法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 400) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
14
มาตรา อารัมภบท

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร

เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 400)

เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน

อาศัยอํานาจตามความในข้อ 4 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563) อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ในประกาศนี้

“บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

“ธุรกรรมที่ถูกควบคุม” หมายความว่า ธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน

“ธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุม” หมายความว่า ธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่คู่สัญญาของธุรกรรมนั้นไม่ใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน

“ผลตอบแทนสําหรับธุรกรรม” หมายความรวมถึง ตัวชี้วัดทางการเงินซึ่งสัมพันธ์กับวิธีการกําหนดราคาที่เลือกใช้ ดังต่อไปนี้ หรือตัวชี้วัดทางการเงินอื่นที่เหมาะสมซึ่งสัมพันธ์กับวิธีการกําหนดราคาอื่น แล้วแต่กรณี

(1) ราคา สําหรับวิธีการเปรียบเทียบราคาที่มิได้ถูกควบคุม

(2) อัตรากําไรจากการขายต่อ สําหรับวิธีราคาขายต่อ

(3) อัตรากําไรส่วนเพิ่มจากต้นทุน สําหรับวิธีราคาทุนบวกกําไรส่วนเพิ่ม

(4) อัตรากําไรสุทธิ สําหรับวิธีอัตรากําไรสุทธิที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม

(5) ส่วนแบ่งกําไรจากการดําเนินงาน สําหรับวิธีแบ่งสรรกําไรของธุรกรรม

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันมีข้อกําหนดทางด้านการพาณิชย์หรือการเงินระหว่างกัน โดยมีการกําหนดผลตอบแทนสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นแตกต่างไปจากที่ควรจะกําหนดหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดําเนินการโดยอิสระในลักษณะที่เชื่อได้ว่ามีการถ่ายโอนกําไร อันทําให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายหนึ่งรายใดไม่ได้รับหรือได้รับกําไรหรือเงินได้พึงประเมินที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีน้อยกว่าที่พึงจะได้รับหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดําเนินการโดยอิสระ เจ้าพนักงานประเมินมีอํานาจปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวเพื่อให้ได้จํานวนรายได้ที่พึงได้รับและรายจ่ายที่พึงได้จ่ายหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดําเนินการโดยอิสระ เสมือนว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้รับและได้จ่ายตามนั้นเพื่อใช้ในการคํานวณกําไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร หรือเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียตามมาตรา 70 หรือมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

จํานวนกําไรหรือเงินได้พึงประเมินของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามวรรคหนึ่งจะถือว่าเป็นจํานวนที่พึงได้รับหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ดําเนินการโดยอิสระต่อเมื่อการกําหนดผลตอบแทนสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นไม่แตกต่างไปจากผลตอบแทนสําหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

ในการพิจารณาปรับปรุงรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งและการพิจารณาเทียบเคียงผลตอบแทนสําหรับธุรกรรมตามวรรคสองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดตามข้อ 3 ถึงข้อ 10

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ ธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมจะเข้าลักษณะเป็นธุรกรรมที่อาจเทียบเคียงกันได้กับธุรกรรมที่ถูกควบคุมในกรณีดังต่อไปนี้

(1) เมื่อธุรกรรมที่นํามาเทียบเคียงกันนั้นไม่มีความแตกต่างอันอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อตัวชี้วัดทางการเงินที่ถูกตรวจสอบด้วยวิธีการกําหนดราคาตามข้อ 5 หรือ

(2) เมื่อธุรกรรมที่นํามาเทียบเคียงกันนั้นมีความแตกต่างอันอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อตัวชี้วัดทางการเงินที่ถูกตรวจสอบด้วยวิธีการกําหนดราคาตามข้อ 5 แต่ได้มีการปรับปรุงความสามารถในการเทียบเคียงกันของธุรกรรมนั้นอย่างเหมาะสมเพื่อขจัดผลกระทบของความแตกต่างดังกล่าวแล้ว

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในการพิจารณาความสามารถในการเทียบเคียงกันตามข้อ 3 ให้นําปัจจัยดังต่อไปนี้มาพิจารณาเท่าที่มีความเกี่ยวพันในเชิงเศรษฐกิจกับข้อเท็จจริงและสถานการณ์

(1) ข้อตกลงตามสัญญาในการทําธุรกรรม

(2) หน้าที่งานที่คู่สัญญาแต่ละรายรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมนั้น โดยคํานึงถึงสินทรัพย์ที่ใช้และความเสี่ยงที่รับ

(3) ลักษณะของทรัพย์สินที่โอนหรือบริการที่ทํา

(4) สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะที่ทําธุรกรรม และ

(5) กลยุทธ์ทางธุรกิจซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันใช้ในการทําธุรกรรม

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ในการพิจารณาว่าผลตอบแทนสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมเป็นผลตอบแทนสําหรับธุรกรรมที่พึงกําหนดหากได้ดําเนินการโดยอิสระ ให้พิจารณาเลือกใช้วิธีการกําหนดราคาที่เหมาะสมที่สุดสําหรับสถานการณ์ในแต่ละกรณีโดยคํานึงถึงปัจจัยที่กําหนดไว้ตามข้อ 6 ประกอบการเลือกใช้นั้น

วิธีการกําหนดราคาตามวรรคหนึ่ง หมายถึง วิธีการกําหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้วดังต่อไปนี้

(1) วิธีการเปรียบเทียบราคาที่มิได้ถูกควบคุม (Comparable Uncontrolled Price Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างราคาที่เรียกเก็บจากการโอนทรัพย์สินหรือการให้บริการสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมกับราคาที่เรียกเก็บจากการโอนทรัพย์สินหรือการให้บริการสําหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

(2) วิธีราคาขายต่อ (Resale Price Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากําไรจากการขายต่อซึ่งผู้ซื้อทรัพย์สินผ่านธุรกรรมที่ถูกควบคุมได้รับจากการนําทรัพย์สินนั้นไปขายต่อผ่านธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมกับอัตรากําไรจากการขายต่อซึ่งได้รับจากการซื้อมาและขายต่อทรัพย์สินผ่านธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

(3) วิธีราคาทุนบวกกําไรส่วนเพิ่ม (Cost Plus Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากําไรส่วนเพิ่มจากต้นทุนซึ่งรวมทั้งต้นทุนทางตรงและทางอ้อมในการโอนทรัพย์สินและให้บริการสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมกับอัตรากําไรส่วนเพิ่มจากต้นทุนซึ่งรวมทั้งต้นทุนทางตรงและทางอ้อมในการโอนทรัพย์สินและให้บริการสําหรับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้

(4) วิธีอัตรากําไรสุทธิที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรม (Transactional Net Margin Method) โดยการเทียบเคียงระหว่างอัตรากําไรสุทธิที่สัมพันธ์กับฐานที่เหมาะสม (เช่น ต้นทุน ยอดขาย หรือสินทรัพย์ เป็นต้น) ซึ่งเป็นผลจากการทําธุรกรรมที่ถูกควบคุม กับอัตรากําไรสุทธิที่สัมพันธ์กับฐานเดียวกันนั้นซึ่งเป็นผลจากการทําธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุม

(5) วิธีแบ่งสรรกําไรของธุรกรรม (Transactional Profit Split Method) โดยการปันส่วนผลกําไร (หรือขาดทุน) ที่ได้รับจากธุรกรรมที่ถูกควบคุม ให้เป็นไปตามส่วนที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแต่ละรายได้มีส่วนร่วมดําเนินการในธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นเพื่อให้แต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้รับส่วนแบ่งตามส่วนที่พึงคาดหมายว่าจะได้รับหากได้มีส่วนร่วมดําเนินการในธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมอันอาจเทียบเคียงกันได้เว้นแต่ในกรณีที่สามารถนําวิธีการกําหนดราคาวิธีการใดวิธีการหนึ่งตาม (1) ถึง (4) มาปรับใช้เพื่อหาจํานวนกําไรหรือเงินได้พึงประเมินบางส่วนที่คู่สัญญาที่เป็นอิสระพึงได้รับสําหรับการปฏิบัติหน้าที่งานที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นได้ ให้นําวิธีแบ่งสรรกําไรของธุรกรรมมาปรับใช้เฉพาะกับส่วนของกําไรที่คงเหลืออยู่หลังจากหักจํานวนกําไรหรือเงินได้พึงประเมินที่ได้จากการปรับใช้วิธีการกําหนดราคาตาม (1) ถึง (4) แล้ว

การเลือกใช้วิธีการกําหนดราคาอื่นนอกเหนือจากวิธีการกําหนดราคาที่ได้รับรองแล้วตามวรรคสอง จะสามารถกระทําได้เฉพาะในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าไม่สามารถปรับใช้วิธีการกําหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้วกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมได้อย่างสมเหตุสมผลและมีวิธีการกําหนดราคาอื่นที่อาจปรับใช้ได้กับกรณีได้อย่างเหมาะสมที่สุด โดยหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประสงค์จะเลือกใช้วิธีการกําหนดราคาอื่นให้แจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเป็นหนังสือพร้อมคําอธิบายเบื้องต้นเกี่ยวกับวิธีการกําหนดราคานั้นภายในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการปรับใช้วิธีการกําหนดราคาอื่นนั้นกับธุรกรรมที่ถูกควบคุม พร้อมทั้งจัดเตรียมเอกสารหรือหลักฐานซึ่งอธิบายถึงเหตุที่ไม่สามารถปรับใช้วิธีการกําหนดราคาที่ได้รับการรับรองแล้วกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมได้และคําอธิบายเกี่ยวกับวิธีการกําหนดราคาอื่นที่ปรับใช้นั้นโดยละเอียดพร้อมให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบได้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ในการพิจารณาเลือกใช้วิธีการกําหนดราคาที่เหมาะสมที่สุดตามข้อ 5 ให้คํานึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้

(1) จุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละวิธีการกําหนดราคา

(2) ความเหมาะสมของวิธีการกําหนดราคาตามลักษณะของธุรกรรมที่ถูกควบคุมผ่านการวิเคราะห์หน้าที่งานของคู่สัญญาแต่ละรายในธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้นโดยคํานึงถึงสินทรัพย์ที่ใช้และความเสี่ยงที่รับ

(3) ความมีอยู่ของข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่จําเป็นในการปรับใช้วิธีการกําหนดราคาที่เลือกใช้

(4) ระดับความสามารถในการเทียบเคียงกันได้ระหว่างธุรกรรมที่ถูกควบคุมและธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมรวมถึงความน่าเชื่อถือของการปรับปรุงความสามารถในการเทียบเคียงกันตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง (2)

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีการทําธุรกรรมที่ถูกควบคุมตั้งแต่สองธุรกรรมขึ้นไปภายใต้สถานการณ์เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน โดยธุรกรรมดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกันและไม่สามารถวิเคราะห์แยกจากกันได้อย่างน่าเชื่อถือ ให้รวมธุรกรรมดังกล่าวเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาตามข้อ 3 ถึงข้อ 6

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ในกรณีที่สามารถคํานวณช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ดําเนินการโดยอิสระได้ เมื่อนําช่วงดังกล่าวมาเทียบเคียงกับตัวชี้วัดทางการเงินสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมหรือชุดของธุรกรรมที่ถูกรวมเข้าด้วยกันตามข้อ 7 ที่ได้ถูกตรวจสอบด้วยวิธีการกําหนดราคาตามข้อ 5 แล้ว และปรากฏว่าตัวชี้วัดทางการเงินนั้นอยู่ภายนอกช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ดําเนินการโดยอิสระ เจ้าพนักงานประเมินมีอํานาจปรับปรุงรายได้และรายจ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกตรวจสอบนั้นตามข้อ 2 เพื่อปรับปรุงให้ตัวชี้วัดทางการเงินดังกล่าวสามารถสะท้อนสถานการณ์ของกรณีได้ดีที่สุดและอยู่ภายในช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ดําเนินการโดยอิสระ

ช่วงของผลตอบแทนที่พึงได้รับหากได้ดําเนินการโดยอิสระตามวรรคหนึ่ง หมายถึง ช่วงของตัวชี้วัดทางการเงินอันเป็นผลที่ได้จากการปรับใช้วิธีการกําหนดราคาที่เหมาะสมที่สุดตามข้อ 5 กับธุรกรรมที่ไม่ถูกควบคุมหลายธุรกรรมที่อาจเทียบเคียงกันได้ตามข้อ 3

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ ภายใต้บังคับของวรรคสอง ในกรณีที่ธุรกรรมที่ถูกควบคุมเป็นการบริการจะถือว่าค่าตอบแทนสําหรับการบริการดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนที่พึงกําหนดหากได้ดําเนินการโดยอิสระต่อเมื่อ

(1) เป็นค่าตอบแทนสําหรับการบริการที่ได้กระทําจริง

(2) บริการนั้นมีประโยชน์หรือพึงคาดหมายได้ว่าจะมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจหรือในทางการค้าแก่ผู้รับบริการ

(3) เป็นบริการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นอิสระภายใต้สถานการณ์ที่อาจเทียบเคียงกันได้พึงจ่ายค่าตอบแทนเพื่อให้ได้รับบริการนั้นจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน หรือเพื่อให้มีการทําบริการนั้นโดยหน่วยงานภายในของตนเอง และ

(4) จํานวนค่าตอบแทนเป็นจํานวนที่พึงกําหนดหากได้ดําเนินการโดยอิสระสําหรับการบริการที่อาจเทียบเคียงกันได้

ค่าตอบแทนของธุรกรรมการบริการซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์ของความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่พึงกําหนดหากได้ดําเนินการโดยอิสระ

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ในกรณีที่ธุรกรรมที่ถูกควบคุมเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินไม่มีตัวตนให้คํานึงถึงประเด็นดังต่อไปนี้ ประกอบการพิจารณาผลตอบแทนสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมด้วย

(1) กรณีที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์ในทรัพย์สินไม่มีตัวตนให้คํานึงถึงหน้าที่งานที่คู่สัญญาแต่ละรายรับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา การปรับปรุง การบํารุงรักษา การคุ้มครอง และการแสวงหาประโยชน์ในทรัพย์สินไม่มีตัวตนนั้น โดยคํานึงถึงสินทรัพย์ที่ใช้และความเสี่ยงที่รับ

(2) กรณีที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิการใช้ ขาย หรือโอนทรัพย์สินไม่มีตัวตนให้คํานึงถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ข้อจํากัดทางภูมิศาสตร์ คุณลักษณะที่เฉพาะตัวหรือไม่เฉพาะตัว และสิทธิในการมีส่วนร่วมพัฒนาในทรัพย์สินไม่มีตัวตน

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ปรับปรุงรายได้และรายจ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับธุรกรรมที่ถูกควบคุมของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายหนึ่งรายใดตามข้อ 2 แล้ว หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า การปรับปรุงตามข้อ 2 มีส่วนที่เป็นการปรับเพิ่มรายได้สําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกปรับปรุงยังไม่เคยได้รับจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งของธุรกรรมที่ถูกควบคุม หรือมีส่วนที่เป็นการปรับลดรายจ่ายสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกปรับปรุงได้จ่ายออกไปให้กับคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งของธุรกรรมที่ถูกควบคุมแล้ว จํานวนรายได้ที่ไม่ได้รับจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งหรือจํานวนรายจ่ายที่จ่ายเกินออกไปให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกปรับปรุงนั้นได้จ่ายออกไปให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง และให้เจ้าพนักงานประเมินมีอํานาจพิจารณาปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันให้เสมือนว่าได้มีการรับและจ่ายเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการคํานวณกําไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร หรือเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 70 หรือมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ภายใต้บังคับของวรรคสอง เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ปรับปรุงรายได้และรายจ่ายสําหรับธุรกรรมที่ถูกควบคุมของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายหนึ่งรายใดตามข้อ 2 หรือข้อ 11 แล้ว หากปรากฏข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกปรับปรุงรายได้และรายจ่ายตามข้อ 2 หรือข้อ 11 ดังกล่าว ไม่มีการโต้แย้งการปรับปรุงนั้นและได้ชําระภาษีให้เป็นไปตามผลของการปรับปรุงดังกล่าวแล้ว หรือได้มีการโต้แย้งการปรับปรุงนั้นแต่ได้มีคําวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคําพิพากษาศาลเป็นที่สุดแล้วและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้ยอมชําระภาษีให้เป็นไปตามผลของคําวินิจฉัยหรือคําพิพากษาดังกล่าวแล้ว และ

(2) จํานวนรายได้หรือรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวที่ถูกปรับปรุงโดยเจ้าพนักงานประเมินตามข้อ 2 นั้น เป็นจํานวนที่ได้เคยถูกรวมในการคํานวณกําไรสุทธิหรือเงินได้พึงประเมินที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งของธุรกรรมที่ถูกควบคุมแล้ว และคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ปกปิดข้อมูลการทําธุรกรรมที่ถูกควบคุมดังกล่าวหรือแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมนั้นเป็นเท็จ

ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอํานาจพิจารณาปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งของธุรกรรมที่ถูกควบคุมนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของคู่สัญญาฝ่ายแรกด้วย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการคํานวณกําไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร หรือเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 70 หรือมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

เพื่อประโยชน์ในการเว้นการเก็บภาษีซ้อนตามสัญญาที่รัฐบาลไทยได้ทําไว้กับรัฐบาลต่างประเทศหรือที่สํานักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทําไว้กับสํานักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ การพิจารณาปรับปรุงตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามข้อตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนตามสัญญาที่รัฐบาลไทยได้ทําไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ หรือที่สํานักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทําไว้กับสํานักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ เพื่อประโยชน์ในการเว้นการเก็บภาษีซ้อนตามสัญญาที่รัฐบาลไทยได้ทําไว้กับรัฐบาลต่างประเทศหรือที่สํานักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยได้ทําไว้กับสํานักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ และเพื่อการป้องกันการเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการกําหนดราคาระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันเป็นการล่วงหน้า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยซึ่งมีการทําธุรกรรมด้านการพาณิชย์หรือการเงินกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ อาจร้องขอให้มีการจัดทําข้อตกลงการกําหนดราคาเป็นการล่วงหน้า เพื่อกําหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการหาผลตอบแทนสําหรับธุรกรรมระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันที่จะมีขึ้นภายในช่วงเวลาในอนาคตที่ได้ตกลงกันไว้

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับสําหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

(นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

อธิบดีกรมสรรพากร

14 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 400) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการปรับปรุงรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_672c6c6d83dccd36

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com