ข้อ ๔.๑๑
การเปลี่ยนแปลงกรอบการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน
ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ในการทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนในอนาคตตามความเหมาะสม
ภายใต้กรอบของหลักการในข้อ ๔.๒
๕.[๑]
วันเริ่มต้นการถือปฏิบัติ
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ
ณ วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐
ธาริษา
วัฒนเกส
ผู้ว่าการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
เอกสารแนบท้าย
1
ความเสี่ยงของคู่สัญญา
ตราสารทุนอ้างอิง
1. การกำกับลูกหนี้รายใหญ่
- ให้นับคู่สัญญาเป็นลูกหนี้รายใหญ่
โดยให้ใช้วิธี Current
Exposure และใช้ค่าแปลงสภาพของตราสารทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงของคู่สัญญาตามประกาศ
ธปท. เรื่อง การกำหนดอัตราส่วนจำนวนเงินที่ ธพ. ให้สินเชื่อลงทุน
หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดกับเงินกองทุนลงวันที่ 19 มกราคม
2549 หรือที่แก้ไขเพิ่มเติม
- ในการนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน
ให้นับด้วยจำนวนเงินตามสัญญาในกรณีของธุรกรรม futures, forwards, swaps และนับด้วยค่า
Delta
Equivalent Amount ในกรณีของธุรกรรม Options
- ก่อน
ธพ. ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน
[ไม่ว่าจะเป็นฐานะที่เป็นผู้ซื้อตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้ ธพ.
ได้รับตราสารทุนเข้ามาในอนาคต (ไม่ว่าจะเป็นการชำระราคาแบบ Physical หรือ
Cash
Settlement)] ธพ.
จะต้องนำฐานะจากธุรกรรมที่กล่าวไปทดลองคำนวณรวมในอัตราส่วนจำนวนเงินที่ ธพ.
ให้สินเชื่อ ลงทุน
หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดกับเงินกองทุนตามประกาศ ธปท.
ในเรื่องที่กล่าว ลงวันที่ 19 มกราคม 2549 หรือที่แก้ไขเพิ่มเติมด้วย
โดย ธพ.
จะสามารถทำธุรกรรมได้ก็ต่อเมื่อนับฐานะจากอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนรวมเข้ากับจำนวนเงินการให้สินเชื่อ
ลงทุน หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้วไม่เกินร้อยละ 25
ของเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่านั้น และหลังจากทำธุรกรรมแล้ว ธพ.
จะต้องนับฐานะที่กล่าวในการคำนวณอัตราส่วนจำนวนเงินที่ ธพ. ให้สินเชื่อ ลงทุน
หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามประกาศ ธปท.ที่กล่าวด้วย
- กรณีที่ตัวแปรที่จะนำมาใช้ซื้อขายอ้างอิงในการทำธุรกรรมเป็นดัชนีราคาตราสารทุนที่จัดว่ามีสภาพคล่อง (ตามรายชื่อในหนังสือ
ธปท. ที่ ธปท.สนส. (21)ว. 2738/2546 เรื่อง
แนวนโยบายการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินและแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง
ลงวันที่ 30
ธันวาคม 2546
และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และมีการชำระเงินตามธุรกรรมเป็นแบบ Cash Settlement
ธพ. ไม่ต้องนับลูกหนี้รายใหญ่สำหรับตราสารทุนอ้างอิงที่อยู่ในดัชนีนั้น
สำหรับกรณีอื่นๆ ธพ.
จะต้องนับเป็นเงินลงทุนในตราสารทุนอ้างอิงทุกตัวตามอัตราส่วนที่อยู่ในดัชนีนั้น
และทดลองคำนวณ และนับฐานะที่กล่าวในการคำนวณอัตราส่วนจำนวนเงินที่ ธพ. ให้สินเชื่อ
ลงทุน หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามหลักเกณฑ์ข้างต้นด้วย
- ให้
ธพ. สามารถหักกลบฐานะ Short (ฐานะเป็นผู้ขายตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้
ธพ. ต้องส่งมอบตราสารทุนในอนาคต) กับฐานะ Long (ฐานะเป็นผู้ซื้อตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้
ธพ. ได้รับตราสารทุนเข้ามาในอนาคต)
ในตราสารทุนที่เกิดจากการทำธุรกรรมอนุพันธ์ด้านตราสารทุนที่มีวันครบกำหนดเดียวกันเท่านั้น
โดยให้ใช้ฐานะ Long
สุทธิที่เป็นบวกในการคำนวณอัตราส่วนจำนวนเงินที่ ธพ.
ให้สินเชื่อ ลงทุน หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามหลักเกณฑ์ข้างต้น
ทั้งนี้ สำหรับในกรณีอื่นๆ ไม่อนุญาตให้หักกลบ เช่น กรณีมีฐานะ Short ในอนุพันธ์ด้านตราสารทุนและ
ธพ. ถือตราสารทุนนั้นอยู่ใน Port ธพ.
ไม่สามารถนำฐานะทั้งสองมาหักกลบกันได้แม้ว่าจะอ้างอิงตราสารทุนตัวเดียวกันก็ตาม
2.
เกณฑ์การกำกับเกี่ยวกับการกำหนดให้ ธพ. ซื้อหรือมีหุ้นทุนในความครอบครอง
2.1 ให้ ธพ.
ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดได้ไม่เกินกว่าร้อยละ 10
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วของบริษัทนั้นๆ
ในการนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน
ให้นับด้วยจำนวนเงินตามสัญญาในกรณีของธุรกรรม futures, forwards, swaps และนับด้วยค่า
Delta
Equivalent Amount ในกรณีของธุรกรรม Options
ก่อน ธพ.
ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน[ไม่ว่าจะเป็นฐานะที่เป็นผู้ซื้อตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้
ธพ. ได้รับตราสารทุนเข้ามาในอนาคต (ไม่ว่าจะเป็นการชำระราคาแบบ Physical หรือ
Cash
Settlement)] ธพ.
จะต้องนำฐานะจากธุรกรรมที่กล่าวไปทดลองคำนวณอัตราส่วนร้อยละ 10
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วของบริษัทนั้นๆ ด้วย โดย ธพ.
จะสามารถทำธุรกรรมได้ก็ต่อเมื่อนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนรวมเข้ากับจำนวนหุ้นที่
ธพ. ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดบริษัทหนึ่งแล้วไม่เกินร้อยละ 10
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้นเท่านั้น
และหลังจากทำธุรกรรมแล้ว ธพ.
จะต้องนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนในการคำนวณอัตราส่วนจำนวนหุ้นที่
ธพ. สามารถซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดบริษัทหนึ่งตามมาตรา 12 (5)
แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติมด้วย
- กรณีที่ตัวแปรที่จะนำมาใช้ซื้อขายอ้างอิงในการทำธุรกรรมเป็นดัชนีราคาตราสารทุนที่จัดว่ามีสภาพคล่อง (ตามรายชื่อในหนังสือ
ธปท. ที่ ธปท.สนส. (21)ว. 2738/2546 เรื่อง
แนวนโยบายการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินและแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง
ลงวันที่ 30
ธันวาคม 2546
และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และมีการชำระเงินตามธุรกรรมเป็นแบบ Cash Settlement ไม่ต้องนับตราสารทุนอ้างอิงที่อยู่ในดัชนีนั้นรวมในการคำนวณอัตราส่วนร้อยละ
10
ที่กล่าว สำหรับกรณีอื่นๆ ธพ.
จะต้องนับตราสารทุนอ้างอิงทุกตัวตามอัตราส่วนที่อยู่ในดัชนีนั้นรวมในการคำนวณอัตราส่วนร้อยละ
10
ที่กล่าวด้วย
- ให้
ธพ. สามารถหักกลบฐานะ Short (ฐานะเป็นผู้ขายตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้
ธพ. ต้องส่งมอบตราสารทุนในอนาคต) กับฐานะ Long (ฐานะเป็นผู้ซื้อตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้
ธพ. ได้รับตราสารทุนเข้ามาในอนาคต)
ในตราสารทุนที่เกิดจากการทำธุรกรรมอนุพันธ์ด้านตราสารทุนที่มีวันครบกำหนดเดียวกันเท่านั้นโดยให้ใช้ฐานะ
Long สุทธิที่เป็นบวกในการคำนวณอัตราส่วนร้อยละ
10
ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วของบริษัทนั้นๆ ตามหลักการข้างต้น ทั้งนี้
สำหรับในกรณีอื่นๆ ไม่อนุญาตให้หักกลบ เช่น กรณีมีฐานะ Short ในอนุพันธ์ด้านตราสารทุนและ
ธพ. ถือตราสารทุนนั้นอยู่ใน Port ธพ.
ไม่สามารถนำฐานะทั้งสองมาหักกลบกันได้แม้ว่าจะอ้างอิงตราสารทุนตัวเดียวกันก็ตาม
2.2
ให้ ธพ. ซื้อหรือมีหุ้นมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น ได้ไม่เกินกว่าร้อยละ 20
ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของ ธพ. นั้น
ในการนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน
ให้นับด้วยจำนวนเงินตามสัญญาในกรณีของธุรกรรม futures, forwards, swaps และนับด้วยค่า
Delta
Equivalent Amount ในกรณีของธุรกรรม Options
ก่อน ธพ.
ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน[ไม่ว่าจะเป็นฐานะที่เป็นผู้ซื้อตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้
ธพ. ได้รับตราสารทุนเข้ามาในอนาคต (ไม่ว่าจะเป็นการชำระราคาแบบ Physical หรือ
Cash
Settlement)] ธพ.
จะต้องนำฐานะจากธุรกรรมที่กล่าวไปทดลองคำนวณรวมในอัตราส่วนจำนวนหุ้นที่ ธพ. ซื้อ
หรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดกับเงินกองทุนตามประกาศ ธปท. เรื่อง การกำหนดให้ ธพ.
ถือปฏิบัติในเรื่องการซื้อหรือมีหุ้นมีมูลค่ารวมกันทั้งสิ้น
เป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุน ลงวันที่ 25 เมษายน 2546 หรือที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย
ธพ.
จะสามารถทำธุรกรรมได้ก็ต่อเมื่อนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนรวมเข้ากับจำนวนหุ้นที่
ธพ. ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดทุกบริษัทรวมกันทั้งสิ้นมีมูลค่าไม่เกิน ร้อยละ
20 ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของ ธพ. นั้น เท่านั้น และหลังจากทำธุรกรรมแล้ว ธพ.
จะต้องนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนในการคำนวณอัตราส่วนจำนวนหุ้นที่
ธพ. ซื้อ หรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดกับเงินกองทุนที่กล่าวด้วย
ให้ ธพ. สามารถหักกลบฐานะ Short (ฐานะเป็นผู้ขายตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้
ธพ. ต้องส่งมอบตราสารทุนในอนาคต) กับฐานะ Long (ฐานะเป็นผู้ซื้อตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้
ธพ. ได้รับตราสารทุนเข้ามาในอนาคต)
ในตราสารทุนที่เกิดจากการทำธุรกรรมอนุพันธ์ด้านตราสารทุนที่มีวันครบกำหนดเดียวกันเท่านั้น
โดยให้ใช้ฐานะ Long
สุทธิที่เป็นบวกในการคำนวณอัตราส่วนจำนวนหุ้นที่ ธพ.
ซื้อ หรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดกับเงินกองทุนตามหลักการข้างต้น ทั้งนี้
สำหรับในกรณีอื่นๆ ไม่อนุญาตให้หักกลบ เช่น กรณีมีฐานะ Short ในอนุพันธ์ด้านตราสารทุนและ
ธพ. ถือตราสารทุนนั้นอยู่ใน Port ธพ. ไม่สามารถนำฐานะทั้งสองมาหักกลบกันได้แม้ว่าจะอ้างอิงตราสารทุนตัวเดียวกันก็ตาม
3.
เกณฑ์เงินกองทุน
3.1 บัญชีเพื่อการธนาคาร
(Banking Book)
คิดเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงในส่วนของความเสี่ยงของคู่สัญญาสำหรับอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน
โดยใช้วิธี Current
Exposure แบบไม่มี Netting และใช้ค่าแปลงสภาพของตราสารทุน
และน้ำหนักความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงิน
เพื่อดำรงเงินกองทุนรองรับความเสี่ยงของคู่สัญญาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในเอกสารแนบ
2 จนกว่าประกาศ ธปท. เรื่อง การกำหนดให้ ธพ. ที่จดทะเบียนในประเทศ และเรื่อง การกำหนดให้สาขาของธนาคารต่างประเทศดำรงเงินกองทุน
จะรองรับการประกอบธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้าน
ตราสารทุน
- ให้
ธพ. ดำรงเงินกองทุนตามประกาศ ธปท. เรื่อง การกำหนดให้ ธพ.
ที่จดทะเบียนในประเทศลงวันที่ 27 มกราคม 2549 และ เรื่อง
การกำหนดให้สาขาของธนาคารต่างประเทศดำรงเงินกองทุนลงวันที่ 30 ธันวาคม
2548 หรือที่แก้ไขเพิ่มเติม
เมื่อมีการรับตราสารทุนเข้ามาแล้วจริง
3.2
บัญชีเพื่อการค้า
(Trading
Book)
- คิดเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงในส่วนของความเสี่ยงของคู่สัญญาสำหรับอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนในบัญชีเพื่อการค้า
เช่นเดียวกับที่กำหนดสำหรับบัญชีเพื่อการธนาคารข้างต้น
ให้ปฏิบัติตามหนังสือ ธปท. ที่ ธปท.สนส. (21)ว. 2738/2546 เรื่อง
แนวนโยบายการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินและแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง
ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งสรุปได้ดังนี้
1.
ความเสี่ยงด้านราคาตราสารทุน
ให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านราคาตราสารทุน
และดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน
2. ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย
- ให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยและดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าวที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน
(ถ้ามี)
3. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- ให้
ธพ.
นับรวมฐานะเงินตราต่างประเทศที่เกิดจากอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนและดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าว
(ถ้ามี)
4. ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ
Options
- กรณีที่
ธพ. ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนที่เกี่ยวข้องกับ Options ให้มีการประเมินความเสี่ยงสำหรับ
Options และดำรงเงินกองทุนรองรับด้วย
4. เกณฑ์การดำรงฐานะเงินตรา
ต่างประเทศ
ให้นับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศในการดำรงฐานะเงินตราต่างประเทศด้วย
โดยคิดด้วยมูลค่ายุติธรรมของฐานะอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนนั้น
โดยให้รายงานในหัวข้อ ฐานะล่วงหน้าสุทธิ ของแบบรายงานฐานะรวม
และแบบรายงานฐานะสาขา ตามแนวนโยบาย เรื่อง หลักเกณฑ์การดำรงฐานะเงินตราต่างประเทศ
และแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง ลงวันที่ 21 มกราคม 2546 หรือที่แก้ไขเพิ่มเติม
เอกสารแนบ
2
การคำนวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงของคู่สัญญาสำหรับธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้าน
ตราสารทุน
1.
ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้วิธีการคำนวณแบบ Current Exposure แบบไม่มี
Netting Agreement ในการคำนวณมูลค่าเทียบเท่าที่จะนับเป็นสินทรัพย์
(Credit Equivalent Amount) สำหรับธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนที่ทำกับคู่สัญญาแต่ละราย
2.
ในการคิดมูลค่าเทียบเท่าที่จะนับเป็นสินทรัพย์สำหรับการทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้าน
ตราสารทุนสำหรับคู่สัญญาแต่ละราย
ให้คำนวณดังนี้
CEA = CCE + PFCEgross
โดยที่
1. CEA (Credit Equivalent Amount) คือ
มูลค่าเทียบเท่าที่จะนับเป็นสินทรัพย์ จากสัญญาอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน
2. CCE (Current Credit Exposure) คือ
ผลรวมด้านกำไรที่ได้จากการวัดมูลค่ายุติธรรมในปัจจุบันของการทำอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนทุกสัญญาที่ธนาคารพาณิชย์ทำกับคู่ค้ารายเดียวกัน
3. PFCEgross (Potential Future Credit
Exposure : PFCEgross) คือ
ผลรวมของการวัดมูลค่าความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเท่ากับผลรวมของการนำจำนวนเงินตามสัญญา
(Notional Amount) ของธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนทุกสัญญาที่ทำกับคู่ค้ารายเดียวกันไปคูณด้วยค่าแปลงสภาพ
(Credit Conversion Factor) ที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดไว้ในตาราง
ทั้งนี้
สำหรับสัญญาอนุพันธ์ทางการเงินซึ่งมีการพัฒนาจากอนุพันธ์ทางการเงินพื้นฐานย่อยๆ
หรือมีการ Leverage จำนวนเงินตามสัญญาหรือมีการแลกเปลี่ยนจำนวนเงินตามสัญญาหลายครั้ง
(Structured Product) ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ผลรวมของจำนวนเงินตามสัญญาของทุกธุรกรรมย่อยที่ใช้คำนวณจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์จะได้รับในสถานการณ์ที่เป็นประโยชน์กับธนาคารพาณิชย์มากที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น
(Effective Notional Amount) แทนจำนวนเงินตามสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน
(Notional Amount)
ตารางค่าแปลงสภาพสำหรับการทำอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน
อายุที่เหลือของสัญญา1/
อนุพันธ์ด้านตราสารทุน
ไม่เกิน
1 ปี
0.06
เกิน
1 ปี 5 ปี
0.08
เกิน
5 ปี ขึ้นไป
0.10
1/ สำหรับสัญญาที่มีการรับหรือจ่ายชำระเงินกัน
ณ วันที่ที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า
โดยมีการปรับอัตราอ้างอิงซึ่งมีผลให้สัญญากลับไปมีมูลค่าตลาดเท่ากับศูนย์
อายุที่เหลือของสัญญาในกรณีนี้หมายถึงระยะเวลาคงเหลือก่อนการปรับอัตราอ้างอิงครั้งต่อไป
3. เมื่อคำนวณได้ค่ามูลค่าเทียบเท่าที่จะนับเป็นสินทรัพย์
สำหรับการทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนสำหรับคู่ค้าแต่ละรายแล้ว
ให้นำไปคูณกับน้ำหนักความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอนุพันธ์ทางการเงิน
และอัตราส่วนเงินกองทุนที่ต้องดำรง ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงเงินกองทุน
โสรศ/ผู้จัดทำ
๑๙
กรกฎาคม ๒๕๕๐
ก/ ก/ตัวแปรอ้างอิงในที่นี้
ให้หมายรวมถึงตัวแปรที่จะนำมาซื้อขายอ้างอิงในการทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนที่กำหนดไว้ในข้อ
๔.๓ (๒) และอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงตามสัญญา Equity Linked Swaps ด้วย
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๘๑ ง/หน้า ๖/๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐