ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่ สนส. 10/2553
เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์
โดย Standardised Approach (วิธี SA) (ฉบับที่ 3)
อื่นๆ - 1.เหตุผลในการออกประกาศ
หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) เป็นแนวทางในการคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์ เพื่อนําไปใช้ในการคํานวณอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดตามเกณฑ์การกํากับดูแลเงินกองทุนสําหรับธนาคารพาณิชย์โดยในปัจจุบันหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 90/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 3/2552 เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) (ฉบับที่2)
ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควรแก้ไขปรับปรุงประกาศดังกล่าวโดยออกเป็นประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) (ฉบับที่3) เพื่อกําหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value – LTV ratio) สําหรับสินเชื่อเพื่อที่อาศัยที่หลักประกันมีราคาซื้อขายต่ํากว่า 10 ล้านบาทเพิ่มเติม ส่วนเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงเดิม โดยมีเหตุผลดังนี้
ในช่วงที่เกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินในทวีปอเมริกาและยุโรประหว่างปี 2550-2552 แม้เศรษฐกิจไทยยังดําเนินไปได้ดี แต่ก็ได้รับผลกระทบอยู่บ้างในด้านการส่งออกและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทําให้ในปี 2552 ผลิตภัณฑ์มวลของไทยติดลบร้อยละ 2.2 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดําเนินนโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลาย โดยลดน้ําหนักความเสี่ยในการคํานวณเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์สําหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจากร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 35 ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มีต้นทุนลดลง และสามารถปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ได้อย่างต่อเนื่องประกอบกับรัฐบาลก็ได้ผ่อนปรนการเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ลงจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 0.01 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยและสนับสนุนการประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งการผ่อนปรนตามมาตรการดังกล่าวได้ยุติลงในเดือนมิถุนายน 2553 ผลจากการดําเนินนโยบายและการพัฒนาระบบการก่อสร้างที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว หรือทาวน์เฮาส์ ทําให้ตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในปัจจุบันมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนทางตัวเลขว่ามีปัญหาฟองสบู่เกิดขึ้น และระบบการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ยังคงดีอยู่
ต่อมาในปี 2553สถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ขณะที่การปล่อยสินเชื่อให้แก่ประชาชนผู้ซื้อที่อยู่อาศัยโดยทั่วไปของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่กําหนดให้วางเงินดาวน์ไม่ต่ํากว่าร้อยละ 10 หรือมี LTV ratio ที่ร้อยละ 90 ซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 70 ของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของระบบธนาคารพาณิชย์ แต่ด้วยการแข่งขันในตลาดที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจผลักดันให้มีพฤติกรรมในการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น เริ่มกําหนดให้มีการวางเงินดาวน์น้อยลงหรือมี LTV ratio สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ําแต่ก็อาจส่งผลให้เกิดสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต
ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Standardised Approach (วิธี SA) โดยกําหนดเพดาน LTV ratio เพิ่มเติมสําหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่หลักประกันมีราคาซื้อขายต่ํากว่า 10 ล้านบาท ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่ ธปท. กําหนดที่ได้รับน้ําหนักความเสี่ยงร้อยละ 35 ดังนี้
1) ที่อยู่อาศัยแนวสูง (เช่น อาคารชุด หรือคอนโดมิเนียม) กําหนด LTV ratio ไม่เกินกว่าร้อยละ 90 ของราคาซื้อขายที่ตกลงกันจริง โดยมีผลใช้บังคับกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่มีสัญญาจะซื้อจะขายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป และ
2) ที่อยู่อาศัยแนวราบ (เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์) กําหนด LTV ratio ไม่เกินกว่าร้อยละ 95 ของราคาซื้อขายที่ตกลงกันจริง โดยมีผลใช้บังคับกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่มีสัญญาจะซื้อจะขายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่มี LTV ratio เกินกว่าระดับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดจะได้รับน้ําหนักความเสี่ยงที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี การกําหนดเพดาน LTV ratio ดังกล่าวข้างต้นไม่บังคับใช้กับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยที่เป็นสวัสดิการของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นทางค้าปกติของธนาคารพาณิชย์
การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต (Preventive Action) และให้มีผลสอดรับกับระบบการปล่อยสินเชื่อที่มีความระมัดระวังและป้องกันมิให้มีการแข่งขันที่มากขึ้นจนทําให้การให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยด้วยการให้ LTV ratio ที่สูงขึ้นเบี่ยงเบนปากระดับที่เหมาะสมจนเป็นเหตุให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งหากรอจนมีสัญญาณบ่งชี้ชัดหรือมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วจึงออกมาตรการก็อาจทําให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันกาล
อื่นๆ - 2.อํานาจตามกฎหมาย
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา32 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา 29 อันประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 33 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทยออกออกหลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตโดย Standardised Approach (วิธี SA) (ฉบับที่ 3) และให้ธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารถือปฏิบัติตามที่กําหนดในประกาศนี้
อื่นๆ - 3.ขอบเขตการบังคับใช้
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกธนาคาร
อื่นๆ - 4.ประกาศและหนังสือเวียนที่ยกเลิก
เอกสารแนบ 1 และเอกสารแนบ 9 ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 90/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 3/2552 เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 4 มีนาคม 2552
อื่นๆ - 5.เนื้อหา
ให้ยกเลิกเอกสารแนบ 1 และเอกสารแนบ 9 ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 90/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 3/2552 เรื่อง หลักเกณฑ์การคํานวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิตสําหรับธนาคารพาณิชย์โดย Standardised Approach (วิธี SA) (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 4 มีนาคม 2552 และให้ใช้เอกสารแนบ 1 และเอกสารแนบ 9 ที่แนบท้ายประกาศฉบับนี้แทน
อื่นๆ - 6.วันเริ่มต้นบังคับใช้
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
6.1 ข้อ 8.1.5 (1.1) และวรรคสองของข้อ 8.1.5 ของเอกสารแนบ 1 ข้อ 1.8.1 (5.1.1) และวรรคสองของข้อ 1.8.1 (5) ของเอกสารแนบ 9 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป
6.2 ข้อ 8.1.5 (1.2) ของเอกสารแนบ 1 ข้อ 1.8.1 (5.1.2) ของเอกสารแนบ 9 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป
ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2553
(นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล)
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย