法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 23/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดขั้นและการกันเงินสำรองของสถาบันการเงิน

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
1
มาตรา ทั้งฉบับ

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่ สนส. 23 /2561

เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดขั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงิน

อื่นๆ - 1. เหตุผลในการออกประกาศ

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการกําหนดหลักเกณฑ์ในการจัดชั้นและการกันเงินสํารองเพื่อให้สถาบันการเงินมีการกันเงินสํารองไว้อย่างเพียงพอที่จะรองรับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากสินทรัพย์ที่สถาบันการเงินถือครองอยู่ โดยเฉพาะเงินให้สินเชื่อซึ่งเป็นสินทรัพย์หลักของสถาบันการเงิน

เนื่องจากสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ประกาศใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 เรื่อง เครื่องมือทางการเงิน ซึ่งจะมีผลใช้บังคับกับการจัดทํางบการเงินที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป เพื่อให้มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยมีความสอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อวิธีการจัดชั้นการกันเงินสํารอง และการตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีของสถาบันการเงิน ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรปรับปรุงหลักเกณฑ์กรจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงิน เพื่อรองรับการบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับดังกล่าว โดยกําหนดให้สถาบันการเงินมีการจัดชั้นสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินเป็น 3 ประเภท ได้แก่ (1) สินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (non-performing) (2) สินทรัพย์และการะผูกพันทางการเงินที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (under-performing) และ (3) สินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (performing) ตลอดจนมีการกันเงินสํารองเพื่อรองรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชี ตามที่มาตรฐานการรายงานทางการเงินกําหนด

อื่นๆ - 2. อํานาจตามกฎหมาย

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 47 มาตรา 60 และมาตรา 61 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 ธนาคารแห่งประเทศไทยออกข้อกําหนดให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงิน

อื่นๆ - 3. ประกาศที่ยกเลิก

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 5/2559 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงิน ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2559

อื่นๆ - 4. ขอบเขตการบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง

อื่นๆ - 5. เนื้อหา

5.1 คําจํากัดความ

"สินทรัพย์ที่เสียหาย" หมายความว่า สินทรัพย์ที่ตัดออกจากบัญชี

"สินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินที่อาจเสียหาย " หมายความว่า สินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินที่จัดชั้นดังนี้

(1) สินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (non-performing)

(2) สินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (under-performing)

(3) สินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (performing)

ทั้งนี้ ให้รวมถึงสินทรัพย์ทางการเงินและภาระผูกพันทางการเงินที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตเมื่อซื้อหรือเมื่อเกิดรายการ (purchased or origniated credit-impaired) ตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

"เงินสํารอง" หมายความว่า เงินสํารองที่กันไว้เผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและเมื่อการด้อยค่า สําหรับสินทรัพย์และการะผูกพันทางการเงินที่อาจเสียหาย ทั้งนี้ สถาบันการเงินจะต้องกันเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินจัดชั้นแต่ละประเภทตามอัตราและหลักเกณฑ์ที่ระบุในประกาศฉบับนี้

"ภาระผูกพันทางการเงิน" หมายความว่า ภาระผูกพันทางการเงิน ซึ่งประกอบด้วยภาระผูกพันวงเงินสินเชื่อ (loan commitment) และสัญญาค้ําประกันทางการเงิน (financial guarantee contract) ตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง หรือที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดเพิ่มเติม

"ลูกหนี้ธุรกิจ" หมายความว่า ลูกหนี้ธุรกิจตามที่กําหนดในแนวนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการสอบทานเงินให้สินเชื่อ ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ และภาระผูกพันของธนาคารพาณิชย์และธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย หรือบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์แล้วแต่กรณี

"มาตรฐานการบัญชี" หมายความว่า มาตรฐานการบัญชีที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ และให้หมายรวมถึงมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย

5.2 การกําหนดนโยบายเกี่ยวกับการจัดชั้น การกันเงินสํารอง และการตัดออกจากบัญชี

สถาบันการเงินต้องกําหนดนโยบายเกี่ยวกับการจัดชั้นและการกันเงินสํารอง สําหรับสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินที่อาจเสียหาย และการตัดออกจากบัญชีสําหรับสินทรัพย์ที่เสียหายไว้อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของสถาบันการเงิน ซึ่งนโยบายดังกล่าวต้องครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้

(1) หน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ที่เกี่ยวข้อง

(2) หลักเกณฑ์ในการจัดชั้นและการกันเงินสํารอง ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยสมมติฐาน ปัจจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และวิธีการ ที่ใช้ในการจัดชั้นและการกันเงินสํารอง

(3) กลไกการควบคุมการจัดทําแบบจําลองเพื่อใช้ในการจัดชั้นและการกันเงินสํารองตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 1

(4) หลักเกณฑ์ในการตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชี

(5) ระบบการควบคุมภายในและแนวทางการบันทึกบัญชี

(6) การตรวจสอบความถูกต้องในการจัดชั้น การกันเงินสํารอง และการตัดออกจากบัญชี รวมถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลหลักฐานและเอกสารที่นํามาใช้ประกอบ

ทั้งนี้ สถาบันการเงินต้องทบทวนนโยบายดังกล่าวเป็นประจําอย่างน้อยปีละครั้งและจัดเก็บนโยบายดังกล่าวพร้อมกับเอกสารหลักฐานที่นํามาใช้ประกอบการพิจารณาทบทวนนโยบายไว้ที่สถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินสามารถจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้

5.3 หลักเกณฑ์การจัดชั้นสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงิน

สถาบันการเงินต้องจัดชั้นสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินดังต่อไปนี้เป็นรายบัญชีตามลักษณะความเสี่ยงด้านเครดิตของสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินนั้น

ทั้งนี้ สําหรับการจัดชั้นสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินของลูกหนี้ธุรกิจสถาบันการเงินต้องคํานึงถึงความเกี่ยวเนื่องของกระแสเงินสดรับของแต่ละบัญชีด้วย ซึ่งหากกระแสเงินสดรับของบัญชีของลูกหนี้หรือบัญชีของผู้ที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน สถาบันการเงินต้องจัดชั้นสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินดังกล่าวไว้ในชั้นเดียวกัน

(1) สินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (ยกเว้นตราสารทุน)

สถาบันการเงินต้องจัดชั้นสินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (ยกเว้นตราสารทุน) ทั้งนี้ ไม่รวมถึงสินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตเมื่อซื้อหรือเมื่อเกิดรายการ (purchased or originated credit-impaired) โดยแยกออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

(1.1) สินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (non-performing) เช่น

(1.1.1) ลูกหนี้ที่ค้างชําระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 90 วันหรือ 3 เดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระ ไม่ว่าจะเป็นไปตามเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาตามสัญญาหรือวันที่สถาบันการเงินทวงถามหรือเรียกให้ชําระคืน แล้วแต่วันใดจะถึงก่อน ยกเว้นลูกหนี้เงินเบิกเกินบัญชี

(1.1.2) ลูกหนี้เงินเบิกเกินบัญชี กรณีที่ไม่มีวงเงิน หรือกรณีที่ถูกยกเลิกวงเงิน หรือกรณีที่มีวงเงินตามสัญญาแต่ยอดหนี้เกินวงเงิน หรือกรณีที่ครบกําหนดสัญญาแล้วและไม่มีเม็ดเงินนําเข้าบัญชีเพื่อชําระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วันหรือ 3 เดือนนับแต่วันที่เบิกเกินบัญชีโดยไม่มีวงเงิน หรือวันที่ถูกยกเลิกวงเงิน หรือวันที่ยอดหนี้เกินวงเงิน หรือวันที่ครบกําหนดสัญญาแล้วแต่กรณี

(1.1.3) ลูกหนี้ที่สถาบันการเงินเห็นว่า ไม่สามารถเรียกชําระหนี้คืนได้หรือคุณภาพของลูกหนี้มีการเสื่อมถอยลงอย่างมีนัยสําคัญ

(1.1.4) ลูกหนี้ที่ไม่ปรากฏธุรกิจแน่ชัด หรือไม่ได้ประกอบธุรกิจจริงจังหรือนําเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

(1.1.5) ลูกหนี้ที่ประวิงการชําระหนี้ หรือกระทําการใด ๆ เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชําระหนี้ เช่น ออกไปเสียนอกราชอาณาจักร หรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน

(1.1.6) ลูกหนี้ที่สถาบันการเงินติดต่อไม่ได้ หรือตามตัวลูกหนี้ไม่พบหรือลูกหนี้ไปเสียจากภูมิลําเนาที่ปรากฏตามสัญญาโดยไม่แจ้งให้สถาบันการเงินทราบ

(1.1.7) ลูกหนี้ที่หยุดดําเนินกิจการหรือเลิกกิจการ หรือกิจการของลูกหนี้อยู่ระหว่างชําระบัญชี

(1.1.8) สินทรัพย์ทางการเงินที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต ตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

(1.1.9) สินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงว่ามีการด้อยค่าด้านเครดิตด้วยเหตุประการอื่น ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งการ

(1.2) สินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (under-performing) เช่น

(1.2.1) ลูกหนี้ที่ค้างชําระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 30 วันหรือ 1 เดือนนับแต่วันถึงกําหนดชําระ ไม่ว่าจะเป็นไปตามเงื่อนไขหรือเรื่อนเวลาตามสัญญาหรือวันที่สถาบันการเงินทวงถามหรือเรียกให้ชําระคืน แล้วแต่วันใดจะถึงก่อน ยกเว้นลูกหนี้เงินเบิกเกินบัญชีและสินทรัพย์ทางการเงินอื่นที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ซึ่งเข้าข่ายการจัดชั้นตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในข้อ 5.3 (1.1) ข้างต้น

(1.2.2) ลูกหนี้เงินเบิกเกินบัญชี กรณีที่ไม่มีวงเงิน หรือกรณีที่ถูกยกเลิกวงเงิน หรือกรณีที่มีวงเงินตามสัญญาแต่ยอดหนี้เกินวงเงิน หรือกรณีที่ครบกําหนดสัญญาแล้วและไม่มีเม็ดเงินนําเข้าบัญชีเพื่อชําระต้นเงินหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 30 วันหรือ 1 เดือนนับแต่วันที่เบิกเกินบัญชีโดยไม่มีวงเงิน หรือวันที่ถูกยกเลิกวงเงิน หรือวันที่ยอดหนี้เกินวงเงิน หรือวันที่ครบกําหนดสัญญาแล้วแต่กรณี

(1.2.3) สินทรัพย์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญนับตั้งแต่การรับรู้รายการเมื่อเริ่มแรก ตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

(1.2.4) สินทรัพย์ทางการเงินที่แสดงว่ามีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญด้วยเหตุประการอื่น ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งการ

(1.3) สินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (performing) เช่น

(1.3.1) ลูกหนี้ที่ไม่ผิดนัดชําระ ยกเว้นลูกหนี้เงินเบิกเกินบัญชี

(1.3.2) ลูกหนี้เงินเบิกเกินบัญชี กรณีที่ยังใช้ไม่เต็มวงเงินและยังไม่ถูกยกเลิกวงเงินหรือสัญญายังไม่ครบกําหนด หรือกรณีที่ค้างชําระดอกเบี้ยไม่เกิน 30 วันหรือ 1 เดือนนับแต่วันที่ถึงกําหนดชําระ

(1.3.3) สินทรัพย์ทางการเงินอื่นที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ซึ่งไม่เข้าข่ายเป็นการจัดชั้นตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในข้อ 5.3 (1.1) และ (1.2) ข้างต้น

(1.3.4) ลูกหนี้ที่มีหนังสือยืนยันการตรวจรับงานจากส่วนราชการที่มีระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันตรวจรับงาน เฉพาะส่วนที่มีหนังสือยืนยัน

ทั้งนี้ สําหรับสินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตเมื่อซื้อหรือเมื่อเกิดรายการ (purchased or originated credit-impaired) ให้สถาบันการเงินจัดชั้นสินทรัพย์ทางการเงินดังกล่าวตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การจัดชั้นสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินตามที่กําหนดในข้อ 5.3 (1.1) - (1.3) และข้อ 5.6 (1)

(2) สินทรัพย์นอกเหนือจากสินทรัพย์ทางการเงินตามข้อ 5.3 (1)

สถาบันการเงินต้องจัดชั้นสินทรัพย์นอกเหนือจากสินทรัพย์ทางการเงินตามข้อ 5.3 (1) เฉพาะส่วนต่างที่เข้าลักษณะตามข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ เป็นสินทรัพย์ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (non-performing)

(2.1) อสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการชําระหนี้ หรือซื้อจากการขายทอดตลาด เฉพาะส่วนที่เป็นผลต่างของราคาตามบัญชีที่สูงกว่ามูลค่าที่ได้จากการประเมินราคาไว้ไม่เกิน 12 เดือน โดยมูลค่าที่กล่าวให้หักด้วยประมาณการค่าใช้จ่ายในการขายก่อนนําไปเปรียบเทียบกับราคาตามบัญชี แต่หากสถาบันการเงินได้ทําการประเมินราคาไว้เกินกว่า 12 เดือน ให้นํามูลค่าที่ได้จากการประเมินราคามาใช้ได้เพียงร้อยละ 50

ในการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ที่กล่าว ให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติตามแนวนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการประเมินราคาหลักประกันและอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการรับชําระหนี้ การประกันการให้สินเชื่อ หรือที่ซื้อจากการขายทอดตลาดของสถาบันการเงิน

(2.2) สินทรัพย์อื่นที่มิใช่อสังหาริมทรัพย์รอการขายตามข้อ 5.3 (2.1) เฉพาะส่วนที่เป็นผลต่างของราคาตามบัญชีที่สูงกว่ามูลค่ายุติธรรมหรือมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน ทั้งนี้สถาบันการเงินต้องประเมินมูลค่ายุติธรรมหรือมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

(2.3) สินทรัพย์ตามข้อ 5.3 (2.1) และ (2.2) ที่แสดงว่ามีการด้อยค่าด้วยเหตุประการอื่น ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งการ

(3) ภาระผูกพันทางการเงิน

(3.1) ในกรณีที่ภาระผูกพันทางการเงินมีกระแสเงินสดรับเกี่ยวเนื่องกันกับสินทรัพย์ทางการเงินหรือการะผูกพันทางการเงินของลูกหนี้หรือของผู้ที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้

ให้สถาบันการเงินจัดชั้นภาระผูกพันทางการเงินดังกล่าวไว้ในชั้นเดียวกับการจัดชั้นสินทรัพย์ทางการเงินหรือภาระผูกพันทางการเงินของลูกหนี้หรือของผู้ที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้ที่มีกระแสเงินสดรับเกี่ยวเนื่องกันกับภาระผูกพันทางการเงินดังกล่าว

(3.2) ในกรณีที่ภาระผูกพันทางการเงินไม่มีกระแสเงินสดรับเกี่ยวเนื่องกันกับสินทรัพย์ทางการเงินหรือการะผูกพันทางการเงินของลูกหนี้หรือของผู้ที่เกี่ยวข้องกับลูกหนี้

ให้สถาบันการเงินจัดชั้นภาระผูกพันทางการเงินดังกล่าว ตามลักษณะความเสี่ยงด้านเครดิตตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง โดยให้นําหลักเกณฑ์การจัดชั้นสินทรัพย์ทางการเงินที่กําหนดในข้อ 5.3 (1) มาถือปฏิบัติโดยอนุโลม

ทั้งนี้ ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่า การจัดชั้นของสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินของสถาบันการเงินไม่เหมาะสม อาจสั่งการให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดชั้นสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินได้

5.4 หลักเกณฑ์การกันเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงิน

(1) สินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (ยกเว้นตราสารทุน) ตามข้อ 5.3 (1) และภาระผูกพันทางการเงินตามข้อ 5.3 (3)

สถาบันการเงินต้องกันเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (ยกเว้นตราสารทุน) และภาระผูกพันทางการเงิน ทั้งนี้ ไม่รวมถึงสินทรัพย์ทางการเงินหรือภาระผูกพันทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตเมื่อซื้อหรือเมื่อเกิดรายการ (purchased or originated credit-impaired) ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดดังนี้

(1.1) ให้สถาบันการเงินใช้มูลหนี้ ซึ่งรวมยอดคงค้างของต้นเงิน รายได้ดอกเบี้ยค้างรับ รายได้ดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกําหนดชําระ และรายการอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง หรือมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน เป็นฐานในการคํานวณเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (ยกเว้นตราสารทุน) หรือภาระผูกพันทางการเงิน แล้วแต่กรณี

(1.2) ให้สถาบันการเงินกันเงินสํารองตามลักษณะการจัดชั้นสินทรัพย์ทางการเงินและภาระผูกพันทางการเงิน ดังนี้

(1.2.1) สินทรัพย์ทางการเงินและภาระผูกพันทางการเงิน ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (non-performing) และสินทรัพย์ทางการเงินและภาระผูกพันทางการเงิน ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (under-performing)

ให้สถาบันการเงินกันเงินสํารองอย่างน้อยในอัตราร้อยละ 100 ของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตลอดอายุ (lifetime expected credit losses) โดยคํานวณจากผลต่างระหว่างมูลหนี้หรือมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน ตามที่กําหนดในข้อ (1.1) กับกระแสเงินสดที่สถาบันการเงินคาดว่าจะได้รับซึ่งต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่ลูกหนี้จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาตลอดอายุของสินทรัพย์ทางการเงินหรือภาระผูกพันทางการเงินที่สถาบันการเงินได้คาดการณ์ไว้ คิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

(1.2.2) สินทรัพย์ทางการเงินและภาระผูกพันทางการเงิน ที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (performing)

ให้สถาบันการเงินกันเงินสํารองอย่างน้อยในอัตราร้อยละ 100 ของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นใน 12 เดือนข้างหน้า (12-month expected credit losses) โดยคํานวณจากผลต่างระหว่างมูลหนี้หรือมูลค่าเทียบเท่าสินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน ตามที่กําหนดในข้อ (1.1) กับกระแสเงินสดที่สถาบันการเงินคาดว่าจะได้รับซึ่งต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่ลูกหนี้จะไม่ปฏิบัติตามสัญญาภายใน 12 เดือนข้างหน้า คิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

(1.3) ให้สถาบันการเงินประมาณการกระแสเงินสดที่สถาบันการเงินคาดว่าจะได้รับ ดังนี้

(1.3.1) ให้สถาบันการเงินกําหนดสมมติฐานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการประมาณการกระแสเงินสดอย่างเหมาะสมตามสภาวะเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต และต้องทบทวนประมาณการกระแสเงินสดดังกล่าวอย่างน้อยทุกงวดการบัญชี

(1.3.2) ในกรณีที่สถาบันการเงินคาดว่าจะได้รับกระแสเงินสดจากการจําหน่ายหลักประกัน ให้สถาบันการเงินนํามูลค่าของหลักประกันซึ่งได้ประเมินราคาตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในแนวนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการประเมินราคาหลักประกันและอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการรับชําระหนี้ การประกันการให้สินเชื่อ หรือที่ซื้อจากการขายทอดตลาดของสถาบันการเงิน มาใช้ประกอบการคํานวณมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับจากการจําหน่ายหลักประกันดังกล่าว โดยมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับจากการจําหน่ายหลักประกันที่คํานวณได้ ต้องไม่สูงกว่าวงเงินที่ระบุในสัญญาจํานํา สัญญา จํานอง สัญญาค้ําประกัน สัญญาหลักประกันทางธุรกิจ หรือสัญญาอื่นใดตามที่กฎหมายกําหนด

(1.4) ในกรณีที่สินทรัพย์ทางการเงินและภาระผูกพันทางการเงินสามารถจัดเป็นกลุ่มที่มีลักษณะความเสี่ยงด้านเครดิตที่คล้ายคลึงกัน (homogenous) ได้อย่างเหมาะสม และมีจํานวนเพียงพอที่จะจัดเป็นกลุ่มเพื่อคํานวณเงินสํารองเป็นรายกลุ่ม (collective approach) ได้อย่างน่าเชื่อถือ สถาบันการเงินสามารถจัดสินทรัพย์ทางการเงินและภาระผูกพันทางการเงินดังกล่าวเป็นกลุ่มบัญชีหรือกลุ่มลูกหนี้เพื่อคํานวณผลขาดทุนด้านเครดิตได้

ทั้งนี้ ในการพิจารณาจัดกลุ่มดังกล่าว ให้สถาบันการเงินพิจารณาปัจจัยอย่างน้อยดังนี้

(1.4.1) ลักษณะเฉพาะของลูกหนี้ เช่น ประเภทลูกหนี้ ลักษณะด้านประชากร (เช่น อายุ) อาชีพหรือกลุ่มอุตสาหกรรมของลูกหนี้ สถานที่ตั้งหรือภูมิภาคของลูกหนี้

(1.4.2) ลักษณะเฉพาะของธุรกรรม เช่น ประเภทผลิตภัณฑ์และหลักประกัน มูลค่าของหลักประกันต่อยอดหนี้และภาระผูกพันทางการเงินรวมของธุรกรรม ระยะเวลาคงเหลือจนถึงวันครบกําหนดของธุรกรรม

(1.4.3) สถานะของลูกหนี้ เช่น สถานะการค้างชําระ หรือสถานะการจัดชั้น

(1.5) ในกรณีที่สถาบันการเงินมีระบบงานหรือข้อมูลไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถคํานวณมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับจากการจําหน่ายหลักประกันได้อย่างเหมาะสม ให้สถาบันการเงินอ้างอิงมูลค่าของหลักประกันที่สามารถนํามาประกอบการคํานวณผลขาดทุนด้านเครดิตตามที่กําหนดในเอกสารแนบ 2 และเอกสารแนบ 3 พร้อมกับจัดทําแผนการดําเนินการด้านระบบงานหรือข้อมูลเพื่อจัดให้มีระบบงานและข้อมูลที่เพียงพอ ตลอดจนสามารถคํานวณมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับจากการจําหน่ายหลักประกันได้อย่างเหมาะสมและน่าเชื่อถือ และจัดเก็บแผนการดําเนินการดังกล่าวไว้ที่สถาบันการเงินเพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้

(1.6) ในการกําหนดสมมติฐานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการคํานวณผลขาดทุนด้านเครดิตหรือการประมาณการกระแสเงินสดที่สถาบันการเงินคาดว่าจะได้รับตามข้อ 5.4 (1.3) ให้สถาบันการเงินพิจารณาจากข้อมูลแนวโน้มและปัจจัยที่อาจมีผลกระทบต่อความสามารถในการชําระหนี้อย่างน้อยดังนี้

(1.6.1) นโยบายในการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน เช่น นโยบายการให้สินเชื่อ การสอบทานสินเชื่อ การจัดชั้นสินเชื่อ การกันเงินสํารอง การตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชี และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตลอดจนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลและแนวโน้มการให้สินเชื่อ การกระจุกตัวของสินเชื่อและหลักประกัน การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และการตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีรวมถึงกรณีที่ได้รับคืนในภายหลัง

(1.6.2) การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์หรือขั้นตอนการดําเนินงานของสถาบันการเงินหรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมสรรพากรกรมบังคับคดี กรมที่ดิน

(1.6.3) ปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ราคาน้ํามัน อัตราการว่างงาน

(1.6.4) ปัจจัยอื่น เช่น สภาวะการแข่งขันของอุตสาหกรรมลูกหนี้ความผันผวนของราคาหลักประกัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ สําหรับสินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น หรือภาระผูกพันทางการเงิน ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตเมื่อซื้อหรือเมื่อเกิดรายการ (purchased or originated credit-impaired) ให้สถาบันการเงินกันเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์ทางการเงินหรือภาระผูกพันทางการเงินดังกล่าวตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

(2) สินทรัพย์นอกเหนือจากสินทรัพย์ทางการเงินตามข้อ 5.4 (1)

สถาบันการเงินต้องกันเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์นอกเหนือจากสินทรัพย์ทางการเงินตามข้อ 5.4 (1) ในอัตราร้อยละ 100 ของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีการจัดชั้นเป็นสินทรัพย์ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (non-performing) ตามลักษณะการจัดชั้นในข้อ 5.3 (2)

ทั้งนี้ ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่า สมมติฐาน ปัจจัย และวิธีการคํานวณการกันเงินสํารองไม่เหมาะสม อาจสั่งการให้สถาบันการเงินกันเงินสํารองเพิ่มเติม เปลี่ยนสมมติฐาน ปัจจัยหรือวิธีการคํานวณเงินกันสํารอง หรือดําเนินการอื่นใดเพิ่มเติมได้

5.5 หลักเกณฑ์การตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชี

(1) สถาบันการเงินต้องตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชี ในกรณีที่สถาบันการเงินเห็นว่าจะไม่สามารถได้รับมูลค่าทั้งจํานวนหรือบางส่วนของสินทรัพย์คืนตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงกรณีอย่างน้อยดังนี้

(1.1) สิทธิเรียกร้องซึ่งสถาบันการเงินได้ปฏิบัติการโดยสมควรเพื่อให้ได้รับชําระหนี้ แต่ไม่มีทางที่จะได้รับชําระหนี้แล้ว เนื่องจากเหตุดังนี้

(1.1.1) ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย เป็นคนสาบสูญ หรือมีหลักฐานว่าหายสาบสูญไป และไม่มีทรัพย์สินใด ๆ จะชําระหนี้ได้

(1.1.2) ลูกหนี้เลิกกิจการ และมีหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่นมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้อยู่ในลําดับก่อนเป็นจํานวนมากกว่าทรัพย์สินของลูกหนี้

(1.1.3) สถาบันการเงินได้ฟ้องลูกหนี้ หรือได้ยื่นคําขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้อง และในกรณีนั้น ๆ ได้มีคําบังคับหรือคําสั่งของศาลแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ จะชําระหนี้ได้

(1.1.4) สถาบันการเงินได้ฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลาย หรือได้ยื่นคําขอรับชําระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลาย และในกรณีนั้น ๆ ได้มีการประนอมหนี้กับลูกหนี้ โดยศาลมีคําสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้นั้น หรือลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและได้มีการแบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ครั้งแรกแล้ว

(1.2) สิทธิเรียกร้องซึ่งตามพฤติการณ์ไม่อาจเรียกให้ชําระหนี้ได้

(1.3) สินทรัพย์อื่นซึ่งชํารุด เสียหาย หรือหมดราคา

(2) สถาบันการเงินต้องดําเนินการดังต่อไปนี้ เพื่อควบคุมและป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น

(2.1) กําหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ หรือวิธีปฏิบัติในการตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชี และกําหนดการควบคุมภายในให้ชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้

(2.2) การตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีจะต้องไม่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่กรรมการ ผู้บริหารระดับสูง ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว หรือกิจการที่บุคคลดังกล่าวมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง

(2.3) การตัดสินทรัพย์ลูกหนี้ที่เป็นกรรมการ ผู้บริหารระดับสูง ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน บุคคลอื่นที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว ออกจากบัญชี ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่า การตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีของสถาบันการเงินไม่เหมาะสม อาจสั่งการให้สถาบันการเงินตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีเพิ่มเติมหรือดําเนินการอื่นใดเพิ่มเติมได้

5.6 หลักเกณฑ์การจัดชั้น การกันเงินสํารอง และการตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีสําหรับสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินที่มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

(1) ให้สถาบันการเงินจัดชั้นสินทรัพย์และการะผูกพันทางการเงินที่มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามแนวนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ดังนี้

(1.1) ในกรณีที่สถาบันการเงินปรับปรุงโครงสร้างหนี้เนื่องจากฐานะทางการเงินของลูกหนี้เสื่อมถอยลงหรือสถาบันการเงินคาดว่าจะได้รับมูลค่าของสินทรัพย์หรือภาระผูกพันทางการเงินคืนไม่ครบถ้วน ให้สถาบันการเงินคงการจัดชั้นเดิมของสินทรัพย์หรือภาระผูกพันทางการเงินดังกล่าวเป็นชั้นที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (non-performing) หรือชั้นที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (under-performing) จนกว่าจะเข้าเงื่อนไขตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง หรือเข้าเงื่อนไขตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

ทั้งนี้ ให้สถาบันการเงินจัดให้มีระบบในการติดตามดูแลลูกหนี้ที่ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยเป็นระยะเวลา 1 ปีนับจากวันที่ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

(1.2) ในกรณีที่สถาบันการเงินปรับปรุงโครงสร้างหนี้เนื่องจากเหตุผลอื่นที่มิใช่เหตุผลตามข้อ 5.6 (1.1) เช่น เพื่อปรับอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ลดลงเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ให้สถาบันการเงินจัดชั้นสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินตามลักษณะความเสี่ยงด้านเครดิตตามที่กําหนดในข้อ 5.3

ทั้งนี้ สําหรับสินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยราคาทุนตัดจําหน่ายและมูลค่ายุติธรรมผ่านกําไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น หรือภาระผูกพันทางการเงิน ที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตเมื่อซื้อหรือเมื่อเกิดรายการ (purchased or originated credit-impaired) ที่มีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้สถาบันการเงินจัดชั้นสินทรัพย์ทางการเงินหรือภาระผูกพันทางการเงินดังกล่าวตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

(2) ให้สถาบันการเงินกันเงินสํารองสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงิน หรือตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชี ที่มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตามที่กําหนดในมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีข้อสังเกตในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อาจสั่งการให้สถาบันการเงินแก้ไขการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จัดหาผู้เชี่ยวชาญอิสระมาประเมินหรือทบทวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เปลี่ยนแปลงการจัดชั้น การกันเงินสํารอง หรือดําเนินการอื่นใดเพิ่มเติมได้

5.7 การจัดทําและการจัดเก็บเอกสารหลักฐาน

ให้สถาบันการเงินจัดทําและจัดเก็บเอกสารหลักฐานที่นํามาใช้ประกอบการพิจารณาการจัดชั้น การกันเงินสํารอง และการตัดออกจากบัญชีไว้ที่สถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินสามารถจัดทําและจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้

5.8 การจัดชั้น การกันเงินสํารอง หรือการตัดออกจากบัญชี ที่เข้มงวดกว่าหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนด

สถาบันการเงินสามารถจัดชั้นหรือกันเงินสํารองสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงิน หรือตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชี โดยใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดกว่าหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดได้

5.9 การสอบทานเงินให้สินเชื่อและภาระผูกพัน

สถาบันการเงินต้องสอบทานและจัดทํารายงานการสอบทานเงินให้สินเชื่อ เงินให้กู้ยืมภาระผูกพัน และธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ ตามแนวนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการสอบทานเงินให้สินเชื่อ ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ และภาระผูกพัน ของธนาคารพาณิชย์และธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย หรือบริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี

5.10 การจ่ายเงินปันผล

สถาบันการเงินจะจ่ายเงินปันผลหรือเงินตอบแทนอื่นใดแก่ผู้ถือหุ้นมิได้ หากยังไม่ได้ตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชี หรือยังกันเงินสํารองสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินไม่ครบทั้งจํานวน

5.11 ในกรณีที่จํานวนเงินสํารองที่สถาบันการเงินคํานวณได้ตามประกาศฉบับนี้มีจํานวนน้อยกว่าการกันเงินสํารองที่สถาบันการเงินได้กันไว้แล้วตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 5/2559 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสํารองของสถาบันการเงิน ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2559 ห้ามสถาบันการเงินโอนเงินสํารองส่วนเกินดังกล่าวเป็นรายได้ โดยให้คงเงินสํารองดังกล่าวไว้ในบัญชีต่อไป ทั้งนี้ สถาบันการเงินสามารถนําเงินสํารองส่วนเกินดังกล่าวมาใช้กับการกันเงินสํารองสําหรับสินทรัพย์และภาระผูกพันทางการเงินตามประกาศฉบับนี้ได้

อื่นๆ - 6. วันเริ่มต้นบังคับใช้

ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่งวดบัญชีที่เริ่มต้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป

ผู้มีอํานาจลงนาม - ประกาศ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2561

(นายวิรไท สันติประภพ)

ผู้ว่าการ

ธนาคารแห่งประเทศไทย

1 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 23/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดขั้นและการกันเงินสำรองของสถาบันการเงิน (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_6adcded0824f1d70

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com