ด่วนที่สุด
ที่ นร 1008.1/145
สํานักงาน ก.พ.
ถนนพิษณุโลก กทม. 10300
31 มีนาคม 2553
เรื่อง ซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญ
ตามกฎ ก.พ. ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือน พ.ศ. 2552
เรียน (เวียนกระทรวง กรม และจังหวัด)
อ้างถึง หนังสือสํานักงาน ก.พ. ด่วนที่สุด ที่ นร 1008.1/ว 28 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2552
อื่นๆ - ด้วยมีส่วนราชการหลายแห่งขอหารือเกี่ยวกับการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญตามกฎ ก.พ. ว่าด้วยการเลื่อนเงินเดือน พ.ศ. 2552 และการบริหารวงเงินตามหนังสือที่อ้างถึง
สํานักงาน ก.พ. จึงเห็นควรซักซ้อมความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ส่วนราชการได้รับทราบแนวทางดําเนินการที่ชัดเจนดังนี้
1. วงเงินงบประมาณสําหรับการเลื่อนเงินเดือน
1.1 การคํานวณวงเงินงบประมาณสําหรับการเลื่อนเงินเดือนร้อยละ 3 ของอัตราเงินเดือนข้าราชการ ณ วันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 กันยายน จะคํานวณโดยรวมเงินเดือนข้าราชการทุกตําแหน่งในสังกัดที่มีผู้ครองตําแหน่งอยู่ ไม่ว่าจะมีการเบิกจ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการที่ครองตําแหน่งนั้น หรือไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ปฏิบัติราชการ หรือไม่ (ไม่รวมข้าราชการในสังกัดอื่นที่ได้รับมอบหมายให้มาช่วยราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ราชการ) ตัวอย่างเช่น กรณีข้าราชการที่อยู่ระหว่างการลาติดตามคู่สมรส หรือลากิจเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตร ซึ่งไม่ได้รับเงินเดือนระหว่างการลา หรือกรณีผู้ที่ไปช่วยราชการที่ส่วนราชการอื่น ก็จะรวมฐานเงินเดือนของผู้นั้นอยู่ในการคํานวณวงเงินงบประมาณสําหรับการเลื่อนเงินเดือนด้วย
1.2 การบริหารวงเงินสําหรับการเลื่อนเงินเดือนให้แยกวงเงินออกอย่างน้อย 3 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มตําแหน่งประเภทบริหาร (2) กลุ่มตําแหน่งประเภทอํานวยการ และ (3) กลุ่มตําแหน่งประเภทวิชาการและประเภททั่วไป
ทั้งนี้ ผู้มีอํานาจบริหารวงเงินจะแยกวงเงินในแต่ละกลุ่มดังกล่าวออกเป็นกลุ่มย่อยอีกก็สามารถดําเนินการ ตัวอย่างเช่น วงเงินของตําแหน่งประเภทอํานวยการ แยกออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ ประเภทอํานวยการ ระดับต้น และประเภทอํานวยการ ระดับสูง หรือ แยกวงเงินของกลุ่มตําแหน่งประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ ประเภทวิชาการ และประเภททั่วไป
1.3 กรณีมีข้าราชการโอนหรือย้ายไปดํารงตําแหน่งต่างส่วนราชการหรือจังหวัด
1.3.1 หากคําสั่งมีผลหลังวันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 กันยายน เงินเดือนของข้าราชการดังกล่าวจะถูกใช้เป็นฐานในการคํานวณวงเงินงบประมาณสําหรับการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการในส่วนราชการหรือจังหวัดที่ดํารงตําแหน่งอยู่เดิม ในรอบการประเมินนั้น ๆ
แต่หากคําสั่งมีผลก่อนหรือในวันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 กันยายน เงินเดือนของข้าราชการดังกล่าวจะถูกใช้เป็นฐานในการคํานวณวงเงินงบประมาณสําหรับการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการในส่วนราชการหรือจังหวัดที่ไปดํารงตําแหน่งใหม่ ในรอบการประเมินนั้น ๆ
1.3.2 การบริหารวงเงินงบประมาณเพื่อเลื่อนเงินเดือนให้ข้าราชการดังกล่าวในวันที่ 1 เมษายน หรือ 1 ตุลาคม ให้ใช้วงเงินงบประมาณสําหรับการเลื่อนเงินเดือนของส่วนราชการหรือจังหวัดที่ข้าราชการผู้นั้นสังกัดอยู่ในวันที่ 1 เมษายน หรือ 1 ตุลาคม แล้วแต่กรณี
2. ผู้บริหารวงเงิน
2.1 กรณีที่หลักเกณฑ์ตามหนังสือที่อ้างถึงกําหนดผู้บริหารวงเงินไว้หลายตําแหน่ง ตัวอย่างเช่น หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง และอธิบดีบริหารวงเงินสําหรับตําแหน่งรองอธิบดี นั้น หมายความว่า ให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง รองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง และอธิบดี ร่วมกันเป็นผู้บริหารวงเงินสําหรับตําแหน่งรองอธิบดี
2.2 การบริหารวงเงินสําหรับข้าราชการพลเรือนสามัญที่สังกัดสํานักงานรัฐมนตรี ให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้บริหารวงเงิน โดยอาจจัดสรรวงเงินให้หัวหน้าสํานักงานรัฐมนตรีบริหารวงเงินของข้าราชการในสังกัดได้
3. กรณีข้าราชการที่ไปช่วยราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ราชการต่างส่วนราชการหรือจังหวัด
3.1 การประเมินผลการปฏิบัติราชการ ให้หัวหน้าส่วนราชการ หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ หัวหน้าหน่วยงานที่ผู้รับการประเมินไปช่วยราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นผู้ให้ข้อมูลและความเห็นเพื่อประกอบการประเมินของผู้มีอํานาจหน้าที่ประเมิน (ตามหนังสือสํานักงาน ก.พ. ที่ นร 1012/ว 20 ลงวันที่ 3 กันยายน 2552)
3.2 การคํานวณวงเงินงบประมาณสําหรับการเลื่อนเงินเดือนของส่วนราชการและจังหวัด ณ วันที่ 1 มีนาคม และ 1 กันยายน แล้วแต่กรณี จะรวมถึงเงินเดือนของข้าราชการที่อยู่ในสังกัดที่ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ราชการต่างส่วนราชการหรือจังหวัดด้วย
3.3 การบริหารวเงินเพื่อเลื่อนเงินเดือนข้าราชการ ณ วันที่ 1 เมษายน และ 1 ตุลาคม แล้วแต่กรณี จะรวมถึงข้าราชการที่อยู่ในสังกัดที่ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ราชการต่างส่วนราชการหรือจังหวัดด้วย
4. กรณีข้าราชการได้รับแต่งตั้งให้ไปดํารงตําแหน่งต่างประเภท หรือต่างสายงาน หรือต่างระดับ
4.1 กรณีที่ข้าราชการรายใดอยู่ระหว่างดําเนินการแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งต่างประเภท หรือต่างสายงาน หรือต่างระดับ แต่ส่วนราชการหรือจังหวัดยังไม่มีคําสั่งแต่งตั้งภายในวันที่ 1 เมษายน หรือ 1 ตุลาคม แล้วแต่กรณี ให้พิจารณาเลื่อนเงินเดือนสําหรับข้าราชการดังกล่าวตามประเภท สายงาน และระดับที่ผู้นั้นดํารงอยุ่โดยส่วนราชการไม่ต้องกันเงินไว้
4.2 เมื่อข้าราชการรายใดได้รับการเลื่อนเงินเดือน ณ วันที่ 1 เมษายน หรือ 1 ตุลาคม ไปแล้ว หากต่อมาภายหลังได้รับคําสั่งแต่งตั้งให้ไปดํารงตําแหน่งต่างประเภท หรือต่างสายงาน หรือต่างระดับ โดยมีผลย้อนหลังไปก่อนหรือในวันที่ 1 เมษายน หรือ 1 ตุลาคม แล้วแต่กรณี ซึ่งทําให้ "ฐานในการคํานวณ" ที่ใช้ในการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการผู้นั้นเปลี่ยนไป กรณีนี้ให้ผู้มีอํานาจสั่งเลื่อนเงินเดือนแก้ไขคําสั่งเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการผู้นั้นโดยให้นําอัตราร้อยละที่ได้รับการเลื่อนตามคําสั่งเดิมมาคํานวณเงินที่จะได้เลื่อนโดยใช้ "ฐานในการคํานวณ" ของตําแหน่งประเภท สายงาน และระดับ ตามที่ข้าราชการผู้นั้นได้รับแต่งตั้ง
ทั้งนี้ งบประมาณที่ใช้เพิ่มขึ้นจากกรณีดังกล่าวให้เบิกจ่ายจากงบบุคลากรของส่วนราชการ
ตัวอย่าง นาย ก. ดํารงตําแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับชํานาญการ รับเงินเดือน 28,000 บาท และได้รับการเลื่อนเงินเดือนในวันที่ 1 เมษายน 2553 ในอัตราร้อยละ 2.9 ของฐานในการคํานวณระดับบนสําหรับตําแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชํานาญการ อัตรา 30,600 บาท คิดเป็นเงินที่ได้เลื่อน 890 บาท ต่อมา นาย ก. ได้รับคําสั่งแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับชํานาญการพิเศษ อัตราเงินเดือน 28,000 บาท โดยให้มีผลย้อนหลังไปในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 กรณีนี้ ผู้มีอํานาจสั่งเลื่อนเงินเดือนจะต้องแก้ไขคําสั่งเลื่อนเงินเดือนของนาย ก. โดยให้คํานวณเงินที่ได้เลื่อน ในอัตราร้อยละ 2.9 ของฐานในกาคํานวณระดับล่างสําหรับตําแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชํานาญการพิเศษ อัตรา 31,220 บาท คิดเป็นเงินที่ได้เลื่อน 910 บาท
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและถือปฏิบัติต่อไป ทั้งนี้ ได้แจ้งให้กรมและจังหวัดทราบด้วยแล้ว
ผู้มีอํานาจลงนาม - ขอแสดงความนับถือ
(นางเบญจวรรณ สร่างนิทร)
เลขาธิการ ก.พ.
อื่นๆ - สํานักพัฒนาระบบจําแนกตําแหน่งและค่าตอบแทน
โทร. 0 2547 1000 ต่อ 8100, 8104 0 2547 1980, 0 2547 1985, 0 2547 1990
โทรสาร 0 2547 1437