法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 2/2550 เรื่อง การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
11
มาตรา อารัมภบท

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่

สนส. ๒/๒๕๕๐

เรื่อง

การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

๑.

เหตุผลในการออกประกาศ

เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างตลาดการเงินในประเทศ

การพัฒนาประสิทธิภาพของตลาดตราสารทุน และส่งเสริมการพัฒนาศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกประกาศอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนโดยกำหนดขอบเขตและหลักเกณฑ์การปฏิบัติให้กับธนาคารพาณิชย์

๒.

อำนาจตามกฎหมาย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ทวิ

แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่แก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒

ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

ตามกรอบและข้อกำหนดในประกาศฉบับนี้

๓.

ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้กับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารยกเว้นธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย

๔.

เนื้อหา

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔.๑

ในประกาศฉบับนี้

(๑) ตราสารทุน หมายถึง

ตราสารที่แสดงว่าผู้ถือตราสารมีความเป็นเจ้าของกิจการที่ไปลงทุน

(๒) ธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

หมายถึง ข้อตกลงหรือสัญญาที่มูลค่าขึ้นอยู่กับระดับราคาของตราสารทุน

หรือราคาของกลุ่มตราสารทุน หรือดัชนีราคาตราสารทุน (Equity Index)

ที่ใช้อ้างอิงในการทำธุรกรรมนั้น

(๓) Equity Futures คือสัญญาซื้อหรือขายตราสารทุนหรือกลุ่มตราสารทุนหรือดัชนีราคาตราสารทุนล่วงหน้า

ณ วันครบกำหนดสัญญา ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในสัญญา

ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือตลาดอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ

โดยจะมีการ mark to market และรับรู้กำไรและขาดทุนทุกวันทำการของตลาดผ่านระบบการวาง

Margin ซึ่งนำมาใช้ลดความเสี่ยงต่อคู่ค้า

โดยในกรณีที่มีการขาดทุนมากๆ จนระดับของ Margin ต่ำกว่าระดับที่กำหนด

(Maintenance Margin) ผู้ถือตราสารอนุพันธ์จะต้องนำเงินเข้าบัญชี Margin

เพิ่มขึ้น เป็นต้น

(๔) Equity Forwards เป็นการตกลงระหว่างคู่สัญญาสองฝ่าย

(over the counter) ในการซื้อหรือขายตราสารทุน กลุ่มตราสารทุน

หรือดัชนีราคาตราสารทุน ในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าตามที่ระบุในสัญญา

โดยคู่สัญญาดังกล่าวมีภาระผูกพันตามสัญญา ในการซื้อหรือขายตราสารทุน

กลุ่มตราสารทุน หรือดัชนีราคาตราสารทุนที่กำหนด

ในราคาที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าตามที่ระบุในสัญญา ณ

วันครบกำหนดโดยการทำสัญญาดังกล่าวไม่ผ่านศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

หรือตลาดอนุพันธ์ที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ

แต่จะเป็นการทำสัญญาโดยตรงระหว่างผู้ทำธุรกรรม (OTC transactions)

(๕) Equity Linked Swaps คือข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาสองฝ่ายที่จะแลกเปลี่ยนอัตราผลตอบแทนที่ได้จากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในลักษณะคงที่

(Fixed Rate) หรือในลักษณะลอยตัว (Floating Rate)

หรืออัตราผลตอบแทนที่อ้างอิงกับราคาตราสารทุน ราคาของกลุ่มตราสารทุน

หรือดัชนีราคาตราสารทุนหนึ่ง กับอัตราผลตอบแทนที่อ้างอิงกับราคาตราสารทุน ราคาของกลุ่มตราสารทุน

หรือดัชนีราคาตราสารทุนอื่น ซึ่งเป็นลักษณะที่เป็นธุรกรรม Swaps

ขั้นพื้นฐาน

(๖) Equity Options คือข้อตกลงที่ผู้ซื้อมีสิทธิแต่ไม่ใช่ข้อผูกพันในการซื้อ

(Call Options) หรือขาย (Put Options) ตราสารทุน

กลุ่มตราสารทุนหรือดัชนีราคาตราสารทุนในอนาคต ณ วันครบกำหนดสัญญา (European

Options) หรือในระหว่างระยะเวลาของสัญญา (American

Options) หรือ ณ วันที่กำหนดในระหว่างระยะเวลาของสัญญา (Bermudan

Options) ตามราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าตามที่ระบุในสัญญาซึ่งเป็นไปในลักษณะ

Options พื้นฐาน (Plain Vanilla Options) ได้แก่

(๖.๑) Equity Call Options คือการซื้อหรือขายสิทธิที่จะซื้อตราสารทุน

กลุ่มตราสารทุน หรือดัชนีราคาตราสารทุนในอนาคต ณ วันครบกำหนดสัญญา (European

Options) หรือในระหว่างระยะเวลาของสัญญา (American

Options) หรือ ณ วันที่กำหนดในระหว่างระยะเวลาของสัญญา (Bermudan

Options) ตามราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าตามที่ระบุในสัญญา

(๖.๒) Equity Put Options คือการซื้อหรือขายสิทธิที่จะขายตราสารทุน

กลุ่มตราสารทุน หรือดัชนีราคาตราสารทุนในอนาคต ณ วันครบกำหนดสัญญา (European

Options) หรือในระหว่างระยะเวลาของสัญญา (American

Options) หรือ ณ วันที่กำหนดในระหว่างระยะเวลาของสัญญา (Bermudan

Options) ตามราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าตามที่ระบุในสัญญา

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔.๒ หลักการ

(๑)

ธนาคารพาณิชย์จะต้องสามารถบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(๒) ธนาคารพาณิชย์จะต้องไม่เสนอธุรกรรมดังกล่าวในลักษณะที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน

เช่น การทำธุรกรรมในลักษณะที่เป็นตัวกลางในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศโดยทางอ้อม

ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนและเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน

(๓) ธนาคารพาณิชย์จะต้องจัดเก็บเอกสารหลักฐานในการทำธุรกรรมเพียงพอแก่การตรวจสอบไว้ในสถานที่ทำการของธนาคารพาณิชย์เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบหรือจัดส่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อมีการร้องขอ

พร้อมทั้งจะต้องรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

(๔)

ธนาคารพาณิชย์จะต้องชี้แจงให้ลูกค้าเข้าใจลักษณะธุรกรรมและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมอย่างชัดเจน

พร้อมทั้งมีหลักฐานแสดงว่าธนาคารพาณิชย์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการพิจารณาความเหมาะสมของลูกค้า

(๕)

ธนาคารพาณิชย์จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกรรมนี้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔.๓

ลักษณะของธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนที่ได้รับอนุญาต

(๑)

ให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนได้ ๔ ประเภท ได้แก่

(๑.๑) Equity Futures

(๑.๒) Equity Forwards

(๑.๓) Equity Linked swaps

(๑.๔) Equity Options ได้แก่

Equity Call Options หรือ Equity Put Options

(๒)

ตัวแปรที่จะนำมาใช้ซื้อขายอ้างอิงในการทำธุรกรรมตาม ๔.๓ (๑) ได้แก่

ราคาตราสารทุนที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับและมีมาตรฐาน

ราคาของกลุ่มตราสารทุนที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับและมีมาตรฐาน

และดัชนีราคาตราสารทุนซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนทุกข้อตามที่กำหนด ดังต่อไปนี้

(๒.๑)

เป็นดัชนีทางการเงินที่เกิดจากการคำนวณโดยใช้ตัวแปรอ้างอิงตามที่กำหนดไว้ในข้อ ๔.๓

(๒)

(๒.๒)

เป็นดัชนีทางการเงินที่พัฒนาโดยสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ

(๒.๓)

เป็นดัชนีทางการเงินที่นิยมแพร่หลายในตลาดการเงินไทยหรือสากล

(๒.๔)

เป็นดัชนีทางการเงินที่มีการเสนอราคาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน

ผ่านสื่อที่เสนอข่าวที่ทันสมัยทันต่อเหตุการณ์ และ

(๒.๕)

เป็นดัชนีทางการเงินที่มีการกำหนดวิธีการคำนวณไว้อย่างชัดเจน

โดยมีการระบุแหล่งข้อมูลของตัวแปรและปัจจัยที่นำมาใช้ในการคำนวณ ทั้งนี้

ตัวแปรและปัจจัยที่นำมาใช้ในการคำนวณดังกล่าวต้องมีการเคลื่อนไหวตามสภาวะตลาดอย่างเป็นอิสระ

โดยไม่มีบุคคลใดสามารถมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของตัวแปร ปัจจัย

หรือดัชนีทางการเงินนั้นได้

(๓) ด้วยมาตรา ๑๒ (๖)

แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว

ห้ามธนาคารพาณิชย์ซื้อหรือมีหุ้นธนาคารพาณิชย์อื่น

จึงไม่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนที่อ้างอิงกับตราสารที่นับเข้าเป็นเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์เองหรือที่อ้างอิงกับตราสารที่นับเข้าเป็นเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์อื่น

เนื่องจากอาจเข้าข่ายเป็นการลดทุนโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย

รวมทั้งอาจเกิดความไม่เป็นธรรมในการทำธุรกรรม

หรือธนาคารพาณิชย์อาจไม่สามารถทำธุรกรรมเพื่อปิดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้

(๔)

สำหรับธนาคารพาณิชย์ที่ประสงค์จะทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนประเภทอื่นนอกเหนือจากที่กำหนด

ให้ขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี

ยกเว้นเป็นธุรกรรมที่ทำเพื่อป้องกันความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์นั้นเอง

ซึ่งหมายถึงการทำธุรกรรมที่มี Risk Profile ในทางตรงกันข้ามกับฐานะที่มีอยู่ก่อน

หรือเป็นธุรกรรมที่สามารถลดหรือจำกัดความเสี่ยงอย่างมีนัยในผลขาดทุนที่เกิดขึ้นกับฐานะในตราสารทุนที่มีอยู่ก่อนในกรณีที่ราคาตราสารทุนเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่มีผลในทางลบกับฐานะที่มีอยู่นั้น

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์จะต้องจัดทำเอกสารหลักฐานแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการทำธุรกรรมดังกล่าวเป็นการทำเพื่อป้องกันความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์เองเพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้

อนึ่ง

หากธนาคารพาณิชย์ใดมีข้อสงสัยว่าธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนที่ประสงค์จะทำนั้นอยู่ในขอบเขตที่ได้รับอนุญาตหรือไม่

ให้หารือธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนทำธุรกรรมดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔.๔ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง

ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะ

ปริมาณ และความซับซ้อนของการทำธุรกรรม ดังนี้

(๑) คณะกรรมการธนาคาร

หรือคณะผู้บริหารที่มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ

จะต้องเข้าใจลักษณะธุรกรรมและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการย่อยและผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลในการประกอบธุรกรรมดังกล่าวจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในธุรกรรมที่กล่าวและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี

และจะต้องเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำธุรกรรมดังกล่าวตามนโยบายที่ได้รับความเห็นชอบอย่างใกล้ชิด

และให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการทำธุรกรรมดังกล่าว

(๒) ธนาคารพาณิชย์จะต้องกำหนดนโยบาย กลยุทธ์

ขั้นตอนการปฏิบัติในการประกอบธุรกรรมการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง

และการควบคุมภายในไว้อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร

(๓)

นโยบายการประกอบธุรกรรมและการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการธนาคาร

หรือคณะผู้บริหารที่มีอำนาจหน้าที่

ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในกรณีสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ

รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการธนาคารหรือคณะผู้บริหารที่กล่าวก่อนทุกครั้ง

และกลยุทธ์ ขั้นตอนการปฏิบัติในการประกอบธุรกรรม การบริหารความเสี่ยง

และการควบคุมภายใน

จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการย่อยที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลในการประกอบธุรกรรมดังกล่าว

(๔)

ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีหน่วยงานบริหารความเสี่ยงที่เป็นอิสระ (Risk

management unit) เพื่อทำหน้าที่ประเมิน ติดตาม ควบคุม

ตรวจสอบดูแลการบริหารความเสี่ยงโดยรวมของธนาคารพาณิชย์นั้น และมีการรายงานโดยตรงต่อคณะกรรมการธนาคารผ่านทางคณะกรรมการ

บริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ สำหรับกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ

หน่วยงานบริหารความเสี่ยงดังกล่าวอาจตั้งอยู่ในสำนักงานภูมิภาคก็ได้

โดยจะต้องมีการรายงานต่อหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานใหญ่อย่างสม่ำเสมอ

รวมทั้งการรายงานต่อหน่วยงานในประเทศที่เกี่ยวข้องด้วย

(๕)

ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีบุคลากรเพียงพอที่จะรองรับการประกอบธุรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร

โดยบุคลากรดังกล่าวจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถและประสบการณ์เพียงพอ

(๖)

ธนาคารพาณิชย์จะต้องมั่นใจว่ามีมาตรการและระบบในการควบคุมและบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ มาตรการและระบบในการควบคุมและบริหารความเสี่ยงดังกล่าวจะต้อง

(ก)

สามารถสะท้อนและรองรับความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการประกอบธุรกรรม

โดยให้เน้นประสิทธิภาพของระบบบริหารความเสี่ยงด้านราคาตราสารทุน (Equity

Price Risk) ความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย (Interest rate risk)

ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign exchange risk) ความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดจากการประกอบธุรกรรม

Options เช่น Delta Vega Gamma Theta และ

Rho ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity risk)

และความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit risk) ซึ่งรวมถึง Pre-settlement

Risk และ Settlement Risk โดยธนาคารพาณิชย์จะต้องมีระบบที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน

ถูกต้อง และแม่นยำ

(ข)

สามารถนำไปใช้ในการควบคุมความเสี่ยงในทางปฏิบัติ

โดยมีการเลือกใช้วิธีป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์มี

เช่น Delta/Gamma/Vega Hedging, Dynamic/Static Replication Portfolio

เป็นต้น รวมทั้งมีการกำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Limits)

ให้มีความเหมาะสมกับระบบการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง

ลักษณะการดำเนินงานและฐานะเงินกองทุนรวมทั้งกลยุทธ์ของธนาคารพาณิชย์นั้น

(ค)

มีการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการที่ใช้ในการประเมินมูลค่ายุติธรรม (Mark to

Market) ที่เหมาะสม ชัดเจน และสะท้อนมูลค่าตลาดที่แท้จริง โดยจะต้องประเมินมูลค่ายุติธรรมของยอดคงค้าง

ณ ทุกสิ้นวันทำการ

(ง) การทดสอบประสิทธิภาพ

ความถูกต้องและแม่นยำของระบบบริหารความเสี่ยงภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น

มีการทดสอบ Back Test และมีการทดสอบ Stress Test ของแบบจำลอง

Value at Risk อย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนผันข้อกำหนดเรื่องมาตรการและระบบในการควบคุมและบริหารความเสี่ยงตามข้อ

๔.๔ (๖) (ก) (ข) และ (ง) หากธนาคารพาณิชย์บริหารความเสี่ยงแบบ Back to Back

โดยการผ่อนผันดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ และผ่อนผันการ Mark

to Market อนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนตามข้อ ๔.๔ (๖) (ค)

หากธนาคารพาณิชย์บริหารความเสี่ยงแบบ Back to Back ซึ่งจะผ่อนผันให้ธนาคารพาณิชย์ต้อง

Mark to Market อย่างต่ำในงบการเงินสำหรับงวดที่มีการเปิดเผยข้อมูลให้บุคคลภายนอก

โดยการผ่อนผันดังกล่าวจะสิ้นสุดในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ ทั้งนี้ในระยะเวลาดังกล่าวธนาคารพาณิชย์ควรที่จะดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำตามข้อกำหนดดังกล่าวด้วย

(๗)

ธนาคารพาณิชย์จะต้องมั่นใจว่ามีระบบควบคุมภายในที่สามารถรองรับการทำธุรกรรม ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพียงพอ เหมาะสม มีระเบียบ และวิธีปฏิบัติในการควบคุมภายในที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร

มีการกำหนดโครงสร้างการควบคุมและมีการแบ่งแยกหน้าที่อย่างเหมาะสมมีการตรวจสอบระบบควบคุมภายใน

และการปฏิบัติตามมาตรการควบคุมภายในอย่างสม่ำเสมอรวมทั้งมีการจัดทำระบบข้อมูลเพื่อรายงานความเสี่ยงและการจัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบ

หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานใหญ่

(ในกรณีของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ) โดยหน่วยงานดังกล่าวอาจตั้งอยู่ในสำนักงานภูมิภาคก็ได้

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔.๕

ข้อกำหนดเกี่ยวกับการป้องกันผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน

(๑) ให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกรรมตาม ๔.๓

โดยถือปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับคู่สัญญาและตัวแปรอ้างอิงก/ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

ดังต่อไปนี้

คู่สัญญา

ตัวแปรในประเทศ

ตัวแปรต่างประเทศ

FX

Licensed ๑/

P

P

ผู้ลงทุนทั่วไป

P

P๓/

Non-resident

P๓/

P

Thailand

Clearing House Co., Ltd

P

P๓/

Broker

ในตลาดอนุพันธ์ ๒/

P

P๓/

๑/

หมายถึง นิติบุคคลรับอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

๒/

หมายถึง

บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตในการประกอบการประเภทตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เฉพาะกรณีทำหน้าที่เป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเท่านั้น

๓/

ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินและมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย

(๒) การทำธุรกรรมตามข้อ ๔.๓ รวมทั้งการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมในข้อ

๔.๓ จะต้องถือปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน

และมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเคร่งครัด

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔.๖ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูล

ธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกรรมตามข้อ ๔.๓

ต้องจัดเก็บเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมเพียงพอแก่การตรวจสอบไว้ที่สถานที่ทำการของธนาคารพาณิชย์

เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบหรือจัดส่งสำเนาให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อมีการร้องขอ

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔.๗ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการให้ข้อมูลแก่ลูกค้า

ในการทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนตามข้อ

๔.๓ นั้น ธนาคารพาณิชย์ต้องชี้แจงและให้ข้อมูลแก่ลูกค้า ตามข้อกำหนด ดังนี้

(๑)

การทำธุรกรรมกับคู่สัญญาที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์

ธนาคารพาณิชย์จะต้องมีการวิเคราะห์พร้อมทั้งมีหลักฐานแสดงว่าธนาคารพาณิชย์ได้ทำตามขั้นตอนการพิจารณาความเหมาะสมของลูกค้าก่อนทำธุรกรรม

(Client Suitability Analysis) ทั้งนี้

จะต้องพิจารณาประเด็นต่างๆ ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้กำหนดต่อไป

(๒)

ธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกรรมต้องชี้แจงให้คู่สัญญาเข้าใจลักษณะธุรกรรมและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน

รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลแก่ลูกค้าตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้กำหนดต่อไป

(๓)

ธนาคารพาณิชย์จะต้องจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการรับคำร้องเรียนจากลูกค้า

และมีการรายงานต่อคณะผู้บริหารเพื่อพิจารณากำหนดแนวทางการแก้ไข

และป้องกันการเกิดปัญหาที่เหมาะสม

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔.๘

การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

จะต้องดูแลให้สัญญามีผลบังคับตามกฎหมายและจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุน

หลักเกณฑ์การกำกับลูกหนี้รายใหญ่หลักเกณฑ์การกำกับเรื่องเงินลงทุน

หลักเกณฑ์การกำกับดูแลความเสี่ยงด้านตลาด

และหลักเกณฑ์การดำรงฐานะเงินตราต่างประเทศ ตามที่กำหนดในเอกสารแนบ ๑ - ๒

รวมไปถึงหลักเกณฑ์อื่นๆ

ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลธุรกรรมนี้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔.๙ ข้อกำหนดอื่น

ธนาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

จะต้องบันทึกบัญชีและเปิดเผยข้อมูลให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชีและวิธีปฏิบัติของสากล

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔.๑๐

การทำธุรกรรมของสาขาของธนาคารพาณิชย์ไทยในต่างประเทศ

การทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

ของสาขาธนาคารพาณิชย์ไทยในต่างประเทศให้อยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลของประเทศที่สาขานั้นตั้งอยู่

และธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวจะต้องมีระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพตามที่ระบุไว้ในข้อ

๔.๔ และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ ๔.๖ - ๔.๙ ของประกาศฉบับนี้ด้วย

ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีสาขาที่กล่าวทำธุรกรรมกับบุคคลในประเทศไทย

ซึ่งจะต้องถือปฏิบัติตามกรอบและข้อกำหนดตามประกาศฉบับนี้ด้วย

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔.๑๑

การเปลี่ยนแปลงกรอบการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ในการทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนในอนาคตตามความเหมาะสม

ภายใต้กรอบของหลักการในข้อ ๔.๒

๕.[๑]

วันเริ่มต้นการถือปฏิบัติ

ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ประกาศ

ณ วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐

ธาริษา

วัฒนเกส

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

เอกสารแนบท้าย

1

ความเสี่ยงของคู่สัญญา

ตราสารทุนอ้างอิง

1. การกำกับลูกหนี้รายใหญ่

- ให้นับคู่สัญญาเป็นลูกหนี้รายใหญ่

โดยให้ใช้วิธี Current

Exposure และใช้ค่าแปลงสภาพของตราสารทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงของคู่สัญญาตามประกาศ

ธปท. เรื่อง การกำหนดอัตราส่วนจำนวนเงินที่ ธพ. ให้สินเชื่อลงทุน

หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดกับเงินกองทุนลงวันที่ 19 มกราคม

2549 หรือที่แก้ไขเพิ่มเติม

- ในการนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

ให้นับด้วยจำนวนเงินตามสัญญาในกรณีของธุรกรรม futures, forwards, swaps และนับด้วยค่า

Delta

Equivalent Amount ในกรณีของธุรกรรม Options

- ก่อน

ธพ. ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

[ไม่ว่าจะเป็นฐานะที่เป็นผู้ซื้อตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้ ธพ.

ได้รับตราสารทุนเข้ามาในอนาคต (ไม่ว่าจะเป็นการชำระราคาแบบ Physical หรือ

Cash

Settlement)] ธพ.

จะต้องนำฐานะจากธุรกรรมที่กล่าวไปทดลองคำนวณรวมในอัตราส่วนจำนวนเงินที่ ธพ.

ให้สินเชื่อ ลงทุน

หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดกับเงินกองทุนตามประกาศ ธปท.

ในเรื่องที่กล่าว ลงวันที่ 19 มกราคม 2549 หรือที่แก้ไขเพิ่มเติมด้วย

โดย ธพ.

จะสามารถทำธุรกรรมได้ก็ต่อเมื่อนับฐานะจากอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนรวมเข้ากับจำนวนเงินการให้สินเชื่อ

ลงทุน หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้วไม่เกินร้อยละ 25

ของเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่านั้น และหลังจากทำธุรกรรมแล้ว ธพ.

จะต้องนับฐานะที่กล่าวในการคำนวณอัตราส่วนจำนวนเงินที่ ธพ. ให้สินเชื่อ ลงทุน

หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามประกาศ ธปท.ที่กล่าวด้วย

- กรณีที่ตัวแปรที่จะนำมาใช้ซื้อขายอ้างอิงในการทำธุรกรรมเป็นดัชนีราคาตราสารทุนที่จัดว่ามีสภาพคล่อง (ตามรายชื่อในหนังสือ

ธปท. ที่ ธปท.สนส. (21)ว. 2738/2546 เรื่อง

แนวนโยบายการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินและแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง

ลงวันที่ 30

ธันวาคม 2546

และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และมีการชำระเงินตามธุรกรรมเป็นแบบ Cash Settlement

ธพ. ไม่ต้องนับลูกหนี้รายใหญ่สำหรับตราสารทุนอ้างอิงที่อยู่ในดัชนีนั้น

สำหรับกรณีอื่นๆ ธพ.

จะต้องนับเป็นเงินลงทุนในตราสารทุนอ้างอิงทุกตัวตามอัตราส่วนที่อยู่ในดัชนีนั้น

และทดลองคำนวณ และนับฐานะที่กล่าวในการคำนวณอัตราส่วนจำนวนเงินที่ ธพ. ให้สินเชื่อ

ลงทุน หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามหลักเกณฑ์ข้างต้นด้วย

- ให้

ธพ. สามารถหักกลบฐานะ Short (ฐานะเป็นผู้ขายตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้

ธพ. ต้องส่งมอบตราสารทุนในอนาคต) กับฐานะ Long (ฐานะเป็นผู้ซื้อตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้

ธพ. ได้รับตราสารทุนเข้ามาในอนาคต)

ในตราสารทุนที่เกิดจากการทำธุรกรรมอนุพันธ์ด้านตราสารทุนที่มีวันครบกำหนดเดียวกันเท่านั้น

โดยให้ใช้ฐานะ Long

สุทธิที่เป็นบวกในการคำนวณอัตราส่วนจำนวนเงินที่ ธพ.

ให้สินเชื่อ ลงทุน หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามหลักเกณฑ์ข้างต้น

ทั้งนี้ สำหรับในกรณีอื่นๆ ไม่อนุญาตให้หักกลบ เช่น กรณีมีฐานะ Short ในอนุพันธ์ด้านตราสารทุนและ

ธพ. ถือตราสารทุนนั้นอยู่ใน Port ธพ.

ไม่สามารถนำฐานะทั้งสองมาหักกลบกันได้แม้ว่าจะอ้างอิงตราสารทุนตัวเดียวกันก็ตาม

2.

เกณฑ์การกำกับเกี่ยวกับการกำหนดให้ ธพ. ซื้อหรือมีหุ้นทุนในความครอบครอง

2.1 ให้ ธพ.

ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดได้ไม่เกินกว่าร้อยละ 10

ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วของบริษัทนั้นๆ

ในการนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

ให้นับด้วยจำนวนเงินตามสัญญาในกรณีของธุรกรรม futures, forwards, swaps และนับด้วยค่า

Delta

Equivalent Amount ในกรณีของธุรกรรม Options

ก่อน ธพ.

ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน[ไม่ว่าจะเป็นฐานะที่เป็นผู้ซื้อตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้

ธพ. ได้รับตราสารทุนเข้ามาในอนาคต (ไม่ว่าจะเป็นการชำระราคาแบบ Physical หรือ

Cash

Settlement)] ธพ.

จะต้องนำฐานะจากธุรกรรมที่กล่าวไปทดลองคำนวณอัตราส่วนร้อยละ 10

ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วของบริษัทนั้นๆ ด้วย โดย ธพ.

จะสามารถทำธุรกรรมได้ก็ต่อเมื่อนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนรวมเข้ากับจำนวนหุ้นที่

ธพ. ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดบริษัทหนึ่งแล้วไม่เกินร้อยละ 10

ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้นเท่านั้น

และหลังจากทำธุรกรรมแล้ว ธพ.

จะต้องนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนในการคำนวณอัตราส่วนจำนวนหุ้นที่

ธพ. สามารถซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดบริษัทหนึ่งตามมาตรา 12 (5)

แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติมด้วย

- กรณีที่ตัวแปรที่จะนำมาใช้ซื้อขายอ้างอิงในการทำธุรกรรมเป็นดัชนีราคาตราสารทุนที่จัดว่ามีสภาพคล่อง (ตามรายชื่อในหนังสือ

ธปท. ที่ ธปท.สนส. (21)ว. 2738/2546 เรื่อง

แนวนโยบายการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินและแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง

ลงวันที่ 30

ธันวาคม 2546

และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และมีการชำระเงินตามธุรกรรมเป็นแบบ Cash Settlement ไม่ต้องนับตราสารทุนอ้างอิงที่อยู่ในดัชนีนั้นรวมในการคำนวณอัตราส่วนร้อยละ

10

ที่กล่าว สำหรับกรณีอื่นๆ ธพ.

จะต้องนับตราสารทุนอ้างอิงทุกตัวตามอัตราส่วนที่อยู่ในดัชนีนั้นรวมในการคำนวณอัตราส่วนร้อยละ

10

ที่กล่าวด้วย

- ให้

ธพ. สามารถหักกลบฐานะ Short (ฐานะเป็นผู้ขายตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้

ธพ. ต้องส่งมอบตราสารทุนในอนาคต) กับฐานะ Long (ฐานะเป็นผู้ซื้อตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้

ธพ. ได้รับตราสารทุนเข้ามาในอนาคต)

ในตราสารทุนที่เกิดจากการทำธุรกรรมอนุพันธ์ด้านตราสารทุนที่มีวันครบกำหนดเดียวกันเท่านั้นโดยให้ใช้ฐานะ

Long สุทธิที่เป็นบวกในการคำนวณอัตราส่วนร้อยละ

10

ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วของบริษัทนั้นๆ ตามหลักการข้างต้น ทั้งนี้

สำหรับในกรณีอื่นๆ ไม่อนุญาตให้หักกลบ เช่น กรณีมีฐานะ Short ในอนุพันธ์ด้านตราสารทุนและ

ธพ. ถือตราสารทุนนั้นอยู่ใน Port ธพ.

ไม่สามารถนำฐานะทั้งสองมาหักกลบกันได้แม้ว่าจะอ้างอิงตราสารทุนตัวเดียวกันก็ตาม

2.2

ให้ ธพ. ซื้อหรือมีหุ้นมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น ได้ไม่เกินกว่าร้อยละ 20

ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของ ธพ. นั้น

ในการนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

ให้นับด้วยจำนวนเงินตามสัญญาในกรณีของธุรกรรม futures, forwards, swaps และนับด้วยค่า

Delta

Equivalent Amount ในกรณีของธุรกรรม Options

ก่อน ธพ.

ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน[ไม่ว่าจะเป็นฐานะที่เป็นผู้ซื้อตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้

ธพ. ได้รับตราสารทุนเข้ามาในอนาคต (ไม่ว่าจะเป็นการชำระราคาแบบ Physical หรือ

Cash

Settlement)] ธพ.

จะต้องนำฐานะจากธุรกรรมที่กล่าวไปทดลองคำนวณรวมในอัตราส่วนจำนวนหุ้นที่ ธพ. ซื้อ

หรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดกับเงินกองทุนตามประกาศ ธปท. เรื่อง การกำหนดให้ ธพ.

ถือปฏิบัติในเรื่องการซื้อหรือมีหุ้นมีมูลค่ารวมกันทั้งสิ้น

เป็นอัตราส่วนกับเงินกองทุน ลงวันที่ 25 เมษายน 2546 หรือที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย

ธพ.

จะสามารถทำธุรกรรมได้ก็ต่อเมื่อนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนรวมเข้ากับจำนวนหุ้นที่

ธพ. ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดทุกบริษัทรวมกันทั้งสิ้นมีมูลค่าไม่เกิน ร้อยละ

20 ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของ ธพ. นั้น เท่านั้น และหลังจากทำธุรกรรมแล้ว ธพ.

จะต้องนับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนในการคำนวณอัตราส่วนจำนวนหุ้นที่

ธพ. ซื้อ หรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดกับเงินกองทุนที่กล่าวด้วย

ให้ ธพ. สามารถหักกลบฐานะ Short (ฐานะเป็นผู้ขายตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้

ธพ. ต้องส่งมอบตราสารทุนในอนาคต) กับฐานะ Long (ฐานะเป็นผู้ซื้อตราสารทุนล่วงหน้าหรือที่อาจทำให้

ธพ. ได้รับตราสารทุนเข้ามาในอนาคต)

ในตราสารทุนที่เกิดจากการทำธุรกรรมอนุพันธ์ด้านตราสารทุนที่มีวันครบกำหนดเดียวกันเท่านั้น

โดยให้ใช้ฐานะ Long

สุทธิที่เป็นบวกในการคำนวณอัตราส่วนจำนวนหุ้นที่ ธพ.

ซื้อ หรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดกับเงินกองทุนตามหลักการข้างต้น ทั้งนี้

สำหรับในกรณีอื่นๆ ไม่อนุญาตให้หักกลบ เช่น กรณีมีฐานะ Short ในอนุพันธ์ด้านตราสารทุนและ

ธพ. ถือตราสารทุนนั้นอยู่ใน Port ธพ. ไม่สามารถนำฐานะทั้งสองมาหักกลบกันได้แม้ว่าจะอ้างอิงตราสารทุนตัวเดียวกันก็ตาม

3.

เกณฑ์เงินกองทุน

3.1 บัญชีเพื่อการธนาคาร

(Banking Book)

คิดเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงในส่วนของความเสี่ยงของคู่สัญญาสำหรับอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

โดยใช้วิธี Current

Exposure แบบไม่มี Netting และใช้ค่าแปลงสภาพของตราสารทุน

และน้ำหนักความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงิน

เพื่อดำรงเงินกองทุนรองรับความเสี่ยงของคู่สัญญาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในเอกสารแนบ

2 จนกว่าประกาศ ธปท. เรื่อง การกำหนดให้ ธพ. ที่จดทะเบียนในประเทศ และเรื่อง การกำหนดให้สาขาของธนาคารต่างประเทศดำรงเงินกองทุน

จะรองรับการประกอบธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้าน

ตราสารทุน

- ให้

ธพ. ดำรงเงินกองทุนตามประกาศ ธปท. เรื่อง การกำหนดให้ ธพ.

ที่จดทะเบียนในประเทศลงวันที่ 27 มกราคม 2549 และ เรื่อง

การกำหนดให้สาขาของธนาคารต่างประเทศดำรงเงินกองทุนลงวันที่ 30 ธันวาคม

2548 หรือที่แก้ไขเพิ่มเติม

เมื่อมีการรับตราสารทุนเข้ามาแล้วจริง

3.2

บัญชีเพื่อการค้า

(Trading

Book)

- คิดเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงในส่วนของความเสี่ยงของคู่สัญญาสำหรับอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนในบัญชีเพื่อการค้า

เช่นเดียวกับที่กำหนดสำหรับบัญชีเพื่อการธนาคารข้างต้น

ให้ปฏิบัติตามหนังสือ ธปท. ที่ ธปท.สนส. (21)ว. 2738/2546 เรื่อง

แนวนโยบายการกำกับดูแลความเสี่ยงด้านตลาดของสถาบันการเงินและแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง

ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งสรุปได้ดังนี้

1.

ความเสี่ยงด้านราคาตราสารทุน

ให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านราคาตราสารทุน

และดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

2. ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย

- ให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยและดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าวที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

(ถ้ามี)

3. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

- ให้

ธพ.

นับรวมฐานะเงินตราต่างประเทศที่เกิดจากอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนและดำรงเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าว

(ถ้ามี)

4. ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ

Options

- กรณีที่

ธพ. ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนที่เกี่ยวข้องกับ Options ให้มีการประเมินความเสี่ยงสำหรับ

Options และดำรงเงินกองทุนรองรับด้วย

4. เกณฑ์การดำรงฐานะเงินตรา

ต่างประเทศ

ให้นับฐานะจากธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศในการดำรงฐานะเงินตราต่างประเทศด้วย

โดยคิดด้วยมูลค่ายุติธรรมของฐานะอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนนั้น

โดยให้รายงานในหัวข้อ ฐานะล่วงหน้าสุทธิ ของแบบรายงานฐานะรวม

และแบบรายงานฐานะสาขา ตามแนวนโยบาย เรื่อง หลักเกณฑ์การดำรงฐานะเงินตราต่างประเทศ

และแบบรายงานที่เกี่ยวข้อง ลงวันที่ 21 มกราคม 2546 หรือที่แก้ไขเพิ่มเติม

เอกสารแนบ

2

การคำนวณเงินกองทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงของคู่สัญญาสำหรับธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้าน

ตราสารทุน

1.

ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้วิธีการคำนวณแบบ Current Exposure แบบไม่มี

Netting Agreement ในการคำนวณมูลค่าเทียบเท่าที่จะนับเป็นสินทรัพย์

(Credit Equivalent Amount) สำหรับธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนที่ทำกับคู่สัญญาแต่ละราย

2.

ในการคิดมูลค่าเทียบเท่าที่จะนับเป็นสินทรัพย์สำหรับการทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้าน

ตราสารทุนสำหรับคู่สัญญาแต่ละราย

ให้คำนวณดังนี้

CEA = CCE + PFCEgross

โดยที่

1. CEA (Credit Equivalent Amount) คือ

มูลค่าเทียบเท่าที่จะนับเป็นสินทรัพย์ จากสัญญาอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

2. CCE (Current Credit Exposure) คือ

ผลรวมด้านกำไรที่ได้จากการวัดมูลค่ายุติธรรมในปัจจุบันของการทำอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนทุกสัญญาที่ธนาคารพาณิชย์ทำกับคู่ค้ารายเดียวกัน

3. PFCEgross (Potential Future Credit

Exposure : PFCEgross) คือ

ผลรวมของการวัดมูลค่าความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเท่ากับผลรวมของการนำจำนวนเงินตามสัญญา

(Notional Amount) ของธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนทุกสัญญาที่ทำกับคู่ค้ารายเดียวกันไปคูณด้วยค่าแปลงสภาพ

(Credit Conversion Factor) ที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดไว้ในตาราง

ทั้งนี้

สำหรับสัญญาอนุพันธ์ทางการเงินซึ่งมีการพัฒนาจากอนุพันธ์ทางการเงินพื้นฐานย่อยๆ

หรือมีการ Leverage จำนวนเงินตามสัญญาหรือมีการแลกเปลี่ยนจำนวนเงินตามสัญญาหลายครั้ง

(Structured Product) ให้ธนาคารพาณิชย์ใช้ผลรวมของจำนวนเงินตามสัญญาของทุกธุรกรรมย่อยที่ใช้คำนวณจำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์จะได้รับในสถานการณ์ที่เป็นประโยชน์กับธนาคารพาณิชย์มากที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น

(Effective Notional Amount) แทนจำนวนเงินตามสัญญาอนุพันธ์ทางการเงิน

(Notional Amount)

ตารางค่าแปลงสภาพสำหรับการทำอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน

อายุที่เหลือของสัญญา1/

อนุพันธ์ด้านตราสารทุน

ไม่เกิน

1 ปี

0.06

เกิน

1 ปี – 5 ปี

0.08

เกิน

5 ปี ขึ้นไป

0.10

1/ สำหรับสัญญาที่มีการรับหรือจ่ายชำระเงินกัน

ณ วันที่ที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า

โดยมีการปรับอัตราอ้างอิงซึ่งมีผลให้สัญญากลับไปมีมูลค่าตลาดเท่ากับศูนย์

อายุที่เหลือของสัญญาในกรณีนี้หมายถึงระยะเวลาคงเหลือก่อนการปรับอัตราอ้างอิงครั้งต่อไป

3. เมื่อคำนวณได้ค่ามูลค่าเทียบเท่าที่จะนับเป็นสินทรัพย์

สำหรับการทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนสำหรับคู่ค้าแต่ละรายแล้ว

ให้นำไปคูณกับน้ำหนักความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอนุพันธ์ทางการเงิน

และอัตราส่วนเงินกองทุนที่ต้องดำรง ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงเงินกองทุน

โสรศ/ผู้จัดทำ

๑๙

กรกฎาคม ๒๕๕๐

ก/ ก/ตัวแปรอ้างอิงในที่นี้

ให้หมายรวมถึงตัวแปรที่จะนำมาซื้อขายอ้างอิงในการทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุนที่กำหนดไว้ในข้อ

๔.๓ (๒) และอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงตามสัญญา Equity Linked Swaps ด้วย

[๑] ราชกิจจานุเบกษา

เล่ม ๑๒๔/ตอนพิเศษ ๘๑ ง/หน้า ๖/๖ กรกฎาคม ๒๕๕๐

11 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 2/2550 เรื่อง การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกรรมอนุพันธ์ทางการเงินด้านตราสารทุน (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_667adb29a043cfb6

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com