ถือกรรมสิทธิ์ เช่าหรือให้เช่า

จำนองหรือรับจำนอง จำนำหรือรับจำนำ และขายหรือจำหน่ายด้วยวิธีอื่นใด

ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์

(๘)

มีบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากประจำกับธนาคารใด ๆ

(๙)

ให้ประกันหรือรับชดใช้ค่าเสียหายและทำความตกลงใด ๆ กับรัฐบาล เทศบาล

หรือบุคคลอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ สัมปทาน และเอกสิทธิ์ใด ๆ

บรรดาที่บรรษัทเห็นว่าจะช่วยให้วัตถุประสงค์ของบรรษัทสำเร็จผล

(๑๐) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารงาน

การจัดการและทางเทคนิคแก่ภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชน

และช่วยให้ภารธุระนั้นได้รับบริการเกี่ยวกับการบริหารงาน การจัดการและทางเทคนิค

(๑๑) รับชำระเงินใด ๆ

เกี่ยวกับเงินที่บรรษัทให้กู้ยืมแม้ก่อนวันถึงกำหนดชำระ

(๑๒) สั่งจ่าย รับรอง หรือสลักหลังตั๋วแลกเงิน

หรือใช้เงินตามตั๋วแลกเงินเพื่อประโยชน์แห่งธุรกิจของบรรษัท

(๑๓) จัดให้มีการสงเคราะห์ตามสมควรแก่ลูกจ้างหรือผู้ที่พ้นจากการเป็นลูกจ้างของบรรษัท

และครอบครัวของบุคคลเหล่านั้น

(๑๔) กระทำกิจการอย่างอื่น ๆ

บรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของบรรษัท

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ บรรษัทต้องไม่ลงเงินในภารธุระใด ๆ

หรือประกอบธุรกิจอย่างอื่นใดกับห้างหรือภารธุระใดที่กรรมการของบรรษัทเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นกรรมการหรือเป็นผู้ถือหุ้น

หรือมีส่วนได้เสียอย่างอื่นอยู่ด้วยไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

เว้นไว้แต่การลงเงินหรือประกอบธุรกิจนั้น

จะได้รับอนุมัติเป็นเอกฉันท์จากกรรมการคนอื่น ๆ ของบรรษัท

เมื่อกรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียดังกล่าวแล้ว

กรรมการผู้นั้นต้องเปิดเผยต่อที่ประชุมคณะกรรมการว่าตนมีส่วนได้เสียอย่างใด

ในกรณีที่มีส่วนได้เสียอยู่แล้ว

ให้เปิดเผยในคราวประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องการจะลงเงินหรือจะประกอบธุรกิจนั้น

หรือถ้ากรณีเป็นอย่างอื่นก็ให้เปิดเผยในคราวประชุมแรกหลังจากที่ตนได้มาซึ่งส่วนได้เสียนั้น

แต่ถ้ากรรมการผู้ใดได้ให้คำบอกกล่าวไว้แล้วเป็นการทั่วไป

โดยระบุว่าตนเป็นหุ้นส่วนในห้างใด หรือเป็นกรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในภารธุระใด

หรือมีส่วนได้เสียอย่างอื่นในห้างหรือภารธุระใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

ก็ให้ถือว่าคำบอกกล่าวนั้นเป็นการเปิดเผยเพียงพอตามมาตรานี้แล้ว

หมวด

การจัดการ

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ ก่อนมีผู้ถือหุ้น

ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเริ่มแรกขึ้นคณะหนึ่งมีจำนวนสี่คน

มีหน้าที่กำหนดข้อบังคับของบรรษัทว่าด้วยกิจการต่าง ๆ

ที่มิได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ และเป็นกิจการซึ่งบริษัทจำกัดย่อมกำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัท

ออกหนังสือชี้ชวนและหนังสือบอกกล่าวป่าวร้อง หรือหนังสืออย่างอื่น

เพื่อชวนให้เข้าชื่อซื้อหุ้นและกระทำหน้าที่และกิจการอื่น ๆ

ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้เริ่มก่อการบริษัท

ข้อบังคับของบรรษัทตามความในวรรคก่อน

ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่และจะแก้ไขเพิ่มเติมได้ต่อเมื่อมีมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕

ในการประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นการประชุมใหญ่ตามมาตรา ๙ ให้เลือกตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นจากจำนวนกรรมการตามมาตรา

๑๔ อีกสองคนรวมเป็นหกคน

ผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการตามความในวรรคก่อน

ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๘ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรานั้น

การเลือกตั้งให้เป็นไปตามข้อบังคับของบรรษัท

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖

เมื่อสิ้นขวบปีในทางบัญชีเงินของบรรษัทแต่ละปี

กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๔ และกรรมการตามมาตรา ๑๕

ต้องออกจากตำแหน่งตามวาระฝ่ายละหนึ่งคนโดยวิธีจับสลาก

เมื่อสิ้นขวบปีในทางบัญชีเงินของบรรษัทปีที่สี่

ให้กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๔ ที่ยังเหลืออยู่อีกคนหนึ่งออกจากตำแหน่ง

เมื่อกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๔

ได้ออกจากตำแหน่งไปหมดแล้ว ให้กรรมการของบรรษัทออกจากตำแหน่งตามวาระคราวละสองคน

โดยให้กรรมการผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนานกว่าเป็นผู้ต้องออกก่อนตามลำดับ

เมื่อกรรมการต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามความในสามวรรคก่อน

ให้เลือกตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๘ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรานั้น

เข้าดำรงตำแหน่งแทน ทั้งนี้ตามวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของบรรษัท

กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับเลือกตั้งอีกได้

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗

กรรมการย่อมพ้นจากตำแหน่งนอกจากถึงคราวออกตามวาระเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) เป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๘

(๔) เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๘

(๕) ที่ประชุมใหญ่ของบรรษัทให้ออก

ในกรณีที่มีการพ้นจากตำแหน่งนอกจากถึงคราวออกตามวาระ

ให้เลือกตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๘ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรานั้น

เข้าดำรงตำแหน่งแทน

ความใน (๓) และ (๕)

มิให้นำมาใช้บังคับแก่กรรมการที่แต่งตั้งตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๙

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ บุคคลอาจได้รับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งกรรมการของบรรษัทได้ต่อเมื่อเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติโดยเป็นผู้ถือหุ้นของบรรษัทมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท

หรือเป็นผู้แทนของบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถือหุ้นของบรรษัทมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท

และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

(๑) เป็นลูกจ้างซึ่งได้รับเงินเดือนจากบรรษัท

(๒) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย

(๓)

เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙

ตราบใดที่เงินซึ่งรัฐบาลให้บรรษัทกู้ยืมยังมีค้างอยู่

หรือการค้ำประกันที่รัฐบาลให้ไว้ตามมาตรา ๒๓ ยังไม่สิ้นอายุการบังคับ

ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลที่เห็นสมควรคนหนึ่งเป็นกรรมการของบรรษัทเพิ่มขึ้นจากจำนวนกรรมการที่บัญญัติไว้ในมาตรา

๑๔ และมาตรา ๑๕

และให้รัฐมนตรีมีอำนาจถอดถอนและแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าดำรงตำแหน่งแทนได้

ให้กรรมการตามความในวรรคก่อน

มีฐานะเช่นเดียวกับกรรมการอื่นของบรรษัท แต่ไม่ต้องออกตามวาระ

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐

ให้คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่กำกับและควบคุมโดยทั่วไปซึ่งการดำเนินงาน

การบริหารกิจการและธุรกิจของบรรษัท และให้มีอำนาจกระทำการต่าง ๆ

ที่บรรษัทจะพึงกระทำได้ อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง

(๑) จ่ายเงินของบรรษัทเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใด ๆ

ที่เกิดขึ้นในการจัดกิจการและการประกอบธุรกิจตามวัตถุประสงค์ของบรรษัท

การให้สินจ้างแก่กรรมการและลูกจ้างของบรรษัท

(๒)

ควบคุมให้มีการตรวจคำร้องทุกฉบับที่ภารธุระอุตสาหกรรมส่วนเอกชนยื่นขึ้นมาเพื่อขอรับอุปการะในทางการเงินจากบรรษัท

และให้รับไว้พิจารณาเฉพาะแต่ที่เห็นสมควรในทางเทคนิค การเงินและการเศรษฐกิจ

โดยมิต้องคำนึงถึงการอื่นใดทั้งสิ้น

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑

ให้คณะกรรมการแต่งตั้งบุคคลคนหนึ่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของบรรษัท

ให้ผู้จัดการทั่วไปเป็นผู้บริหารกิจการของบรรษัทให้เป็นไปตามนโยบายที่คณะกรรมการกำหนด

และมีอำนาจบังคับบัญชาลูกจ้างของบรรษัททุกตำแหน่ง

ผู้จัดการทั่วไปมีสิทธิเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ

และร่วมในการพิจารณาปรึกษากิจการต่าง ๆ ของบรรษัท แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ในส่วนกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก

ให้ผู้จัดการทั่วไปมีอำนาจกระทำการแทนบรรษัท แต่ผู้จัดการทั่วไปจะมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนตนเฉพาะในกิจการใดก็ได้

หมวด

การค้ำประกันเงินกู้

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓[๒]

ในกรณีที่รัฐบาลจะค้ำประกันเงินกู้ที่บรรษัทกู้ยืมจากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ

หรือจากแหล่งกู้ยืมอื่นใดในต่างประเทศ ถ้ายอดรวมแห่งต้นเงินกู้เหล่านั้นทั้งสิ้นที่รัฐบาลค้ำประกันยังค้างอยู่กว่าสองร้อยล้านบาท

เมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทย

หรือการค้ำประกันเงินกู้จะเป็นผลให้ยอดรวมนั้นมีจำนวนสูงกว่าที่กล่าวนี้เมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยแล้วก็ห้ามมิให้มีการค้ำประกันอีก

การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยนั้นให้ใช้อัตราปริวรรตในวันใช้บังคับสัญญากู้ยืมเงินรายที่จะค้ำประกัน

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ บรรดาเงินที่บรรษัทต้องชำระเป็นต้นเงิน

ดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายอย่างอื่น ๆ สำหรับเงินกู้รายใด ๆ

ที่ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการได้ให้บรรษัทกู้ยืม หรือที่รัฐบาลต้องชำระเพราะการค้ำประกันที่ได้ให้ไว้ตามมาตรา

๒๓ นั้น ถึงแม้ว่าจะมีบทกฎหมายใด ๆ เป็นอย่างอื่นก็ต้องชำระ

(ก)

โดยไม่ต้องหักและไม่ต้องเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ที่ตั้งเก็บตาม

หรือภายใต้บทกฎหมายใด ๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หรือที่จะประกาศใช้ต่อไป และ

(ข)

โดยพ้นจากการกำกัดทั้งปวงที่กำหนดตามหรือภายใต้บทกฎหมายใด ๆ

ซึ่งจะทำให้ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการมิได้รับชำระ

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ ในกรณีที่เกี่ยวกับเงินกู้รายใด ๆ

ที่ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการได้ให้บรรษัทกู้ยืม และรัฐบาลค้ำประกันนั้น

รัฐบาลจะทำสัญญากับบรรษัทก็ได้ว่า

ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงค่าของบาทเทียบกับเงินตราต่างประเทศสกุลที่ได้กู้ยืมและมีการขาดทุนเกิดขึ้น

รัฐบาลจะชดใช้เงินที่ขาด หรือถ้ามีผลกำไรเกิดขึ้น รัฐบาลจะได้รับผลกำไรนั้น

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

จอมพล

ส. ธนะรัชต์

นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ

:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

โดยที่การประกอบอุตสาหกรรมจะสำเร็จผลไปได้ด้วยดี

จำต้องได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน เพื่อให้มีทุน มีการจัดการอันมีสมรรถภาพ

และมีความรู้ในด้านวิชาการ จึงสมควรจัดให้มีบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยขึ้นเพื่อช่วยเหลือกิจการอุตสาหกรรมให้สำเร็จผลดังว่านี้

พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๕[๓]

หมายเหตุ

:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ

โดยที่ในขณะนี้การประกอบอุตสาหกรรมมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการส่งเสริมมากยิ่งขึ้น

เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

จึงจำต้องขยายวงเงินค้ำประกันเงินกู้ที่บรรษัทฯ

พึงจะได้มาจากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ

หรือจากแหล่งกู้ยืมใดในต่างประเทศเพื่อให้ยอดรวมแห่งต้นเงินกู้ยืมเพิ่มขึ้นเพียงพอ

เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมส่วนเอกชนในราชอาณาจักรให้กว้างขวางยิ่งขึ้นพอแก่ความต้องการในขณะนี้

วศิน/ผู้จัดทำ

มกราคม ๒๕๕๒

[๑]

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๖/ตอนที่ ๙๙/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๒๘ ตุลาคม ๒๕๐๒

[๒]

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๕

[๓]

ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๙/ตอนที่ ๑๑๐/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๕

25 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2502 (Update ณ วันที่ 15/12/2505) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_6329ffdda475c0c9

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com