ประกาศตั้งกรม
ประกาศตั้งกรม
ตั้งพระองค์เจ้าและเจ้าพระยา[๑]
ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาลเป็นอดีตภาค ๒๔๗๒ พรรษา
ปัจจุบันนสมัย สรรปสมพัตสร พฤศจิกายนมาส อัษฎมสุรทิน ศุกรวาร โดยกาลบริจเฉท
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก มหันตเดชนดิลกรามาธิบดี
เทพยปรียมหาราชรวิวงศ อสัมภินพงศพีระกษัตร บุรุษรัตนราชนิกโรดม
จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราช สังกาศ อุภโตสุชาตสำศุทธเคราหณีจักรีบรมนาถ
จุฬาลงกรณราชวรางกูร มหามกุฏวงศวีรสูรชิษฐ ราชธรรมทศพิธ อุต์กฤษฏนิบุณ อดุลยกฤษฏาภินีร์หาร
บูรพาธิการสุสาธิต ธันยลักษณวิจิตรเสาภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคมานท สนธิมตสมันตสมาคม
บรมราชสมภาร ทิพยเทพาวตาร ไพศาลเกียรติคุณ อดุลยศักดิเดช สรรพเทเวศปริยานุรักษ
มงคลลัคนเนมาหวัย สุโขทัยธรรมราชา อภิเนาวศิลปศึกษา เดชนาวุธ วิชัยยุทธศาสดรโกศล
วิมลนรรยพินิต สุจริตสมาจาร ภัทรภิชญานประดิภานสุนทร ประวรศาสโนปสดมภก
มูลมุขมาตยวรนายกมหาเสนานี สราชนาวีพยูหโยธโพยมจร บรมเชษฐโสทรสมมต เอกราชยยศสธิคมบรมราชสมบัติ
นพปฏลเศวตฉัตราดิฉัตร ศรีรัตโนปลักษณ มหาบรมราชาภิเษกาภิษิกต์ สรรพทศทิควิชิตเดโชไชย
สกลมไหศวรยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชันยาศรัย
พุทธาทิไตรรัตนศรณารักษ วิศิษฏศักตอัครนเรศวราธิบดี เมตตากรุณาศีตลหฤทัย อโนปไมยบุนยการ
สกลไพศาลมหารัษฎราธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชดำริว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ
เป็นพระบรมวงศ์พระองค์หนึ่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงฝึกสอนรัฐประศาสโนบาย
แล้วสามารถรับราชการสนองพระเดชพระคุณได้ดั่งพระราชหฤทัยในตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ
จนถึงได้เป็นเสนาบดีตำแหน่งสำคัญมาตั้งแต่ในรัชชกาลที่ ๕
สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงยกย่องพระสติปัญญาและพระวิริยอุตสาหะ กับทั้งพระอัธยาศัยที่ซื่อตรงดำรงสัตยสุจริตปรากฏอยู่ในประกาศตั้งกรมเมื่อ
พ.ศ. ๒๔๒๙ และประกาศเลื่อนกรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ นั้นแล้ว
ถึงรัชชกาลที่ ๖
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงยกย่องว่าพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพได้ทรงปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมาอย่างใด
ทรงปฏิบัติต่อพระองค์อย่างนั้นด้วยความจงรักภักดี
สมควรเป็นพระราชวงศ์ผู้ใหญ่อันควรเคารพ ดั่งแจ้งอยู่ในประกาศเลื่อนกรมเมื่อ พ.ศ.
๒๔๕๔ อีกครั้งหนึ่ง แต่ในรัชชกาลที่ ๖ นั้น เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ
ได้ทรงรับราชการเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแต่รัชชกาลที่ ๕ สืบมาได้ถึง ๒๓ ปี อ่อนพระกำลังลงจนเกิดอาการประชวร
รู้สึกพระองค์ว่าจะไม่สามารถทำราชการหนักในตำแหน่งสำคัญให้เรียบร้อยได้ดั่งแต่ก่อน
จึ่งกราบบังคมทูลขอเวนคืนตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชปรารภถึงความชอบความดีที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระดำราชานุภาพได้มีมามากแต่หนหลัง จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ทรงดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีที่ปรึกษา แล้วดำรัสมอบพระราชประสงค์ให้ทรงอำนวยการจัดหอพระสมุดสำหรับพระนครอันทรงพระราชดำริว่าเป็นการสำคัญสำหรับบ้านเมือง
แต่ไม่เป็นงานหนักเกินพระกำลัง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพก็รับสนองพระเดชพระคุณมา
ได้ทรงพระอุตสาหะรวบรวมตรวจค้นเรื่องโบราณคดีและวรรณคดีต่าง ๆ แสดงให้ปรากฏแพร่หลาย
ทั้งทรงพระนิพนธ์หนังสือขึ้นไว้เป็นแบบฉะบับก็หลายเรื่อง
เป็นปัจจัยให้เจริญความนิยมในการพิมพ์หนังสือแจกวิชชาความรู้เป็นประโยชน์แก่มหาชนสืบมาจนบัดนี้
ครั้นเมื่อหายประชวร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสชวนให้กลับเข้าทรงรับราชการ
เป็นกรรมการสภาการคลังและกรรมการทำประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์
แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดี ประจำตำแหน่งอีกในกระทรวงมุรธาธร
ต่อนั้นมาโปรดฯ ให้เป็นกรรมการองคมนตรีตรวจงบประมาณเงินแผ่นดินด้วย
อนึ่งในคราวเมื่อสมเสด็จพระราชดำเนิรจากพระนคร และโปรดฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมาเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครนั้น
ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพเป็นที่ปรึกษา
ครั้นต่อเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมาทิวงคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับพระราชภาระเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครในตอนปลายรัชชกาลที่
๖ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระดำรงราชานุภาพก็ได้ทรงรับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอย่างเดียวกัน
เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบตระหนักในพระปรีชาสามารถของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระดำรงราชานุภาพแต่ในคราวที่ทรงร่วมราชการด้วยกันนั้น
ครั้นถึงรัชชกาลปัจจุบันนี้
เมื่อทรงพระราชดำริตั้งอภิรัฐมนตรีสภา จึ่งทรงเลือกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระดำรงราชานุภาพเป็นอภิรัฐมนตรีพระองค์หนึ่ง
ก็ได้ทรงปฏิบัติราชการในหน้าที่อันสำคัญด้วยพระปรีชาอุตสาหะ
และความซื่อตรงจงรักภักดี เป็นกำลังในพระราชกิจสืบมาจนบัดนี้
อนึ่ง หอสมุดสำหรับพระนครนั้น
เมื่อถึงรัชชกาลปัจจุบันนี้ทรงพระราชดำริว่าเจริญเป็นหลักฐานมั่นคงแล้วสมควรจะขยายการให้เกิดประโยชน์ออกไปถึงแผนกอื่น
ๆ อันเป็นเครื่องอนุกูลวิชชา จึ่งโปรดฯ ให้ตั้งราชบัณฑิตยสภา มีแผนกวรรณคดี
โบราณคดี และศิลปากร บำรุงวิชชา นั้น ๆ ให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ เป็นตำแหน่งนายกในสภานั้น
ก็สามารถยังประโยชน์ให้เกิดแก่วิชชาในแผนกต่าง ๆ เป็นอันดับมาดั่งพระราชประสงค์
และเป็นการเพิ่มพูนเกียรติยศของบ้านเมืองด้วยอีกสถานหนึ่ง
นอกจากพระเกียรติคุณดั่งได้พรรณนามา
ยังควรยกย่องว่าพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพทรงคุ้นเคยราชการ
จะหาผู้อื่นเสมอเหมือนได้โดยยาก เพราะได้ทรงปฏิบัติราชการในตำแหน่งสำคัญมาช้านาน
นับถึง ๓ รัชชกาลและได้ทรงทำคุณและประโยชน์แก่ราชการบ้านเมืองมาเป็นอันมาก
แม้เจริญพระชนมายุยิ่งขึ้นแล้วมิได้หย่อนพระวิริยะ
ยังทรงอุตสาหะสนองพระเดชพระคุณด้วยความจงรักภักดีแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในเวลานี้ก็นับว่าเป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่พระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นหลักราชการ
และเป็นที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย
ทั้งเป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งหลายทั่วไปเป็นอันมาก สมควรจะเลื่อนพระเกียรติยศฐานันดรศักดิ์ให้สูงสมกับที่เป็นพระบรมวงศ์อันทรงพระคุณวิเศษ
จึ่งมีพระบรมราชโองการมา ณ
พระบัณฑูรสูรสิงหนาทดำรัสสั่งให้เลื่อนกรมพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ
เป็นสมเด็จกรมพระยา มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ อิสสริยลาภบดินทร สยามวิชิตินทรวโรปการ มโหฬารรัฐประศาสน์ ปิยมหาราชวรานุศิษฎ์
ไพศาลราชกฤตยการี โบราณคดีปวัติศาสตรโกศล คัมภีรนิพธนิรุกติปฏิภาน ราชบัณฑิตวิธานนิติธรรมสมรรถ
ศึกษาภิวัฒน์ปิยวาที ขันติสัตยตรีสุจริตธาดา วิมลรัตนปัญญาอาชวาศรัย
พุทธาทิไตรสรณาทรพิเศษ คุณาภรณ์ธรรมิกนาถบพิตร นาคนาม ให้ทรงศักดินา ๓๕๐๐๐
เป็นพิเศษ ในตำแหน่งพระองค์เจ้าต่างกรมผู้ใหญ่ ในพระบรมมหาราชวัง จงทรงเจริญพระชนมายุ
พรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสมบัติ สรรพสิริ สวัสดิพิพัฒนมงคล วิบุลศุภผลเกียรติยศ
อิสสริยศักดิเดชานุภาพมโหฬารทุกประการ
ให้ทรงเลื่อน เจ้ากรม เป็น พระยาดำรงราชานุภาพ ถือศักดินา
๑๐๐๐
ให้ทรงเลื่อน ปลัดกรม เป็น พระปราบบรพล ถือศักดินา ๘๐๐
ให้ทรงเลื่อน สมุห์บัญชี เป็น หลวงสกลคณารักษ์ ถือศักดินา
๕๐๐
อนึ่งทรงพระราชดำริว่า พระเจ้าพี่ยาเธอ
กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงพระปรีชาสามารถในราชการ ทั้งมีพระคุณวุฒิพิเศษ
ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณต่างพระเนตรพระกรรณมาในตำแหน่งสำคัญสำคัญต่าง ๆ
หลายอย่าง ดั่งปรากฏในประกาศสถาปนาและเลื่อนกรม ๓ ครั้งนั้นแล้ว ครั้นมาในรัชชกาลปัจจุบัน
เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้รวมกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคมเข้าเป็นกระทรวงเดียวกัน
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าพี่ยาเธอฯ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงนั้น
กับตำแหน่งนายกสภาเผยแผ่พาณิชย์
อันเป็นหน้าที่สำคัญในทางเศรษฐกิจและพาณิชโยบายของประเทศ กับทั้งคงทำการในตำแหน่งผู้บัญชาการรถไฟหลวงแห่งกรุงสยามซึ่งภายหลังได้รวมการไฟฟ้าหลวงเข้าสมทบอีกด้วย
พระองค์ก็ทรงพระอุตสาหะวิริยะอันแรงกล้ามีพระหฤทัยจดจ่ออยู่ในที่จะยังผลเจริญรุ่งเรืองให้บังเกิดแก่ประเทศชาติ
จึ่งทรงสามารถปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่อันสำคัญนั้น ๆ
ให้บรรลุความสำเร็จผลได้อย่างไพบูลย์และรวดเร็ว ได้ทรงรับมอบหมายราชการอันใด
ก็เป็นที่หวังในความสำเร็จได้ แม้จะทรงลำบากตรากตรำสักเพียงไรก็หาย่อท้อไม่
การในหน้าที่ของพระองค์จึ่งสำเร็จเป็นอย่างดี มีอาทิคือทรงบัญชาการสร้างสะพานพระราม
๖ ที่เป็นการใหญ่อย่างหนึ่งซึ่งมีเป็นครั้งแรกในเมืองไทย
นอกนั้นได้ทรงพยายามให้การคมนาคม ทางรถไฟและทางหลวง ก้าวหน้าออกไปได้เป็นอันมาก
ทำให้การเดิรทางและการบรรทุกสินค้าสะดวกเร็วไวทันความประสงค์
ทั้งได้ทรงขยายการไปรษณีย์โทรเลขและเริ่มการวิทยุให้แพร่หลายไพศาลทันความต้องการของโลก
นำมาซึ่งประโยชน์แก่พ่อค้ามหาชนมีพระนิสสัยยิ่งด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมั่นในพระกมลสันดาน
ทรงวิจารณญาณประจักษ์แจ้งในชั้นเชิงคมนาคมเศรษฐกิจพาณิชโยบาย ประกอบทั้งพระอัธยาศัยก็เรียบร้อยอ่อนโยนเป็นที่น่านิยมเคารพนับถือมาก
อีกประการหนึ่ง พระเจ้าพี่ยาเธอฯ ได้ทรงสำแดงปรากฏชัดว่าตั้งมั่นอยู่ในความจงรักภักดีทรงคุ้นเคยและเป็นมิตรที่สนิทในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาช้านาน
บัดนี้ก็ทรงพระเจริญวัยวุฒิอยู่แล้วสมควรเลื่อนพระอิสสริยยศให้ยิ่งขึ้นในตำแหน่งพระองค์เจ้าต่างกรมผู้ใหญ่พระองค์หนึ่งได้
จึ่งมีพระบรมราชโองการมา ณ พระบัณฑูรสูรสิงหนาทดำรัสสั่ง
ให้เลื่อนกรม พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน ขึ้นเป็นกรมพระ
มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินประชาธิบดินทรเจษฎภาดา
ปิยมหาราชวงศวิศิษฎ์ อเนกยนตรวิจิตรกฤตยโกศล วิมลรัตนมหาโยธาธิบดี
ราชธุรันธรีมโหฬาร พาณิชยการคมนาคม อุดมรัตนตรัยสรณธาดา มัททวเมตตาชวาศรัย
ฉัตรชัยดิลกบพิตร พยัคฆนามให้ทรงศักดินา ๑๕๐๐๐ ตามพระราชกำหนดอย่างพระองค์เจ้าต่างกรมในพระบรมมหาราชวัง
จงทรงเจริญพระชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิภาน คุณสารสมบัติ สรรพสิริ สวัสดิพิพัฒนมงคล
วิบุลศุภผล สกลเกียรติยศ เดชานุภาพ มโหฬารทุกประการ
ให้ทรงเลื่อน เจ้ากรม เป็น พระกำแพงเพชรอัครโยธิน
ถือศักดินา ๘๐๐
ให้ทรงเลื่อน ปลัดกรม เป็น หลวงขาณุบุรินทรโยธี ถือศักดินา
๖๐๐
ให้ทรงเลื่อน สมุห์บัญชี เป็น ขุนโกสัมพีพลโยธา ถือศักดินา
๔๐๐
ให้ผู้ซึ่งได้เลื่อนตำแหน่งยศทั้ง ๖ นี้
ทำราชการในหลวงและในกรม ตามอย่างธรรมเนียม เจ้ากรม ปลัดกรม สมุห์บัญชี
ในพระองค์เจ้าต่างกรมทั้งปวงสืบไป ให้มีสุขสวัสดิเจริญเทอญ
อนึ่งทรงพระราชดำริว่า หม่อมเจ้าอาภาพรรณี สวัสดิวัฒน์
พระชายาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฏ์
เป็นหม่อมเจ้าองค์ใหญ่ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๔ กรมหลวงพิชิตปรีชากร พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ทรงพระเกียรติคุณซึ่งได้รับราชการมีความชอบต่อแผ่นดินมามาก
สมควรจะทรงยกย่องพระเกียรติยศไว้ให้ปรากฏประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง
เฉพาะหม่อมเจ้าอาภาพรรณี ได้เคยอยู่ในพระราชสำนักสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินี
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณเป็นที่ทรงพระเมตตากรุณามาแต่ก่อน
และทรงสถิตในที่เป็นพระชนนีสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี บรมราชินี
ประกอบด้วยบูรพูปการคุณใหญ่ยิ่งกว่าผู้อื่น
ในส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าอาภาพรรณี
ก็ได้เอื้อเฟื้อโดยความเคารพรักใคร่มาตั้งแต่ก่อนเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติและสนองพระเดชพระคุณด้วยฤทัยจงรักภักดีเสมอมาเป็นนิจโดยส่วนจรรยาสมบัติ
ก็มีอัธยาศัยอันดีมีมรรยาทสุภาพ สมเป็นกัลยาณีนารีรัตน์
ควรจะทรงสถาปนาพระอิสสริยยศให้สูงขึ้นตามฐานะพระวงศ์ผู้ใหญ่ราชตระกูลตามขัตติยราชประเพณี
จึ่งมีพระบรมราชโองการมา ณ พระบัณฑูรสูรสิงหนาทดำรัสสั่ง
ให้สถาปนา หม่อมเจ้าอาภาพรรณี สวัสดิวัฒน์ขึ้นเป็นพระองค์เจ้า
มีคำนำพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี
วรรคบริวาร ทรงศักดินา ๔๐๐๐ ตามพระราชกำหนดอย่างพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้านั้น
จงทรงเจริญพระชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิภาน กัลยาณสารสมบัติ สรรพสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลทุกประการ
อนึ่งทรงพระราชดำริว่า พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณทั้งในหน้าที่ฝ่ายปกครอง
การทูต และในกระทรวงการต่างประเทศ จนถึงเป็นปลัดทูลฉลองกระทรวงนั้น
ด้วยทรงพระปรีชาสามารถดั่งปรากฏอยู่ในประกาศสถาปนาครั้งก่อนนั้นแล้ว ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการสิ้นพระชนม์ เกิดความวิตกกันแพร่หลายด้วยเรื่องผู้จะเป็นตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศแทน
เพราะสมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการได้เสด็จดำรงตำแหน่งนั้นอยู่ถึง ๓๘ ปี
และทรงพระปรีชาสามารถในราชกิจเป็นที่นับถืออยู่ทั่วไปทั้งในประเทศนี้และประเทศอื่น
ๆ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชวิจารณ์เห็นคุณสมบัติอันมีอยู่ในพระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์
ว่าจะสามารถรับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศแทนสมเด็จพระชนกได้ดีกว่าผู้อื่น
จึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ เป็นเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ
การก็สมดั่งทรงคาดหมาย ด้วยพระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ทรงพระสติปัญญาและรอบรู้รัฏฐาภิปาลโนบาย
อันได้ทรงศึกษาแต่สมเด็จพระชนก ทรงบังคับการงานโดยซื่อตรงเที่ยงธรรมอยู่ในความสุจริต
มีความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นที่ตั้ง ทั้งสองประการเจือกัน
ผลจึ่งเป็นไปในทางที่เป็นคุณประโยชน์เชิดชูพระเกียรติยศพระเดชานุภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถ่ายเดียว
มิได้เป็นการได้อย่างหนึ่งเสียอย่างหนึ่ง
ในไม่ช้าก็ปรากฏพระเกียรติคุณเป็นที่นับถือของคนทั้งหลายตลอดจนชาวต่างประเทศทั่วไป
เป็นปัจจัยให้ราชการอันเกี่ยวข้องกับนานาประเทศเรียบร้อยตลอดมา มิใช่แต่เท่านั้น
ความมุ่งหมายอันเป็นข้อสำคัญของประเทศนี้ คือที่จะแก้ไขหนังสือสัญญาทรงพระราชไมตรี
ซึ่งต้องยอมเป็นฝ่ายต่ำเพราะความจำเป็นมาแต่โบราณ ได้พยายามแก้ไขปลดเปลื้องมาทุกรัชชกาลตลอดเวลากว่า
๖๐ ปี พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ร่วมกับพระยากัลยาณไมตรีผู้เป็นที่ปรึกษา ทั้ง ๒
นี้ ได้อุตสาหะบากบั่นโดยอุบายอันชอบในชั้นสุดท้าย มาประสพผลสำเร็จในรัชชกาลปัจจุบันนี้
จึ่งได้คืนเสรีภาพในการภาษีอากรและอำนาจศาล อันเป็นกำลังและความปรารถนาอย่างยิ่งแห่งการดำรงอิสสรภาพให้สถิตสถาพร
เป็นเหตุให้ประเทศสยามได้ตั้งอยู่ในฐานะเสมอภาคเท่าเทียมชาติอื่น ๆ นอกจากนี้
พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์มีปกติประพฤติพระองค์ด้วยพระอัธยาศัยสุภาพเหิรห่างจากอคติ
ปราศจากความกำเริบฟุ้งซ่านริษยาอาธรรม โอบอ้อมอารีและอ่อนน้อมทั่วไป
มีอุปนิสสัยคล้ายสมเด็จพระชนก ซึ่งเป็นที่นิยมในพระราชวงศ์และข้าราชการ
บัดนี้มีพระชนมายุในมัชฌิมวัยแล้วเป็นผู้ที่สมควรได้รับพระมหากรุณายกย่องขึ้นไว้ให้เป็นพระองค์เจ้าต่างกรม
เพื่อเป็นพะยานแห่งความสามารถรับราชการในตำแหน่งอันเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยทั้งราชการแผ่นดินและราชการในพระองค์
และเป็นที่เชิดชูพระเกียรติยศสืบสนองพระองค์สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการผู้เป็นพระชนกได้
จึ่งมีพระบรมราชโองการมา ณ
พระบัณฑูรสูรสิงหนาทดำรัสสั่ง ให้สถาปนา พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม
มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศวโรทัยนาคนาม
ทรงศักดินา ๑๑๐๐๐ ตามพระราชกำหนดอย่างพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าต่างกรม
ให้เจริญพระชนมายุ พรรณ สุข พล ปฏิภาน คุณสารสมบัติ สรรพสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลทุกประการ
ให้ทรงตั้ง เจ้ากรม เป็น หมื่นเทววงศวโรทัย ถือศักดินา ๕๐๐
ให้ทรงตั้ง ปลัดกรม เป็น พันไวเทศพรรณพจนีย์ ถือศักดินา ๓๐๐
ให้ทรงตั้ง สมุห์บัญชี เป็น พันทิวีระปรวากย์ ถือศักดินา
๒๐๐
ให้ผู้ซึ่งได้รับตำแหน่งยศทั้ง ๓ นี้
ทำราชการสนองพระพระเดชพระคุณต่อไป ให้มีสุขสวัสดิเจริญเทอญ
อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร
ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๔ กรมพระนเรศวรวรฤทธิ์
ได้ศึกษาวิชชาทหารปืนใหญ่และทหารช่างในประเทศอังกฤษสำเร็จแล้วกลับมารับราชการในกรมทหารปืนใหญ่ในรัชชกาลที่
๕ ครั้นถึงสมัยเมื่อเริ่มจัดการทหารบกเปลี่ยนวิธีมาเป็นอย่างปัจจุบันนี้ หม่อมเจ้าบวรเดช
เป็นนายทหารองค์หนึ่งซึ่งเป็นกำลังแก่การที่จัดครั้งนั้นมาก
ได้รับราชการในกรมเสนาธิการณ์ทหารบกและกรมทหารปืนใหญ่
เป็นนายพลผู้บัญชาการทหารบกมณฑลนครราชสีมา เป็นจเรปืนใหญ่ทั่วไป เมื่อตอนปลายรัชชกาลที่
๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นอัครราชฑูตประจำประเทศฝรั่งเศส
อิตาลี สเปญ และโปรตุเกษ มีตำแหน่งอยู่ ณ สถานฑูตที่กรุงปารีส ในระยะเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังทรงศึกษาวิชชาอยู่ในยุโรป
หม่อมเจ้าบวรเดชได้มีหน้าที่เป็นพระอภิบาลพระองค์อยู่ใกล้ชิด
จึงเป็นผู้สนิทชิดชอบพระราชอัธยาศัยตั้งแต่ครั้งนั้นมา ครั้นถึงรัชชกาลที่ ๖
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กลับเข้ารับราชการทหารอีก ได้เป็นอธิบดีกรมแสงสรรพาวุธ
จเรทหารปืนใหญ่ แม่ทัพที่ ๑ และผู้ช่วยเสนาบดีกระทรวงกลาโหมโดยอันดับมา
สมัยเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ
ให้รวมหน้าที่การปกครองมณฑลหัวเมืองเข้าเป็นภาค ทรงเลือกสรรให้หม่อมเจ้าบวรเดชดำรงตำแหน่งอุปราชมณฑลภาคพายัพไปประจำราชการอยู่ที่นครเชียงใหม่
หม่อมเจ้าบวรเดช ได้ทำนุบำรุงการกสิกรรมของพลเมือง
เช่นทำเหมืองฝายทดน้ำเข้านาเป็นต้น ภายหลังได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการรับพระราชทานเบี้ยบำนาญ
มาในรัชชกาลปัจจุบันนี้ทรงพระราชดำริเห็นว่า หม่อมเจ้าบวรเดชเป็นผู้สันทัดคุ้นเคยในราชการทหารมามาก
ควรจะทำราชการให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองได้อยู่ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้กลับเข้ารับราชการเป็นผู้ช่วยเสนาบดีกระทรวงกลาโหม แล้วเลื่อนเป็นเสนาบดีทหารบก
ต่อมาเป็นนายพลเอกเสนาบดีกระทรวงกลาโหมอยู่จนบัดนี้ ทรงพระราชดำริว่า หม่อมเจ้าบวรเดชทรงเจริญวัยวุฒิ
ปรีชาสามารถในราชกิจและรับราชการในตำแหน่งสำคัญอันเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย
กอปรด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมั่นคงจงรักภักดีในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
สมควรจะทรงยกย่องพระอิสสริยยศให้สูงขึ้นทั้งเพื่อเป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ อีกพระองค์หนึ่งได้
จึ่งมีพระบรมราชโองการมา ณ
พระบัณฑูรสูรสิงหนาทดำรัสสั่งให้สถาปนา หม่อมเจ้าบวรเดช
กฤดากร ขึ้นเป็นพระองค์เจ้า มีคำนำพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าบวรเดชมุสิกนาม ทรงศักดินา ๓๐๐๐
ตามพระราชกำหนดอย่างพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้านั้น จงทรงพระเจริญพระชนมายุ พรรณ สุข
พล ปฏิภาน คุณสารสมบัติ สรรพสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลทุกประการ
อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า หม่อมเจ้ามนัสสวาสดิ์ ศุขสวัสดิ
พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๔ กรมหลวงอดิรอุดมเดช
อันพระบิดาได้ถวายไว้ในสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ทรงทำนุบำรุงมาตั้งแต่เยาว์ ครั้นเจริญวัยขึ้น
สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงพระเมตตาไว้วางพระราชหฤทัย
จึ่งโปรดให้เป็นพระอนุบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ทรงพระเยาว์มา
หม่อมเจ้ามนัสสวาสดิ์ มีความรักใคร่ในพระองค์
ได้บำรุงเลี้ยงและพิทักษ์รักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยไมตรีสิเนหจิตต์เป็นที่สนิมสนมชอบพระราชอัธยาศัย
แม้ทรงพระเจริญวัยสำเร็จการศึกมาแต่ต่างประเทศ เสด็จออกจากวังประทับอยู่ต่างหากจากพระราชนิเวศนสถาน
หม่อมเจ้ามนัสสวาสดิ์ ก็ตามเสด็จไปประทับอยู่ด้วย ช่วยสนองพระเดชพระคุณดูแลกิจการในวังโดยความจงรักภักดีต่อพระองค์อย่างแน่นแฟ้นตราบเท่าเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว
หม่อมเจ้ามนัสสวาสดิ์
ก็ยังใฝ่หฤทัยมั่นคงอยู่ในที่จะพึงปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณทุกโอกาสมิคลาดคลาย
โดยความมุ่งหมายแต่จะให้ทรงพระเกษมสุขสถาพรเป็นที่ตั้ง
มิได้หวังใฝ่สูงเพื่อประโยชน์ตน
มีอัธยาศัยมั่นคงอยู่ในศีลธรรมประกอบทั้งสุภาพอ่อนน้อมและโอบอ้อมอารีตามควรแก่ฐานานุรูปแห่งบุคคลนั้น
ๆ จึ่งพากันสรรเสริญอยู่โดยมาก เพราะความที่หม่อมเจ้ามนัสสวาสดิ์ทรงคุณสมบัติดังกล่าวมา
มีพระราชประสงค์จะทรงทดแทนคุณูปการซึ่งได้มีมาแด่พระองค์ในหนหลัง
กับทั้งให้เป็นที่เชิดชูพระเกียรติยศแด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงอดิศรอุดมเดชได้พระองค์หนึ่ง
จึ่งมีพระบรมราชโองการมา ณ พระบัณฑูรสูรสิงหนาทดำรัสสั่ง
ให้สถาปนา หม่อมเจ้ามนัสสวาสดิ์ ศุขสวัสดิ ขึ้นเป็น พระองค์เจ้า
มีคำนำพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามนัสสวาสดิ์
วรรคอุตสาห ทรงศักดินา ๓๐๐๐ ตามพระราชกำหนดอย่างพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านั้น จงทรงเจริญพระชนมายุ
พรรณ สุข พล ปฏิภาน กัลยาณสารสมบัติ สรรพสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลทุกประการ
อนึ่งทรงพระราชดำริว่า
พระยาเทพอรชุนได้รับราชการฝ่ายทหารบกตั้งแต่เป็นนักเรียนนายร้อย เป็นผู้หนึ่งซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงไว้วางพระราชหฤทัยในภูมิ์พิทักษ์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลือกส่งไปเป็นราชองครักษ์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในคราวที่ดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทรงศึกษาวิชชาการอยู่ในยุโรป
เป็นโอกาสให้ได้ศึกษาความรู้และขนบธรรมเนียมต่างประเทศ
ทั้งเป็นที่ทรงคุ้นเคยและชอบพระราชอัธยาศัยในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมาแต่ครั้งนั้น
ภายหลังเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาเสด็จสถิต ณ กรุงเทพพระมหานครแล้ว ก็กลับเข้ารับราชการทหารบก
เป็นนายพันผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๔ เลื่อนขึ้นเป็นพระสุรเดชณชิต ผู้บังคับการกองโรงเรียนทหารบกได้เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่
๘ แล้วเป็นพระยาศักดาภิเดชวรฤทธิ์ นายพลจเรทหารราบและทหารม้าต่อมาจนสิ้นรัชชกาลที่
๕ ถึงรัชชกาลที่ ๖ ได้รับพระราชทานพานทองเป็นเกียรติยศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เป็นพระยาเทพอรชุน เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นสมุหราชองครักษ์บังคับราชองครักษ์ทั่วไป
รับราชการสนองพระเดชพระคุณจนเปลี่ยนตำแหน่งเป็นจเรทหารบก พระราชทานยศนายพลเอกปลายรัชชกาลนั้น
ครั้นถึงรัชชกาลปัจจุบัน พระยาเทพอรชุนมีอายุถึงเขตต์ต้องปลดจากราชการประจำ
จึ่งได้ออกจากประจำการรับพระราชทานเบี้ยบำนาญ
แต่เมื่อตำแหน่งสมุหราชองครักษ์ว่างลง ทรงพระราชดำริว่าพระยาเทพอรชุนได้คุ้นเคยการในหน้าที่และมีศีลธรรมสมควรแก่ตำแหน่งนั้น
จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ใช้บทบัญญัติขยายกำหนดอายุให้พระยาเทพอรชุนกลับเข้ารับราชการเป็นสมุหราชองครักษ์ต่อมาจนบัดนี้
การที่พระยาเทพอรชุนได้รับตั้งในตำแหน่งสมุหราชองครักษ์อันเป็นตำแหน่งสำคัญใกล้ชิดพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาถึง
๒ พระองค์ แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีนิสัยหนักแน่นด้วยความจงรักภักดีอันแท้จริง
ทั้งในส่วนพระองค์และหน้าที่ราชการ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตั้งตนไว้ในที่สมควรจะทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงประกอบด้วยภูมิฐานอันมั่นคง
มีอัธยาศัยสุภาพ เป็นที่เคารพรักใคร่ในหมู่ผู้ได้ทำความวิสสาสะ
และพระยาเทพอรชุนได้รักษาเกียรติคุณอันนั้นเสมอมามิได้ผันแปรแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบตระหนักมาแต่ยังทรงปฏิบัติราชการทหารบกอยู่ในรัชชกาลก่อน
ถึงคุณสมบัติของพระยาเทพอรชุนเห็นปานฉะนี้
จึ่งสมควรจะทรงพระกรุณายกย่องสถาปนาไว้ในตำแหน่งข้าราชการผู้ใหญ่ได้ผู้หนึ่ง
จึ่งมีพระบรมราชโองการมา ณ พระบัณฑูรสูรสิงหนาทดำรัส
สั่งให้สถาปนา พระยาเทพอรชุน ขึ้นเป็นเจ้าพระยา มีราชทินนนามว่า
เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน หรินทรราชองครักษ์ มหาสวามิภักดิ์มูลิกากร อภิสรอนีกวนุส
ยุทธสมัยสมันตวิทูร นเรสูรศักตเสนานี มนัสวีเมตตาชวาศรัย อภัยพิริยปรากรมพาหุ
มุสิกนาม ดำรงศักดินา ๑๐๐๐๐ จงเจริญสุขสวัสดิพิพัฒนมงคลทุกประการ
อนึ่งทรงพระราชดำริว่า พระยาราชนกูล
เริ่มรับราชการมาในกระทรวงมหาดไทย มีความสามารถปฏิบัติกิจจการนั้น ๆ
ให้ดำเนิรบรรลุผลดีโดยลำดับ จึ่งได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณในหน้าที่ใหญ่ ๆ จับเดิมแต่เป็นหลวงพัฒนกิจวิจารณ์
ข้าหลวงมหาดไทยมณฑลกรุงเก่า เป็นพระวิเศษไชยชาญผู้ว่าราชการเมืองอ่างทอง
ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนิรเลียบมณฑลฝ่ายเหนือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานบำเหน็จความชอบเลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นพระยาอินทรวิชิต ต่อมาโปรดเกล้าฯ
ให้กลับเข้ารับราชการในกระทรวง เป็นที่พระยาจ่าแสนยบดี เจ้ากรมพลำภังค์ แล้วเลื่อนเป็นพระยากำแหงสงคราม
ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครราชสีมา ได้พระราชทานพานทองเป็นเกียรติยศ ถึงรัชชกาลที่ ๖
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเป็นพระยาราชนกูลวิบูลยภักดีพีริยพาห ตำแหน่งปลัดทูลฉลอง
กลับเข้ารับราชการในกระทรวงแล้วโปรดเกล้าฯ ให้เป็นอุปราชมณฑลภาคอิศานไปรับราชการหัวเมืองอีกครั้งหนึ่ง
จนถึงรัชชกาลปัจจุบันนี้ โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ
เมื่อรับราชการอยู่ที่นั่น ประจวบเวลาเสด็จพระราชดำเนิรเลียบหัวเมืองฝ่ายเหนือไปจนถึงมณฑลภาคพายัพ
พระยาราชนกูล โดยเสด็จใกล้ชิดตามหน้าที่
ได้ทรงคุ้นเคยชอบพอพระราชอัธยาศัยมาแต่ครั้งนั้น ครั้นตำแหน่งสมุหพระนครบาลหัวหน้าพนักงานการปกครองท้องที่มณฑลราชธานีว่างลง
ทรงพระราชดำริเห็นว่า พระยาราชนกูลมีสติปัญญาสามารถสมควรแก่ตำแหน่งอันสำคัญนั้น
จึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมุหพระนครบาล กลับเข้ารับราชการในกรุงเทพฯ
มาจนบัดนี้ พระยาราชนกูลได้รับราชการทั้งที่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่าง ๆ มาช้านาน
เมื่อรับราชการในตำแหน่งแห่งใด ๆ ก็ได้ทำความเจริญเป็นผลดีปรากฏในตำแหน่งนั้น ๆ แม้ในราชการจร
เช่นเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้แทนรัฐบาลสยาม ณ คณะข้าหลวงใหญ่ฝรั่งเศส
สยาม ประจำแม่น้ำโขง ปรึกษาระเบียบการชายแดนกับข้าหลวงฝรั่งเศสก็ไปปฏิบัติราชการให้เรียบร้อยเจริญทางพระราชไมตรีสมดั่งพระราชประสงค์
เพราะมีสติปัญญาพิจารณญาณดำเนิรราชการในหน้าที่ของตนโดยแยบคายอุบายที่ชอบ
ประกอบทั้งเอาใจใส่ดูแลเกื้อกูลประชาราษฎรให้ปราศจากทุกข์ประสพสุขเกษมสำราญ
ด้วยเมตตาปราณีเป็นเบื้องหน้า บังคับบัญชากิจการอันใดก็เป็นไปโดยเที่ยงธรรมสุจริต
สมหน้าที่ข้าราชการผู้มีความภักดี มีอัธยาศัยสมาจารเรียบร้อยเป็นที่นิยมอยู่
บัดนี้ก็ได้รับราชการมาช้านานประกอบด้วยวัยวุฒิ
สมควรได้รับพระมหากรุณายกย่องเกียรติยศให้สูงขึ้นตามควรแก่ตำแหน่งราชการซึ่งได้บัญชาต่างพระเนตรพระกรรณ
จึ่งมีพระบรมราชโองการมา ณ
พระบัณฑูรสูรสิงหนาทดำรัสสั่งให้สถาปนา พระยาราชนกูลวิบูลยภักดีพีริยพาห ขึ้นเป็น
เจ้าพระยา มีราชทินนานามว่า เจ้าพระยามุขมนตรี ศรีสมุหนครบาล
ราชบทมาลยมหาสวามิภักดิ์ บริรักษ์เทพานีนิกรเกษม เปรมเปาโรหิตยาภิชาต
ไตรโลกนาถสรณธาดา มหามาตยาธบดี อภัยพีรยปรากรมพาหุ มุสิกนาม ถือศักดินา ๑๐๐๐๐
จงเจริญสุขสวัสดิพิพัฒนมงคลทุกประการเทอญ
สุกัญญา/ผู้จัดทำ
๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒
นฤดล/ตรวจ
๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๓
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๔๖/-/หน้า ๑๗๔/๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๗๒